งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

1 บทที่ 2 ตลาดสินค้า เกษตรและ ตลาดอาหาร อ.ณิธิชา ธรรมธนากูล.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "1 บทที่ 2 ตลาดสินค้า เกษตรและ ตลาดอาหาร อ.ณิธิชา ธรรมธนากูล."— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 1 บทที่ 2 ตลาดสินค้า เกษตรและ ตลาดอาหาร อ.ณิธิชา ธรรมธนากูล

2 2 2.1 วิธีการศึกษาการตลาดสินค้าเกษตร และอาหาร(Approaches to the study of Agricultural products and food Marketing) -The Functional Approach -The Institution Approach

3 3 การศึกษาหน้าที่ทางการตลาด (The Functional Approach) » หน้าที่ในการแลกเปลี่ยน (Exchange Function) 1. การซื้อ (Buying) 2. การขาย (Selling)

4 4 การศึกษาหน้าที่ทางการตลาด (The Functional Approach) » หน้าที่ทางกายภาพ (Physical Function) 3. การเก็บรักษา (Storage) 4. การขนส่ง (Transportation) 5. การแปรรูป (Processing)

5 5 การศึกษาหน้าที่ทางการตลาด (The Functional Approach) » หน้าที่ในการอำนวยความสะดวก (Facilitating Function) 6. การจัดมาตรฐาน (Standardization) 7. การเงิน (Financing) 8. การรับความเสี่ยง (Risk bearing) 9. ข้อมูลข่าวสารการตลาด (Market Intelligence)

6 6 หน้าที่ในการแลกเปลี่ยน (Exchange Function) หน้าที่ในการแลกเปลี่ยน เป็นกิจกรรมที่ทำให้ เกิดการเปลี่ยนมือการเป็นเจ้าของในสินค้า มีการ ตัดสินใจในเรื่องของราคา นั่นคือมูลค่าของสินค้า ซึ่งมักจะขึ้นกับสถานที่ที่จะขายด้วย หน้าที่ในการแลกเปลี่ยน ประกอบด้วย หน้าที่ใน การซื้อ และหน้าที่ในการขาย ซึ่งต้องมีการเจรจา ต่อรองระดับราคาที่พอใจทั้งสองฝ่าย กระบวนการ แลกเปลี่ยนจึงเกิดขึ้น

7 7 1. การซื้อ (Buying) หน้าที่ในการแสวงหาแหล่งของอุปทาน เพื่อรวบรวมสินค้า และกระทำกิจกรรมการซื้อ ซึ่งรวมถึงการซื้อวัตถุดิบจากแหล่งผลิต และ การซื้อสินค้าสำเร็จรูปจากพ่อค้าคนกลาง เพื่อสนองต่ออุปสงค์ของผู้บริโภค (กระบวนการนี้สำคัญ เนื่องจากก่อให้เกิด กำไร/รายได้ ซึ่งนั่นหมายถึงกระบวนการขาย สำเร็จ)

8 8 2. การขาย (Selling) หรือ กระบวนการนำออกสู่ตลาด (Merchandising) สินค้าจะถูกนำมารวบรวมไว้เพื่อขาย การจัดกิจกรรม การโฆษณาและการจัดโปรโมชั่นต่างๆ ถือรวมเป็น การขาย การขายก่อให้เกิดการตัดสินใจในด้านต่างๆ ดังนี้ - ปริมาณการขาย (จะขายเท่าไหร่) - การบรรจุ/หีบห่อ(ทำอย่างไรสินค้าถึงจะดูดี) - เลือกวิถีการตลาดที่ดีที่สุด - เวลา(ช่วงไหนจะขายได้มาก) และสถานที่

9 9 หน้าที่ทางกายภาพ (Physical Function) หน้าที่ในทางกายภาพ เป็นกิจกรรมที่ ต้องกระทำกับตัวสินค้า เพื่อให้ตรงกับความ ต้องการของผู้บริโภค ซึ่งรวมถึงการขนส่ง การเปลี่ยนรูปร่าง คุณลักษณะของสินค้า อัน เป็นหน้าที่ในการที่จะตอบคำถามในเรื่องของ - When จะขายสินค้าเมื่อไหร่ - What จะขายอะไร - Where จะขายที่ไหน

