งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

การป้องกันและปราบปรามการ ทุจริตภาครัฐ โดย นายนพดล เพชรสว่าง ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ 4 สำนักงาน ป.ป.ท.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "การป้องกันและปราบปรามการ ทุจริตภาครัฐ โดย นายนพดล เพชรสว่าง ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ 4 สำนักงาน ป.ป.ท."— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1

2 การป้องกันและปราบปรามการ ทุจริตภาครัฐ โดย นายนพดล เพชรสว่าง ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ 4 สำนักงาน ป.ป.ท.

3 กรอบการบรรยาย 1. สถานการณ์การทุจริตคอร์รัปชันในสังคมไทย และกลไกในการแก้ไขปัญหา 2. การตรวจสอบข้อเท็จจริงและการไต่สวน ข้อเท็จจริง 3. การป้องกันการทุจริตในภาครัฐ

4 1.สถานการณ์การทุจริตคอร์รัปชัน ในสังคมไทย

5 3. ประเทศชาติไม่เจริญ ปัญหาการทุจริตยังเป็นมะเร็งร้ายที่คุกคามสังคมไทยอยู่ ตลอดเวลาและทำให้เกิดความเสียหายอย่างมาก 1. รัฐบาลเสียหายต้องสูญเสียงบประมาณโดยไม่ จำเป็น และใช้ประโยชน์จากพัสดุไม่ได้ตามวัตถุประสงค์ 2. ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐและขาดโอกาสได้รับการพัฒนา คุณภาพชีวิตเพิ่มขึ้น

6 : การเข้าสู่อำนาจทางการเมือง ปัจจัยสำคัญที่เป็นสาเหตุให้การทุจริต : การขยายตัวและแข่งขันทางเศรษฐกิจ : โครงสร้างและค่านิยมของสังคมไทย -บุญคุณนิยม-พวกพ้องนิยม -อำนาจนิยม-สุขนิยม

7 The World's Most Corrupt Countries The Transparency International CPI measures the perceived levels of public-sector corruption in a given country and is a composite index, drawing on different expert and business surveys. The 2008 CPI scores 180 countries (the same number as the 2007 CPI) on a scale from zero (highly corrupt) to ten (highly clean). Denmark, New Zealand and Sweden share the highest score at 9.3, followed immediately by Singapore at 9.2. Bringing up the rear is Somalia at 1.0, slightly trailing Iraq and Myanmar at 1.3 and Haiti at September 2008

8 Highly clean countries Canada /Australia Iceland /Netherlands Switzerland /Finland Singapore New Zealand /Sweden /Denmark Thailand อยู่ในลำดับที่ 80 จาก 180 ประเทศ ระดับคะแนน 3.5

9 เปรียบเทียบลำดับในกลุ่มประเทศ อาเซียน กับ 180 ทั่วโลก SingaporeMalaysiaThailandVietnamIndonesiaPhilippinesLaosCambodiaMyanmar (178) (168) (151)(141) (126) (121)(80) (47) (4)

10 เปรียบเทียบในกลุ่มประเทศในเอเชีย ด้วยกัน SingaporeHongkongTaiwanChinaMalaysia South Korea ThailandIndiaVietnam

11

12 บริษัทที่ปรึกษาความเสี่ยงด้านการเมืองและ เศรษฐกิจ หรือเพิร์ค (คะแนนคอร์รัปชัน) ผลการสำรวจปัญหาการคอร์รัปชั่นในภูมิภาคเอเชีย รวมประเทศ ออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกา ประจำปี 2009 พบว่า อินโดนีเซีย และไทย ติดอันดับสองประเทศที่มีการคอร์รัปชั่นมากที่สุด ผลการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารต่างชาติเกี่ยวกับการ คอร์รัปชั่นในแต่ละประเทศ เผยแพร่เมื่อวันที่ 8 เมษายน ระบุว่า สิงคโปร์ยังคงเป็นประเทศที่มีการคอร์รัปชั่นน้อยที่สุด รองลงมา คือฮ่องกง (1.89), ออสเตรเลีย (2.40), สหรัฐอเมริกา (2.89), ญี่ปุ่น (3.99), เกาหลีใต้ (4.64), มาเก๊า (5.84), จีน (6.16), ไต้หวัน (6.47), มาเลเซีย (6.70), ฟิลิปปินส์ (7.0), เวียดนาม (7.11), อินเดีย (7.21), กัมพูชา (7.25), ไทย (7.63) และ อินโดนีเซีย (8.32)

13 ประชาชนมองสถานการณ์การทุจริต ในสังคมไทยอย่างไร สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (2547) ซึ่งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญองค์กรหนึ่ง ได้ศึกษาสาเหตุและปัจจัยที่ก่อให้เกิดปัญหาคอร์รัป ชันในสังคมไทย โดยสำรวจความเห็นของผู้นำภาค ประชาชนทุกจังหวัดๆละ 100 คน รวม 7,191 คน พบว่า

14 1. วิธีการและรูปแบบคอร์รัปชัน รูปแบบร้อยละ 1) รับสินบน ) วิ่งเต้นขอตำแหน่งใน ราชการ ) รับส่วย รีดไถประชาชน ) คอร์รัปชันเชิงนโยบาย ) แต่งตั้งโยกย้าย ข้าราชการ )ทุจริตเรื่องเวลาของ ข้าราชการ (เช้าชามเย็นชาม) (เช้าชามเย็นชาม)36.1

15 2. การทุจริตที่ประชาชนพบเห็น มากที่สุด ได้แก่ การฮั้วการประมวลในการจัดซื้อ จัดจ้างของทางราชการ (44.3 %) ปานกลาง ได้แก่ 1. การเลือกตั้ง (44.2 %) 2.กินตามน้ำหรือค่าน้ำร้อนน้ำชา(44.0 %) 3. นักการเมืองขาดคุณธรรม (42.5 %)

16 3. กลุ่มผู้กระทำการทุจริต มากที่สุด ข้าราชการ (47.8 %) ปานกลาง- พนักงานบริษัทเอกชน (43.1 %) - พนักงานรัฐวิสาหกิจ (39.6 %) - นักวิชาการ (34.0 %) น้อยที่สุดเกษตรกร (31.8 %)

17 4. องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการกระทำ ทุจริต มากที่สุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รองลงมาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต.,เทศบาล, อบจ.)

18 5. มูลเหตุสำคัญของการทุจริต 1. เจ้าหน้าที่ขาดคุณธรรมและไม่ปฏิบัติตามจรรยาบรรณ 2. ขาดกลไกในการลงโทษและการบังคับใช้กฎหมาย 3. เจ้าหน้าที่ได้รับค่าตอบแทนต่ำไม่สัมพันธ์กับหน้าที่ รับผิดชอบ 4. สภาพการทำงานเปิดโอกาส เอื้ออำนวยต่อการกระทำ ทุจริตกระบวนการปฏิบัติงานมีช่องโหว่

19 6. การทุจริตที่เป็นปัญหาเรื้อรังมากที่สุด การเมืองในระดับชาติรองลงมา ได้แก่ ได้แก่ การเมืองในระดับชาติรองลงมา ได้แก่ การเมืองระดับท้องถิ่น การเมืองระดับท้องถิ่น

20 7. แนวทางแก้ไข 1. ควรสนับสนุนให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการ ตรวจสอบการทุจริต 2. ควรจัดให้มีการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูล เพื่อ สร้างจิตสำนึก ค่านิยม ต้านการทุจริต 3. ควรส่งเสริมให้ภาคประชาชน และองค์กรอิสระทำ การตรวจสอบการทุจริตอย่างแท้จริง 3. ควรส่งเสริมให้ภาคประชาชน และองค์กรอิสระทำ การตรวจสอบการทุจริตอย่างแท้จริง

