งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

1 บทที่ 6 ต้นทุนการผลิต (Cost of Production)  แนวความคิดเกี่ยวกับต้นทุนการผลิต  ต้นทุนการผลิตกับระยะเวลาในการผลิต  ต้นทุนการผลิตในระยะสั้น  ต้นทุนการผลิตในระยะยาว.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "1 บทที่ 6 ต้นทุนการผลิต (Cost of Production)  แนวความคิดเกี่ยวกับต้นทุนการผลิต  ต้นทุนการผลิตกับระยะเวลาในการผลิต  ต้นทุนการผลิตในระยะสั้น  ต้นทุนการผลิตในระยะยาว."— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 1 บทที่ 6 ต้นทุนการผลิต (Cost of Production)  แนวความคิดเกี่ยวกับต้นทุนการผลิต  ต้นทุนการผลิตกับระยะเวลาในการผลิต  ต้นทุนการผลิตในระยะสั้น  ต้นทุนการผลิตในระยะยาว

2 2 ต้นทุน หมายถึง มูลค่าของปัจจัยการผลิตที่นำมาผลิตเป็นสินค้าหรือบริการ รวมทั้ง ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการผลิตสินค้าหรือบริการโดยตรง แต่ช่วยให้ การจัดจำหน่ายสินค้าหรือบริการเป็นไปได้อย่างราบรื่น เช่น ต้นทุนหรือค่าใช้จ่าย ด้านการบริหาร ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายด้านการขาย ต้นทุนที่กล่าวถึงนี้เป็นค่าใช้จ่าย ของหน่วยผลิต ต้นทุนแบ่งตามลักษณะการใช้จ่าย ต้นทุนจ่ายจริง (Explicit Cost) เป็นค่าใช้จ่ายเป็นตัวเงิน ที่จ่ายให้กับเจ้าของ ปัจจัยการผลิต เช่น ค่าแรงงาน ค่าเช่าอาคาร ต้นทุนเหล่านี้สามารถบันทึกบัญชี ได้ ถือเป็นต้นทุนทางบัญชี ต้นทุนที่ไม่ได้จ่ายจริง (Implicit Cost) ต้นทุนที่ไม่ได้จ่ายจริง (Implicit Cost) เป็นต้นทุนที่เกิดจากการใช้ปัจจัยการ ผลิตของผู้ผลิตเอง โดยไม่มีการจ่ายค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน หรือจ่ายต่ำกว่า ราคาตลาด ซึ่งส่วนที่ไม่จ่ายหรือจ่ายต่ำกว่านี้สามารถประเมินออกมาเป็นตัวเงิน ได้ โดยใช้หลักของ “ต้นทุนค่าเสียโอกาส” (Opportunity Cost) เพื่อหา ค่าตอบแทนที่จะประเมินให้กับปัจจัยการผลิตที่เป็นของผู้ผลิตเอง เช่น ค่าเช่า ที่ดินของตนเอง ค่าแรงตนเอง ต้นทุนนี้มักไม่ถูกนำมาคิดทางบัญชี แต่ถือเป็น ต้นทุนส่วนหนึ่งทางเศรษฐศาสตร์ ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ = Explicit Cost + Implicit Cost จึงมากกว่า ต้นทุนทางบัญชี 6.1 แนวความคิดเกี่ยวกับต้นทุนการผลิต

