งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

สิทธิมนุษยชน ในกระบวนการยุติธรรม

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "สิทธิมนุษยชน ในกระบวนการยุติธรรม"— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 สิทธิมนุษยชน ในกระบวนการยุติธรรม
ธนรัตน์ ทั่งทอง ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ประจำสำนักประธานศาลฎีกา

2 ควบคุมและขัง ควบคุม หมายความถึง การควบคุมหรือกักขังผู้ถูกจับโดยพนักงาน ฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ในระหว่างสืบสวนและสอบสวน (มาตรา 2 (21)) ขัง หมายความถึง การกักขังจำเลยหรือผู้ต้องหาโดยศาล (มาตรา 2 (22)) ความหมายของคำว่า ควบคุม และขัง จึงแตกต่างกันตรงที่ถ้าเป็นการควบคุมหรือกักขังโดยพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ เรียกว่า ควบคุม และถ้ากักขังโดยศาลเรียกว่า ขัง

3 การออกหมายขัง (มาตรา 71)
การออกหมายขังระหว่างการสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้อง หรือพิจารณา (มาตรา 71 วรรคหนึ่ง) กล่าวคือ เมื่อได้ตัวผู้ต้องหา หรือจำเลยมาแล้ว ในระยะใดระหว่างสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณา ศาลจะออกหมายขังผู้ต้องหาหรือจำเลยไว้ตามมาตรา 87 หรือมาตรา 88 ก็ได้ เหตุในการออกหมายขัง เนื่องจากมาตรา 71 วรรคหนึ่ง ให้นำบทบัญญัติมาตรา 66 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ดังนี้ เหตุออกหมายขังก็ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์เช่นเดียวกับการออกหมายจับ ในมาตรา 66

4 ศาลมีดุลพินิจที่จะไม่ออกหมายขังหรือให้ออกหมายปล่อยได้ (มาตรา 71 วรรคสาม)
การควบคุมหรือขังจำเลยระหว่างอุทธรณ์หรือฎีกา (มาตรา 73) คดีใดอยู่ระหว่างอุทธรณ์ฎีกา ถ้าจำเลยต้องควบคุมหรือขังมาแล้วเท่ากับหรือเกินกว่ากำหนดจำคุกหรือกำหนดจำคุกแทนตามคำพิพากษา ให้ศาลออกหมายปล่อยจำเลย เว้นแต่จะเห็นสมควรเป็นอย่างอื่นในกรณีที่โจทก์อุทธรณ์ฎีกาขอให้เพิ่มโทษ (มาตรา 73) คำสั่งคำร้องของศาลฎีกาที่ ท.165/2552 โจทก์และโจทก์ร่วมต่างฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แม้ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ต้องขังมาเกินกว่ากำหนดโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แล้ว ก็ยังไม่มีเหตุให้ศาลชั้นต้นออกหมายปล่อยจำเลยที่ 3 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 73

5 กำหนดเวลาควบคุมตัวผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา (มาตรา 87)
แนวคำพิพากษาฎีกาเกี่ยวกับการออกหมายขังระหว่างสอบสวน ผู้ต้องหาที่ยังไม่ถูกจับกุม ไม่อยู่ในอำนาจควบคุมของพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ จะขอให้ศาลออกหมายขังผู้ต้องหาในระหว่างสอบสวนไม่ได้ ดูฎีกาที่ 8708/2547 ฎีกาที่ 8708/2547 การที่ผู้ต้องหามาพบพนักงานสอบสวนตามที่ถูกเรียกและพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาให้ทราบทันที ยังถือไม่ได้ว่าผู้ต้องหาถูกจับ เพราะยังไม่มีคำสั่งหรือหมายของศาล เมื่อผู้ต้องหายังไม่ถูกจับกุมจึงไม่อยู่ในอำนาจควบคุมของพนักงานสอบสวนหรือผู้ร้อง (พนักงานอัยการ) ผู้ร้อง จึงไม่สามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายขังผู้ต้องหาไว้ ระหว่างสอบสวนตาม ป.วิ.อ.มาตรา 87 วรรคสาม (เดิม) ได้

6 เมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ขังโดยผู้ต้องหาไม่ค้าน เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ข้อที่ผู้ต้องหาอ้างว่าถูกทำร้ายจนให้การรับสารภาพ ไม่มีผลทำให้คำสั่งดังกล่าวกลายเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎ.3502/2542 คำสั่งศาลที่ไม่อนุญาตให้ขังผู้ต้องหาต่อไป จะอุทธรณ์ฎีกาไม่ได้ ดูฎีกาที่ 1125/2496 (ประชุมใหญ่) ฎีกาที่ 1125/2496 (ประชุมใหญ่) ป.วิ.อ.มาตรา 87 ที่บัญญัติให้พนักงานสอบสวนควบคุมผู้ต้องหา หรือให้ศาลออกหมายขังผู้ต้องหาไว้ได้มีกำหนดระยะเวลาเป็นขั้น ๆ ตามความผิดนั้น เป็นบทบัญญัติคุ้มครองผู้ต้องหามิให้ถูกควบคุมหรือกักขังนานเกินสมควรแก่เหตุและความจำเป็น ฉะนั้น เมื่อศาลสั่งไม่อนุญาตให้ขังต่อไปเพราะเห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่จะขังแล้ว ก็ไม่มีเหตุที่จะอุทธรณ์ฎีกาเพื่อให้ขังผู้ต้องหาต่อไปอีกได้ เพราะสิทธิที่จะฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลยังมีอยู่ในเมื่อคดีมีมูล

7 ระยะเวลา 48 ชั่วโมงตามมาตรา 87 วรรคสามตอนต้น ให้นับแต่เวลาที่ผู้ถูกจับมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน ไม่ใช่นับแต่เวลาที่จับกุมตัว ดังนั้น ถ้าจับกุมตัวผู้ต้องหาเวลา น. แต่มาถึงสถานีตำรวจเวลา น. ของอีกวันหนึ่ง ระยะเวลา 48 ชั่วโมง ต้องนับแต่เวลา น.ของอีกวันหนึ่ง ดูฎีกาที่ 984/2529 กรณีที่พนักงานสอบสวนมิได้ขอฝากขังผู้ต้องหาต่อศาลภายในกำหนด หรือเมื่อครบกำหนดเวลาตามมาตรา 87 แล้ว ยังไม่อาจฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลได้ ต้องปล่อยตัวผู้ต้องหาไป แต่หาใช่เป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องไม่ (ดูฎีกา ที่ 4294/2550) ต่อมาถ้าต้องฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล มีฎีกาที่ 515/2491 (ประชุมใหญ่) วินิจฉัยว่าเจ้าพนักงานมีอำนาจจับตัวมาเพื่อฟ้องคดีต่อศาลได้เพราะพนักงานอัยการต้องนำตัวจำเลยมาศาลในขณะยื่นฟ้องด้วย ดูฎีกาดังกล่าว

8 พนักงานอัยการฟ้องโดยจำเลยถูกควบคุมตัวในชั้นสอบสวนเกินกว่า ที่กฎหมายกำหนดไม่ทำให้กระบวนการสอบสวนที่ชอบและการนำคดีมาฟ้องยังศาลเสียไป เพราะเป็นคนละส่วนกับเรื่องการฟ้อง จึงไม่เป็นเหตุให้ศาลยกฟ้อง ดูฎีกาที่ 4113/2552 ถ้าศาลออกหมายขังผู้ต้องหาแล้วผู้ต้องหาหลบหนีไปถือว่าผู้ต้องหา อยู่ในอำนาจของศาลแล้ว ไม่ต้องนำตัวจำเลยมาศาลในวันยื่นฟ้อง ดูฎีกาที่ 1735/2514 (ประชุมใหญ่) ก่อนประทับฟ้อง ศาลไม่มีอำนาจออกหมายขังจำเลย ฎ.2756/2524

9 การขังระหว่างพิจารณา (มาตรา 88)
คดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ เมื่อศาลประทับฟ้องและได้ตัวจำเลยมาศาลแล้ว หรือคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ เมื่อได้ยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว ศาลจะสั่งขังจำเลยหรือปล่อยชั่วคราวก็ได้ บทบัญญัติมาตรา 88 นี้ ได้แก้ไขเพิ่มเติมล่าสุดปี 2547 นี้ ตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงว่าคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ซึ่งต้องมีการ ไต่สวนมูลฟ้องก่อนระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง ศาลจะสั่งขังจำเลยไม่ได้ เพราะจำเลยยังไม่อยู่ในฐานะจำเลย แต่เมื่อศาลประทับฟ้องแล้ว ศาลก็มีอำนาจขังจำเลยในระหว่างพิจารณาหรือปล่อยชั่วคราวก็ได้ สำหรับคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ศาลมีอำนาจขังจำเลยไว้ในระหว่างพิจารณาหรือจะปล่อยชั่วคราวก็ได้เช่นเดียวกัน

10 อย่างไรก็ตาม การออกหมายขังของศาลตามมาตรานี้ ก็ต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ตามมาตรา 71 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 66 ว่าด้วยเหตุในการออกหมายขังเช่นเดียวกับการออกหมายขังระหว่างการสอบสวนตามมาตรา 87 ฎีกาที่ 4752/2549 เมื่อพนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยและศาลประทับฟ้อง ศาลย่อมมีอำนาจออกหมายขังจำเลยไว้ระหว่างพิจารณาได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 71 และมาตรา 88 ที่ใช้ขณะยื่นคำร้องและที่แก้ไขใหม่ ซึ่งเป็นขั้นตอนต่างหากจากการจับกุมและควบคุมจำเลยของเจ้าพนักงานตำรวจที่ผู้ร้องอ้างว่ามิชอบด้วยกฎหมาย การคุมขังจำเลยระหว่างพิจารณาจึงไม่ขัดต่อ ป.วิ.อ.มาตรา 90 ในกรณียื่นฟ้องจำเลยที่ต้องขังตามหมายศาล ศาลจะขังจำเลยต่อไปหรือปล่อยชั่วคราวก็ได้ จำเลยที่ถูกขังในคดีหนึ่งแล้ว เมื่อถูกฟ้องอีกคดีหนึ่งศาลก็ออกหมายขังได้อีก ดูฎีกาที่ 2766/2540

11 การจัดการตามหมายขัง หรือหมายจำคุก (มาตรา 89 , 89/1 , 89/2)
ข้อสังเกต บทบัญญัติมาตรา 89 และ 89/1 ได้แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 25) พ.ศ.2550 กำหนดหลักเกณฑ์การขังผู้ต้องหาหรือจำเลยที่อยู่ระหว่างสอบสวนหรือพิจารณา โดยให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ขังผู้ต้องหาหรือจำเลย ในสถานที่อื่นนอกจากเรือนจำก็ได้ โดยสถานที่อื่นนั้นต้องมิใช่สถานีตำรวจ ก่อนหน้านี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพนักงานสอบสวนอาจขอรับตัวผู้ต้องหาไปควบคุมเองเพื่อทำการสอบสวนต่อไปได้ ดูฎีกาที่ /2542 แต่ผลของกฎหมายที่แก้ไขใหม่พนักงานสอบสวนจะขอตัวผู้ต้องหาไปควบคุมตัวที่สถานีตำรวจไม่ได้ การจำคุกสถานที่อื่นหรือจำคุกเฉพาะวันที่กำหนด (มาตรา 89/2)