21 ลักษณะการทุจริตคอร์รัปชัน 5 ประเภท การศึกษาเรื่องทุจริตของคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาสอบสวน และศึกษาเรื่องเกี่ยวกับการทุจริต ของวุฒิสภา ได้แบ่งกรณีการทุจริตคอร์รัปชัน เป็น 5 ประเภท ได้แก่ เป็น 5 ประเภท ได้แก่ (1) การทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ (2) การทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง (3) การทุจริตในการให้สัมปทาน (4) การทุจริตโดยการทำลายระบบตรวจสอบ อำนาจรัฐ (5) การทุจริตเชิงนโยบาย ที่มา : โครงการร่วมใจ “คนไทยต้องไม่โกง ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยประจำปีงบประมาณ พ.ศ ”

22 ข้อมูลการทุจริตในหน่วยงานของรัฐ สำนักงาน ป.ป.ช. ได้รวบรวมข้อมูลตั้งแต่ปี พบว่า 12 อันดับ ที่มีการกล่าวหาร้องเรียนเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการทุจริต จำแนกตาม กระทรวง ณ วันที่ 14 มกราคม มหาดไทย 3,049 เรื่อง เกษตรและสหกรณ์ 1,928 เรื่อง คมนาคม 777 เรื่อง ศึกษาธิการ 1,388 เรื่อง 3 การคลัง 621 เรื่อง 5

23 6 6 สาธารณสุข 436 เรื่อง 7 7 ทรัพยากรธรรมชาติฯ 366 เรื่อง 9 9 สำนักนายกรัฐมนตรี 255 เรื่อง กลาโหม 309 เรื่อง 8 ยุติธรรม 179 เรื่อง 10 เทคโนโลยี ฯ 164 เรื่อง 11 แรงงานฯ 309 เรื่อง 12

24 ข้อมูลการทุจริตในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงาน ป.ป.ช. ได้รวบรวมข้อมูลตั้งแต่ปี (ข้อมูล ณ วันที่ 14 มกราคม 22552)พบว่า เจ้าหน้าที่ ของรัฐ ในสังกัด อปท.ถูกกล่าวหาว่ากระทำการทุจริต รวมทั้งสิ้น 7,452 เรื่อง มีผู้ถูกกล่าวหา 13,683 ราย อันดับ 3 ได้แก่ อบจ. 424 เรื่องผู้ถูกกล่าวหา 740 ราย อันดับ 4 ได้แก่ กทม. 369 เรื่องผู้ถูกกล่าวหา 628 ราย อันดับ 5 ได้แก่ เมืองพัทยา 14 เรื่อง ผู้ถูกกล่าวหา 43 ราย อันดับ 1 ได้แก่ อบต. 4,321 เรื่องผู้ถูกกล่าวหา 8,038 ราย อันดับ 2 ได้แก่ เทศบาล 2,324 เรื่องผู้ถูกกล่าวหา 4,234 ราย

25 2. กลไกที่ใช้แก้ไขปัญหาการ ทุจริตคอร์รัปชันของประเทศไทย - ปี 2518 มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (ป.ป.ป.) - ปี 2540 มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่ชาติ (ป.ป.ช.) - ปี 2551 มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสำนักงาน ป.ป.ท. - ปี 2496 มีกรมตรวจราชการแผ่นดิน - ปี 2514 มีคณะกรรมการตรวจและติดตามผล การปฏิบัติราชการ (กตป.) - ปี 2476 มีข้าหลวงใหญ่และข้าหลวงตรวจการ

26 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 301 (3) ให้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจไต่สวนและ วินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 301 (3) ให้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจไต่สวนและ วินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม เพื่อดำเนินการต่อไปตามกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม การทุจริต

27 ปัจจุบันรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช2550 มาตรา 250 (3) ได้กำหนด กรอบอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ใหม่ ให้ไต่สวนและวินิจฉัยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงหรือข้าราชการซึ่งดำรง ตำแหน่งตั้งแต่ผู้อำนวยการกองหรือเทียบเท่าขึ้น ไปกรณีร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐาน ทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่ง หน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ในการยุติธรรม รวมทั้งดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ ของรัฐหรือข้าราชการในระดับ

28 ต่ำกว่าที่ร่วมกระทำความผิดกับผู้ดำรงตำแหน่งง ดังกล่าว หรือกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือที่กระทำความผิดในลักษณะที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติเห็นสมควรดำเนินการด้วย ทั้งนี้ ตาม พระราชพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

29 ดังนั้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือภารกิจของ คณะกรรมการ ป.ป.ช. และให้รัฐบาลมีกลไกของ ตนเองในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ภาครัฐ จึงได้จัดตั้งสำนักงาน ป.ป.ท. ขึ้น เป็นส่วน ราชการมีฐานะเป็นกรมในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งอยู่ในบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรม ตามพระราชบัญญัติมาตรการ ของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการ ทุจริต พ.ศ ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2551 เป็นต้นไป

30 โครงสร้าง คณะกรรมการ ป. ป. ท. กลุ่มพัฒนาระบบ บริหาร กลุ่มตรวจสอบ ภายใน สำนักงานป้องกันและ ปราบปรามการทุจริต ในภาครัฐ เขตพื้นที่ 1-9 สำนัก ปราบปราม การทุจริตใน ภาครัฐ 1 สำนัก คุ้มครอง และป้องกัน สำนักงาน เลขาธิการ สำนัก นโยบายฯ ศูนย์เทคโนโลยี สารสนเทศ และการสื่อสาร กองการ ต่างประเทศ กลุ่มงาน กฎหมาย สำนัก ปราบปราม การทุจริตใน ภาครัฐ 4 สำนัก ปราบปราม การทุจริตใน ภาครัฐ 2 สำนัก ปราบปราม การทุจริตใน ภาครัฐ 3 สำนัก ปราบปราม การทุจริตใน ภาครัฐ 5 สำนักงาน ป. ป. ท. __ _ _ รมว. ยุติธรรม

31

32 การตรวจสอบข้อเท็จจริง ที่มา 1.เมื่อมีผู้ ร้องเรียนหรือ กล่าวหา 2.เมื่อมีเหตุต้อง สงสัย 3.เมื่อ ครม. หรือ รมว.ยธ. มอบหมายให้ ดำเนินการ วิธีการ ตรวจสอบและ รวบรวมข้อมูล สาธารณะ 2. ขอความร่วมมือ จากผู้เกี่ยวข้องให้ ข้อมูล/เอกสาร ด้วยความสมัครใจ 3. วิเคราะห์และ ประเมินผล ผลลัพธ์ 1. ส่ง ป.ป.ช. 2. เสนอ ป.ป.ท. 3. รายงานผลต่อ ครม.หรือรมว.ยธ. 4. ส่งหน่วยงาน อื่นที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการ

33 1. ไม่มีการวางแผนการจัดซื้อ จัดจ้าง และไม่ ดำเนินการให้เป็นไปตามแผนการจัดซื้อ จัดจ้าง 2. ไม่จัดทำรายงานเสนอก่อนดำเนินการจัดซื้อ จัดจ้าง ซึ่งต้องประกอบด้วย เหตุผล ความจำเป็น รายละเอียดของพัสดุ ราคามาตรฐานหรือราคากลาง วงเงินที่จะจัดหา วิธีการจัดหา และเหตุผลที่ต้อง จัดหาด้วยวิธีการนั้นๆ ปัญหาที่พบจากการตรวจสอบของ สตง. เกี่ยวกับการพัสดุ

34 3. ไม่ส่งประกาศเผยแพร่การสอบราคาและ เอกสารการสอบราคาต้องส่งไปยังผู้มีอาชีพขาย หรือ รับจ้างนั้นโดยตรงไม่น้อยกว่า 5 ราย หรือ โดย ทางไปรษณีย์ลงทะเบียน กับให้ปิดประกาศเผยแพร่ ไว้โดยเปิดเผย ณ ที่ทำการของส่วนราชการ ปัญหาที่พบจากการตรวจสอบของ สตง. เกี่ยวกับการพัสดุ (ต่อ) 4. มีการแบ่งซื้อแบ่งจ้าง เพื่อหลีกเลี่ยงวิธีการ ตามที่ระเบียบฯ กำหนด 5. คณะกรรมการเปิดซองสอบราคาและผู้มี อำนาจอนุมัติไม่พิจารณาทำสัญญากับผู้เสนอราคา ต่ำสุด