3 3 ต้นทุนแบ่งตามลักษณะการผลิต ต้นทุนคงที่ (fixed cost) เป็นผลตอบแทนที่จ่ายให้แก่ปัจจัยคงที่ จึงไม่แปร ผันไปตามปริมาณของผลผลิต ไม่ว่าจะผลิตสินค้าจำนวนมากหรือน้อย หรือไม่ ผลิต ก็ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายประเภทนี้คงเดิมเสมอ เช่น ค่าเครื่องจักร ค่าประกันภัย ค่าก่อสร้างโรงงาน ต้นทุนแปรผัน (variable cost) เป็นผลตอบแทนที่จ่ายให้แก่ปัจจัยแปรผัน เช่น ค่าแรงงาน จึงแปรผันตามปริมาณผลผลิต หากผลิตจำนวนมากต้องจ่าย มาก หากผลิตจำนวนน้อยต้องจ่ายน้อย และไม่ต้องจ่ายเลยหากไม่ผลิต ต้นทุนเมื่อนำสังคมมาเกี่ยวข้อง ต้นทุนเอกชน (Private Cost) หรือต้นทุนภายใน (Internal Cost) หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการใช้ปัจจัยการผลิตในการผลิตสินค้า ประกอบด้วย ต้นทุนที่ชัดแจ้งและไม่ชัดแจ้ง ต้นทุนสังคม (Social Cost) หมายถึง ต้นทุนที่ประกอบด้วยต้นทุนเอกชนและ นำเอาผลกระทบภายนอก (Externalities) ที่เกิดจากการผลิตสินค้าและบริการ ไม่ว่าจะเป็นผลดีหรือผลเสียมาพิจารณาด้วย ต้นทุนทางสังคมมักมีค่ามากกว่า ต้นทุนเอกชน เพราะมีผลกระทบภายนอกที่เป็นผลเสียเกิดกับสังคม แต่หากมี ผลกระทบภายนอกที่เป็นผลดีกับสังคม ต้นทุนทางสังคมจะมีค่าน้อยกว่าต้นทุน เอกชน

4 4 ระยะเวลาในการผลิตทางเศรษฐศาสตร์ แบ่งเป็น ระยะสั้น และ ระยะยาว ซึ่งพิจารณาจากความสามารถในการเปลี่ยนแปลงปัจจัย การผลิต ต้นทุนการผลิตจึงแบ่งเป็นต้นทุนการผลิตในระยะสั้น และ ต้นทุนการผลิตในระยะยาว ต้นทุนการผลิตในระยะสั้น ต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) ต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) ต้นทุนแปรผัน (Variable Cost) ต้นทุนแปรผัน (Variable Cost) ต้นทุนการผลิตในระยะยาว มีเฉพาะต้นทุนแปรผันประเภทเดียว 6.2 ต้นทุนการผลิตกับระยะเวลาในการผลิต

5 5 1.ต้นทุนรวม (Total Cost: TC) เป็นต้นทุนที่ใช้ในการผลิตสินค้าทั้งหมด ประกอบด้วยต้นทุนคงที่รวม (Total Fixed Cost: TFC) และต้นทุนแปร ผันรวม (Total Variable Cost: TVC) 6.3 ต้นทุนการผลิตในระยะสั้น TC = TFC + TVC ต้นทุนคงที่รวม (TFC) เป็นต้นทุนที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามปริมาณของ ผลผลิต ไม่ว่าผลิตมากหรือน้อยหรือไม่ผลิตเลย TFC จะคงเดิมเสมอ เช่น ค่าเช่าที่ดิน ค่าเครื่องจักร ค่าก่อสร้างโรงงาน ต้นทุนแปรผันรวม (TVC) เป็นต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงไปตามปริมาณของ ผลผลิต ผลิตมากเสียมาก ผลิตน้อยเสียน้อย และหากไม่ผลิตก็ไม่ เสียเลย เช่น ค่าแรงงาน ค่าวัตถุดิบ

6 6 2.ต้นทุนทั้งหมดเฉลี่ย (Average Total Cost: ATC หรือ Average Cost: AC) เป็นต้นทุนรวมทั้งหมดหารด้วยปริมาณผลผลิต AC บอกว่า ผลผลิตแต่ละหน่วยมีต้นทุนเท่าใด ATC = TC Q ต้นทุนคงที่เฉลี่ย (AFC) เป็นต้นทุนคงที่ทั้งหมดเฉลี่ยต่อผลผลิต 1 หน่วย ต้นทุนแปรผันเฉลี่ย (AVC) เป็นต้นทุนแปรผันทั้งหมดเฉลี่ยต่อผลผลิต 1 หน่วย AFC = TFC Q AFC จะมีค่าลดลงเรื่อย ๆ เมื่อปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้ เพราะ TFC มีค่าคงที่ ดังนั้นเมื่อปริมาณผลผลิต  จึงทำให้ AFC  AVC = TVC Q