12 ข้อสังเกต บทบัญญัติมาตรา 89/2 ได้เพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 25) พ.ศ.2550 มีสาระสำคัญให้ศาลมีคำสั่งให้จำคุกสถานที่อื่นนอกจากเรือนจำได้หรือให้จำคุกในเรือนจำหรือสถานที่อื่นเฉพาะวันที่กำหนดได้ หรือให้จำคุกโดยวิธีการอื่นที่สามารถจำกัดการเดินทางและอาณาเขตของ ผู้นั้น โดยมีหลักเกณฑ์ว่าต้องเป็นผู้ซึ่งต้องจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดได้รับโทษจำคุกมาแล้ว ไม่น้อยกว่าหนึ่งในสาม ของกำหนดโทษจำคุกหรือไม่น้อยกว่าสิบปี ในกรณีต้องโทษจำคุกเกินกว่าสามสิบปีขึ้นไปหรือจำคุกตลอดชีวิต สำหรับบุคคลที่มีอำนาจร้องขอให้ขังผู้ต้องหาหรือจำเลยในสถานที่อื่นได้แก่ พนักงานอัยการ ผู้บัญชาการเรือนจำ หรือเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการตามหมายจำคุกร้องขอ หรือเมื่อศาลเห็นควร สังเกตว่าผู้ซึ่งต้องจำคุกไม่มีสิทธิร้องขอ

13 การขอให้ปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังในคดีอาญา หรือ ในกรณีอื่นใดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
หลักกฎหมาย ป.วิ.อ. มาตรา 90 “เมื่อมีการอ้างว่าบุคคลใดต้องถูกคุมขังในคดีอาญาหรือในกรณีอื่นใดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย (ถูกควบคุมตัว ในกรณีอื่น ๆ นอกจากถูกคุมขัง) บุคคลเหล่านี้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลท้องที่ที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญา ขอให้ปล่อย (1) ผู้ถูกคุมขังเอง (2) พนักงานอัยการ (3) พนักงานสอบสวน (4) ผู้บัญชาการเรือนจำหรือพัศดี (5) สามี ภริยา หรือญาติของผู้นั้น หรือบุคคลใดเพื่อประโยชน์ของผู้ถูกคุมขัง

14 เมื่อได้รับคำร้อง ให้ศาลดำเนินการไต่สวนฝ่ายเดียวโดยด่วน ถ้าศาลเห็นว่าคำร้องนั้นมีมูล ศาลมีอำนาจสั่งผู้คุมขังให้นำตัวผู้ถูกคุมขังมาศาล โดยพลัน และถ้าผู้คุมขังแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลไม่ได้ว่าการคุมขังเป็น การชอบด้วยกฎหมาย ให้ศาลปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังไปทันที ข้อสังเกตเบื้องต้น “ขัง” หมายถึง การขังจำเลยหรือผู้ต้องหาโดยศาล (มาตรา 2 (22)) “ควบคุม” หมายถึง การควบคุมหรือกักขังผู้ถูกจับ โดยพนักงานปกครองหรือตำรวจระหว่างสืบสวนและสอบสวน (มาตรา 2 (22))

15 ตัวอย่าง ผู้เสียหายแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่าตามวันเวลาเกิดเหตุ ส
ตัวอย่าง ผู้เสียหายแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่าตามวันเวลาเกิดเหตุ ส. กับพวก คือ พ. ร. และ น. ร่วมกันบุกรุกในเวลากลางคืนทำให้เสียทรัพย์และลักทรัพย์ แต่เจ้าพนักงานตำรวจทำการจับ อ. แล้วนำตัวมาฝากขังต่อศาล อ. ยื่นคำร้องอ้างว่าการจับและคุมขังระหว่างสอบสวนมิชอบด้วยกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าไม่มีการออกหมายจับ อ. และตามข้อมูลเบื้องต้นตาม ที่แจ้งความมีผู้กระทำความผิดเพียง 4 คน ไม่มี อ. เป็นผู้ร่วมกระทำความผิด พฤติการณ์ดังกล่าวจึงมีข้อสงสัยตามสมควรว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับและควบคุม อ. โดยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ดังนี้ ถือได้ว่าคำร้องของผู้ร้องมีมูลที่ศาลจะดำเนินการต่อไป (ฎ.466/2541)

16 ข้อสังเกต 1. การถูกควบคุมหรือขังโดยผิดกฎหมายตามมาตรา 90 นี้ ไม่ว่าจะถูกควบคุมหรือขังโดยเจ้าพนักงานหรือบุคคลธรรมดาก็ขอปล่อยตามมาตรานี้ได้ (ฎ.1200/2504 ประชุมใหญ่) คดีนี้เป็นเรื่องที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลว่า ภริยาผู้ร้องถูกคนร้ายสมคบกันฉุดคร่าไปเพื่ออนาจารและข่มขืนกระทำชำเรา ต่อมาผู้ร้องสืบทราบว่าคนร้ายได้นำภริยาผู้ร้องไปหน่วงเหนี่ยวกักขังอยู่ที่บ้านแห่งหนึ่ง จึงขอให้ศาลออกหมายค้นบ้านหลังนั้น เพื่อพบและช่วยเหลือภริยาของผู้ร้องที่ถูกกักขัง โดยมิชอบด้วย ป.วิ.อ.มาตรา 69 (3)

17 2. สิทธิการขอปล่อยตามมาตรา 90 มีอยู่เพียงชั่วระยะเวลาที่ผู้ถูกคุมขังยังถูกควบคุมตัวอยู่เท่านั้น หากมีการปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังไปแล้ว ไม่ว่ากรณีใด ก็ไม่มีเหตุที่จะร้องขอให้ปล่อยตัวอีกต่อไป ตัวอย่าง ตามคำร้องปรากฏว่าภายหลังจากผู้ร้องถูกควบคุม พนักงานสอบสวนได้ปล่อยตัวผู้ร้องชั่วคราวไปแล้ว โดยให้ผู้ร้องทำสัญญาประกันไว้ กรณีจึงไม่มีการควบคุมตัวผู้ร้องในขณะที่ยื่นคำร้องแล้ว ผู้ร้องจึงไม่อาจที่จะร้องขอตาม มาตรา 90 ได้อีกต่อไป สำหรับทรัพย์สินที่อ้างว่าตำรวจยึดไปโดยมิชอบและขอให้ศาลคืนแก่ผู้ร้อง ก็ไม่ใช่กรณีจะยื่นคำขอมาพร้อมกับคำร้องตามมาตรา90ได้เช่นกัน(ฏ.4827/2550 ประชุมใหญ่)

18 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวน และมีคำสั่งปล่อยตัวผู้ร้องจากการควบคุมของเจ้าพนักงานที่อ้างว่าผู้ร้องเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคม เมื่อปรากฏว่าระหว่างการไต่สวนของศาลชั้นต้น ผู้ร้องได้รับการปล่อยตัวไปแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไต่สวนอีกต่อไป หากผู้ร้องเห็นว่าการกระทำของผู้คัดค้านเป็นเหตุให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย โดยผิดกฎหมายอย่างไร ก็ชอบที่ผู้ร้องจะต้องไปว่ากล่าวกันเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก (ฎ.893/2523, ฎ.392/2522) ระหว่างการไต่สวนขอให้ปล่อยตัวผู้ร้องจากการควบคุมของ เจ้าพนักงาน ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 90 ผู้ร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยชั่วคราวระหว่างรอการไต่สวน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต เจ้าหน้าที่ตำรวจคัดค้านอุทธรณ์คำสั่งปล่อยชั่วคราว คำสั่งนี้เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ซึ่งจะต้องมีการไต่สวน คำร้องต่อไป ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา 196 (ฎ.3118/2523)

19 สิทธิในการร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยตัวจากการคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายตาม ป
สิทธิในการร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยตัวจากการคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายตาม ป.วิ.อ.มาตรา 90 มีอยู่เพียงชั่วระยะเวลาที่ถูกคุมขังโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ผู้ร้องถูกจับกุมก่อนที่ผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ทั้งมิใช่ความผิดซึ่งหน้าหรือกรณีใด ๆ ที่เจ้าพนักงานตำรวจสามารถจับกุมได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ การคุมขังผู้ร้องโดยพนักงานสอบสวนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้การคุมขังผู้ร้องในระหว่างพิจารณาคดีไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วย แต่ขณะผู้ร้อง ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้สั่งปล่อยตัวผู้ร้อง พนักงานอัยการได้ฟ้องผู้ร้องต่อศาลชั้นต้นในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น โดยไตร่ตรองไว้ก่อน และความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ศาลชั้นต้น

20 ประทับฟ้องและออกหมายขังผู้ร้องในระหว่างพิจารณา ดังนั้น แม้การคุมขังผู้ร้องโดยพนักงานสอบสวนจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่การคุมขังนั้นก็สิ้นสุดไปแล้วตั้งแต่ศาลประทับฟ้องและออกหมายขังผู้ร้องในระหว่างพิจารณา สิทธิของผู้ร้องที่จะร้องขอให้ปล่อยจากการคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายจึงระงับไป ผู้ร้องจึงไม่อาจจะร้องขอตาม ป.วิ.อ.มาตรา 90 (ฎ.350/2553, ฎ.7116/2544)

21 3. การถูกควบคุมนี้ แม้จะถูกควบคุมในข้อหาที่อยู่ในอำนาจของศาลทหาร ก็ร้องขอให้ปล่อยต่อศาลยุติธรรมได้
การร้องขอต่อศาลขอให้ปล่อยจากการควบคุมโดยผิดกฎหมาย ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 90 หมายถึง ศาลยุติธรรม ซึ่งมีอำนาจทำการเกี่ยวกับคดีอาญาตาม ป.วิ.อ.มาตรา 2 (1) แม้ผู้ร้องจะถูกจับกุมในข้อหาที่อยู่ในอำนาจศาลทหารที่จะพิจารณาพิพากษาตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 12 ก็ตาม เมื่อผู้ร้องยังไม่ได้ถูกฟ้องต่อศาลและไม่ได้ถูกควบคุมโดยอำนาจศาล แต่ถูกควบคุมโดยพนักงานสอบสวนตำรวจสันติบาล ซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลอาญา ศาลอาญาก็มีอำนาจรับคำร้องขอให้ปล่อยจากการควบคุมดังกล่าวไว้ดำเนินการต่อไปตามกฎหมายได้ (ฎ.1557/2503 ประชุมใหญ่)

22 คำพิพากษาที่ 14293/2553        คำร้องของจำเลยที่อ้างว่า ฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ศาลชั้นต้นตรวจสอบถึงสาระสำคัญคลาดเคลื่อน จึงออกคำพิพากษาที่มิชอบด้วยกฎหมาย ทำให้จำเลยถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายนั้น เป็นกรณีที่จำเลยโต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ชอบ ซึ่งหากจำเลยเห็นว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ถูกต้องอย่างไร ก็ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 6 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 จำเลยจะยกเอาเหตุดังกล่าวขึ้นมากล่าวอ้างว่าจำเลยถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เพื่อยื่นคำร้องขอให้ปล่อยตัวจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 90 หาได้ไม่