35 6. ตรวจรับพัสดุโดยยังไม่ส่งมอบของและตรวจ พัสดุโดยพัสดุนั้น ผิดคุณลักษณะที่กำหนดตาม สัญญา ปัญหาที่พบจากการตรวจสอบของ สตง. เกี่ยวกับการพัสดุ (ต่อ) 7. คิดค่าปรับกรณีส่งมอบของเกินกำหนด ต่ำกว่าสัญญา / ไม่ได้คิดค่าปรับ 8.จ่ายเงินประกันสัญญาคืนก่อนกำหนด

36 9. หากในการดำเนินการบางโครงการการ จัดหาไม่มีการวางแผน หรือ ไม่ปฏิบัติตามแผนที่วาง ไว้ หรือไม่มีการเตรียมการเพื่อให้พร้อมที่จะทำ สัญญาในเวลาอันควร ทำแล้วอ้างว่าจำเป็นต้องมีการ ซื้อ หรือ จ้างโดยเร่งด่วน (หากไม่เร่งดำเนินการจะ เสียหายแก่ราชการ) ไม่สามารถนำมาเป็นข้ออ้างได้ ปัญหาที่พบจากการตรวจสอบของ สตง. เกี่ยวกับการพัสดุ (ต่อ) 10.ไม่แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ การรับ-จ่าย พัสดุ ประจำปี

37 11.ทรัพย์สินที่ชำรุดหรือเสื่อมสภาพใช้การไม่ได้ ไม่ทำการซ่อมแซม หรือ จำหน่ายออกจากบัญชี ลงรายการในบัญชีไม่ถูกต้อง จัดทำบัญชีแยกประเภท ไม่ถูกต้องครบถ้วนตามชนิดและรายการ รวมทั้งไม่ให้ เลขหมายประจำครุภัณฑ์ ปัญหาที่พบจากการตรวจสอบของ สตง. เกี่ยวกับการพัสดุ (ต่อ)

38

39 การไต่สวนข้อเท็จจริง คณะกรรมการป.ป.ท. มีลักษณะบูรณาการและมี มาตรการคุ้มครองความ ปลอดภัยรวมทั้งมีมาตรการ สร้างขวัญกำลังใจ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการ ไต่สวนข้อเท็จจริง อำนาจที่ใช้ในการไต่สวน ข้อเท็จจริง การทุจริตในภาครัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่และ ที่ไม่อยู่ในอำนาจของ ป.ป.ท. กรณีใดบ้างที่ต้องมีการ ไต่สวนข้อเท็จจริง ลักษณะของการไต่สวนข้อเท็จจริง ผู้ทำหน้าที่ไต่สวน ข้อเท็จจริง เรื่องที่ ป. ป. ท. ต้องส่ง ป. ป. ช. ดำเนินการ หรือเรื่องที่ไม่มีอำนาจ รับหรือพิจารณา

40 คณะกรรมการ ป.ป.ท. - องค์ประกอบมีจำนวน 7 คน (ม.5) - คุณสมบัติของคณะกรรมการ (ม.6) - ข้อห้ามของผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการ (ม.7) - วาระคราวละ 4 ปี รวมกันไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน (ม.8) - การพ้นจากตำแหน่งกรรมการ (ม.9) - กรรมการต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินตามกฎหมาย ป.ป.ช. (ม.11)

41 อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ท. (ม.17) 1. เสนอนโยบาย มาตรการ และแผนพัฒนา การป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ต่อคณะรัฐมนตรี 2. เสนอแนะและให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรี เกี่ยวกับการปรับปรุงกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ หรือ มาตรการต่างๆเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริต ในภาครัฐ 3. เสนอแนะต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการ กำหนดตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งต้องยื่นบัญชี แสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.

42 4. ไต่สวนข้อเท็จจริงและชี้มูลเกี่ยวกับการกระทำ การทุจริตในภาครัฐของเจ้าหน้าที่ของรัฐ 5. ไต่สวนข้อเท็จจริงและสรุปสำนวนพร้อมทั้ง ความเห็นส่งพนักงานอัยการเพื่อฟ้องคดีอาญา ต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ 6. จัดทำรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปีเสนอต่อ คณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบด้วย

43 7. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อดำเนินการตามที่ คณะกรรมการ ป.ป.ท. มอบหมาย 8.ปฏิบัติการอื่นตามพระราชบัญญัตินี้ หรือการอื่นใด เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตใน ภาครัฐตามที่คณะรัฐมนตรีหรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. มอบหมาย

44 การไต่สวนข้อเท็จจริง หมายความว่า แสวงหา รวบรวม และดำเนินการอื่นใดเพื่อให้ได้มาซึ่ง ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในการ ที่จะทราบรายละเอียดและพิสูจน์ เกี่ยวกับการทุจริตในภาครัฐของ เจ้าหน้าที่ของรัฐ

45 เจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่/ไม่อยู่ในอำนาจการไต่สวน ข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ท. มีใครบ้าง มาตรา 3 “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” หมายความว่า เจ้าหน้าที่ของ รัฐตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริต แต่ไม่รวมถึง เจ้าหน้าที่ของรัฐดังต่อไปนี้ (1) ผู้บริหารระดับสูง ตามพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการ ทุจริต

46 (2) ผู้พิพากษาและตุลาการ (3) พนักงานอัยการ (4) ผู้บริหารท้องถิ่น รองผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วย ผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกท้องถิ่นขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น (5) เจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานของศาล รัฐสภา องค์กรตามรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระจากการ ควบคุมหรือกำกับของฝ่ายบริหารที่จัดตั้งขึ้นตาม รัฐธรรมนูญ

47 (6) เจ้าหน้าที่ของรัฐในสำนักงานคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (7) เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งกระทำความผิดในลักษณะที่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นสมควรดำเนินการตามที่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด (8) เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งร่วมกระทำความผิดกับ บุคคลตาม(1) (2) (3) (4) (5) (6) และ (7)

48 มาตรา 3 “ทุจริตในภาครัฐ” หมายความว่า ทุจริตต่อหน้าที่หรือประพฤติมิชอบ ในภาครัฐ

49 มาตรา 3 “ทุจริตต่อหน้าที่” หมายความว่า ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือ หน้าที่ ทั้งนี้ เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบสำหรับ ตนเองหรือผู้อื่น หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในพฤติการณ์ ที่อาจทำให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีตำแหน่งหรือหน้าที่ทั้งที่ตนมิได้มี ตำแหน่งหรือหน้าที่นั้น ทั้งนี้ เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้ โดยชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่น หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่นั้น ทั้งนี้ เพื่อ แสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่น หรือกระทำการอันเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมตาม ประมวลกฎหมายอาญาหรือตามกฎหมายอื่น

50 พระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือน พ.ศ มาตรา 84 การกระทำผิดวินัยในลักษณะดังต่อไปนี้ เป็น ความผิดวินัยอย่างร้ายแรง (1) ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิ ชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต พระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือน พ.ศ มาตรา 84 การกระทำผิดวินัยในลักษณะดังต่อไปนี้ เป็น ความผิดวินัยอย่างร้ายแรง (1) ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิ ชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต มาตรา 97 ภายใต้บังคับวรรคสอง ข้าราชการพลเรือน สามัญผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงให้ลงโทษปลดออกหรือ ไล่ออกตามความร้ายแรงแห่งกรณี ถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อน จะนำมาประกอบการพิจารณาลดโทษก็ได้ แต่ห้ามมิให้ลดโทษ ลงต่ำกว่าปลดออก มาตรา 97 ภายใต้บังคับวรรคสอง ข้าราชการพลเรือน สามัญผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงให้ลงโทษปลดออกหรือ ไล่ออกตามความร้ายแรงแห่งกรณี ถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อน จะนำมาประกอบการพิจารณาลดโทษก็ได้ แต่ห้ามมิให้ลดโทษ ลงต่ำกว่าปลดออก