7 7 3. ต้นทุนหน่วยท้ายสุด (Marginal Cost: MC) MC เป็นต้นทุนรวมทั้งหมดที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อเปลี่ยนแปลงปริมาณ ผลผลิตไป 1 หน่วย MC =  TC = TC n – TC n-1  Q ต้นทุนหน่วยท้ายสุด บอกให้รู้ว่า ผลผลิตที่เพิ่มขึ้น 1 หน่วย ก่อให้เกิด ต้นทุนเพิ่มขึ้นเท่าใด เนื่องจาก TC ประกอบด้วย TFC+TVC แต่ TFC คงที่ การเปลี่ยนแปลง ของ TC จึงเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของ TVC เท่านั้น MC =  TVC = TVC n – TVC n-1  Q

8 8 QTCTFCTVCACAFCAVCMC ตารางต้นทุนระยะสั้น AVC ต่ำสุด เมื่อ AVC=MC

9 9 ลักษณะของเส้นต้นทุนระยะสั้น TC TVC TFC Q 0 cost เส้นต้นทุนรวมระยะสั้น (Short-Run Total Cost) คือ TC, TFC และ TVC 1. เส้นต้นทุนรวมระยะสั้น (Short-Run Total Cost) คือ TC, TFC และ TVC TFC เป็นเส้นตรงขนานกับแกนนอน TVC ในระยะแรกเป็นเส้นที่เว้าออกจากแกนนอนและช่วงหลังเว้าเข้าหา แกนนอน ลักษณะของเส้นเป็นไปตามกฎของการผลิตในระยะสั้น TC อยู่ห่างจาก TVC ในทางแนวดิ่งเท่ากับ TFC

10 10 เส้นต้นทุนเฉลี่ยระยะสั้น (Short-Run Average Cost) คือ AFC, AVC และ ATC (AC) 2. เส้นต้นทุนเฉลี่ยระยะสั้น (Short-Run Average Cost) คือ AFC, AVC และ ATC (AC) Cost C Q Q TFC AFC AB C Q1Q1 Q2Q2 Q3Q3 Q1Q1 Q2Q2 Q3Q3 TFC/Q 1 TFC/Q 2 TFC/Q เส้น AFC เป็นเส้นโค้งที่เรียกว่า Rectangular Hyperbolar AFC ไม่ตัดแกนทั้ง 2 ข้าง AFC มี slope ที่มีเครื่องหมายเป็นลบ พื้นที่ ใต้เส้น AFC ณ ปริมาณผลผลิตใดๆ จะมีค่าเท่ากันตลอด และเท่ากับ TFC การหาเส้น AFC จากเส้น TFC AFC = TFC Q

11 11 การหาเส้น AVC จากเส้น TVC เส้น AVC เป็นเส้นโค้งที่มีลักษณะ คล้ายตัวยู เส้น AVC เป็นเส้นโค้งที่มีลักษณะ คล้ายตัวยู หน่วยแรกๆ ของการผลิต AVC จะ  จนมาถึงระดับผลผลิตหนึ่ง ค่า AVC จะ  หน่วยแรกๆ ของการผลิต AVC จะ  จนมาถึงระดับผลผลิตหนึ่ง ค่า AVC จะ  AVC หาได้จาก slope ของเส้นที่ ลากจากจุดกำเนิดมายัง TVC ทุกๆ ระดับของ Q AVC หาได้จาก slope ของเส้นที่ ลากจากจุดกำเนิดมายัง TVC ทุกๆ ระดับของ Q Q ตั้งแต่จำนวนหน่วยที่ O  OQ 2 AVC กำลัง  Q ตั้งแต่จำนวนหน่วยที่ O  OQ 2 AVC กำลัง  จากจุด B เป็นต้นไป slope ของ เส้นที่ลากจากจุดกำเนิดไปยัง TVC มีค่า  นั่นคือ AVC  ที่จุด B ซึ่งเป็นจุดที่ AVC ต่ำสุด จากจุด B เป็นต้นไป slope ของ เส้นที่ลากจากจุดกำเนิดไปยัง TVC มีค่า  นั่นคือ AVC  ที่จุด B ซึ่งเป็นจุดที่ AVC ต่ำสุด Cost Q Q 0 0 AVC TVC Q1Q1 Q2Q2 Q3Q3 Q1Q1 Q2Q2 Q3Q3 A B C AVC = TVC Q Q   