23 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4314/2555 การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นบิดาของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยที่ 1 โดยอ้างว่า จำเลยที่ 1 ถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องตามมาตรา 90 (5) เพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ผู้ถูกคุมขัง เมื่อศาลชั้นต้นยกคำร้อง แม้ผู้ร้องไม่อุทธรณ์ แต่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ถูกคุมขังเองเป็นผู้มีส่วนได้เสียและได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้อง มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นได้ เนื่องจากไม่มีบทกฎหมายใดห้ามหรือจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ในกรณีนี้ไว้

24 สรุปแนวฎีกาที่เกี่ยวข้อง
1. จัดการตามหมายจับใช้สำเนาก็ได้ ฎ.3031/2547 2. พบไม้หวงห้าม , สุราเถื่อน ไม่เป็นความผิดซึ่งหน้า ฎ.2535/2550 ,ฎ.3743/2529 , ฎ.3227/2531 3. พบแผ่นซีดีเกมส์ ละเมิดลิขสิทธิ์ , ยาเสพติด เป็นความผิดซึ่งหน้า ฎ.6891/2549 , ฎ. 1328/2544 , ฎ. 1164/2546 ฎ.3751/2551 4. แอบดูเห็นเล่นการพนัน , ซื้อขายยาเสพติด เป็นความผิดซึ่งหน้า ฎ.698/2516 ประชุมใหญ่ , ฎ.2848/2547,ฎ.7454/2544 4.1 การทะเลาะวิวาทซึ่งได้ยุติลงไปก่อนแล้ว ไม่ใช่การกระทำผิดซึ่งหน้า ตำรวจซึ่งมาภายหลังเกิดเหตุ ไม่มีอำนาจจับโดยไม่มีหมายจับ ฎ.4243/2542,ฎ2353/2530

25 4.2 ขณะเกิดเหตุที่จำเลยแทงผู้ตาย ผู้เสียหายไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุและไม่เห็นเหตุการณ์ โดยผู้เสียหายยืนอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 50 เมตร มองไม่เห็นที่เกิดเหตุเพราะมีร้านค้าบังอยู่ ผู้เสียหายซึ่งเป็นราษฎรจึงไม่มีอำนาจจับตามกฎหมายเพราะมิใช่ความผิดซึ่งหน้า ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 79 (ฎ.4282/2555) 5. กฎหมายเดิมร้องทุกข์ไว้แล้วไปพบเห็นผู้กระทำผิดอยู่ที่ไหนขอ ให้ตำรวจจับได้ โดยไม่ต้องมีหมายจับ ฎ.741/2522 แต่ตามมาตรา 78 ใหม่ตัดหลักเกณฑ์นี้ไปแล้ว จึงต้องออกหมายจับ 5.1การแจ้งข้อหาแก่จำเลยยังไม่ถือว่าจำเลยถูกจับ ฎ.8458/2551,ฎ.6635/2551,ฎ6208/2550ประชุมใหญ่,ฎ.5042/2549,ฎ5499/2549,ฎ.3952/2549,ฎ8708/2547,ฎ.6600/2549กรณีถือว่าจำเลยถูกจับ ฎ.8314/2549,ฎ1997/2550

26 6. โรงหญิงนครโสเภณี วัดวาอาราม โรงละคร โรงแรม ตามปกติเป็นสาธารณสถาน แต่บางส่วนหรือบางเวลาที่ไม่อนุญาตให้เข้าไปไม่ใช่ที่สาธารณสถาน 7 .สถานีรถไฟ และสถานที่บนขบวนรถไฟโดยสาร ไม่ใช่ ที่รโหฐาน ฎ.2024/2497 8. ห้องโถงและห้องพักในสถานค้าประเวณีเวลารับแขก มาเที่ยว เป็นสาธารณสถาน ฎ.883/2520 ประชุมใหญ่ , ฎ.69/2535 ค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น ที่พักสายตรวจตำบลเป็นสาธารณสถาน ฎ.4958/2556

27 9. โรงค้าไม้บริเวณด้านหน้า และด้านหลังที่ใช้เป็นที่อาศัยไม่ใช่สาธารณสถาน แต่เป็นที่รโหฐาน ฎ.2914/2537 9.1 บ้านยังไม่มีประตูรั้วกับประตูบ้าน ทั้งยังสร้างไม่เสร็จ แต่โดยสภาพของบ้านที่พักอาศัยย่อมเป็นที่รโหฐาน ฎ.6557/2547 10. ถ้าผู้กระทำผิดต่อสู้ขัดขวาง ผู้จับกุมไม่ต้องแจ้งว่าเขาต้องถูกจับ ฎ /2521 11. แม้การจับกุมควบคุม ค้น จะไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ไม่ทำให้การสอบสวน ที่ชอบด้วยกฎหมายเสียไปด้วย ฎ.157/2540 , ฎ.2699/2516 , ฎ.3238/2531 , ฎ.1493/2550 , ฎ.4113/2552 12. คำให้การรับสารภาพชั้นจับกุม ห้ามรับฟังเป็นพยานโดยเด็ดขาด แต่ไม่มีผลย้อนหลัง ฎ.931/2548 ประชุมใหญ่ , ฎ.2215/2548 12.1 การออกหมายจับผู้ต้องหาเป็นอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวใน ศาลชั้นต้น อุทธรณ์ฎีกาไม่ได้ ฎ.479/2555

28 13. ถ้อยคำอื่น จะรับฟังเป็นพยานพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ต่อเมื่อได้มีการแจ้งสิทธิแก่ผู้ถูกจับแล้ว เช่นรับว่าอาวุธของกลางเป็นของตน รับว่าตนอยู่ ในเหตุการณ์ รับว่าตนมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ตาย 14. มาตรา 93 แสดงว่า การค้นบุคคลในที่สาธารณสถานไม่ต้องมีหมายค้นแต่ต้องมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีสิ่งของในครอบครองเพื่อจะใช้กระทำผิด ฯลฯ และเมื่อตรวจค้นแล้วพบว่าเป็นความผิดซึ่งหน้าก็จับได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ เช่น พบแผ่นซีดีละเมิดลิขสิทธิ์ ฎ.6894/2549 พบจำเลยมีพฤติการณ์อันควรสงสัย และนำปืนติดตัวโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฎ.9212/2539 ค้นจำเลยขณะยืนซุบซิบกันหลังสถานีรถไฟ ฎ.1082/2507 เป็นผู้ต้องหาที่มีผู้แจ้งว่าจะไปทำความผิดและมีอาวุธปืน ฎ.1152/2521 ค้นตัวจำเลยขณะกำลังขายก๋วยเตี๋ยว และค้นพบเมทอยู่ในกระเป๋าคาดเอวของจำเลยเป็นความผิดซึ่งหน้า ตำรวจตรวจค้นและจับกุมได้โดยชอบ ฎ.3751/2551

29 14.1 จำเลยนั่งโทรศัพท์อยู่บนถนนไม่ได้อยู่หลังซอยที่อ้าง ว่ามีอาชญากรรมเกิดขึ้นประจำ ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีท่าทางพิรุธ การที่ตำรวจอ้างว่าเกิดความสงสัยในตัวจำเลย จึงขอตรวจค้นโดยไม่มีเหตุผลสนับสนุนว่าเพราะเหตุใดจึงสงสัย เป็นข้อสงสัยที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้สึกเพียง อย่างเดียวถือไม่ได้ว่ามีเหตุอันควรสงสัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 93 การตรวจค้นตัวจำเลยจึงไม่ชอบ จำเลยมีสิทธิโต้แย้งและป้องกันสิทธิของตนได้ (ฎ.8722/2555) 15. ร้านค้า ร้านกาแฟ ถนนซอยในที่ดินเอกชน ซึ่งแบ่งให้คนอื่นปลูกบ้าน เป็นสาธารณสถาน ฎ.1362/2508 , ฎ.1732/2516 , ฎ.1908/2518

30 16. เมื่อค้นในที่รโหฐานผู้ค้นมีอำนาจค้นตัวบุคคลที่ขัดขวางการค้นและ ยึดสิ่งของที่ซุกซ่อนในร่างกายได้ มาตรา 100 วรรคสอง 17. เมื่อจับตัวผู้ต้องหา ผู้จับมีอำนาจค้นตัวผู้ต้องหา และยึดสิ่งของที่ใช้เป็นพยานได้ มาตรา 85 วรรคหนึ่ง 18. หมายค้นแม้จะระบุเลขที่บ้านผิดก็เป็นหมายค้นที่ชอบด้วยกฎหมาย ฎ.3479/2548 , ฎ.6942/2551 , ฏ.1328/2544 19. มีผู้ร้องเรียนว่าจำเลยตอนกลางวันจะปิดบ้านเก็บตัวในบ้านกลางคืนออกจากบ้าน ไม่ยุ่งกับเพื่อนบ้าน ไม่ปรากฏอาชีพ มีเหตุสงสัยว่ามีสิ่งของผิดกฎหมายซุกซ่อนในบ้าน ออกหมายค้นได้ ฎ.5479/2536

31 20. เมื่อตรวจค้นตามหมายค้น พบผู้กระทำผิดซึ่งหน้าผู้จับมีอำนาจจับได้ โดยไม่ต้องออกหมายจับอีก ฎ.360/2542 21. เมื่อกระบวนการต่าง ๆ ในการค้นตามหมายค้นได้เสร็จสิ้นแล้ว เจ้าของบ้านที่ถูกค้นจะขอให้ศาลไต่สวนเพื่อทราบสาเหตุและหลักฐานที่มาในการขอออกหมายค้นไม่ได้ หากติดใจว่าการตรวจค้นไม่ชอบต้องว่ากล่าวเป็นอีกคดีต่างหาก ฎ.270/2543 22. ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ตำรวจสามารถค้นรถยนต์ได้ โดยตีความ ที่รโหฐานคือสถานที่หรือที่ตั้ง ซึ่งเคลื่อนย้ายไม่ได้ แต่รถยนต์เคลื่อนที่ได้ จึงไม่ใช่ ที่รโหฐาน ตรงกับหลักกฎหมายอเมริกา (ยังไม่มีฎีกาเป็นบรรทัดฐาน)

32 23. ตำรวจจับได้ขณะจำเลยกำลังขายวัตถุออกฤทธิ์ให้แก่ผู้ล่อซื้อ เป็นความผิดซึ่งหน้าและเป็นกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่ง ตำรวจจึงมีอำนาจค้นบ้านซึ่งเป็นที่รโหฐานเวลากลางคืนโดยไม่ต้องมีหมายค้น และจับได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ ฎ.4461/2540 24. ตำรวจเห็นจำเลยส่งมอบยาบ้าแก่สายลับจึงจับกุม เมื่อตรวจห้องก็พบยาบ้าอีกจำนวนหนึ่ง การตรวจค้นจับกุมกระทำต่อเนื่องกัน เป็นความผิดซึ่งหน้าทั้ง2 ข้อหา (จำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่าย) จึงมีอำนาจค้นและจับโดยไม่ต้องมีหมายค้นและหมายจับ ฎ.2848/2547 25. ก่อนตรวจค้นตำรวจเห็นจำเลยโยนยาบ้าออกไปนอกหน้าต่าง เป็นความผิดซึ่งหน้าข้อหามียาเสพติดไว้ในครอบครอง และได้กระทำในที่รโหฐาน จึงมีอำนาจจับและค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายจับและหมายค้น ฎ.1164/2546