51 มาตรา 3 “ประพฤติมิชอบ” หมายความว่า ใช้อำนาจ ในตำแหน่งหรือหน้าที่อันเป็นการฝ่าฝืน กฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรี ที่มุ่งหมายจะควบคุมดูแลการรับ การเก็บรักษา หรือการใช้เงินหรือทรัพย์สินของแผ่นดิน

52 มาตรา 85 การกระทำผิดวินัยในลักษณะดังต่อไปนี้ เป็น ความผิดวินัยอย่างร้ายแรง (7) ละเว้นการกระทำหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการไม่ ปฏิบัติตามมาตรา 82 หรือฝ่าฝืนข้อห้ามตามมาตรา 83 อันเป็น เหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง พระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือน พ.ศ มาตรา 82 ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องกระทำการอัน เป็นข้อปฏิบัติดังต่อไปนี้ (2) ต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ มติของคณะรัฐมนตรี นโยบายของ รัฐบาล และปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ พระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือน พ.ศ มาตรา 82 ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องกระทำการอัน เป็นข้อปฏิบัติดังต่อไปนี้ (2) ต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ มติของคณะรัฐมนตรี นโยบายของ รัฐบาล และปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ มาตรา 84 ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดไม่ปฏิบัติตาม ข้อปฏิบัติตามมาตรา 81 และมาตรา 82 หรือฝ่าฝืนข้อห้ามตาม มาตรา 83 ผู้นั้นเป็นผู้กระทำผิดวินัย

53 กรณีใดบ้างจึงจะดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง มาตรา 23 ภายใต้บังคับมาตรา 25 และมาตรา 26 เมื่อมีกรณีดังต่อไปนี้ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. ดำเนินการไต่สวนโดยเร็ว ตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ที่คณะกรรมการป.ป.ท. กำหนด (1) เมื่อได้รับการกล่าวหาตามมาตรา 24 (2) เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ใดกระทำการทุจริตในภาครัฐ

54 (3) เมื่อได้รับเรื่องจากพนักงานสอบสวน ตามมาตรา 30 (4) เมื่อได้รับเรื่องจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง บทบัญญัติตามวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับกับ กรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลอื่นเป็น ตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนด้วย

55 มาตรา 24 การกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า กระทำการหรือเกี่ยวข้องกับการทุจริตในภาครัฐ จะทำด้วยวาจาหรือทำเป็นหนังสือก็ได้ ในกรณีที่กล่าวหาด้วยวาจา ให้พนักงาน ป.ป.ท. หรือเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. บันทึกคำกล่าวหาและจัดให้ลง ลายมือชื่อผู้กล่าวหาในบันทึกการกล่าวหานั้นไว้ และ ในกรณีที่ผู้กล่าวหาไม่ประสงค์จะเปิดเผยตน ห้ามมิให้ พนักงาน ป.ป.ท. หรือเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท.เปิดเผยชื่อ หรือที่อยู่ รวมทั้งหลักฐานอื่นใดที่เป็นการสำแดงตัว ของผู้กล่าวหา

56 ในกรณีที่กล่าวหาเป็นหนังสือ ผู้กล่าวหาจะต้อง ลงชื่อและที่อยู่ของตน แต่หากผู้กล่าวหาจะไม่ลงชื่อ และที่อยู่ของตนต้องระบุพฤติการณ์แห่งการกระทำ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งถูกกล่าวหาและ พยานหลักฐานเบื้องต้นไว้ให้เพียงพอที่จะดำเนินการ ไต่สวนข้อเท็จจริงต่อไปได้

57 เรื่องกล่าวหาที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. ต้องส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการ

58 มาตรา 25 ให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. ส่งเรื่อง กล่าวหาที่รับไว้ดังต่อไปนี้ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการต่อไป (1) เรื่องกล่าวหาบุคคลซึ่งไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของ รัฐแต่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. (2) เรื่องกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ใน อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่ากระทำ ความผิดร่วมกับบุคคลซึ่งมิใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่เป็น บุคคลซึ่งอยู่ในอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. (3) เรื่องกล่าวหาที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. แจ้ง ให้ส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณา

59 ในกรณีเรื่องกล่าวหาตาม (3) ถ้าคณะกรรมการ ป.ป.ท. ได้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงไว้แล้ว ให้คณะกรรมการ ป.ป.ท.ส่งสำนวนการไต่สวน ข้อเท็จจริงให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ด้วย ทั้งนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะถือสำนวนการไต่สวน ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตหรือจะดำเนินการ ไต่สวนข้อเท็จจริงใหม่ก็ได้

60 เรื่องกล่าวหาที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. ไม่มีอำนาจรับหรือพิจารณา

61 มาตรา 26 ห้ามมิให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. รับ หรือพิจารณาเรื่องดังต่อไป (1) เรื่องที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. รับไว้ พิจารณาหรือได้วินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดแล้ว (2) เรื่องที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้วินิจฉัย เสร็จเด็ดขาดแล้ว และไม่มีพยานหลักฐานใหม่ซึ่งเป็น สาระสำคัญของคดี (3) เรื่องที่ผู้ถูกกล่าวหาถูกฟ้องเป็นคดีอาญาใน ประเด็นเดียวกันและศาลประทับฟ้องหรือพิพากษา หรือมีคำสั่งเด็ดขาดแล้วโดยไม่มีการถอนฟ้องหรือทิ้ง ฟ้อง หรือเป็นกรณีที่ศาลยังไม่ได้วินิจฉัยในเนื้อหา แห่งคดี (4) เรื่องที่ผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากการเป็น เจ้าหน้าที่ของรัฐก่อนถูกกล่าวหาเกินกว่าห้าปี

62 มาตรา 30 ในกรณีที่มีการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของ รัฐตามพระราชบัญญัตินี้ อันเนื่องมาจากการกระทำ การทุจริตในภาครัฐ ให้พนักงานสอบสวนส่งเรื่องให้ คณะกรรมการ ป.ป.ท. ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มี การร้องทุกข์หรือกล่าวโทษเพื่อดำเนินการไต่สวน ข้อเท็จจริงต่อไป ในการนี้คณะกรรมการ ป.ป.ท. อาจ แจ้งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนเสียก่อน และส่งสำนวนการสอบสวนให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. ตามระยะเวลาที่กำหนด โดยคณะกรรมการ ป.ป.ท. จะถือว่าสำนวนการสอบสวนดังกล่าวทั้งหมดหรือ บางส่วนเป็นสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงของ คณะกรรมการ ป.ป.ท. ก็ได้ มาตรา 30 ในกรณีที่มีการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของ รัฐตามพระราชบัญญัตินี้ อันเนื่องมาจากการกระทำ การทุจริตในภาครัฐ ให้พนักงานสอบสวนส่งเรื่องให้ คณะกรรมการ ป.ป.ท. ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มี การร้องทุกข์หรือกล่าวโทษเพื่อดำเนินการไต่สวน ข้อเท็จจริงต่อไป ในการนี้คณะกรรมการ ป.ป.ท. อาจ แจ้งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนเสียก่อน และส่งสำนวนการสอบสวนให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. ตามระยะเวลาที่กำหนด โดยคณะกรรมการ ป.ป.ท. จะถือว่าสำนวนการสอบสวนดังกล่าวทั้งหมดหรือ บางส่วนเป็นสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงของ คณะกรรมการ ป.ป.ท. ก็ได้

63 การไต่สวนข้อเท็จจริงเป็นอำนาจของ คณะกรรมการ ป.ป.ท. หรือผู้ที่ได้รับ มอบหมาย

64 มาตรา 32 คณะกรรมการ ป.ป.ท. จะแต่งตั้งคณะ อนุกรรมการเพื่อดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงแทน หรือ มอบหมายให้ พนักงาน ป.ป.ท. หรือเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. ดำเนินการแสวงหาข้อมูลและรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือมูลความผิดก็ได้ โดย คำนึงถึงความเหมาะสมและระดับและตำแหน่งของผู้ถูก กล่าวหาด้วย คณะอนุกรรมการตามวรรคหนึ่งต้องแต่งตั้งจาก บุคคลซึ่งมีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความรู้ ความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่นั้น การปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการ พนักงาน ป.ป.ท. และเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. ตามวรรคหนึ่งให้เป็นไป ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด

65 อำนาจที่ใช้ในการไต่สวน ข้อเท็จจริง

66 อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 60 ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้กรรมการ อนุกรรมการ พนักงาน ป.ป.ท. และเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ในการดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงตาม พระราชบัญญัตินี้ ให้กรรมการ อนุกรรมการ พนักงาน ป.ป.ท. เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ และเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือ ตำรวจ โดยให้มีอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญาเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวนด้วย เว้นแต่ อำนาจในการจับและคุมขัง ให้แจ้งพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจเป็นผู้ดำเนินการ

67 อำนาจพิเศษตามพระราชบัญญัติมาตรการ ของฝ่ายบริหารในการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริต พ.ศ หนังสือสอบถาม หรือเรียกให้สถาบัน การเงิน ส่วนราชการ องค์กรหรือหน่วยงานของ รัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ส่งเจ้าหน้าที่มาชี้แจง หรือส่ง เอกสาร รวมทั้งเรียกบุคคลใด ๆ มาให้ถ้อยคำ ส่ง คำชี้แจง หรือเอกสารเพื่อประกอบการไต่สวนหรือ พิจารณาได้ (ม.18(1) (2))

68 2. มีอำนาจขอให้ศาลออกหมายค้น (ม.18 (3)) 3. ขอให้หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงาน ของรัฐ ให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนหรือเข้า ร่วมปฏิบัติงาน (ม.18(4)) 4.แจ้งให้หน่วยงานใดจัดให้กรรมการหรืออนุฯเข้าถึง ข้อมูลเกี่ยวกับผู้กล่าวหาหรือบุคคลอื่น ที่มีเหตุ เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กล่าวหาได้ เพื่อประโยชน์ ในการไต่สวนและการพิจารณา(ม.19)

69 การไต่สวนข้อเท็จจริงมีลักษณะ บูรณาการ และมีมาตรการคุ้มครองความปลอดภัย รวมทั้งมาตรการสร้างขวัญและกำลังใจ

70 มาตรา 18 ในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 17(4) และ (5)ให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. มีอำนาจดังต่อไปนี้ ด้วย (1) มีหนังสือสอบถามหรือเรียกให้สถาบันการเงิน ส่วนราชการ องค์กรหรือหน่วยงานของรัฐหรือ รัฐวิสาหกิจ ส่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาเพื่อให้ถ้อยคำ ส่งคำชี้แจงเป็นหนังสือ หรือส่งบัญชีเอกสารหรือ หลักฐานใดๆ มาเพื่อไต่สวนหรือเพื่อประกอบการ พิจารณา มีการสนธิกำลังบุคลากร/หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง มาร่วมทำงานด้วยกัน

71 (2) มีหนังสือสอบถามหรือเรียกบุคคลใดๆ มาให้ถ้อยคำ ส่งคำชี้แจงเป็นหนังสือ หรือส่งบัญชีเอกสารหรือหลักฐาน ใดๆ มาเพื่อไต่สวนหรือเพื่อประกอบการพิจารณา (3) ดำเนินการขอให้ศาลที่มีเขตอำนาจออกหมายเพื่อเข้า ไปในเคหะสถาน สถานที่ทำการหรือสถานที่อื่นใด รวมทั้ง ยานพาหนะของบุคคลใดๆ ในระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้น และพระอาทิตย์ตก หรือในระหว่างเวลาที่มีการประกอบ กิจการเพื่อตรวจสอบ ค้น ยึด หรืออายัด เอกสาร ทรัพย์สิน หรือพยานหลักฐานอื่นใดซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ไต่สวน ข้อเท็จจริง และหากยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จในเวลา ดังกล่าวให้สามารถดำเนินการต่อไปได้จนกว่าจะแล้วเสร็จ

72 (4) ขอให้หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของ หน่วยงานของรัฐให้ความช่วยเหลือสนับสนุนหรือเข้า ร่วมปฏิบัติหน้าที่ได้ตามความเหมาะสม โดยให้ หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ ปฏิบัติการตามที่ขอได้ตามสมควรแก่กรณี คณะกรรมการ ป.ป.ท. อาจมอบหมายให้อนุกรรมการ พนักงาน ป.ป.ท. ดำเนินการตามวรรคหนึ่งแทนได้ ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่ คณะกรรมการ ป.ป.ท.กำหนด

73 มาตรา 33 เพื่อประสิทธิภาพในการไต่สวนข้อเท็จจริง คณะกรรมการ ป.ป.ท. อาจแต่งตั้งผู้แทนภาคประชาชน เข้าร่วมในคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงก็ได้ การได้มาซึ่งผู้แทนภาคประชาชนที่จะแต่งตั้งตาม วรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ คณะกรรมการ ป.ป.ท. กำหนดขึ้น โดยให้ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา ผู้แทนภาคประชาชนที่ได้รับการแต่งตั้งตามวรรคหนึ่ง มีสิทธิได้รับค่าตอบแทน ค่าเดินทาง ที่พัก และสิทธิ ประโยชน์อื่น ตามที่กำหนดไว้ในระเบียบกระทรวง ยุติธรรม โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง มีการนำผู้แทนภาคประชาชนเข้ามาร่วมเป็น คณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง

74 มาตรา 34 คณะกรรมการ ป.ป.ท. อาจแต่งตั้งบุคคลเป็น ที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้คำปรึกษาหรือช่วยเหลือ คณะกรรมการ ป.ป.ท. หรือคณะอนุกรรมการไต่สวน ข้อเท็จจริงหรือ ดำเนินการอื่นใดตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. มอบหมายแล้วแต่กรณี การแต่งตั้งที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. กำหนด โดยให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญมีสิทธิได้รับค่าตอบแทน ค่าเดินทาง ที่พัก และสิทธิประโยชน์อื่น ตามระเบียบ กระทรวงยุติธรรม โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง มีการนำผู้มีประสบการณ์มาช่วยเหลือใน การไต่สวนข้อเท็จจริง

75 มีมาตรการคุ้มครองความปลอดภัย รวมทั้งมาตรการในการสร้างขวัญและกำลังใจ การคุ้มครองพยาน การให้รางวัลหรือประโยชน์อื่นใด การเลื่อนขั้นเงินเดือนหรือระดับตำแหน่ง เป็นกรณีพิเศษ การจัดย้ายหน่วยงานให้กับข้าราชการ ที่เป็นพยาน การกันผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำผิดไว้เป็น พยาน

76 มาตรา 53 เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตาม พระราชบัญญัตินี้ สำนักงานอาจจัดให้มีมาตรการ คุ้มครองเบื้องต้นสำหรับผู้กล่าวหา ผู้เสียหาย ผู้ทำคำร้อง ผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ ผู้ให้ถ้อยคำหรือ ผู้ที่แจ้งเบาะแส หรือข้อมูลใดเกี่ยวกับการทุจริต ในภาครัฐ หรือข้อมูลอื่นอันเป็นประโยชน์ต่อการ ดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ตามระเบียบ ที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. กำหนด มีมาตรการคุ้มครองพยานผู้ให้ข้อมูล หรือแจ้งเบาะแส

77 มาตรา 54 ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. เห็นว่า คดีใดสมควรให้จัดให้มีมาตรการคุ้มครองช่วยเหลือแก่ บุคคลตามมาตรา 53 ให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. แจ้งให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการให้มีมาตรการใน การคุ้มครองบุคคลดังกล่าว โดยให้ถือว่าบุคคลดังกล่าว เป็นพยานที่มีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายว่า ด้วยการคุ้มครองพยานในคดีอาญา ทั้งนี้ ให้ คณะกรรมการ ป.ป.ท. เสนอความเห็นด้วยว่าสมควรใช้ มาตรการทั่วไป หรือมาตรการพิเศษตามกฎหมาย ว่าด้วยการคุ้มครองพยานในคดีอาญาสำหรับบุคคล ดังกล่าวด้วย