12 12 การหาเส้น ATC (AC) จากเส้น TC เส้น AC เป็นเส้นโค้งลักษณะเดียวกับ เส้น AVC คือเป็นรูปตัวยู เส้น AC เป็นเส้นโค้งลักษณะเดียวกับ เส้น AVC คือเป็นรูปตัวยู การขยายการผลิตในระยะแรก AFC และ AVC  จึงทำให้ AC  ด้วย การขยายการผลิตในระยะแรก AFC และ AVC  จึงทำให้ AC  ด้วย จุดต่ำสุดของ AC อยู่ที่ Q ที่มากกว่า Q ของจุดต่ำสุด AVC เพราะเมื่อ AVC ถึงจุดต่ำสุดแล้ว AFC ยังคง  AVC ที่  ยัง < AFC ที่  จึงทำให้ AC ยัง  ต่อ จุดต่ำสุดของ AC อยู่ที่ Q ที่มากกว่า Q ของจุดต่ำสุด AVC เพราะเมื่อ AVC ถึงจุดต่ำสุดแล้ว AFC ยังคง  AVC ที่  ยัง < AFC ที่  จึงทำให้ AC ยัง  ต่อ เมื่อขยายการผลิตออกไปอีก AVC ที่  > AFC ที่  ทำให้ AC  เมื่อขยายการผลิตออกไปอีก AVC ที่  > AFC ที่  ทำให้ AC  AC คือ slope ของเส้นที่ลากจากจุด กำเนิดไปยัง TC ทุกๆ ระดับของ Q AC คือ slope ของเส้นที่ลากจากจุด กำเนิดไปยัง TC ทุกๆ ระดับของ Q ที่จุด B เป็นปริมาณ Q ที่ AC ต่ำสุด หลังจากจุด B ไป slope ของเส้นที่ ลากจากจุดกำเนิดไปยัง TC จะมีค่า  นั่นคือ AC จะ  ที่จุด B เป็นปริมาณ Q ที่ AC ต่ำสุด หลังจากจุด B ไป slope ของเส้นที่ ลากจากจุดกำเนิดไปยัง TC จะมีค่า  นั่นคือ AC จะ  Cost Q Q 0 0 AC TC Q1Q1 Q2Q2 Q3Q3 Q1Q1 Q2Q2 Q3Q3 A B C ATC = TC Q Q   

13 13 3. เส้นต้นทุนหน่วยท้ายสุด : MC MC คือ ค่าความชันของเส้น TC หรือเส้น TVC MC คือ ค่าความชันของเส้น TC หรือเส้น TVC (TC=TFC+TVC) เมื่อ TFC คงที่ MC จึงมาจากการ เปลี่ยนแปลงของ TVC เท่านั้น ในช่วงแรก MC มีค่าลดลง และจะมีค่าต่ำสุด ณ จุด เปลี่ยนโค้งของเส้น TC และ เส้น TVC หลังจากนั้นจะมีค่า เพิ่มขึ้น ในช่วงแรก MC มีค่าลดลง และจะมีค่าต่ำสุด ณ จุด เปลี่ยนโค้งของเส้น TC และ เส้น TVC หลังจากนั้นจะมีค่า เพิ่มขึ้น MC จะมีค่าเท่ากับ AC และ AVC ณ จุดที่ AC และ AVC มี ค่าต่ำสุด MC จะมีค่าเท่ากับ AC และ AVC ณ จุดที่ AC และ AVC มี ค่าต่ำสุด การหาเส้น MC จากเส้น TC หรือเส้น TVC Cost Q Q 0 0 MC TVC TC Q1Q1 Q2Q2 Q3Q3 Q1Q1 Q2Q2 Q3Q3 Q4Q4 Q4Q4 AC AVC MC = TC = TVC = TCn–TCn-1 Q Q