33 26. เห็นจำเลยขุดแปลงผักแล้วเอาสิ่งของใส่ในหลุมที่ขุดแล้วกลบไว้ เมื่อตำรวจใช้จอบขุดหลุมพบยาบ้า ถือว่ามีเหตุสงสัยว่าสิ่งของได้ซ่อนอยู่ที่เกิดเหตุทั้งมีเหตุเชื่อว่า หากเนิ่นช้าสิ่งของจะถูกโยกย้ายเสียก่อน จึงสามารถค้นได้โดยไม่มีหมายค้น ฎ.1605/2544 27. ตำรวจจับกุม จำเลยพร้อมยาบ้า ในเวลา น. เป็นเวลาเย็นใกล้มืดแล้ว ประกอบกับยาเสพติดขนย้ายหลบหนีได้ง่าย โดยเฉพาะเวลากลางคืน และสถานีตำรวจมิได้อยู่ใกล้กับศาล หากขอหมายค้นทำให้เนิ่นช้า จึงค้นได้โดยไม่มีหมายค้น ฎ.7387/2543 28. “เจ้าบ้าน” หมายถึง หัวหน้าของบุคคลที่พักอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้น รวมตลอดถึงคู่สมรสของหัวหน้าเท่านั้น ฎ.1035/2536

34 29. เจ้าของที่รโหฐานยินยอมในการค้น แม้ไม่มีหมายค้นถือว่าชอบด้วยกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 33 วรรคสาม และ ฎ.1164/2546,ฎ1328/2544 29.1 เจ้าของบ้านพาตำรวจไปค้นบ้านถือว่ายินยอมให้ค้น ฎ.10477/ การจับกุมโดยมีหมายจับและหมายค้น หากเจ้าของบ้านไม่ยอมให้เข้าไปค้นเจ้าพนักงานมีอำนาจใช้กำลังทำลายประตูบ้านเข้าไปจับกุมได้ถือว่าเป็นกรณีจำเป็น ฎ.6403/2545 31. ตำรวจตรวจค้นจับกุมเวลา น. แสดงว่า ลงมือตรวจค้นตั้งแต่เวลากลางวัน เมื่อยังไม่เสร็จ จึงมีอำนาจตรวจค้นจับกุมต่อไปในเวลากลางคืนได้ ฎ.6403/2545 32. กำนันเห็นเจ้าของบ้านกับพวกกำลังต้มกลั่นสุราเถื่อนอยู่ในบ้านเวลากลางคืน นับเป็นกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่ง กำนันจึงเข้าไปจับกุมได้ ไม่ผิดฐานบุกรุก ฎ.1087/2492

35 33. ตรวจค้นจับกุมผู้ต้องหาลักลอบเล่นการพนัน เป็นความผิดซึ่งหน้าและเป็นกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่ง ตรวจค้นและจับเวลากลางคืนได้ โดยไม่ต้องมีหมายค้นและหมายจับ ฎ.4950/2540 , ฎ. 698/2518 ประชุมใหญ่ 34. จำเลยมีและดื่มสุราเถื่อนเพียงเล็กน้อยวิ่งหลบหนีไปบนเรือน ไม่ปรากฏว่าจำเลยจะซุกซ่อนหรือหลบหนีไปไหน ไม่เป็นกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่งที่จะเข้าจับกุมในบ้านเวลากลางคืนได้ ฎ.675/2483 35. จำเลยกระทำผิดซึ่งหน้าในความผิดลหุโทษในเวลากลางคืน แล้วหลบหนีเข้าบ้านซึ่งตำรวจรู้จักบ้านอย่างดีแล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยจะหลบหนี ไม่เป็นกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่ง ที่จะจับกุมในที่รโหฐานเวลากลางคืนได้ ฎ.187/2507 , ฎ.706/2516

36 36. การค้นในที่รโหฐาน ต่อหน้าบุตรเจ้าของบ้านแม้จะยังไม่บรรลุนิติภาวะแต่เข้าใจสาระสำคัญของการกระทำและมีความรู้สึกผิดชอบเพียงพอ ก็เป็นการค้นที่ชอบด้วยกฎหมาย ฎ.1455/2544 37. เมื่อมีเหตุให้เชื่อได้ว่ามีของที่ได้มาโดยผิดกฎหมายอยู่ในบ้าน หากไม่ตรวจค้นของที่อยู่ในบ้านอาจถูกขนไปเสีย การตรวจค้นโดยไม่ทำลายกุญแจไม่อาจทำได้ ทั้งการตรวจได้กระทำต่อหน้าพยาน 2 คน จึงเป็นการตรวจค้นที่ชอบ ฎ.4791/2528 38. การค้นต่อหน้าบุคคลในครอบครัวซึ่งตาบอดทั้งสองข้างและหูหนวกและบุคคลอื่นอีก 1 คน เป็นการค้นโดยชอบ ฎ.395/2519 39. กรณีเชิญบุคคลอื่นมาเป็นพยาน ต้องเชิญมาขณะตรวจค้นพบของกลาง ถ้าเชิญมาภายหลังตรวจค้นแล้ว เป็นการไม่ชอบ ฎ.4793/2549

37 40. คดีที่อยู่ระหว่างอุทธรณ์ฎีกา ถ้าจำเลยถูกควบคุมหรือขังมาแล้วเท่ากับหรือเกินกว่าโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลล่าง ให้ศาลออกหมายปล่อยจำเลย เว้นแต่จะเห็นสมควรเป็นอย่างอื่นในกรณีที่โจทก์อุทธรณ์ฎีกาขอให้เพิ่มโทษ คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ท.165/2552 41. ผู้ต้องหาที่ยังไม่ถูกจับกุมไม่อยู่ในอำนาจควบคุมของพนักงานสอบสวนหรืออัยการ และไม่มีเหตุที่จะออกหมายขังจะขอให้ศาลออกหมายขังระหว่างสอบสวนไม่ได้ ฎ.8708/2547 ประกอบป.วิ.อ. มาตรา 134 ที่แก้ไขใหม่ 42. คำสั่งศาลอนุญาตให้ฝากขังโดยผู้ต้องหาไม่ค้านเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ต่อมาภายหลังผู้ต้องหาจะอ้างว่าถูกทำร้ายขู่เข็ญให้รับสารภาพ ก็ไม่มีผลให้คำสั่งอนุญาตไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎ.3502/2542

38 43. คำสั่งศาลที่ไม่อนุญาตให้ขังผู้ต้องหาต่อไป จะอุทธรณ์ฎีกาไม่ได้ ฎ
43. คำสั่งศาลที่ไม่อนุญาตให้ขังผู้ต้องหาต่อไป จะอุทธรณ์ฎีกาไม่ได้ ฎ.1125/2496 ประชุมใหญ่ 44. ระยะเวลา 48 ชั่วโมง ตามป.วิ.อ. มาตรา 87 วรรคสามตอนต้น ให้นับแต่เวลาที่ผู้ถูกจับมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน ไม่ใช่นับแต่เวลาที่จับกุมตัว ฎ.984/2529 45. การที่พนักงานสอบสวนไม่ได้ขอฝากขังผู้ต้องภายในกำหนดหรือเมื่อครบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 87 แล้ว ต้องปล่อยตัวผู้ต้องหาไป แต่ไม่เป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฎ.4294/2550 ซึ่งต่อมาถ้าต้องฟ้องผู้ต้องหา ตำรวจก็มีอำนาจจับตัวมาเพื่อฟ้องได้ ฎ.515/2491 ประชุมใหญ่

39 46. อัยการฟ้องโดยจำเลยถูกควบคุมตัวในชั้นสอบสวนเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไม่ทำให้กระบวนการสอบสวนที่ชอบและการนำคดีมาฟ้องยังศาลเสียไป ฎ.4113/2552 47. ถ้าศาลออกหมายขังผู้ต้องหาแล้วหลบหนีไป ถือว่าผู้ต้องหาอยู่ ในอำนาจของศาลแล้ว ไม่ต้องนำตัวจำเลยมาศาลในวันยื่นฟ้อง ฎ.1735/2514 48. ก่อนประทับฟ้อง ศาลไม่มีอำนาจออกหมายขังจำเลย ตาม ป.วิ.อ. 71 ฎ.2756/2524 49. การออกหมายขังตาม ป.วิ.อ. มาตรา 88 ต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ตามมาตรา 71 วรรคหนึ่ง ประกอบ 66 เช่นเดียวกับการออกหมายขังระหว่างสอบสวนตามมาตรา 87 ฎ.4752/2549

40 50. จำเลยที่ถูกขังในคดีหนึ่งแล้ว เมื่อถูกฟ้องอีกคดีหนึ่ง ศาลก็ออกหมายขังได้อีก ฎ.2766/2540
51. เดิมศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พนักงานสอบสวนอาจขอรับตัวผู้ต้องหาไปควบคุมเอง เพื่อสอบสวนต่อไปได้ ฎ /2542 แต่ผลของการแก้ ป.วิ.อ.มาตรา 89 , มาตรา 89/1 เมื่อปี 2550 พนักงานสอบสวนจะขอตัวผู้ต้องหาไปควบคุมตัวที่สถานีตำรวจไม่ได้ 52. ข้อเท็จจริงได้ความว่าไม่มีการออกหมายจับ อ. และตามข้อมูลเบื้องต้นมีผู้กระทำผิดเพียง 4 คน ไม่มี อ.เป็นผู้ร่วมกระทำผิด จึงมีข้อสงสัยตามสมควรว่าตำรวจจับและควบคุม อ. โดยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ คำร้องจึงมีมูล ฎ.466/2541

41 53. การถูกควบคุมหรือขังโดยผิดกฎหมายตามมาตรา 90 ไม่ว่าจะถูกควบคุมหรือขังโดยเจ้าพนักงานหรือบุคคลธรรมดา ก็ขอปล่อยตามมาตรานี้ได้ ฎ.1200/2504 ประชุมใหญ่ 54. สิทธิการขอปล่อยตามมาตรา 90 มีอยู่เพียงชั่วระยะเวลาที่ยังถูกควบคุมอยู่เท่านั้น หากมีการปล่อยตัวไปแล้ว ก็ไม่มีเหตุที่จะขอให้ปล่อยอีกต่อไป ฎ.4827/2550 ประชุมใหญ่ , ฎ.893/2523, ฎ.392/2522 55. การถูกควบคุมตามมาตรา 90 แม้จะถูกควบคุมในข้อหาที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ก็ร้องขอให้ปล่อยตัวต่อศาลยุติธรรมได้ ฎ.1557/2503 ประชุมใหญ่ 56.ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ร้องระหว่างรอการไต่สวนตามป.วิ.อ.มาตรา90 ถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาต้องห้ามอุทธรณ์ตามม.196 ฎ3118/2523

42 57. แม้การคุมขังโดยพนักงานสอบสวนจะไม่ชอบ แต่การคุมขังนั้นสิ้นสุดไปแล้ว ตั้งแต่ศาลประทับฟ้องและออกหมายขังผู้ร้องในระหว่างพิจารณา สิทธิ ขอให้ปล่อยจากการคุมขังโดยมิชอบจึงระงับ ผู้ร้องไม่อาจจะร้องขอตาม ป.วิ.อ. มาตรา 90 ได้ (ฎ.350/2553, ฎ.7116/2544) ผู้ร้องจะร้องขอคืนของกลางที่ถูกยึดรวมมาในคำร้องตาม มาตรา 90 ไม่ได้ (ฎ.4791/2528)