10 10 3. การเก็บรักษา(Storage) หน้าที่ในการเก็บรักษา => ตอบสนอง Time Utility (ตอบคำถาม When) ตอบสนองความต้องการ ได้ทุกเวลา - เกษตรกรเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ยาม ต้องการ - ผู้แปรรูปเก็บรักษาวัตถุดิบไว้แปรรูป - ผู้ค้าส่ง/ค้าปลีก เก็บรักษาสินค้าไว้ขาย

11 11 4. การขนส่ง (Transportation) หน้าที่ในการขนส่ง => ตอบสนอง Place Utility (ตอบคำถาม Where) เป็นกิจกรรมในการ เคลื่อนย้ายสินค้าเกษตร จากแหล่งผลิตไปแหล่ง ขาย ไปสู่ผู้บริโภค - จำเป็นต้องเลือกหนทางในการขนส่ง และชนิด ของการขนส่ง (รถไฟ เรือ รถยนต์) ที่มี ประสิทธิภาพ เพราะมีผลต่อต้นทุนการขนส่ง (ป้องกันการสูญเสียของสินค้า และราคาน้ำมันแพง)

12 12 5. การแปรรูป (Processing) หน้าที่ในการแปรรูป => ตอบสนอง Form Utility (ตอบคำถาม What: ลักษณะของสินค้า) เป็น กิจกรรมในเปลี่ยนแปลงรูปร่างของสินค้าให้ตรง ตามความต้องการของผู้บริโภค เช่น เปลี่ยนวัวมี ชีวิตให้เป็นเนื้อวัว เปลี่ยนถั่วสดให้เป็นถั่วกระป๋อง เปลี่ยนข้าวเป็นแป้ง เปลี่ยนแป้งเป็นขนมปัง จะเห็นได้ว่า สินค้าเกษตรจำเป็นต้องมีการแปรรูป โดยอย่างน้อยก็ต้องมีการแปรรูปขั้นต้น ก่อนถึงมือ ผู้บริโภค

13 13 หน้าที่ในการอำนวยความสะดวก เป็น กิจกรรมที่ทำให้ 2 functions แรกดำเนินไป ได้สะดวกและราบรื่นในกระบวนการทาง การตลาดสมัยใหม่ หน้าที่ในการอำนวยความ สะดวกเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ » หน้าที่ในการอำนวยความสะดวก (Facilitating Function)

14 14 6. การจัดมาตรฐาน (Standardization) หน้าที่ในการจัดมาตรฐาน เป็นกิจกรรมในการ จำแนกลักษณะสินค้าที่มีความเหมือนกันทั้งในด้าน ปริมาณ เช่น ขนาด และน้ำหนัก และในด้าน คุณภาพ เช่น สี กลิ่น สิ่งเจือปน ความชื้น => กระบวนการกำหนดราคามีประสิทธิภาพ มากขึ้น => การแปรรูปทำได้ง่ายขึ้น => กระบวนการตลาดมีประสิทธิภาพมากขึ้น * รวมถึงการควบคุมคุณภาพในโรงงานแปรรูปด้วย * รวมถึงมาตรฐานทางการตลาดด้วย

15 15 7. การเงิน (Financing) หน้าที่ทางการเงิน นั่นคือ เงินช่วยให้องค์ประกอบ ต่าง ๆ ในกระบวนการตลาดดำเนินไปได้ => ไม่เกิดความล่าช้าในการซื้อวัตถุดิบและ/หรือ การขายสินค้า (เสมือนตัวเชื่อมระหว่าง Buying &Selling function) => เกิดความล่าช้า => Storage Function เงินช่วยในการจัดการการเก็บรักษา เงินช่วยทำให้รู้เวลาในการเก็บรักษา เงินช่วยเมื่อเกิดการสูญเสียจากการเก็บรักษา *สถาบันการเงินและการให้ Credit ทำให้เรื่อง การเงินง่ายขึ้น*