14 14 ความสัมพันธ์ของเส้น AC, AVC และ MC Cost Q 0 MC AC AVC AFC ความสัมพันธ์ของ MC และ AC 1)MC AC  โดย MC อยู่ต่ำกว่า AC 2)MC > AC => AC  โดย MC อยู่เหนือ AC 3)MC = AC ณ จุดต่ำสุดของ AC จุดต่ำสุดของ AC อยู่ในปริมาณผลผลิตที่มากกว่าจุดต่ำสุดของ AVC ความสัมพันธ์ของ MC และ AVC 1)เมื่อ MC AVC  โดย MC อยู่ต่ำกว่า AVC 2) เมื่อ MC > AVC => AVC  โดย MC อยู่เหนือ AVC 3) MC = AVC ที่จุดต่ำสุดของ AVC

15 ต้นทุนการผลิตในระยะยาว (Long - Run Cost) 1.เส้นต้นทุนรวมระยะยาว (Long - Run Total Cost: LTC) การหาจำนวนการใช้ปัจจัย การผลิตที่เหมาะสมในการ ผลิตสินค้าจำนวนต่างๆ ใน ระยะยาว วิเคราะห์โดยใช้เส้น ต้นทุนเท่ากันและเส้นผลผลิต เท่ากัน เมื่อผู้ผลิตขยายการผลิตไป ในระดับต่างๆ จะได้เส้น Expansion Path แต่ละจุดดุลยภาพ เช่น E 1 E 2 E 3 สามารถคำนวณหาต้นทุน รวมของการผลิต ณ Q ต่าง ๆ จึงนำไปสร้างเส้น LTC ได้ ในระยะยาว ผู้ผลิตสามารถเปลี่ยนแปลงปัจจัยทุกอย่างให้เหมาะสมกับ จำนวนผลผลิตที่เพิ่มขึ้นได้ ในระยะยาวจุงมีแต่ปัจจัยแปรผัน E1E1 E2E2 E3E3 Q=2 Q=4 Q=6 C=80 C=90 C=60 0 L K Expansion Path

16 16 0 A B Q LTC Cost 6 C 90 LTC มีลักษณะโค้งแบบ Cubic Curve เพราะระยะแรก LTC เพิ่มขึ้นในอัตราที่น้อยกว่า การเพิ่มขึ้นของ Q จึงมี slope ลดลงเรื่อยๆ เมื่อเพิ่ม Q ไปถึงระดับหนึ่ง อัตราการ เพิ่มขึ้นของ LTC จะเท่ากับอัตราการเพิ่มขึ้นของ Q ซึ่งเป็นระยะของผลได้คงที่ (ตาม ทฤษฎีการผลิตระยะยาว) หลังจากนั้น เมื่อผ่าน inflection point ของ LTC การที่ ผู้ผลิตเพิ่ม Q อีก อัตราการเพิ่มขึ้นของ LTC จะมากกว่า Q ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นระยะ ผลได้เพิ่มขึ้นน้อยกว่าปัจจัยที่เพิ่มขึ้น slope ของ LTC ก็จะเพิ่มสูงขึ้น