43 59. เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยแล้ว จำเลยโต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ถูกต้องอย่างไร จำเลยต้องใช้สิทธิอุทธรณ์ จะยกเหตุดังกล่าวมาร้องขอตามมาตรา 90 ไม่ได้ (ฎ.14293/2553) การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นบิดาของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยที่ 1 โดยอ้างว่า จำเลยที่ 1 ถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องตามมาตรา 90 (5) เพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ผู้ถูกคุมขัง เมื่อศาลชั้นต้นยกคำร้อง แม้ผู้ร้องไม่อุทธรณ์ แต่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ถูกคุมขังเองเป็นผู้มีส่วนได้เสียและได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้อง มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นได้ เนื่องจากไม่มีบทกฎหมายใดห้ามหรือจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ในกรณีนี้ไว้ (ฎ.4314/2555)

44 ตัวอย่างคำถาม ข้อ 1 ร.ต.อ.เก่งกล้าได้นำหมายค้นไปตรวจค้นที่บ้านของนายโกงกาง เนื่องจากได้รับแจ้งว่ามีการลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่บ้านดังกล่าว ผลการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 50 เม็ดในกระเป๋าเสื้อของนายโกงกาง ซึ่งนายโกงกางให้การรับว่าได้ซื้อเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมาจากนายเกตุพงษ์ ร.ต.อ.เก่งกล้า จึงให้นายโกงกางพาไปที่บ้านของนายเกตุพงษ์ซึ่งเปิดเป็นร้านขายข้าวแกง แล้ว ร.ต.อ.เก่งกล้าจึงเข้าตรวจค้นตัว นายเกตุพงษ์ขณะที่นายเกตุพงษ์กำลังขายข้าวแกงอยู่ภายในร้าน ซึ่งขณะนั้นมีลูกค้านั่งรับประทานข้าวแกงอยู่โดยมิได้ไปขอหมายค้นและหมายจับจากศาลก่อน เนื่องจากเห็นว่าเป็นกรณีเร่งด่วน ผลการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 200 เม็ด ในกระเป๋ากางเกงของนายเกตุพงษ์ จึงได้จับกุมนายเกตุพงษ์ ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่าการจับของ ร.ต.อ.เก่งกล้าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

45 กรณีตามปัญหาวินิจฉัยได้ว่า
“ที่รโหฐาน” หมายถึง สถานที่ที่บุคคลภายนอกไม่มีอำนาจเข้าไปได้ ตามอำเภอใจ โดยต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของสถานที่เสียก่อน เช่น ที่อยู่อาศัย ซึ่งในกรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจจะทำการจับผู้ใดในที่รโหฐาน ตำรวจจะต้องมีอำนาจถึง 2 ประการ คือ 1. อำนาจในการจับ กล่าวคือ มีหมายจับ หรือมีอำนาจจับได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ 2. อำนาจในการค้นในที่รโหฐาน เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจมีทั้ง 2 อำนาจนี้แล้วจึงสามารถจับบุคคลใน ที่รโหฐานได้

46 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นตัว นายเกตุพงษ์นั้น นายเกตุพงษ์กำลังขายข้าวแกงอยู่ที่ร้านขายข้าวแกงของนายเกตุพงษ์ ซึ่งมีลูกค้ากำลังนั่งรับประทานข้าวแกงอยู่ ดังนี้ ร้านข้าวแกงของนายเกตุพงษ์จึงไม่ใช่ที่รโหฐาน แต่เป็นที่สาธารณสถานซึ่งประชาชนมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้ และเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจมีเหตุอันควรสงสัยว่านายเกตุพงษ์ มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นความผิดต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจค้นตัวนายเกตุพงษ์ได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น ตามมาตรา 93 และเมื่อตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนอยู่ในครอบครองของ นายเกตุพงษ์ การกระทำของนายเกตุพงษ์ จึงเป็นความผิดซึ่งหน้า เพราะเป็น

47 กรณีที่เจ้าพนักงานได้ “เห็น” หรือ “พบ” ในขณะกำลังกระทำความผิดด้วยตนเองอย่างแท้จริง เจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจจับนายเกตุพงษ์ได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ ตามมาตรา 78 (1) ประกอบมาตรา 80 วรรคแรก ดังนั้น การตรวจค้นและจับกุมดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎ.3751/2551

48 *สังเกตว่า* ความผิดซึ่งหน้า ตามมาตรา 80 วรรคแรกนี้ หมายความถึงความผิดตามกฎหมายใดก็ได้ที่มีโทษทางอาญา เช่น พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ , พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ , พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ฯ ล้วนเป็นความผิดซึ่งหน้าตามมาตรา 80 วรรคแรกได้ทั้งสิ้น สรุป การจับกุมของ ร.ต.อ.เก่งกล้าชอบด้วยกฎหมาย เพราะเป็นกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลนั้นมีสิ่งของซึ่งมีไว้เป็นความผิดไว้ในครอบครอง ประกอบกับเป็นความผิดซึ่งหน้า ร.ต.อ.เก่งกล้าจึงมีอำนาจตรวจค้นและจับนายเกตุพงษ์ได้ ตามมาตรา 93 ประกอบมาตรา 78 (1) และมาตรา 80 วรรคแรก

49 ข้อ2 ร.ต.อ.มาโนช พบนางสมศรีกำลังวิ่งไล่จับนายมานพมาตามทางสาธารณะและได้ยินนางสมศรีร้องตะโกนว่า “จับที จับที มันขโมย” ร.ต.อ.มาโนชจะเข้าทำการจับนายมานพ แต่นายมานพวิ่งหนีเข้าไปในบ้านมารดาของนายมานพซึ่งนายมานพก็พักอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ด้วย ร.ต.อ.มาโนชจึงตามเข้าไปจับนายมานพในบ้านมารดาของนายมานพทันที ดังนี้ การจับของร.ต.อ.มาโนชชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด กรณีตามปัญหาวินิจฉัยได้ว่า การจับของ ร.ต.อ.มาโนช เป็นการจับในที่รโหฐานซึ่งการที่จะเข้าไปจับได้ต้องมีอำนาจในการจับ โดยมีหมายจับหรืออำนาจที่กฎหมายให้ทำการจับได้โดยไม่ต้องมีหมาย และได้ทำตามบทบัญญัติใน ป.วิ.อ.อันว่าด้วยการค้นในที่รโหฐาน คือ มีหมายค้น หรือมีอำนาจที่กฎหมายให้ทำการค้นได้โดยไม่ต้องมีหมาย

50 การที่ ร.ต.อ. มาโนช พบนางสมศรีกำลังวิ่งไล่จับนายมานพมาตามทางสาธารณะและได้ยินนางสมศรีร้องตะโกนว่า “จับที จับที มันขโมย” เป็นความผิดซึ่งหน้าตาม ป.วิ.อ. มาตรา 78 (1) ประกอบ มาตรา 80 วรรคสอง (1) เนื่องจากการที่นางสมศรีร้องตะโกนว่า “จับที จับที มันขโมย” ถือเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ซึ่งเป็นความผิดที่ระบุอยู่ในบัญชีท้าย ป.วิ.อ. ประกอบกับนายมานพถูกนางสมศรี วิ่งไล่จับ ดังว่า นายมานพเป็นผู้กระทำความผิดมา ร.ต.อ.มาโนช จึงมีอำนาจในการจับนายมานพ แม้ไม่มีหมายจับ และตามปัญหา ร.ต.อ.มาโนช ได้ทำตามบทบัญญัติ ป.วิ.อ. อันว่าด้วยการค้นในที่รโหฐาน ตามมาตรา 92 (3) แล้ว เนื่องจากเป็นกรณี ที่นายมานพซึ่งได้กระทำความผิดซึ่งหน้า ขณะที่ถูก ร.ต.อ.มาโนชไล่จับได้หนีเข้าไปซุกซ่อนตัวอยู่ในบ้านมารดาของนายมานพซึ่งเป็นที่รโหฐาน ดังนี้ ร.ต.อ.มาโนช จึงมีอำนาจตามเข้าไปจับนายมานพในบ้านมารดาของนายมานพทันที สรุป การจับของ ร.ต.อ.มาโนช ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 78 (1) , มาตรา 80 วรรสอง , มาตรา 81 และมาตรา 92 (3)

51 ข้อ 3 พ.ต.ต.ธนกฤต ขับรถออกตรวจท้องที่เวลาห้าทุ่ม เห็นนายดำยกปืนขึ้นเล็งไปที่นายเอกซึ่งทั้งนายดำและนายเอกอยู่ภายในบ้านของนางส้ม พ.ต.ต.ธนกฤต จึงเข้าไปทำการจับนายดำในบ้านของนางส้มทันทีโดยที่ไม่มีหมายจับและหมายค้น ดังนี้การที่ พ.ต.ต.ธนกฤต เข้าไปจับนายดำในบ้านของนางส้มชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด กรณีตามปัญหาวินิจฉัยได้ว่า การจับของ พ.ต.ต.ธนกฤต เป็นการจับในที่รโหฐานในเวลากลางคืน (เนื่องจากตามปัญหาการกระทำความผิดเกิดเวลาห้าทุ่ม)ซึ่งการที่จะเข้าไปจับได้ต้องมีอำนาจในการจับ โดยมีหมายจับหรืออำนาจที่กฎหมายให้ทำการจับได้โดยไม่ต้องมีหมายและต้องทำตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันว่าด้วยการค้นในที่รโหฐาน คือ มีอำนาจในการค้น โดยมีหมายค้นหรือมีอำนาจที่กฎหมายให้ทำการค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายรวมถึงจะต้องมีอำนาจที่จะเข้าไปทำการค้นในที่รโหฐานในเวลากลางคืน

52 การที่ พ.ต.ต.ธนกฤต เห็นนายดำยกปืนขึ้นเล็งไปที่นายเอก การกระทำของนายดำเป็นความผิดฐานพยายามฆ่านายเอก (ป.อ.มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80) เมื่อ พ.ต.ต.ธนกฤต เห็นการกระทำดังกล่าว จึงมีอำนาจในการจับ เนื่องจากเป็นความผิดซึ่งหน้า (ประเภทความผิดซึ่งหน้าอย่างแท้จริงกรณีเห็นบุคคลกำลังกระทำความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 80) และตามปัญหาเป็นกรณีนายดำกระทำความผิดซึ่งหน้า (พ.ต.ต.ธนกฤต) ในบ้านของนางส้มซึ่งเป็นที่รโหฐาน จึงถือว่า พ.ต.ต.ธนกฤต ได้ทำตามบทบัญญัติใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันว่าด้วยการค้นในที่รโหฐาน คือ มีอำนาจในการค้นแล้ว (ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 92 (2)) และตามปัญหาถือเป็นกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่ง ซึ่งจะทำการค้นในที่รโหฐานเวลากลางคืนก็ได้ เนื่องจากหาก พ.ต.ต.ธนกฤตไม่เข้าไปขณะนั้น (เวลาห้าทุ่ม) นายเอกอาจได้รับอันตรายถึงชีวิตได้ พ.ต.ต.ธนกฤต จึงสามารถเข้าไปทำการจับนายดำในบ้านของนางส้มได้ ดังนั้น การที่ พ.ต.ต.ธนกฤต เข้าไปจับนายดำในบ้านของนางส้มชอบด้วยกฎหมาย ฎ.4461/2540