78 ในกรณีเกิดความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย ชื่อเสียง ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดของ บุคคลตามวรรคหนึ่งหรือสามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ บุคคลดังกล่าว เพราะมีการกระทำผิดอาญาโดยเจตนา เนื่องจากการดำเนินการหรือการให้ถ้อยคำ หรือแจ้ง เบาะแส หรือข้อมูลต่อคณะกรรมการ ป.ป.ท. ให้บุคคล นั้นมีสิทธิยื่นคำร้องต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อขอรับ ค่าตอบแทนเท่าที่จำเป็นและสมควรตามกฎหมายว่าด้วย การคุ้มครองพยานในคดีอาญาด้วย

79 มาตรา 55 คณะกรรมการ ป.ป.ท. อาจ จัดให้มีรางวัลตอบแทนหรือประโยชน์อื่น ใดแก่บุคคลตามมาตรา 53 ตามระเบียบที่ คณะกรรมการ ป.ป.ท. กำหนด มีมาตรการจัดรางวัลตอบแทนหรือ ประโยชน์อื่นใด สำหรับผู้ให้ข้อมูลหรือ แจ้งเบาะแส

80 มาตรา 56 ในกรณีบุคคลตามมาตรา 53 เป็น เจ้าหน้าที่ของรัฐและคณะกรรมการ ป.ป.ท. เห็นว่าการ ดำเนินการหรือให้ถ้อยคำ หรือแจ้งเบาะแสหรือข้อมูล ของบุคคลดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตอย่างยิ่ง และสมควรได้รับการยก ย่องให้เป็นแบบอย่างแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชน โดยทั่วไป คณะกรรมการ ป.ป.ท. อาจเสนอ คณะรัฐมนตรีเพื่อการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือน และ ระดับตำแหน่งให้แก่บุคคลนั้นเป็นกรณีพิเศษก็ได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. กำหนด โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี มีมาตรการยกย่องเป็นแบบอย่าง และเลื่อนขั้น เงินเดือน/ตำแหน่งเป็นกรณีพิเศษ

81 มาตรา 57 ในกรณีบุคคลตามมาตรา 53เป็นเจ้าหน้าที่ ของรัฐเมื่อบุคคลนั้นร้องขอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ท. ว่า หากยังคงปฏิบัติหน้าที่ในสังกัดเดิมต่อไป อาจถูกกลั่น แกล้งหรือได้รับการปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม อันเนื่องจาก การกล่าวหาหรือการให้ถ้อยคำ หรือแจ้งเบาะแสหรือ ข้อมูลนั้นและคณะกรรมการ ป.ป.ท. พิจารณาแล้วเห็น ว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าน่าจะมีเหตุดังกล่าว ให้เสนอ นายกรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการให้ได้รับความคุ้มครอง หรือมีมาตรการอื่นใดตามที่เห็นสมควรต่อไป มาตรการจัดย้ายหน่วยงานให้กับพยาน ที่เป็นข้าราชการ

82 ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการดำเนิน คดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ ข้อ 79 (การกันผู้ต้องหาเป็นพยาน) ในกรณีที่พนักงานสอบสวนกันผู้ต้องหาซึ่งได้ร่วมกระทำ ผิดด้วยกันคนใดคนหนึ่งเป็นพยานแล้ว ให้พนักงานอัยการ พิจารณาโดยรอบคอบ โดยคำนึงถึงว่าถ้าไม่กันผู้ต้องหาคนใด คนหนึ่งเป็นพยานแล้ว พยานหลักฐานที่มีอยู่เพียงพอแก่การที่ จะดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้งหมดหรือไม่ และอาจแสวงหา พยานหลักฐานอื่นแทนเพื่อให้เพียงพอแก่การที่จะดำเนินคดีกับ ผู้ต้องหาทั้งหมดนั้นได้หรือไม่ ถ้อยคำของบุคคลนั้นรับฟังเป็น ความสัตย์ได้เพียงใด รวมทั้งความคาดหมายในการที่ผู้นั้นจะ เบิกความเป็นประโยชน์ในการพิจารณาหรือไม่ด้วย และพึง พิจารณากันผู้กระทำความน้อยที่สุดเป็นพยาน..... ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการดำเนิน คดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ ข้อ 79 (การกันผู้ต้องหาเป็นพยาน) ในกรณีที่พนักงานสอบสวนกันผู้ต้องหาซึ่งได้ร่วมกระทำ ผิดด้วยกันคนใดคนหนึ่งเป็นพยานแล้ว ให้พนักงานอัยการ พิจารณาโดยรอบคอบ โดยคำนึงถึงว่าถ้าไม่กันผู้ต้องหาคนใด คนหนึ่งเป็นพยานแล้ว พยานหลักฐานที่มีอยู่เพียงพอแก่การที่ จะดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้งหมดหรือไม่ และอาจแสวงหา พยานหลักฐานอื่นแทนเพื่อให้เพียงพอแก่การที่จะดำเนินคดีกับ ผู้ต้องหาทั้งหมดนั้นได้หรือไม่ ถ้อยคำของบุคคลนั้นรับฟังเป็น ความสัตย์ได้เพียงใด รวมทั้งความคาดหมายในการที่ผู้นั้นจะ เบิกความเป็นประโยชน์ในการพิจารณาหรือไม่ด้วย และพึง พิจารณากันผู้กระทำความน้อยที่สุดเป็นพยาน.....

83 มาตรา 58 บุคคลหรือผู้ถูกกล่าวหารายใดซึ่งมีส่วน เกี่ยวข้องในการกระทำผิดกับเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งเป็น ผู้ถูกกล่าวหารายอื่น หากได้ให้ถ้อยคำหรือแจ้งเบาะแส หรือข้อมูลอันเป็นสาระสำคัญในการที่จะใช้เป็นพยาน ในการวินิจฉัยชี้มูลการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ รายอื่นนั้น หากคณะกรรมการ ป.ป.ท. เห็นสมควรจะ กันผู้นั้นไว้เป็นพยานโดยไม่ดำเนินคดีก็ได้ ทั้งนี้ ตาม หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. กำหนด มีมาตรการกันผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการ กระทำผิดไว้เป็นพยาน

84 ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการไต่สวนข้อเท็จจริง 1. การดำเนินการทางวินัย 2. การดำเนินคดีอาญา 3. การตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน 4. การเพิกถอนคำสั่งทางการปกครอง

85 การดำเนินการทางวินัย มาตรา 40 เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ท. มีมติว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดกระทำการทุจริตในภาครัฐ และเป็นกรณีมีมูลทางวินัย ให้ประธานกรรมการส่ง รายงานและเอกสารที่มีอยู่พร้อมทั้งความเห็นไปยัง ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนผู้ถูก กล่าวหาผู้นั้น เพื่อพิจารณาโทษทางวินัยตามฐาน ความผิดที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. ได้มีมติโดยไม่ ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอีก ในการ พิจารณาโทษทางวินัยแก่ผู้ถูกกล่าวหา ให้ถือว่า รายงาน

86 เอกสาร และความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ท. เป็น สำนวนการสอบสวนวินัย ตามกฎหมาย ระเบียบ หรือ ข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของผู้ถูกกล่าวหา นั้นๆ แล้วแต่กรณี สำหรับผู้ถูกกล่าวหาซึ่งไม่มีกฎหมาย ระเบียบ หรือ ข้อบังคับเกี่ยวกับวินัย เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ท.มีมติ ว่า ผู้ถูกกล่าวหาดังกล่าวได้กระทำผิดในเรื่องที่ กล่าวหา ให้ประธานกรรมการ ส่งรายงานและเอกสาร ที่มีอยู่พร้อมทั้งความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ท. ไปยังผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

87 มาตรา 41 เมื่อได้รับรายงานตามมาตรา 40 ให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน พิจารณาลงโทษภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้ รับเรื่องและให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจ แต่งตั้งถอดถอนส่งสำเนาคำสั่งลงโทษดังกล่าวไป ให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. ทราบภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ได้ออกคำสั่ง