17 17 1.เส้นต้นทุนเฉลี่ยในระยะยาว (Long - Run Average Cost: LTC) การหาเส้น LAC ทำโดยนำโรงงานขนาดต่างๆ ในระยะสั้น เพื่อการผลิตระดับต่างๆ มาเรียงลำดับ แล้วเลือกขนาดที่เหมาะสมที่สุด (เสียต้นทุนเฉลี่ยต่ำสุด) สำหรับการ ผลิตระดับนั้น ก็จะเป็นขนาดของโรงงานที่เหมาะสมในระยะยาว สมมติมีโรงงาน 3 ขนาด สำหรับระยะสั้นแต่ละระยะ ที่มี SAC 1 SAC 2 และ SAC 3 ใน ระยะยาว ผู้ผลิตสามารถเลือกขนาดโรงงานได้ตาม Q ที่จะผลิต เช่น ถ้าผลิต OQ 1 หน่วย โรงงานที่เหมาะสมคือโรงงานที่มี SAC 1 เสียต้นทุนเฉลี่ยต่ำสุด E 1 Q ถ้าผลิต OQ 2 หน่วย จะใช้โรงงานขนาดที่มี SAC 2 เสียต้นทุนเฉลี่ยต่ำสุด E 2 Q 2 ซึ่งดีกว่าใช้ โรงงานที่มีต้นทุน SAC 1 เพราะต้นทุนเฉลี่ยสูงกว่า (F 2 Q) เส้น LAC หาจากเส้นที่ลากสัมผัส SAC ทั้งหลาย (หากมีขนาดโรงงานมากมาย) ซึ่ง แสดงต้นทุนต่ำสุดที่เป็นไปได้ในการผลิตสินค้าและบริการในแต่ละ Q Optimum scale of plant 0 Q1Q1 Q2Q2 Q3Q3 Q SAC 1 SAC 2 SAC 3 LAC ต้นทุน E1E1 Q4Q4 E2E2 E3E3 E F2F2 F1F1 F3F3

18 18 ในระยะยาวขนาดของโรงงานที่เหมาะสมที่สุด (ซึ่งเสียต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วย ต่ำสุด เมื่อเปรียบเทียบกับโรงงานขนาดต่างๆ) อยู่ที่จุดต่ำสุดของ LAC เรียกว่า Optimum Scale of Plant ผลผลิตเป็น Optimum Output คือ OQ 3 หน่วย ที่จุดนี้ SAC = LAC ณ จุดต่ำสุดของทั้ง SAC และ LAC ในระยะยาว ผู้ผลิตไม่จำเป็นต้องผลิตโดยใช้โรงงานที่เป็น Optimum Scale of Plant เสมอไป ยกเว้นในตลาดผลผลิตที่แข่งขันสมบูรณ์เท่านั้น เส้น LAC เป็นเส้นโค้งรูปตัวยู คือ ช่วงแรกที่ขยายการผลิต LAC จะลดลงจนถึง จุดต่ำสุดของ LAC เพราะเกิดการประหยัดต่อขนาดการผลิต (economies of scale) หากขยายการผลิตออกไปอีก LAC จะเพิ่มขึ้น เพราะเกิดการไม่ ประหยัดต่อขนาดการผลิต (diseconomies of scale) สาเหตุ สาเหตุของการประหยัดต่อขนาดในช่วงแรก เกิดจาก oเกิดการประหยัดด้านแรงงาน คือ เมื่อมีการผลิตมากขึ้นจะมีการแบ่งงานกัน ทำ และเกิดความชำนาญเฉพาะทาง ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นในอัตราเพิ่ม oเกิดความประหยัดด้านเทคนิค คือ เมื่อขยายขนาดใหญ่ขึ้น ผู้ผลิตสามารถ ใช้เครื่องมือเครื่องจักรที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพการผลิตที่เพิ่มขึ้น ต้นทุน เฉลี่ยจึงลดลง แต่เมื่อขยายขนาดการผลิตจนถึงระดับหนึ่ง ประสิทธิภาพการผลิตจะลดลง ต้นทุนเฉลี่ยจึงสูงขึ้น สาเหตุมาจากการไม่ประหยัดในดานต่างๆ เช่น เมื่อขนาด โรงงานใหญ่ขึ้นมาก ประสิทธิภาพของผู้บริหารในการควบคุมดูแลลดลง

19 19 3. เส้นต้นทุนหน่วยท้ายสุดระยะยาว (Long-Run Marginal Cost: LMC) เส้น LMC มีลักษณะโค้งรูปตัวยู คล้ายเส้น SMC คือ LMC มีค่าลดลง จนถึงจุดเปลี่ยนโค้งของเส้น LTC แล้ว LMC จะเริ่มมีค่าเพิ่มมากขึ้น โดย LMC จะตัดจุดต่ำสุดของ LAC เป็นเส้นแสดงต้นทุนรวมระยะยาวที่เปลี่ยนแปลงไป เมื่อผลผลิต เปลี่ยนแปลงไป 1 หน่วย cost Q LMC LAC 0 LMC =  LTC = ความชันของเส้น LTC  Q

20 20 ณ ปริมาณ Q แต่ละระดับในระยะยาว เมื่อได้ขนาดโรงงานที่เหมาะสมกับ ปริมาณผลผลิตแล้ว เส้น SMC ต้องเท่ากับ LMC ณ ระดับ Q นั้น ณ Q ดังกล่าว SAC = LAC ตรงจุดต่ำสุดของ LAC จะได้ SAC = LAC = LMC = SMC Q2Q2 Q 1 0 E Q A LAC LMC SMC 1 SAC 1 SMC 2 SAC 2 cost

21 ความสัมพันธ์ระหว่างเส้นต้นทุนระยะยาว ความสัมพันธ์ของ LTC LAC และ LMC คล้ายกับ ความสัมพันธ์ของ SMC และ SAC ในระยะสั้น LTC Cost Inflection point B 0 Q1Q1 Q Q2Q2 Q LMC LAC 0 Cost Q2Q2 Q1Q1 1.LMC < LAC  LAC  และ LMC อยู่ต่ำกว่า LAC 2.LMC > LAC  LAC  และ LMC อยู่สูงกว่า LAC 3.LMC = LAC ณ จุดต่ำสุด ของ LAC

22 22 Q1Q1 Q3Q3 Q4Q4 STC 1 STC 2 STC 3 LTC 0 Q ต้นทุน Q 0 SAC 1 SAC 2 SAC 3 LAC ต้นทุน LMC SMC 1 SMC 2 SMC 3 Q1Q1 Q2Q2 Q3Q ความสัมพันธ์ของเส้นต้นทุนระยะยาวกับเส้นต้นทุนระยะสั้น จุดใดๆ ที่เส้น STC สัมผัสกับ LTC จะมีค่า SAC=LAC และมีความ ชันเท่ากันด้วย โดย SMC=LMC ที่ปริมาณการผลิตเดียวกันนั้น จุดใดๆ ที่เส้น STC สัมผัสกับ LTC จะมีค่า SAC=LAC และมีความ ชันเท่ากันด้วย โดย SMC=LMC ที่ปริมาณการผลิตเดียวกันนั้น ที่การผลิต OQ 2 ซึ่งเป็นจุดต่ำสุด ของ LAC จะมีค่า SAC 2 = LAC = SMC 2 = LMC ที่การผลิต OQ 2 ซึ่งเป็นจุดต่ำสุด ของ LAC จะมีค่า SAC 2 = LAC = SMC 2 = LMC ณ ระดับการผลิต OQ 1 จะมีค่า SAC 1 = LAC > SMC 1 = LMC ณ ระดับการผลิต OQ 1 จะมีค่า SAC 1 = LAC > SMC 1 = LMC ณ ระดับการผลิต OQ 3 จะมีค่า SAC 3 = LAC < SMC 3 = LMC ณ ระดับการผลิต OQ 3 จะมีค่า SAC 3 = LAC < SMC 3 = LMC   


ดาวน์โหลด ppt 1 บทที่ 6 ต้นทุนการผลิต (Cost of Production)  แนวความคิดเกี่ยวกับต้นทุนการผลิต  ต้นทุนการผลิตกับระยะเวลาในการผลิต  ต้นทุนการผลิตในระยะสั้น  ต้นทุนการผลิตในระยะยาว.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google