53 ข้อ 4 พ.ต.ท.ไพศาล และ ร.ต.อ.พงษ์เทพ พบนายเสือกำลังรอ ขึ้นเครื่องบินสนามบินสุวรรณภูมิ พ.ต.ท.ไพศาล ได้บอก ร.ต.อ.พงษ์เทพ ว่า เมื่อสองวันมาแล้วนายเสือหลบหนีการควบคุมหลังจากการจับกุมของตน ตามหมายจับในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับอันตรายสาหัส ร.ต.อ.พงษ์เทพ ได้เดินเข้าไปหานายเสือแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและแจ้งว่าต้องถูกจับ ทั้งแจ้งข้อหาดังกล่าวกับแจ้งสิทธิตามกฎหมาย จากนั้นได้จับนายเสือนำส่งพนักงานสอบสวน ดังนี้ การจับของ ร.ต.อ.พงษ์เทพ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

54 กรณีตามปัญหาวินิจฉัยได้ว่า แม้หมายจับที่ศาลออกเพื่อให้จับ นายเสือจะใช้ไม่ได้แล้ว เพราะจับนายเสือตามหมายจับได้แล้ว แต่กรณีนี้ ร.ต.อ.พงษ์เทพ มีอำนาจจับนายเสือ เนื่องจากมีหลักฐานตามสมควรว่านายเสือน่าจะได้กระทำความผิดอาญา จนมีการออกหมายจับแล้วและมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี เพราะเคยหลบหนีแล้ว ประกอบกับมีความจำเป็นเร่งด่วนไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับนายเสือได้ เพราะนายเสือกำลังรอขึ้นเครื่องบิน ดังนั้น การจับจึงชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 78 (3) ประกอบมาตรา 66 (2) สรุป การจับของ ร.ต.อ.พงษ์เทพ ชอบด้วยกฎหมาย

55 ข้อ 5 ร.ต.ท.มาโนช นายสมชายและนางสาวสมศรีได้รับเชิญจาก นายสมศักดิ์เจ้าของบ้านให้ไปร่วมงานเลี้ยงในเวลากลางวัน ที่บ้านนายสมศักดิ์ ซึ่งอยู่ติดกับบ้านนายสมชาย ขณะอยู่ในบ้านของนายสมศักดิ์ นางสาวสมศรีจำได้ว่านายสมชายเป็นคนร้ายที่ได้ข่มขืนกระทำชำเราตนเมื่อสัปดาห์ก่อน นางสาวสมศรีจึงชี้ให้ ร.ต.ท.มาโนช จับนายสมชายโดยแจ้งว่าได้ร้องทุกข์ไว้แล้ว ร.ต.ท.มาโนช จึงเข้าจับกุมนายสมชาย โดยได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการจับกุม แล้วนำตัวนายสมชายไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ ที่ถูกจับ ดังนี้ การจับของ ร.ต.ท.มาโนช ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

56 กรณีตามปัญหาวินิจฉัยได้ว่า ร. ต. ท
กรณีตามปัญหาวินิจฉัยได้ว่า ร.ต.ท.มาโนช จับนายสมชายในบ้านของนายสมศักดิ์เป็นการจับในที่รโหฐาน ซึ่งจะต้องมีอำนาจในการจับ คือ มีหมายจับหรือมีอำนาจในการจับได้โดยไม่ต้องมีหมาย และต้องทำตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้อันว่าด้วยการค้นในที่รโหฐาน การจับของ ร.ต.ท.มาโนช แม้จะได้ทำตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้ อันว่าด้วยการค้นในที่รโหฐาน เนื่องจากนายสมศักดิ์เจ้าของ ผู้ครอบครองที่รโหฐานเชื้อเชิญให้เข้าไปในที่รโหฐานนั้น แต่ ร.ต.ท.มาโนช ไม่มีอำนาจในการจับ เนื่องจากตาม ป.วิ.อ. มาตรา 78 (3) ประกอบมาตรา 66 (2) เจ้าพนักงานตำรวจจะจับนายสมชายโดยไม่มีหมายจับได้ ต่อเมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่านายสมชายน่าจะได้กระทำผิดอาญาและมีเหตุอันควรเชื่อว่า

57 นายสมชายจะหลบหนีหรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือก่อเหตุร้ายประการอื่น และมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับนายสมชายได้ กรณีตามปัญหานี้ไม่ปรากฏว่านายสมชายมีท่าทีจะหลบหนีประกอบกับนายสมชายมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ร.ต.ท.มาโนช จะจับนายสมชายโดยไม่มีหมายจับของศาลไม่ได้ การจับจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

58 ข้อ 6 ร.ต.อ.แดง มีหลักฐานตามสมควรว่านายดำเป็นผู้ลักรถยนต์ของนายเอก ระหว่างที่ ร.ต.อ.แดง กำลังดำเนินการขอหมายจับนายดำจากศาล ร.ต.ต.ระย้า ได้รายงานให้ ร.ต.อ.แดง ทราบว่านายดำกำลังขับรถยนต์คันที่ลักจากนายเอกออกไปนอกประเทศไทย หากรอหมายจับนายดำน่าจะขับรถออกนอกประเทศไทยไปก่อน ร.ต.อ.แดง จึงตัดสินใจจับกุมนายดำทันทีโดยไม่มีหมายจับ ดังนี้ การจับของ ร.ต.อ.แดง ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

59 กรณีตามปัญหาวินิจฉัยได้ว่า ตามปัญหา ร. ต. อ
กรณีตามปัญหาวินิจฉัยได้ว่า ตามปัญหา ร.ต.อ.แดง มีหลักฐานตามสมควรว่านายดำเป็นผู้ลักรถยนต์ของนายเอก และมีเหตุอันควรเชื่อว่า นายดำจะหลบหนีเนื่องจาก ร.ต.ต.ระย้า ได้รายงานให้ ร.ต.อ.แดง ทราบว่า นายดำกำลังขับรถยนต์คันที่ลักจากนายเอกออกไปนอกประเทศไทยและมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลนั้นได้เพราะหากรอหมายจับ นายดำน่าจะขับรถออกนอกประเทศไทยไปก่อน ร.ต.อ.แดง จึงมีอำนาจจับกุมนายดำทันทีโดยไม่มีหมายจับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 78 (3) ประกอบมาตรา 66 (2) ดังนั้น การจับของ ร.ต.อ.แดง ชอบด้วยกฎหมาย

60 ข้อ 7 วิชิตถูกจับและได้รับการปล่อยชั่วคราวระหว่างสอบสวน โดยมีนายวิชัยใช้ตำแหน่งข้าราชการเป็นหลักประกันให้แก่นายวิชิต หลังจาก นายวิชิตได้รับการปล่อยชั่วคราวได้สามวัน นายวิชัยพบว่านายวิชิตกำลัง จะหลบหนีไปต่างจังหวัด และนายวิชัยเห็น ร.ต.ท.มาโนช อยู่ในบริเวณนั้น จึงขอให้ ร.ต.ท.มาโนช ทำการจับนายวิชิต ร.ต.ท.มาโนช จึงทำการจับ นายวิชิตทันทีโดยไม่มีหมายจับ ดังนี้ การจับของ ร.ต.ท.มาโนช ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

61 กรณีตามปัญหาวินิจฉัยได้ว่า นายวิชัยใช้ตำแหน่งข้าราชการ เป็นหลักประกันให้แก่นายวิชิตผู้ต้องหา ซึ่งได้รับการปล่อยตัวในระหว่างสอบสวน ต่อมานายวิชัยพบว่านายวิชิตกำลังจะหลบหนีไปต่างจังหวัด และ นายวิชัยเห็นว่า ร.ต.ท.มาโนช อยู่ในบริเวณนั้น จึงขอให้ ร.ต.ท.มาโนช ทำการจับนายวิชิต ร.ต.ท.มาโนช จึงทำการจับนายวิชิตทันทีโดยไม่มีหมายจับ ดังนี้ ร.ต.ท.มาโนช มีอำนาจในการจับนายวิชิต แม้ว่าจะไม่มีหมายจับ เนื่องจากเป็นกรณีที่บุคคลซึ่งเป็นหลักประกัน เป็นผู้พบเห็นผู้ต้องหาหรือจำเลยหนีหรือจะหลบหนี บุคคลผู้เป็นหลักประกันสามารถขอให้เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจที่ใกล้ที่สุดจับผู้ต้องหาหรือจำเลยได้ ดังนั้น การจับของ ร.ต.ท.มาโนช ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 78 (4) ประกอบมาตรา 117

62

63 ข้อสอบเนติบัณฑิตสมัย 65
ข้อ 6.ร้อยตำรวจโทธรรมสืบทราบว่านายแดงซึ่งศาลได้ออกหมายจับในคดีชิงทรัพย์หลบซ่อนตัวอยู่ในบ้านเลขที่ 22 ของนายดำน้องชายนายแดง จึงยื่นคำร้องต่อศาลขอออกหมายค้นบ้านหลังดังกล่าว ศาลออกหมายค้นให้ตามคำร้องขอ เมื่อร้อยตำรวจโทธรรมและสิบตำรวจตรีพรกับพวกไปถึงบ้านนายดำ พบว่านายแดงหลบหนีเข้าไปในบ้านเลขที่ 23 ซึ่งตามทะเบียนบ้านมีนายแดงเป็นเจ้าบ้าน ร้อยตำรวจโทธรรมได้แสดงตัวแต่นายแดงได้ปิดประตูไม่ยอมให้เข้าบ้าน ร้อยตำรวจโทธรรมและสิบตำรวจตรีพรกับพวกตามเข้าไปจับนายแดง นายแดงไม่ยอมเปิดประตูอ้างว่าจะมอบตัวในวันหลัง ร้อยตำรวจโทธรรมและสิบตำรวจตรีพรกับพวกกระแทกประตูจนเปิดออกแล้วเข้าไปจับกุมนายแดงไว้ได้ ส่วนสิบตำรวจตรีพรเห็นนายเหลืองบุตรนายแดงกำลังเสพเมทแอมเฟตามีนอยู่ในบ้านดังกล่าว จึงเข้าจับกุมนำส่งพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบให้วินิจฉัยว่า การตรวจค้นและจับกุมนายแดงและนายเหลืองชอบหรือไม่

64 ธงคำตอบ การจับในที่รโหฐานนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 81 บัญญัติว่า ไม่ว่าจะมีหมายจับหรือไม่ก็ตาม ห้ามมิให้จับในที่รโหฐาน เว้นแต่จะได้ทำตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอันนี้ว่าด้วยการค้นในที่รโหฐาน ส่วนการค้นในที่รโหฐานนั้นตามมาตรา 92 วรรคหนึ่ง (5) หากผู้จะต้องถูกจับเป็นเจ้าบ้าน และการจับนั้นมีหมายจับเจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจค้นและจับได้ การจับนายแดงย่อมกระทำได้ เนื่องจากนายแดงผู้จะต้องถูกจับเป็นเจ้าบ้าน และมีหมายจับนายแดงตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ในการจับปรากฏว่านายแดงหลบหนีเข้าไปในบ้านแล้วปิดประตูไม่ยอมให้ร้อยตำรวจโทธรรมกับพวกเข้าไปจับ ร้อยตำรวจโทธรรมกับพวกย่อมมีอำนาจใช้กำลังเพื่อเข้าไปในบ้านนั้น การที่ร้อยตำรวจโทธรรมและสิบตำรวจตรีพรกับพวกกระแทกประตูบ้านจนเปิดออกแล้วเข้าไปจับนายแดงไว้ได้ นับว่าเป็นกรณีจำเป็นที่ร้อยตำรวจโทธรรมเจ้าพนักงานตำรวจผู้ตรวจค้นมี