16 16 8. การรับความเสี่ยง (Risk bearing) หน้าที่การรับความเสี่ยง คือ การยอมรับความเป็นไปได้ที่จะ เกิดการสูญเสียสินค้าในกระบวนการการตลาด ในทาง เศรษฐศาสตร์ ความเสี่ยงมี 2 ด้าน คือ ความเสี่ยงทางกายภาพ(Physical Risk) คือ ความเสี่ยง ที่เกิดขึ้นจากการถูกทำลายด้วยอุบัติเหตุต่าง ๆ เช่น ไฟไหม้ แผ่นดินไหว พายุ ความเสี่ยงทางตลาด(Market Risk) คือ ความเสี่ยงที่ เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าของสินค้าในตลาด ณ ขณะนั้น เกิดได้จากรสนิยมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง หรือการ กระทำของคู่แข่งขัน * บริษัทประกันและสถาบันการเงิน มีบทบาทในการช่วยรับความเสี่ยง * * หน้าที่การรับความเสี่ยงกับหน้าที่ทางการเงิน มีความแตกต่างกัน แต่จำไว้ว่า หน้าที่ทางการเงินจะเพิ่มขึ้น หากความเสี่ยงนั้นเกิดขึ้นแล้ว *

17 17 9. ข้อมูลข่าวสารการตลาด (Market Intelligence) หน้าที่ทางข้อมูลข่าวสารการตลาด คือ หน้าที่ในการ รวบรวม การอธิบาย การแจกแจ้งข้อมูลที่จำเป็นในการ จัดการกระบวนการตลาด => กลไกราคาจะมีประสิทธิภาพถ้าได้รับข้อมูลที่ดีจากทั้ง ผู้ซื้อและผู้ขาย => ทั้งในเรื่องของการเก็บรักษา การขนส่ง การจัด มาตรฐาน และหน้าที่ทางการตลาดอื่น ๆ ทุกอย่างจะมี ประสิทธิภาพ หากได้รับข้อมูลข่าวสารการตลาดที่ดี => ควรให้ผู้ทำหน้าที่การตลาดทุกคน สามารถใช้ ประโยชน์จากข้อมูลข่าวสารการตลาดได้ กระบวนการ ตลาดจึงจะมีประสิทธิภาพ

18 18 การศึกษาผู้ทำหน้าที่ทางการตลาด (The Institutional Approach) » ผู้ค้าคนกลาง(Merchant middleman) 1. ผู้ค้าปลีก (Retailer) 2. ผู้ค้าส่ง (Wholesalers) » Agent middleman 3. นายหน้า (Broker) 4. ตัวแทนขาย (Commission Man) » Speculative middleman » ผู้แปรรูปและโรงงานแปรรูป (Processors and Manufacturers) » องค์กรหรือสถาบันในการอำนวยความสะดวก (Facilitative organizations)

19 19 » ผู้ค้าคนกลาง(Merchant middleman) ลักษณะคือ มีกรรมสิทธิ์ในตัวสินค้า และซื้อขายเพื่อหวัง กำไร 1. ผู้ค้าปลีก (Retailers) ผู้ค้าปลีก คือผู้ที่ซื้อสินค้ามา เพื่อขายให้กับผู้บริโภคคนสุดท้าย ได้แก่ Supermarket, Restaurants, Convenience Stores, ร้านเบเกอรี่ 2. ผู้ค้าส่ง (Wholesalers) คือ ผู้ขายสินค้าให้กับผู้ค้า ปลีก ผู้ค้าส่งด้วยกันเอง และโรงงาน เป็นผู้ที่ซื้อสินค้ามาเพื่อ ขายอีกทอดหนึ่งให้กับผู้ขายด้วยกันเองที่ไม่ใช่ผู้บริโภคคน สุดท้าย ซึ่งหมายรวมถึง ผู้รวบรวมในตลาดท้องถิ่นจาก เกษตรกรโดยตรง และส่งสินค้าเข้าสู่เมืองใหญ่ และผู้ค้าส่งใน ตลาดรวมระดับท้องถิ่น(Local Market Center) รวมถึงผู้ค้าเร่ หรือผู้ค้าจรด้วย

20 20 >>Agent Middleman ลักษณะคือ เป็นตัวแทนในการซื้อขายสินค้า แต่ไม่ มีกรรมสิทธิ์ในตัวสินค้า ได้รับค่าตอบแทนเป็น ค่าธรรมเนียม (Fee) และค่านายหน้า (Commission) เป็น ผู้ทำหน้าที่ในการให้การบริการ มีความรู้ด้านการตลาดเป็น อย่างนี้ รู้สิ่งจำเป็นที่จะทำให้กระบวนการนำสินค้าจาก ผู้ขายไปสู่ผู้บริโภคมีประสิทธิภาพ ผู้ซื้อและผู้ขายส่วน ใหญ่ที่ใช้บริการเนื่องจากไม่มีความรู้ด้านการตลาด และ ไม่รู้จักวิธีการในการต่อรองอย่างมีประสิทธิภาพ

21 21 >>Agent Middleman 1.นายหน้า (Brokers) คือ ผู้ทำหน้าที่ในเปลี่ยนมือสินค้า เป็น ตัวแทนในการตกลงซื้อขายสินค้า ตาม คำสั่งของผู้ซื้อหรือผู้ขาย มีอำนาจในการ ต่อรองน้อยกว่าตัวแทนขาย 2. ตัวแทนขาย (Commission Man) คือ ผู้ทำหน้าที่เป็นตัวแทน โดยทำหน้าที่ ในการรวบรวมและ จัดแจงสินค้าด้วย และ ขายโดยหักส่วนแบ่ง ในทางพฤตินัยถือว่ามี กรรมสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของสินค้า

22 22 >>Speculative middleman ลักษณะคือ เป็นผู้ซื้อและขายสินค้า โดยมี วัตถุประสงค์หลักเพียงได้กำไร จากการเคลื่อนไหว ของราคาสินค้า เผชิญกับความไม่แน่นอน ตัวแทนขาย – ได้รายได้ โดยมีการจัดการกับตัว สินค้าสูง ความเสี่ยงต่ำ ผู้เก็งกำไร – ได้รายได้ โดยมีการจัดการกับตัว สินค้าต่ำ ความเสี่ยงสูง

23 23 >>ผู้แปรรูปและโรงงานแปรรูป (Processors and Manufacturers) ลักษณะคือ เป็นผู้รู้ความต้องการของตลาดดี ช่วงตอบสนอง time, form, place and possession ของสินค้าวัตถุดิบ ทำหน้าที่เป็นผู้ซื้อ ที่มีความสำคัญกับเกษตรกร ในขณะเดียวกันส่วน ใหญ่ก็เป็นผู้ค้าส่งให้กับผู้ค้าปลีก กิจกรรม Packaging, Branding and Promotion เป็นสิ่ง สำคัญสำหรับผู้แปรรูป เนื่องจากมีอิทธิพลกับการ เลือกซื้อของผู้บริโภค

24 24 >>องค์กรหรือสถาบันในการอำนวยความสะดวก (Facilitative organizations) ลักษณะคือ เป็นผู้ช่วยให้กับ ผู้ค้า ตัวแทน ผู้แปร รูป และผู้เก็งกำไร เช่น การเก็บรักษา การขนส่ง การทำ ให้เกิดคุณภาพและมาตรฐานในตัวสินค้า รวมถึงการ โอนเงินระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย และเป็นผู้มีบทบาทร่วม ในเกมการลงทุนของนักลงทุนด้วย

25 การจัดการ การตลาดอาหาร Marketing Management

26 26 การจัดการการตลาดอาหาร คือ กระบวนการของหน่วยธุรกิจหรือองค์กร ที่ ก่อให้เกิดการพัฒนาหรือการปฎิบัติ เพื่อให้ เกิดความพึงพอใจของผู้บริโภคและกำไร มองหน่วยธุรกิจ How firm compete.. How respond to changing

27 27 Marketing Manager must do - analyze the market - plan for the future - develop marketing strategies - focus marketing needs and desires.

28 28 Marketing Concept -“Find wants and fill them” What do consumer want? Not What can we make? 1.Not all consumers want the same product => Product differentiation ทำให้แตกต่าง - Quality - Price - Packaging - Brand - Service 2.Market segment (who share similar needs and wants) => Target market segment

29 29 4Ps4Cs Product สินค้าและบริการ Customer needs and wants ความจำเป็นและความต้องการของลูกค้า Price ราคา Cost ต้นทุนที่ลูกค้าจะต้อง จ่าย Place การกระจายสินค้า Convenienceความสะดวกสบายใน การหาซื้อ Promotion การส่งเสริม การตลาด Communication การสื่อสารให้ลูกค้า ทราบ ส่วนประสมการตลาด (Marketing Mix)

30 30 Marketing Mix Target market segment Marketing Strategy

31 ผลการดำเนินงาน ของตลาด ในอุตสาหกรรมอาหาร Analyzing Market Performance in The Food Industry

32 32 ผลการดำเนินงานของตลาด ชี้ให้เห็นถึง - ระบบการตลาด ดีหรือไม่ ? - อะไร คือสิ่งที่ตลาดต้องการ ? เครื่องมือ - แนวโน้มของราคา - สัดส่วนค่าใช้จ่ายในการบริโภคของผู้บริโภค - สัดส่วนรายได้ของเกษตรกรเทียบกับ ค่าใช้จ่ายในการบริโภคของผู้บริโภค

33 33 Market Structure Research -Market Structure 1.Market Conduct 2.Market Performance

34 ประสิทธิภาพของ การตลาดอาหาร Food Marketing Efficiency

35 35 ประสิทธิภาพการตลาด (Marketing Efficient) ประสิทธิภาพวัดได้จากสัดส่วนของ ผลผลิตกับปัจจัยการผลิต output => benefits ราคาที่ผู้บริโภคยินดีจะจ่าย input => cost ต้นทุนรวมทั้งหมดในกระบวนการ ทางการตลาด

36 36 ประสิทธิภาพการตลาด (Marketing Efficient) -ประสิทธิภาพในการดำเนินงาน (Operation Efficiency) แสดงให้เห็นถึงการลดต้นทุนในการดำเนินงาน โดยไม่เกิดผลกระทบต่อราคาขาย หรือไม่เกิดผล กระทบต่อความพอใจของผู้บริโภค แต่ ไม่ได้ หมายความว่าต้นทุนในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น แล้ว ประสิทธิภาพจะลดลง

37 37 ประสิทธิภาพการตลาด (Marketing Efficient) 2.ประสิทธิภาพทางราคา (Price Efficiency) แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการจัดสรรทรัพยากร นั่นคือ เป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดการจัดสรรทรัพยากร เพื่อให้ผลิตตามความต้องการของผู้บริโภค การแข่งขัน ของผู้ผลิตช่วยให้ระบบราคามีประสิทธิภาพ => การกำหนดราคา => ผู้บริโภคยินดีจะจ่ายหรือไม่ในราคานั้น

38 แนวโน้มของตลาดอาหาร Food Marketing Trends  สภาวะอุตสาหกรรมอาหาร  ผลกระทบจากปัจจัยภายนอก - รสนิยมของผู้บริโภค - นโยบายของภาครัฐบาล - นโยบายของประเทศคู่ค้า

39 39


ดาวน์โหลด ppt 1 บทที่ 2 ตลาดสินค้า เกษตรและ ตลาดอาหาร อ.ณิธิชา ธรรมธนากูล.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google