88 มาตรา 42 ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจ แต่งตั้งถอดถอนผู้ใดละเลยไม่ดำเนินการตาม มาตรา 41 ให้ถือว่าผู้บังคับบัญชาหรือผู้มี อำนาจแต่งตั้งถอดถอนผู้นั้นกระทำความผิด วินัยหรือกฎหมายตามกฎหมาย ระเบียบ หรือ ข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของผู้ ถูกกล่าวหานั้นๆ

89 มาตรา 43 ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาของผู้ถูก กล่าวหาไม่ดำเนินการทางวินัยตามมาตร 41 หรือ คณะกรรมการ ป.ป.ท. เห็นว่าการดำเนินการทางวินัย ของผู้บังคับบัญชาตามมาตรา 41ไม่ถูกต้องหรือไม่ เหมาะสมให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. เสนอความเห็นไป ยังนายกรัฐมนตรี และให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งการ ตามที่เห็นสมควรหรือในกรณีที่จำเป็นคณะกรรมการ ป.ป.ท. จะส่งเรื่องให้คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ตามกฎหมายว่าด้วย

90 ระเบียบข้าราชการพลเรือน หรือคณะกรรมการ อื่นซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลการปฏิบัติตาม กฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับว่าด้วยการ บริหางานบุคคลสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือ คณะกรรมการที่ทำหน้าที่บริหารรัฐวิสาหกิจ หรือผู้สั่งแต่งตั้งกรรมการ อนุกรรมการ ลูกจ้าง ของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือ รัฐวิสาหกิจ แล้วแต่กรณี พิจารณาดำเนินการ ตามอำนาจหน้าที่เพื่อให้มีการดำเนินการ ที่ถูกต้องเหมาะสมต่อไปก็ได้

91 มาตรา 44 ผู้ถูกกล่าวหาที่ถูกลงโทษตาม มาตรา 41 จะใช้สิทธิอุทธรณ์ดุลพินิจในการ กำหนดโทษของผู้บังคับบัญชาตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงาน บุคคลสำหรับผู้ถูกกล่าวหานั้นๆ ก็ได้ ทั้งนี้ ต้องใช้สิทธิดังกล่าวภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ ได้รับทราบคำสั่งดังกล่าว

92 การดำเนินคดีอาญา มาตรา 45 ในกรณีที่การกระทำของเจ้าหน้าที่ ของรัฐตามมาตรา 40 เป็นความผิดทางอาญา ด้วย ให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. ส่งเรื่องพร้อมทั้ง สำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริง รายงาน เอกสาร และความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ท. ให้ พนักงานอัยการดำเนินคดีต่อไป โดยให้ถือว่า การดำเนินการและสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริง ของคณะกรรมการ ป.ป.ท. เป็นการสอบสวน และสำนวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

93 ในกรณีที่พนักงานอัยการมีความเห็นว่า ข้อเท็จจริง รายงาน เอกสาร หรือความเห็น ของคณะกรรมการ ป.ป.ท. ที่ได้รับยังไม่ สมบูรณ์พอที่จะดำเนินคดีได้ ให้พนักงาน อัยการแจ้งให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. ทราบเพื่อ ไต่สวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม โดยให้ระบุข้อที่ไม่ สมบรูณ์นั้นให้ครบถ้วนในคราวเดียวกัน ในกรณีจำเป็นคณะกรรมการ ป.ป.ท. จะร่วมกับอัยการสูงสุดตั้งคณะทำงานร่วมกัน เพื่อไต่สวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมก็ได้

94 ในกรณีที่พนักงานอัยการเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง แต่คณะกรรมการ ป.ป.ท. มีมติยืนยันให้ฟ้อง ให้ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดวินิจฉัย คำวินิจฉัย ของอัยการสูงสุดให้เป็นที่สุด บทบัญญัติในมาตรานี้ให้นำมาใช้บังคับใน กรณีที่พนักงานอัยการยื่นอุทธรณ์ ฎีกา หรือ ถอนฟ้อง ถอนอุทธรณ์ ถอนฎีกา โดยอนุโลม

95 มาตรา 46 ในกรณีที่พนักงานอัยการมีคำสั่ง ฟ้องและจำเป็นต้องนำผู้ถูกกล่าวหาไปศาลให้ แจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหามาพบพนักงานอัยการตาม เวลาที่กำหนด และในกรณีมีความจำเป็นต้องจับ ตัวผู้ถูกกล่าวหา ให้พนักงานอัยการแจ้ง พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจที่มีเขตอำนาจ เหนือท้องที่ที่ผู้ถูกกล่าวหามีภูมิลำเนาหรือที่อยู่ เป็นผู้ดำเนินการ

96 และเพื่อการนี้ให้ผู้บังคับบัญชา หรือผู้มีอำนาจ แต่งตั้งถอดถอนเจ้าหน้าที่รัฐผู้ถูกกล่าวหา พนักงาน ฝ่ายปกครองหรือตำรวจดังกล่าว มีอำนาจร้องขอต่อ ศาลที่มีเขตอำนาจเหนือท้องที่นั้นให้ออกหมายจับ ได้ ทั้งนี้ ให้นำบทบัญญัติเรื่องการจับ การขังและ การปล่อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ อาญามาใช้บังคับ ในกรณีที่มีการจับกุม ให้พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจส่งตัวผู้ถูกจับพร้อมทั้งบันทึกการจับไป ยังศาลแล้วแจ้งให้พนักงานอัยการทราบภายใน 48 ชั่วโมง

97 มาตรา 47 กรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็น ข้าราชการทหาร ในการดำเนินคดีอาญา ตามมาตรา ๔๕ ให้พนักงานอัยการเป็นผู้ ฟ้องคดี โดยถือเป็นอัยการทหารตาม กฎหมายว่าด้วยพระธรรมนูญศาลทหาร หรือจะมอบหมายให้อัยการทหารเป็นผู้ ฟ้องคดีแทนก็ได้

98 การตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน มาตรา 48 ในการไต่สวนข้อเท็จจริง ถ้าคณะกรรมการ ป.ป.ท. เห็นควรตรวจสอบทรัพย์สิน และหนี้สินของเจ้าหน้าที่รัฐผู้ถูกกล่าวหา และเป็น กรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นต้องยื่นบัญชีแสดง รายการทรัพย์สินและหนี้สินไว้ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.แล้ว ให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. ขอความร่วมมือ จากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ส่งบัญชีแสดงรายการ ทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นไว้มาให้ตรวจสอบได้ แต่ถ้า เป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ถูกกล่าวหามิได้เป็นผู้ที่

99 ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินไว้ต่อ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. มีอำนาจสั่งให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นยื่นบัญชีแสดง รายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตร ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ตามรายการและภายในเวลาที่ คณะกรรมการ ป.ป.ท. กำหนดได้ ในการไต่สวนตามวรรคหนึ่งหรือในกรณีอื่นใดที่ คณะกรรมการ ป.ป.ท.มีเหตุอันควรสงสัยว่าเจ้าหน้าที่

100 ของรัฐผู้ถูกกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สิน เพิ่มขึ้นผิดปกติ ให้ส่งเรื่องทั้งหมดพร้อมทั้งสำนวน การไต่สวนและเอกสารที่เกี่ยวข้องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป ในกรณี เช่นนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะถือเอาสำนวนการ ไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ท. เป็น สำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยจะไต่สวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมด้วยหรือไม่ ก็ได้

101 ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนแล้ว เห็นว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นมิได้ร่ำรวยผิดปกติหรืออ มิได้มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ แต่มีกรณีต้อง ดำเนินการเกี่ยวกับการทุจริตในภาครัฐ คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะส่งเรื่องคืนให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ หรือจะไต่สวนและชี้มูล ตามอำนาจหน้าที่ของตนต่อไปก็ได้

102 การเพิกถอนคำสั่งทางการปกครอง มาตรา 49 ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. มีมติว่า ข้อกล่าวหาใดมีมูลนอกจากดำเนินการตามมาตรา 40 หรือมาตรา 45 แล้ว หากปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ถูกกล่าวหาได้อนุมัติ อนุญาตออกเอกสารสิทธิ ให้สิทธิประโยชน์หรือการสั่งการใดๆ แก่บุคคลใดโดยมิ ชอบ หรืออาจเป็นเหตุให้เสียหายแก่ทางราชการ ให้ คณะกรรมการ ป.ป.ท. แจ้งให้หัวหน้าหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการสั่งยกเลิกหรือเพิกถอน การอนุมัติ อนุญาต ออกเอกสารสิทธิ ให้สิทธิประโยชน์ หรือการสั่งการใดๆ นั้น ต่อไปด้วย

103 5. การป้องกันการทุจริต ภาครัฐ

104 นโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบันเกี่ยวกับ การป้องกันและปราบปรามการทุจริต 1. ปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบ ที่ล้าสมัยและเปิด ช่องให้เกิดการทุจริต ประพฤติมิชอบ หรือทำให้เกิด ประโยชน์ทับซ้อน 2. ออกกฎหมายใหม่ๆเพื่อป้องกันการทุจริต ประพฤติมิชอบ ขยายและยกเลิกอายุความในคดีอาญาบางประเภท และ คดีทุจริต 3. ปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบในทุกระดับอย่าง จริงจัง 4. สนับสนุนให้ประชาชนมีโอกาสตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ มากขึ้น 5. ส่งเสริมคุณธรรมคู่ความรู้ทั้งในและนอกสถานศึกษา เพื่อ ปลูกฝังค่านิยม “คนไทยต้องไม่โกง”

105 ยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตภาครัฐ พ.ศ

106 วิสัยทัศน์ หน่วยงานภาครัฐ บริหารงานตามหลัก ธรรมาภิบาล ทุกภาคส่วนร่วมกันป้องกัน และปราบปรามการทุจริต

107 พันธกิจ 1. เสริมสร้างจิตสำนึกและค่านิยม ให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ยึดหลักธรรมาภิบาล 2. บูรณาการทุกภาคส่วนเพื่อเสริมสร้าง และพัฒนา เครือข่ายด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ 3.ส่งเสริมบทบาทภาคประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริต 4. สร้างกลไกและพัฒนาระบบการตรวจสอบ ถ่วงดุล การใช้ อำนาจของเจ้าหน้าที่ของรัฐให้มีความเข้มแข็งและมี ประสิทธิภาพ 5. ส่งเสริม สนับสนุนการจัดการองค์ความรู้ด้านการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตภาครัฐอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

108 ประเด็นยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตภาครัฐ พ.ศ – 2555 มี 4 ยุทธศาสตร์ คือ ยุทธศาสตร์ที่ 1 เสริมสร้างจิตสำนึก ค่านิยม ให้หน่วยงาน ภาครัฐบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาล ยุทธศาสตร์ที่ 2 บูรณาการหน่วยงานทุกภาคส่วนในการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ ยุทธศาสตร์ที่ 3 เสริมสร้างความเข้มแข็งในการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตภาครัฐ ยุทธศาสตร์ที่ 4 พัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ของรัฐในการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ

109 สรุปปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มี เหตุผล มี ภูมิคุ้มกัน ในตัวที่ดี ทางสายกลาง พอประม าณ เงื่อนไขความรู้ ( รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง ) สมดุล / มั่นคง / ยั่งยืน ชีวิต / เศรษฐกิจ / สังคม / สิ่งแวดล้อม นำไ ปสู่ เงื่อนไขคุณธรรม ( ซื่อสัตย์สุจริต สติปัญญา ขยัน อดทน แบ่งปัน )

110 ประโยชน์ของการนำ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ชีวิตและกิจการมีความสมดุลทั้งยามปกติ และยามวิกฤติ มีภูมิคุ้มกันหรือความเข้มแข็ง พร้อมรับ ผลกระทบจาการเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม ชีวิตและกิจการเจริญรุดหน้าไปอย่างมั่นคง

111 ผลการปฏิบัติตามแนวทาง ”เศรษฐกิจพอเพียง” ชีวิต – หน้าที่การงานเกิด “สมดุล” บุคคล – ครอบครัว –องค์การ – ชุมชน และประเทศชาติมีความเข้มแข็งพร้อมรับ ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอก และภายในได้เป็นอย่างดี

112 หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วม หลักความ รับผิดชอบ หลักความคุ้มค่า การ บริหาร จัดการ ที่ดี ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมือง และสังคมที่ดี พ. ศ. ๒๕๔๒

113 ปัจจัยที่เป็นเงื่อนไขความสำเร็จของการบูรณาการ บูรณาการ Truth ปัจจัยที่ 1 จริงใจ / ให้เครดิต ปัจจัยที่ 4 ผู้นำ ปัจจัยที่ 2 ภารกิจ / เจ้าภาพ / ระบบการประสานงาน ปัจจัยที่ 3

114 เอแบคโพล(28 มิ.ย. 2552) ได้เปิดเผยผล สำรวจใน 17 จังหวัดทั่วประเทศไทย จำนวน1,228 ครัวเรือน พบว่า คนไทยถึงร้อยละ 84.5 มองการ ทุจริตคอร์รัปชันเป็นเรื่องธรรมดาในการทำธุรกิจ และ ร้อยละ 51.2 ยังยอมรับได้ที่รัฐบาลทุจริต คอร์รัปชัน โดยคิดว่าทุกรัฐบาลมีการทุจริตคอร์รัปชัน ถ้าทุจริตแล้วทำให้ประเทศรุ่งเรืองประชาชนกินดี อยู่ดีเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ ปัญหาที่น่าเป็นห่วงในเรื่องการทุจริต คือ ค่านิยมของสังคมไทย

115 แนวทางการแก้ไขปัญหาการทุจริต ด้วยการเรียนรู้ที่ยั่งยืนของเด็กไทย (นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี) 1.ทำบ้านให้อบอุ่น 2.โรงเรียนต้องเป็นแหล่งคุณธรรมนำ ความรู้ ครูต้องรักลูกศิษย์ 3.วัด โบสถ์ มัสยิด ต้องเป็นแหล่งเผยแผ่หลัก ธรรมหรือคำสอนตามความเชื่อถือหรือนับถือ 4.ชุมชนสีขาวต้องช่วยกันทำให้เกิดขึ้นให้ได้

116 พระราชดำรัส พระราชทานแก่คณะผู้ว่าซีอีโอ ๗๕ จังหวัด ณ พระราชวังไกลกังวล หัวหิน วันที่ ๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ “…ต้องเป็นคนที่สุจริต ถ้าทุจริตแม้แต่นิดเดียว ก็ขอ แช่งให้มีอันเป็นไป พูดอย่างนี้หยาบคาย แต่ว่าขอให้มีอัน เป็นไป และถ้าทำแต่สิ่งที่สุจริตด้วยความตั้งใจ มุ่งมั่นสร้าง ความเจริญ ก็ขอให้ต่ออายุได้ถึง ๑๐๐ ปี ส่วนคนไหนมีอายุ มากแล้ว ขอให้แข็งแรง ความสุจริตจะทำให้ประเทศไทย รอดพ้นอันตราย…”

117 ...ข้าพเจ้าใคร่จะกล่าวกับทุกท่านว่า การทะนุบำรุงประเทศชาตินั้น มิใช่เป็นหน้าที่ของผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะ หากเป็นภาระความรับผิดชอบของคนไทยทุกคน ที่จะต้องขวนขวายกระทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด เพื่อธำรงรักษาไว้ และพัฒนาชาติบ้านเมือง ให้เจริญมั่นคงและผาสุกร่มเย็น ข้าพเจ้า...ในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่ง จึงมีภาระหน้าที่เช่นเดียวกับคนไทยทั้งมวล...

118 โปรดส่งข้อมูลมายัง สำนักงาน ป.ป.ท.อาคารกระทรวง ยุติธรรมถนนแจ้งวัฒนะ อำเภอปาก เกร็ดจังหวัดนนทบุรี โทร โทรสาร พบเห็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำการทุจริต หรือ ประพฤติมิชอบ

119 จบการนำเสนอ ขอขอบคุณ


ดาวน์โหลด ppt การป้องกันและปราบปรามการ ทุจริตภาครัฐ โดย นายนพดล เพชรสว่าง ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ 4 สำนักงาน ป.ป.ท.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google