งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

ทฤษฎี MOT : เป็นการสร้าง orbs ของโมเลกุลขึ้นมาโดยใช้ valence AO’s ทั้งหมดของอะตอมในโมเลกุล, จำนวน MO’s ทั้งหมดที่ได้ = จำนวน AO’s ที่นำมาใช้ แต่ละ MO’s.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "ทฤษฎี MOT : เป็นการสร้าง orbs ของโมเลกุลขึ้นมาโดยใช้ valence AO’s ทั้งหมดของอะตอมในโมเลกุล, จำนวน MO’s ทั้งหมดที่ได้ = จำนวน AO’s ที่นำมาใช้ แต่ละ MO’s."— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 ทฤษฎี MOT : เป็นการสร้าง orbs ของโมเลกุลขึ้นมาโดยใช้ valence AO’s ทั้งหมดของอะตอมในโมเลกุล, จำนวน MO’s ทั้งหมดที่ได้ = จำนวน AO’s ที่นำมาใช้ แต่ละ MO’s จะมีพลังงานต่าง ๆ กัน การบรรจุหรือจัดเรียง valence electrons ทั้งหมดของ โมเลกุลลงใน MO’s ต่าง ๆใช้ หลักการเหมือน การจัดเรียงของ electrons ใน orbs ของอะตอม electrons ใน MO’s จะ delocalized ไปทั้ง สรุป

2 โมเลกุลเรียก delocalized MOT Orbital Hydbidization : เป็นหลักการใช้เสริมทฤษฏี MOT และ VBT เกี่ยวกับรูปร่างของ โมเลกุล เพื่อสนับสนุนและอธิบาย ได้สอดคล้องกับรูปร่าง จริง ของ โมเลกุลที่ได้จากการทดลอง ( ใน กรณีที่โมเลกุลมีอะตอม > 3 อะตอม ) หา bond order จากสูตร *

3 ก่อนที่อะตอมกลางจะใช้ valence AO’s ไป overlap กับ orbs ของอะตอมข้างเคียงอะตอม กลางจะจัดรูปร่างและทิศทางของ orbs ใหม่ โดยเกิดการผสม (mixing) ระหว่าง AO’s ของอะตอมกลางเอง ออร์บิทัลผสม (hybrid orbs) ชนิด ต่าง ๆ (sp, sp 2, sp 3, sp 3 d 2...) ซึ่งมี จำนวน รูปร่าง และทิศทาง ( ทำมุม ซึ่งกันและกัน ) ต่างกัน จำนวน hybrid orbs ที่ได้ = จำนวน AO.’s ที่นำมาผสมกันเสมอ ได้ hybridisation

4 ในการสร้างออร์บิทัลผสม ไม่จำเป็นต้องใช้ valence AO’s ทั้งหมด orbs ผสมชนิดเดียวกัน ( เช่น ชนิด sp 2 มี 3 orbs) จะมีสมบัติ พลังงานและ รูปร่าง เหมือนกันทุก ประการ ออร์บิทัลผสมเป็นออร์ บิทัลของอะตอมกลาง เท่านั้น

5 VSEPR : เป็นหลักการใช้ เสริมทฤษฏี MOT และ VBT เกี่ยวกับรูปร่างโมเลกุล เช่นเดียวกับหลักการ Orbital Hybridization ซึ่ง อธิบายรูปร่างของโมเลกุลที่ มีทั้ง bp และ lp ได้ดี สอดคล้องกับรูปร่าง จริง ของโมเลกุลที่ได้จากการ ทดลอง VSEPR เกี่ยวข้อง กับแรงผลักระหว่างคู่ อิเล็กตรอนที่ล้อมรอบอะตอม กลาง

6 N 2, N N:2s 2 Bond order = :2s 2

7 : N บ์ N: 2s 2, lp z y y z y y xx yy xxx x ถ้ากำหนดให้ z เป็นแกนหลัก 

8 BeH 2,Be:2s 1 sp hybridization H a :1s 1 H b :1s 1 กรณีโมเลกุลที่มี > 3 อะตอม โมเลกุลมี bp=2, lp = 0

9 x : แกนหลัก ได้ orbs ผสมของ Be 2 orbs : ซึ่งทำมุมซึ่งกันและ กัน 180 o ( เส้นตรง ) H-Be-H

10 BH 3, B :2s 1 bp=3, lp = 0sp 2 hybridization sp 2 H : 1s 1

11 ได้ออร์บิทัลผสมชนิด sp 2 3 orbs : ทั้ง 3 ทำมุม 120 o ซึ่งกัน และกัน B :

12 NH 3, N :2s 2 bp = 3, lp = 1 sp 3 hybridization H:1s 1

13 N : ได้ orbs ผสมของ N 4 orbs :

14 ทำมุม o ซึ่งกันและกัน Tetrahedral เนื่องจากมี lp. = 1 คู่ ได้รูปร่างโมเลกุล : Trinonal pyramid ซึ่งมีมุม < o เล็กน้อยคือ o

15

16 SF 4 bp = 4, lp = 1sp 3 d hybridization SF 4

17 bp = 4, lp = 1sp 3 d hybridization เป็น orb. ผสมของอะตอม กลาง orbs. ผสมทั้ง 5 ชี้ไป ตามทิศทางของรูปคู่พีระมิด ร่วมฐานสามเหลี่ยม (trigonal bipyramidal) ได้ orbs ผสมของ S ทั้งหมด 5 orbs :

18 มี lp. 1 คู่ รูปร่าง โมเลกุล : ไม้กระดานหก F F F F

19 C 2 H 6 sp 3 H 3 C- CH 3 C 2 H 4 sp 2 H 2 C=CH 2 C 2 H 2 spHC บ CH C 6 H 6 sp 2 สรุป p.15 ใน sheet ( โมเลกุลใด มีขั้วไม่มีขั้ว ) Hydrocarbon : p ใน sheet

20 เมื่อพิจารณาอะตอมที่เคลื่อนที่เข้ามา ใกล้กัน จะมีแรงกระทำระหว่าง e - เดี่ยว เกิดขึ้น หรือพูดอีกลักษณะว่า มีการ overlap กันของ 2 AO’s ที่ต่างก็มี e - เดี่ยว e - เดี่ยวทั้งสองสามารถเคลื่อนที่ไป รอบนิวเคลียสทั้งสองได้ (delocalized) และต้องมี spin ตรงกันข้าม จึงจะมีแรง ดึงดูดกันเกิดขึ้น ( ถ้า spin ขนานกัน จะ ไม่เกิดพันธะ จะเกิดแรงผลักทำให้ระบบ มีพลังงานสูง ) ซึ่งทำให้ระบบมีพลังงาน ต่ำกว่าพลังงานของแต่ละอะตอมที่ แยกกันอยู่ ความหนาแน่นของ e - ระหว่างนิวเคลียสจะมีมาก สรุป Valence Bond Theory

21 จะเห็นได้ว่า VBT, A.O’s ที่เต็ม แล้ว ไม่มีส่วนที่เกี่ยวข้องในการทำ ให้เกิดพันธะ การเกิดพันธะ เกี่ยวข้องเฉพาะ orb. ที่มี e - เดี่ยว overlap กัน หรือกล่าวได้ว่า แต่ละ อะตอมในโมเลกุลยังคงรักษา เอกลักษณ์ของตัวเองไว้เป็นส่วน ใหญ่ orb. ที่มี e - ไม่เต็มเท่านั้นเป็น สมบัติของโมเลกุลโดยเคลื่อนที่รอบ นิวเคลียสทั้งสองทฤษฎี VBT คล้าย lewis structure ซึ่งพันธะเกิดจาก การใช้ e - คู่หนึ่งร่วมกัน แต่ VBT เป็นแนวคิดที่ได้จากกลศาสตร์ ควอนตัม ซึ่งเป็นการ overlap กัน ของ 2 AO’s

22 ต่างกับทฤษฏี MOT ซึ่ง นำทุก valence e - ของแต่ละ อะตอมในโมเลกุลมาใส่ใน MO’s ดังนั้นกรณี MOT valence e -,s ทั้งหมด เป็น สมบัติของโมเลกุล VBT บางครั้งใช้อธิบาย โมเลกุลที่เกิด resonance ไม่ได้ และบางครั้งก็ทำนาย สมบัติทางแม่เหล็กผิดไป เนื่องจาก VBT เน้นการจับคู่ ของ e -

23 ที่เหมือนกันคือ ทั้ง MOT และ VBT อธิบายการเกิดพันธะ โดยเกิดจากการ overlap ของ AO’s และเป็นแนวคิดที่ได้ จาก กลศาสตร์ ควอนตัมทั้งคู่

24 F 2, F :2s 2 F:2s 2 2p z + 2p z 1  bond xx z y y  ตัวอย่าง โมเลกุลที่อธิบายการเกิดพันธะโดย VBT


ดาวน์โหลด ppt ทฤษฎี MOT : เป็นการสร้าง orbs ของโมเลกุลขึ้นมาโดยใช้ valence AO’s ทั้งหมดของอะตอมในโมเลกุล, จำนวน MO’s ทั้งหมดที่ได้ = จำนวน AO’s ที่นำมาใช้ แต่ละ MO’s.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google