65 อำนาจกระทำได้ตามมาตรา 94 วรรคสอง เพราะเป็นการใช้กำลังอันเหมาะสมตามพฤติการณ์แห่งเรื่อง (คำพิพากษาฎีกาที่ 1035/2536, 6403/2545) การตรวจค้นบ้านและจับกุม นายแดงจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อขณะตรวจค้นสิบตำรวจตรีพรเห็นนายเหลืองกำลังเสพเมทแอมเฟตามีนในบ้านของนายแดงซึ่งเป็นความผิดซึ่งหน้า สิบตำรวจตรีพรย่อมมีอำนาจจับกุมนายเหลืองได้ตามมาตรา 98 (2) การตรวจค้นและจับกุมนายเหลืองจึงชอบแล้วเช่นกัน

66 ข้อสอบเนติบัณฑิต สมัย 64
ข้อสอบเนติบัณฑิต สมัย 64 ข้อ 6. วันที่ 31 มีนาคม 2555 นายแดงไปแจ้งความว่านายดำขับรถยนต์ โดยประมาทชนรถจักรยานยนต์ของนายแดงเป็นเหตุให้นายแดงได้รับอันตราย แก่กาย เหตุเกิดที่บริเวณหน้าโรงค้าไม้เจริญไพศาล วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน 2555 เวลา 11 นาฬิกา นายแดงพาร้อยตำรวจเอกเขียวกับพลตำรวจขาวไปจับกุมนายดำที่บริเวณโรงค้าไม้เจริญไพศาล ซึ่งเป็นของนายหมึกบิดานายดำ โดยโรงค้าไม้ดังกล่าวนอกจากขายไม้แล้วยังใช้เป็นที่อยู่อาศัยด้วย และหยุดทำการค้า ในวันอาทิตย์ เมื่อร้อยตำรวจเอกเขียวไปถึง นายแดงชี้ให้ร้อยตำรวจเอกเขียวจับนายดำซึ่งนั่งอยู่ที่ม้านั่งภายในบริเวณโรงค้าไม้นั้น ร้อยตำรวจเอกเขียวจึงแสดงบัตรประจำตัวเจ้าพนักงานและขอจับกุมนายดำ โดยแจ้งว่าขับรถยนต์โดยประมาท ชนรถจักรยานยนต์ของนายแดงเป็นเหตุให้นายแดงได้รับอันตรายแก่กายโดยไม่มีหมายจับและหมายค้น นายดำขัดขืนจึงเกิดการต่อสู้กัน ระหว่างการต่อสู้ปรากฏว่า

67 เมทแอมเฟตามีนหล่นมาจากกระเป๋าเสื้อที่นายดำสวมใส่ จำนวน 51 เม็ด นายดำยอมรับว่านายเหลืองนำมามอบให้นายดำไว้ขายแก่บุคคลทั่วไป ร้อยตำรวจเอกเขียวจึงแจ้งข้อหาและจับกุมนายดำส่งพนักงานสอบสวนยังที่ทำการของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ นายดำต่อสู้ว่าการจับกุมของเจ้าพนักงานทั้งสองข้อหาความผิดดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้วินิจฉัยว่า ข้อต่อสู้ของนายดำฟังขึ้นหรือไม่

68 ธงคำตอบ วันเกิดเหตุโรงค้าไม้เจริญไพศาลหยุดทำการค้า และโรงค้าไม้ดังกล่าวใช้เป็นที่อยู่อาศัยด้วย จึงเป็นที่รโหฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(13) การที่ร้อยตำรวจเอกเขียวเข้าไปในโรงค้าไม้ดังกล่าวโดยไม่มีหมายจับและหมายค้น แม้นายแดงจะได้แจ้งความร้องทุกข์ไว้แล้วก็ตาม ร้อยตำรวจเอกเขียวก็ไม่มีอำนาจเข้าไปจับนายดำในที่รโหฐานได้ตามมาตรา 81 และไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 78 อย่างไรก็ตามเมื่อร้อยตำรวจเอกเขียวเข้าไปแล้วพบนายดำ นายดำไม่ยอมให้จับเกิดการดิ้นรนต่อสู้กัน และปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนหล่นมาจากกระเป๋าเสื้อนายดำสวมใส่ เช่นนี้ย่อมถือเป็นความผิดซึ่งหน้าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 80 วรรคหนึ่ง ซึ่งร้อยตำรวจเอกเขียวมีอำนาจจับนายดำในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายได้โดยไม่ต้องมีหมายจับตามมาตรา 78(1) ประกอบมาตรา 81 และมาตรา 92(2) การจับของเจ้าพนักงานจึงชอบด้วยกฎหมาย ข้อต่อสู้ของนายดำฟังไม่ขึ้น

69 ข้อสอบเนติบัณฑิต สมัย 63
ข้อสอบเนติบัณฑิต สมัย 63 ข้อ 6. นางเจนผู้เสียหายนำสำเนาหมายจับซึ่งไม่มีการรับรองว่าถูกต้องแล้วที่ให้จับนางดำผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี มอบให้แก่ร้อยตำรวจตรีเข้มและชี้ยืนยันให้จับนางดำที่เห็นนางเจนแล้วกำลังจะขึ้นรถยนต์รับจ้าง ร้อยตำรวจตรีเข้มจึงจับนางดำโดยแจ้งว่าต้องถูกจับ แจ้งข้อกล่าวหาและแสดงสำเนาหมายจับดังกล่าวพร้อมแจ้งสิทธิตามกฎหมาย แล้วนำนางดำส่งมอบแก่พันตำรวจโทขาว พนักงานสอบสวนของที่ทำการของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ พันตำรวจโทขาวแจ้งสิทธิตามกฎหมายแล้วให้สิบตำรวจโทหญิงแดงค้นตัวนางดำ พบและยึดมีด เล่ม ไว้เป็นของกลาง และสอบปากคำนางดำแล้วอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว นางดำยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ปล่อยตัวโดยคำร้องระบุเหตุการณ์ข้างต้น และอ้างว่าการจับ การค้นกับการคุมขังมิชอบด้วยกฎหมาย ศาลสั่งยกคำร้องโดยมิได้ไต่สวน

70 ให้วินิจฉัยว่า การจับ การค้นของเจ้าพนักงาน และคำสั่งของศาลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

71 ธงคำตอบ กรณีเจ้าพนักงานจับและจัดการตามสำเนาหมายจับที่มิได้รับรองว่าถูกต้องแล้วนั้น แม้จะถือไม่ได้ว่าเป็นการจับโดยมีหมายจับหรือจัดการตามหมายจับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(9) มาตรา วรรคสอง(1) ก็ตาม แต่เมื่อมีการออกหมายจับแล้วก็แสดงให้เห็นได้ในตัวว่า มีหลักฐานตามสมควรว่านางดำผู้ต้องหาน่าจะได้กระทำความผิดอาญาไม่ว่าจะมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีหรือไม่ และมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ต้องหาจะหลบหนีเพราะเห็นผู้เสียหายแล้วก็เตรียมจะขึ้นรถยนต์รับจ้าง อันหมายถึงมีเหตุที่จะออกหมายจับผู้ต้องหาตามมาตรา 66(2) และเห็นได้ว่า กรณีเช่นนี้มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับผู้ต้องหานั้นได้ทันหรือจัดหาต้นฉบับหมายจับหรือเอกสารตามมาตรา 77 วรรคสอง(1) ได้ทัน เจ้าพนักงานย่อมมีอำนาจจับผู้ต้องหาได้โดยไม่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาลตามมาตรา 78(3) การจับของเจ้าพนักงานจึงชอบด้วยกฎหมาย (ตามมติเสียงข้างมากของที่ประชุมกรรมการออกข้อสอบ)

72 กรณีการค้นนั้น เจ้าพนักงานผู้รับตัวผู้ถูกจับโดยชอบไว้ มีอำนาจค้นตัวผู้ต้องหาและยึดสิ่งของต่างๆ ที่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้ และให้หญิงอื่นค้นตัวผู้ต้องหาหญิง การค้นตัวจึงชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 วรรคหนึ่งและวรรคสอง กรณีคำสั่งของศาลนั้น เมื่อเจ้าพนักงานจับชอบด้วยกฎหมาย มีผลให้การคุมขังชอบด้วยกฎหมายทั้งนายดำได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ไม่ถูกคุมขัง ศาลชอบที่จะสั่งยกคำร้องโดยไม่จำเป็นต้องไต่สวนก่อน คำสั่งศาลจึงชอบด้วยกฎหมาย

73 ข้อสอบเนติบัณฑิต สมัย 62
ข้อสอบเนติบัณฑิต สมัย 62 ข้อ 6. (ก) เหตุเกิดเวลากลางวันขณะที่นายดำอยู่ที่หน้าบ้านของนายแดง นายดำเห็นนายแดงกำลังใช้อาวุธมีดแทงทำร้ายร่างกายนายขาวหลายครั้งในบ้านของนายแดง อันเป็นความผิดที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา นายดำจึงเข้าไปจับกุมนายแดงในบ้านของนายแดง แล้วนำส่งที่ทำการพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ถูกจับ (ข) นายแดงเจ้าของบ้าน เชิญนายดำให้เข้าไปรับประทานอาหารในบ้านของนายแดง ขณะที่นายดำอยู่ในบ้าน นายดำเห็นนายเขียวกำลังใช้อาวุธมีดแทงทำร้ายร่างกายนายเหลืองหลายครั้งในบ้านของนายแดง นายดำจึงเข้าจับกุม นายเขียวส่งที่ทำการของพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ถูกจับ ให้วินิจฉัยว่า การจับกุมของนายดำทั้งสองกรณีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

74 ธงคำตอบ (ก) การจับเป็นอำนาจของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 ราษฎรจะจับได้เมื่อเข้าเกณฑ์ตามมาตรา 79 แม้นายดำจะเห็นนายแดงทำร้ายร่างกายนายขาวอันเป็นความผิด ซึ่งหน้าที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่ความผิดนั้นกระทำลงในบ้านของนายแดงอันเป็นที่รโหฐาน นายดำไม่มีอำนาจเข้าไปจับนายแดง เพราะเป็นการจับในที่รโหฐาน ซึ่งต้องห้ามตามมาตรา 81 เว้นแต่จะได้ทำตามบทบัญญัติที่ว่าด้วยการค้น ในที่รโหฐาน เมื่อนายดำเป็นราษฎรย่อมไม่มีอำนาจค้นในที่รโหฐานไม่ว่ากรณี ใด ๆ นายดำจึงไม่มีอำนาจเข้าไปจับนายแดง การจับกุมของนายดำตามข้อ (ก) จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

75 (ข) นายแดงเจ้าของบ้านเชิญนายดำให้เข้าไปในบ้าน จึงเป็นการเข้าไปในที่รโหฐานโดยชอบ เมื่อนายดำอยู่ในบ้านเห็นนายเขียวกำลังใช้อาวุธมีดแทง ทำร้ายนายเหลือง นายดำสามารถจับนายเขียวได้ โดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 79 และไม่ถือเป็นการค้นในที่รโหฐานอันจะเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 81 เพราะนายดำได้เข้าไปในที่รโหฐานโดยชอบอันเนื่องมาจากการเชิญของนายแดงเจ้าของบ้าน การจับกุมของนายดำ ตามข้อ (ข) จึงชอบด้วยกฎหมาย

76 ข้อสอบเนติบัณฑิต สมัย 61
ข้อสอบเนติบัณฑิต สมัย 61 ข้อ 6. พันตำรวจตรีเก่งกับร้อยตำรวจโทกล้าพบนายเขียวอายุยี่สิบปี กำลังรอขึ้นเครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิ พันตำรวจตรีเก่งบอกร้อยตำรวจโทกล้าว่า นายเขียวหลบหนีการควบคุมหลังจากการจับกุมของตนตามหมายจับเมื่อสองวันมาแล้ว ในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกหกเดือนถึงสิบปี ร้อยตำรวจโทกล้าเดินเข้าไปหานายเขียวแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและแจ้งว่าต้องถูกจับ ทั้งแจ้งข้อหาดังกล่าว กับแจ้งสิทธิตามกฎหมาย จากนั้นได้จับนายเขียวนำส่งพนักงานสอบสวน ต่อมาภายในเวลาตามกฎหมาย พนักงานสอบสวนนำตัวนายเขียวผู้ต้องหาไปศาลพร้อมยื่นคำร้องระบุข้อเท็จจริงดังกล่าว กับอ้างเหตุจำเป็นต้องสอบพยานอีก ห้าปาก จึงขอศาลออกหมายขังผู้ต้องหาสิบสองวัน นายเขียวร้องขอศาลให้ตั้ง

77 ทนายความให้และคัดค้านว่าการจับและการขอหมายขังไม่ชอบ เพราะร้อยตำรวจโทกล้าไม่ใช่ผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานผู้จัดการตามหมายจับและหมายจับสิ้นผลแล้ว ให้วินิจฉัยว่า ศาลจะมีคำสั่งในเรื่องของการตั้งทนายความและข้อคัดค้านของ นายเขียวเกี่ยวกับการจับและการขอหมายขังอย่างไร

78 ธงคำตอบ ในเรื่องการขอตั้งทนายความ เนื่องจากคดีนี้มีอัตราโทษจำคุกกับผู้ต้องหา ไม่มีทนายความ เมื่อปรากฏว่ายังไม่มีการปฏิบัติตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1 และผู้ต้องหาร้องขอตามมาตรา 87 วรรคแปด ศาลต้องตั้งทนายความให้นายเขียวผู้ต้องหาในเรื่องที่นายเขียวคัดค้านว่าการจับ และการขอหมายขังไม่ชอบ หลังจากศาลได้ไต่สวนฟังถ้อยแถลงของผู้ร้องและข้อคัดค้านของผู้ต้องหากับทนายความ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามคำร้องแล้ว มีประเด็นต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า การจับชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แม้ร้อยตำรวจโทกล้าไม่ใช่ผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานผู้จัดการตามหมายจับ และหมายจับใช้ไม่ได้เพราะจับผู้ต้องหาตามหมายจับได้แล้วก็ตาม แต่ร้อยตำรวจโทกล้ามีอำนาจจับผู้ต้องหา กล่าวคือ มีหลักฐานตามสมควรว่าผู้ต้องหาน่าจะได้กระทำความผิดอาญาจนมีการออกหมายจับแล้ว

79 และมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี เพราะเคยหลบหนีแล้ว ประกอบกับมีความจำเป็นเร่งด่วนไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับผู้ต้องหาได้ เพราะผู้ต้องหากำลังรอขึ้นเครื่องบิน การจับจึงชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 78 (3) ประกอบมาตรา 66 (2) และมีเหตุออกหมายขังได้ตามมาตรา 71 ประกอบมาตรา 87 การขอหมายขังชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน ศาลชอบที่จะมีคำสั่งอนุญาตให้ออกหมายขังผู้ต้องหาสิบสองวันตามคำร้อง

80 ข้อ 3. ร้อยตำรวจโทสมชายกับพวกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจ นครบาลบางขุนเทียนได้นำหมายค้นไปตรวจค้นที่บ้านของนายหนึ่ง ซึ่งอยู่ในเขตท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียนเนื่องจากได้รับแจ้งว่ามีการลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่บ้านดังกล่าว ผลการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 50 เม็ด ในกระเป๋าเสื้อของนายหนึ่ง ซึ่งนายหนึ่งให้การรับว่าได้ซื้อ เมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมาจากนายสอง ร้อยตำรวจโทสมชายกับพวก จึงให้นายหนึ่งพาไปที่บ้านของนายสองซึ่งเปิดเป็นร้านขายข้าวแกงอยู่ในเขตท้องที่ ของสถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขันแล้วร้อยตำรวจโทสมชายกับพวกจึงเข้าตรวจค้นตัวนายสองขณะที่นายสองกำลังขายข้าวแกงอยู่ภายในร้าน ซึ่งขณะนั้นมีลูกค้านั่งรับประทานข้าวแกงอยู่ โดยมิได้ไปขอหมายค้นและหมายจับจากศาลก่อนเนื่องจากเห็นว่าเป็นกรณีเร่งด่วนผลการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 200 เม็ด ในกระเป๋ากางเกงของนายสอง จึงได้จับกุมนายสองนำส่งพนักงาน

81 สอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียนสอบสวนและสรุปสำนวนมีความเห็นควรสั่งฟ้องนายสองเสนอพนักงานอัยการ ส่วนนายหนึ่งพนักงานสอบสวนได้แยกไปดำเนินคดีต่างหากอีกสำนวนหนึ่ง ต่อมาพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องนายสองเป็นจำเลยต่อศาลในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นายสองจำเลยให้การปฏิเสธและต่อสู้ว่าเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นและจับกุมโดยไม่ชอบ พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนมาโดยมิชอบ ให้วินิจฉัยว่า ข้อต่อสู้ของนายสองจำเลยฟังขึ้นหรือไม่

82 ธงคำตอบ ขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นตัวนายสองซึ่งต่อมาถูกฟ้องเป็นจำเลยนั้น จำเลยกำลังขายข้าวแกงอยู่ที่ร้านข้าวแกงของจำเลย ซึ่งมีลูกค้ากำลังนั่งรับประทานข้าวแกงอยู่ ดังนี้ร้านข้าวแกงของจำเลยจึงไม่ใช่ที่รโหฐานแต่เป็นที่สาธารณสถาน เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจมีเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นความผิดต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจค้นตัวจำเลยได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 93 และเมื่อตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนอยู่ในครอบครองของจำเลย การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดซึ่งหน้า เจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจจับจำเลยได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ ตามมาตรา 78 (1) การตรวจค้นและจับกุมจึงชอบด้วยกฎหมาย (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่3751/2551) ข้อต่อสู้ของนายสองจำเลยฟังไม่ขึ้น

83 การที่เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนได้ที่ร้านขายข้าวแกงของจำเลยซึ่งอยู่ในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขัน การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงเกิดในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขันทั้งสิ้น และโจทก์มิได้ฟ้องว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดกับนายหนึ่ง ดังนั้น แม้นายหนึ่งถูกจับในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียน แต่จำเลยไม่ได้ร่วมกระทำผิดกับนายหนึ่ง การกระทำของจำเลย จึงไม่ใช่ความผิดที่เป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในท้องที่ต่างๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไปตามมาตรา 19 (3) แต่การกระทำของจำเลย ปรากฏชัดแจ้งว่าเกิดในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขันซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขันตามมาตรา 18 วรรคสองประกอบมาตรา 2 (6) ที่จะเป็นผู้สอบสวน มิใช่อยู่ในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียนที่สอบสวน ดังนั้น การสอบสวนคดีนี้ที่พนักงานสอบสวน

84 สถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียนเป็นผู้สอบสวน และสรุปสำนวนแล้วมีความเห็นควรสั่งฟ้องเสนอพนักงานอัยการนั้น จึงเป็นการสอบสวนโดยมิชอบ พนักงานอัยการ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตาม มาตรา 120 (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 1756/2550) ข้อต่อสู้ของนายสองจำเลยฟังขึ้น

85 ข้อ 2. นายปาน อายุ 17 ปี ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาล ในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นถูกจับตัวส่งพนักงานสอบสวน ก่อนเริ่มสอบปากคำ พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกาย ตั้งทนายความให้และแจ้งสิทธิตามกฎหมายแก่ผู้ต้องหาโดยชอบแล้ว รวมทั้งสอบถามผู้ต้องหาว่าต้องการให้มีบุคคลใดเข้าร่วมในการสอบปากคำหรือไม่ ผู้ต้องหายืนยันว่าไม่ต้องการ ในการสอบปากคำผู้ต้องหาในวันดังกล่าวจึงไม่มีนักจิตวิทยานักสังคมสงเคราะห์ และพนักงานอัยการร่วมอยู่ด้วย เมื่อพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเสร็จแล้ว ได้สรุปสำนวนมีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น แต่พนักงานอัยการเห็นว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จึงยื่นฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลในฐานความผิดดังกล่าว โดยมิได้สั่งให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาดังกล่าวแก่ผู้ต้องหาเพิ่มเติม ให้วินิจฉัยว่า พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนมาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และพนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องผู้ต้องหาในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสหรือไม่

86 ธงคำตอบ การสอบสวนผู้ต้องหาที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 134/2 ให้นำบทบัญญัติในมาตรา 133 ทวิ มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย เป็นความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายอันมิใช่ความผิดที่เกิดจากการชุลมุนต่อสู้ในการสอบปากคำผู้ต้องหาที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี พนักงานสอบสวนจะต้องจัดให้มีนักจิตวิทยา หรือนักสังคมสงเคราะห์ และพนักงานอัยการร่วมอยู่ด้วย แม้ผู้ต้องหามิได้ร้องขอหรือไม่ต้องการก็ตาม การที่พนักงานสอบสวนสอบปากคำนายปานผู้ต้องหาที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี โดยไม่มีบุคคลดังกล่าวร่วมอยู่ด้วยทั้งไม่ปรากฏกรณีเร่งด่วนอย่างยิ่งซึ่งมีเหตุอันควรไม่อาจรอได้ การสอบคำให้การผู้ต้องหาจึงไม่ชอบด้วยมาตรา 134/2 ประกอบมาตรา 133 ทวิ แต่ไม่ทำให้การสอบสวนเสียไปทั้งหมด เพียงแต่ทำให้คำให้การของผู้ต้องหาไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหาได้เท่านั้นตามมาตรา 134/4 วรรคสามส่วนการแจ้งข้อหาให้ผู้ต้องหาทราบตามมาตรา 134 นั้น เพื่อให้ผู้ต้องหาทราบว่า การกระทำของผู้ต้องหาเป็น

87 ความผิดและเพื่อให้ผู้ต้องหาเข้าใจถึงการกระทำของผู้ต้องหา โดยไม่ต้องแจ้งข้อหาทุกกระทงความผิดเมื่อพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายอันเป็นหลักแห่งความผิดแล้วก็ไม่จำต้องแจ้งข้อหาความผิดอันเกี่ยวพันกันด้วยอีก ดังนั้น แม้พนักงานสอบสวนจะไม่ได้แจ้งข้อหาความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส แต่เมื่อสอบสวนแล้วปรากฏว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให