งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

สิทธิมนุษยชน ในกระบวนการยุติธรรม ธนรัตน์ ทั่งทอง รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "สิทธิมนุษยชน ในกระบวนการยุติธรรม ธนรัตน์ ทั่งทอง รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้"— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 สิทธิมนุษยชน ในกระบวนการยุติธรรม ธนรัตน์ ทั่งทอง รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้

2 ควบคุมและขัง ควบคุม หมายความถึง การควบคุมหรือกักขังผู้ถูกจับโดยพนักงาน ฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ในระหว่างสืบสวนและสอบสวน (มาตรา 2 (21)) ขัง หมายความถึง การกักขังจำเลยหรือผู้ต้องหาโดยศาล (มาตรา 2 (22)) ความหมายของคำว่า ควบคุม และขัง จึงแตกต่างกันตรงที่ถ้าเป็นการ ควบคุมหรือกักขังโดยพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ เรียกว่า ควบคุม และถ้ากักขังโดยศาลเรียกว่า ขัง

3 การออกหมายขัง (มาตรา 71) การออกหมายขังระหว่างการสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้อง หรือพิจารณา (มาตรา 71 วรรคหนึ่ง) กล่าวคือ เมื่อได้ตัวผู้ต้องหา หรือจำเลยมาแล้ว ในระยะ ใดระหว่างสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณา ศาลจะออกหมายขังผู้ต้องหา หรือจำเลยไว้ตามมาตรา 87 หรือมาตรา 88 ก็ได้ เหตุในการออกหมายขัง เนื่องจากมาตรา 71 วรรคหนึ่ง ให้นำบทบัญญัติมาตรา 66 มาใช้บังคับ โดยอนุโลม ดังนี้ เหตุออกหมายขังก็ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์เช่นเดียวกับการออก หมายจับ ในมาตรา 66

4 ศาลมีดุลพินิจที่จะไม่ออกหมายขังหรือให้ออกหมายปล่อยได้ (มาตรา 71 วรรคสาม) การควบคุมหรือขังจำเลยระหว่างอุทธรณ์หรือฎีกา (มาตรา 73) คดีใดอยู่ระหว่างอุทธรณ์ฎีกา ถ้าจำเลยต้องควบคุมหรือขังมาแล้วเท่ากับ หรือเกินกว่ากำหนดจำคุกหรือกำหนดจำคุกแทนตามคำพิพากษา ให้ศาลออก หมายปล่อยจำเลย เว้นแต่จะเห็นสมควรเป็นอย่างอื่นในกรณีที่โจทก์อุทธรณ์ฎีกา ขอให้เพิ่มโทษ (มาตรา 73) คำสั่งคำร้องของศาลฎีกาที่ ท.165/2552 โจทก์และโจทก์ร่วมต่าง ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แม้ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ต้องขังมาเกินกว่ากำหนดโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แล้ว ก็ยังไม่มีเหตุให้ศาลชั้นต้นออกหมายปล่อยจำเลยที่ 3 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 73

5 กำหนดเวลาควบคุมตัวผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา (มาตรา 87) แนวคำพิพากษาฎีกาเกี่ยวกับการออกหมายขังระหว่างสอบสวน ผู้ต้องหาที่ยังไม่ถูกจับกุม ไม่อยู่ในอำนาจควบคุมของพนักงานสอบสวน หรือพนักงานอัยการ จะขอให้ศาลออกหมายขังผู้ต้องหาในระหว่างสอบสวนไม่ได้ ดูฎีกาที่ 8708/2547 ฎีกาที่ 8708/2547 การที่ผู้ต้องหามาพบพนักงานสอบสวนตามที่ถูก เรียกและพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาให้ทราบทันที ยังถือไม่ได้ว่าผู้ต้องหาถูกจับ เพราะยังไม่มีคำสั่งหรือหมายของศาล เมื่อผู้ต้องหายังไม่ถูกจับกุมจึงไม่อยู่ใน อำนาจควบคุมของพนักงานสอบสวนหรือผู้ร้อง (พนักงานอัยการ) ผู้ร้อง จึงไม่สามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายขังผู้ต้องหาไว้ ระหว่างสอบสวนตาม ป.วิ.อ.มาตรา 87 วรรคสาม (เดิม) ได้

6 เมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ขังโดยผู้ต้องหาไม่ค้าน เป็นคำสั่งที่ชอบด้วย กฎหมาย ข้อที่ผู้ต้องหาอ้างว่าถูกทำร้ายจนให้การรับสารภาพ ไม่มีผลทำให้คำสั่ง ดังกล่าวกลายเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎ.3502/2542 คำสั่งศาลที่ไม่อนุญาตให้ขังผู้ต้องหาต่อไป จะอุทธรณ์ฎีกาไม่ได้ ดูฎีกาที่ 1125/2496 (ประชุมใหญ่) ฎีกาที่ 1125/2496 (ประชุมใหญ่) ป.วิ.อ.มาตรา 87 ที่บัญญัติให้ พนักงานสอบสวนควบคุมผู้ต้องหา หรือให้ศาลออกหมายขังผู้ต้องหาไว้ได้มี กำหนดระยะเวลาเป็นขั้น ๆ ตามความผิดนั้น เป็นบทบัญญัติคุ้มครองผู้ต้องหามิ ให้ถูกควบคุมหรือกักขังนานเกินสมควรแก่เหตุและความจำเป็น ฉะนั้น เมื่อศาล สั่งไม่อนุญาตให้ขังต่อไปเพราะเห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่จะขังแล้ว ก็ไม่มีเหตุที่จะ อุทธรณ์ฎีกาเพื่อให้ขังผู้ต้องหาต่อไปอีกได้ เพราะสิทธิที่จะฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลยัง มีอยู่ในเมื่อคดีมีมูล

7 ระยะเวลา 48 ชั่วโมงตามมาตรา 87 วรรคสามตอนต้น ให้นับแต่เวลาที่ ผู้ถูกจับมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน ไม่ใช่นับแต่เวลาที่จับกุมตัว ดังนั้น ถ้าจับกุมตัวผู้ต้องหาเวลา น. แต่มาถึงสถานีตำรวจเวลา น. ของอีก วันหนึ่ง ระยะเวลา 48 ชั่วโมง ต้องนับแต่เวลา น.ของอีกวันหนึ่ง ดูฎีกาที่ 984/2529 กรณีที่พนักงานสอบสวนมิได้ขอฝากขังผู้ต้องหาต่อศาลภายในกำหนด หรือเมื่อครบกำหนดเวลาตามมาตรา 87 แล้ว ยังไม่อาจฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลได้ ต้องปล่อยตัวผู้ต้องหาไป แต่หาใช่เป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องไม่ (ดูฎีกา ที่ 4294/2550) ต่อมาถ้าต้องฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล มีฎีกาที่ 515/2491 (ประชุม ใหญ่) วินิจฉัยว่าเจ้าพนักงานมีอำนาจจับตัวมาเพื่อฟ้องคดีต่อศาลได้เพราะ พนักงานอัยการต้องนำตัวจำเลยมาศาลในขณะยื่นฟ้องด้วย ดูฎีกาดังกล่าว

8 พนักงานอัยการฟ้องโดยจำเลยถูกควบคุมตัวในชั้นสอบสวนเกินกว่า ที่กฎหมายกำหนดไม่ทำให้กระบวนการสอบสวนที่ชอบและการนำคดีมาฟ้อง ยังศาลเสียไป เพราะเป็นคนละส่วนกับเรื่องการฟ้อง จึงไม่เป็นเหตุให้ศาลยก ฟ้อง ดูฎีกาที่ 4113/2552 ถ้าศาลออกหมายขังผู้ต้องหาแล้วผู้ต้องหาหลบหนีไปถือว่าผู้ต้องหา อยู่ในอำนาจของศาลแล้ว ไม่ต้องนำตัวจำเลยมาศาลในวันยื่นฟ้อง ดูฎีกาที่ 1735/2514 (ประชุมใหญ่) ก่อนประทับฟ้อง ศาลไม่มีอำนาจออกหมายขังจำเลย ฎ.2756/2524

9 การขังระหว่างพิจารณา (มาตรา 88) คดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ เมื่อศาลประทับฟ้องและได้ตัวจำเลยมาศาลแล้ว หรือคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ เมื่อได้ยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว ศาลจะสั่งขัง จำเลยหรือปล่อยชั่วคราวก็ได้ บทบัญญัติมาตรา 88 นี้ ได้แก้ไขเพิ่มเติมล่าสุดปี 2547 นี้ ตาม พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงว่าคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ซึ่งต้องมีการ ไต่สวนมูลฟ้องก่อนระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง ศาลจะสั่งขังจำเลยไม่ได้ เพราะจำเลย ยังไม่อยู่ในฐานะจำเลย แต่เมื่อศาลประทับฟ้องแล้ว ศาลก็มีอำนาจขังจำเลยใน ระหว่างพิจารณาหรือปล่อยชั่วคราวก็ได้ สำหรับคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ศาลมีอำนาจขังจำเลยไว้ในระหว่างพิจารณาหรือจะปล่อยชั่วคราวก็ได้ เช่นเดียวกัน

10 อย่างไรก็ตาม การออกหมายขังของศาลตามมาตรานี้ ก็ต้องอยู่ภายใต้ หลักเกณฑ์ตามมาตรา 71 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 66 ว่าด้วยเหตุในการออก หมายขังเช่นเดียวกับการออกหมายขังระหว่างการสอบสวนตามมาตรา 87 ฎีกาที่ 4752/2549 เมื่อพนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยและศาลประทับ ฟ้อง ศาลย่อมมีอำนาจออกหมายขังจำเลยไว้ระหว่างพิจารณาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 71 และมาตรา 88 ที่ใช้ขณะยื่นคำร้องและที่แก้ไขใหม่ ซึ่งเป็นขั้นตอน ต่างหากจากการจับกุมและควบคุมจำเลยของเจ้าพนักงานตำรวจที่ผู้ร้องอ้างว่ามิ ชอบด้วยกฎหมาย การคุมขังจำเลยระหว่างพิจารณาจึงไม่ขัดต่อ ป.วิ.อ.มาตรา 90 ในกรณียื่นฟ้องจำเลยที่ต้องขังตามหมายศาล ศาลจะขังจำเลยต่อไปหรือ ปล่อยชั่วคราวก็ได้ จำเลยที่ถูกขังในคดีหนึ่งแล้ว เมื่อถูกฟ้องอีกคดีหนึ่งศาลก็ออก หมายขังได้อีก ดูฎีกาที่ 2766/2540

11 การจัดการตามหมายขัง หรือหมายจำคุก (มาตรา 89, 89/1, 89/2) ข้อสังเกต บทบัญญัติมาตรา 89 และ 89/1 ได้แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 25) พ.ศ.2550 กำหนดหลักเกณฑ์การขัง ผู้ต้องหาหรือจำเลยที่อยู่ระหว่างสอบสวนหรือพิจารณา โดยให้ศาลมีอำนาจสั่ง ให้ขังผู้ต้องหาหรือจำเลย ในสถานที่อื่นนอกจากเรือนจำก็ได้ โดยสถานที่อื่นนั้น ต้องมิใช่สถานีตำรวจ ก่อนหน้านี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพนักงานสอบสวนอาจขอรับตัว ผู้ต้องหาไปควบคุมเองเพื่อทำการสอบสวนต่อไปได้ ดูฎีกาที่ /2542 แต่ผลของกฎหมายที่แก้ไขใหม่พนักงานสอบสวนจะขอตัว ผู้ต้องหาไปควบคุมตัวที่สถานีตำรวจไม่ได้ การจำคุกสถานที่อื่นหรือจำคุกเฉพาะวันที่กำหนด (มาตรา 89/2)

12 ข้อสังเกต บทบัญญัติมาตรา 89/2 ได้เพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 25) พ.ศ.2550 มีสาระสำคัญให้ศาลมีคำสั่งให้จำคุกสถานที่อื่น นอกจากเรือนจำได้หรือให้จำคุกในเรือนจำหรือสถานที่อื่นเฉพาะวันที่กำหนดได้ หรือให้จำคุกโดยวิธีการอื่นที่สามารถจำกัดการเดินทางและอาณาเขตของ ผู้นั้น โดยมีหลักเกณฑ์ว่าต้องเป็นผู้ซึ่งต้องจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดได้รับโทษ จำคุกมาแล้ว ไม่น้อยกว่าหนึ่งในสาม ของกำหนดโทษจำคุกหรือไม่น้อยกว่าสิบ ปี ในกรณีต้องโทษจำคุกเกินกว่าสามสิบปีขึ้นไปหรือจำคุกตลอดชีวิต สำหรับบุคคลที่มีอำนาจร้องขอให้ขังผู้ต้องหาหรือจำเลยในสถานที่อื่น ได้แก่ พนักงานอัยการ ผู้บัญชาการเรือนจำ หรือเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการ ตามหมายจำคุกร้องขอ หรือเมื่อศาลเห็นควร สังเกตว่าผู้ซึ่งต้องจำคุกไม่มีสิทธิ ร้องขอ

13 การขอให้ปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังในคดีอาญา หรือ ในกรณีอื่นใดโดยมิ ชอบด้วยกฎหมาย หลักกฎหมาย ป.วิ.อ. มาตรา 90 “เมื่อมีการอ้างว่าบุคคลใดต้องถูกคุม ขังในคดีอาญาหรือในกรณีอื่นใดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย (ถูกควบคุมตัว ในกรณีอื่น ๆ นอกจากถูกคุมขัง) บุคคลเหล่านี้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลท้องที่ที่มี อำนาจพิจารณาคดีอาญา ขอให้ปล่อย (1) ผู้ถูกคุมขังเอง (2) พนักงานอัยการ (3) พนักงานสอบสวน (4) ผู้บัญชาการเรือนจำหรือพัศดี (5) สามี ภริยา หรือญาติของผู้นั้น หรือบุคคลใดเพื่อประโยชน์ของผู้ถูก คุมขัง

14 เมื่อได้รับคำร้อง ให้ศาลดำเนินการไต่สวนฝ่ายเดียวโดยด่วน ถ้าศาลเห็น ว่าคำร้องนั้นมีมูล ศาลมีอำนาจสั่งผู้คุมขังให้นำตัวผู้ถูกคุมขังมาศาล โดยพลัน และถ้าผู้คุมขังแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลไม่ได้ว่าการคุมขังเป็น การชอบด้วยกฎหมาย ให้ศาลปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังไปทันที ข้อสังเกตเบื้องต้น “ขัง” หมายถึง การขังจำเลยหรือผู้ต้องหาโดยศาล (มาตรา 2 (22)) “ควบคุม” หมายถึง การควบคุมหรือกักขังผู้ถูกจับ โดยพนักงาน ปกครองหรือตำรวจระหว่างสืบสวนและสอบสวน (มาตรา 2 (22))

15 ตัวอย่าง ผู้เสียหายแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่าตามวันเวลาเกิด เหตุ ส. กับพวก คือ พ. ร. และ น. ร่วมกันบุกรุกในเวลากลางคืนทำให้เสียทรัพย์ และลักทรัพย์ แต่เจ้าพนักงานตำรวจทำการจับ อ. แล้วนำตัวมาฝากขังต่อศาล อ. ยื่นคำร้องอ้างว่าการจับและคุมขังระหว่างสอบสวนมิชอบด้วยกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าไม่มีการออกหมายจับ อ. และตามข้อมูลเบื้องต้นตาม ที่แจ้งความมีผู้กระทำความผิดเพียง 4 คน ไม่มี อ. เป็นผู้ร่วมกระทำความผิด พฤติการณ์ดังกล่าวจึงมีข้อสงสัยตามสมควรว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับและ ควบคุม อ. โดยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ดังนี้ ถือได้ว่าคำร้องของผู้ร้องมีมูลที่ ศาลจะดำเนินการต่อไป (ฎ.466/2541)

16 ข้อสังเกต 1. การถูกควบคุมหรือขังโดยผิดกฎหมายตามมาตรา 90 นี้ ไม่ว่าจะถูก ควบคุมหรือขังโดยเจ้าพนักงานหรือบุคคลธรรมดาก็ขอปล่อยตามมาตรานี้ได้ (ฎ.1200/2504 ประชุมใหญ่) คดีนี้เป็นเรื่องที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลว่า ภริยาผู้ร้องถูกคนร้ายสมคบกัน ฉุดคร่าไปเพื่ออนาจารและข่มขืนกระทำชำเรา ต่อมาผู้ร้องสืบทราบว่าคนร้ายได้ นำภริยาผู้ร้องไปหน่วงเหนี่ยวกักขังอยู่ที่บ้านแห่งหนึ่ง จึงขอให้ศาลออกหมายค้น บ้านหลังนั้น เพื่อพบและช่วยเหลือภริยาของผู้ร้องที่ถูกกักขัง โดยมิชอบด้วย ป.วิ.อ.มาตรา 69 (3)

17 2. สิทธิการขอปล่อยตามมาตรา 90 มีอยู่เพียงชั่วระยะเวลาที่ผู้ถูกคุมขัง ยังถูกควบคุมตัวอยู่เท่านั้น หากมีการปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังไปแล้ว ไม่ว่ากรณีใด ก็ไม่มีเหตุที่จะร้องขอให้ปล่อยตัวอีกต่อไป ตัวอย่าง ตามคำร้องปรากฏว่าภายหลังจากผู้ร้องถูกควบคุม พนักงาน สอบสวนได้ปล่อยตัวผู้ร้องชั่วคราวไปแล้ว โดยให้ผู้ร้องทำสัญญาประกันไว้ กรณี จึงไม่มีการควบคุมตัวผู้ร้องในขณะที่ยื่นคำร้องแล้ว ผู้ร้องจึงไม่อาจที่จะร้องขอ ตาม มาตรา 90 ได้อีกต่อไป สำหรับทรัพย์สินที่อ้างว่าตำรวจยึดไปโดยมิชอบและ ขอให้ศาลคืนแก่ผู้ร้อง ก็ไม่ใช่กรณีจะยื่นคำขอมาพร้อมกับคำร้องตามมาตรา90ได้ เช่นกัน(ฏ.4827/2550 ประชุมใหญ่)

18 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวน และมีคำสั่งปล่อยตัวผู้ร้องจากการ ควบคุมของเจ้าพนักงานที่อ้างว่าผู้ร้องเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคม เมื่อปรากฏว่า ระหว่างการไต่สวนของศาลชั้นต้น ผู้ร้องได้รับการปล่อยตัวไปแล้ว จึงไม่มีความ จำเป็นที่จะต้องไต่สวนอีกต่อไป หากผู้ร้องเห็นว่าการกระทำของผู้คัดค้านเป็น เหตุให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย โดยผิดกฎหมายอย่างไร ก็ชอบที่ผู้ร้องจะต้องไป ว่ากล่าวกันเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก (ฎ.893/2523, ฎ.392/2522) ระหว่างการไต่สวนขอให้ปล่อยตัวผู้ร้องจากการควบคุมของ เจ้าพนักงาน ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 90 ผู้ร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยชั่วคราวระหว่างรอ การไต่สวน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต เจ้าหน้าที่ตำรวจคัดค้านอุทธรณ์คำสั่ง ปล่อยชั่วคราว คำสั่งนี้เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ซึ่งจะต้องมีการไต่สวน คำร้องต่อไป ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา 196 (ฎ.3118/2523)

19 สิทธิในการร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยตัวจากการคุมขังโดยมิชอบด้วย กฎหมายตาม ป.วิ.อ.มาตรา 90 มีอยู่เพียงชั่วระยะเวลาที่ถูกคุมขังโดยไม่ชอบด้วย กฎหมายเท่านั้น ผู้ร้องถูกจับกุมก่อนที่ผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ทั้งมิใช่ ความผิดซึ่งหน้าหรือกรณีใด ๆ ที่เจ้าพนักงานตำรวจสามารถจับกุมได้โดยไม่ต้อง มีหมายจับ การคุมขังผู้ร้องโดยพนักงานสอบสวนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ การคุมขังผู้ร้องในระหว่างพิจารณาคดีไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วย แต่ขณะผู้ร้อง ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้สั่งปล่อยตัวผู้ร้อง พนักงานอัยการได้ฟ้องผู้ร้องต่อศาล ชั้นต้นในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น โดยไตร่ตรองไว้ก่อน และความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ศาลชั้นต้น

20 ประทับฟ้องและออกหมายขังผู้ร้องในระหว่างพิจารณา ดังนั้น แม้การคุมขังผู้ร้อง โดยพนักงานสอบสวนจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่การคุมขังนั้นก็สิ้นสุดไปแล้ว ตั้งแต่ศาลประทับฟ้องและออกหมายขังผู้ร้องในระหว่างพิจารณา สิทธิของผู้ร้อง ที่จะร้องขอให้ปล่อยจากการคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายจึงระงับไป ผู้ร้องจึงไม่ อาจจะร้องขอตาม ป.วิ.อ.มาตรา 90 (ฎ.350/2553, ฎ.7116/2544)

21 3. การถูกควบคุมนี้ แม้จะถูกควบคุมในข้อหาที่อยู่ในอำนาจของศาล ทหาร ก็ร้องขอให้ปล่อยต่อศาลยุติธรรมได้ การร้องขอต่อศาลขอให้ปล่อยจากการควบคุมโดยผิดกฎหมาย ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 90 หมายถึง ศาลยุติธรรม ซึ่งมีอำนาจทำการเกี่ยวกับ คดีอาญาตาม ป.วิ.อ.มาตรา 2 (1) แม้ผู้ร้องจะถูกจับกุมในข้อหาที่อยู่ในอำนาจศาลทหารที่จะพิจารณา พิพากษาตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 12 ก็ตาม เมื่อผู้ร้องยังไม่ได้ถูกฟ้อง ต่อศาลและไม่ได้ถูกควบคุมโดยอำนาจศาล แต่ถูกควบคุมโดยพนักงานสอบสวน ตำรวจสันติบาล ซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลอาญา ศาลอาญาก็มีอำนาจรับคำร้อง ขอให้ปล่อยจากการควบคุมดังกล่าวไว้ดำเนินการต่อไปตามกฎหมายได้ (ฎ.1557/2503 ประชุมใหญ่)

22 คำพิพากษาที่ 14293/2553 คำร้องของจำเลยที่อ้างว่า ฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ศาล ชั้นต้นตรวจสอบถึงสาระสำคัญคลาดเคลื่อน จึงออกคำพิพากษาที่มิชอบด้วย กฎหมาย ทำให้จำเลยถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายนั้น เป็นกรณีที่จำเลย โต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ชอบ ซึ่งหากจำเลยเห็นว่าคำพิพากษาศาล ชั้นต้นไม่ถูกต้องอย่างไร ก็ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาล ชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 6 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 จำเลยจะยกเอาเหตุ ดังกล่าวขึ้นมากล่าวอ้างว่าจำเลยถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เพื่อยื่นคำ ร้องขอให้ปล่อยตัวจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 90 หาได้ไม่

23 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4314/2555 การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นบิดาของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยที่ 1 โดยอ้างว่า จำเลยที่ 1 ถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นการใช้สิทธิ ยื่นคำร้องตามมาตรา 90 (5) เพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ผู้ถูกคุมขัง เมื่อ ศาลชั้นต้นยกคำร้อง แม้ผู้ร้องไม่อุทธรณ์ แต่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ถูกคุมขัง เองเป็นผู้มีส่วนได้เสียและได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำสั่งของศาลชั้นต้น ที่ให้ยกคำร้อง มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นได้ เนื่องจากไม่มี บทกฎหมายใดห้ามหรือจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ในกรณีนี้ไว้

24 สรุปแนวฎีกาที่เกี่ยวข้อง 1. จัดการตามหมายจับใช้สำเนาก็ได้ ฎ.3031/ พบไม้หวงห้าม, สุราเถื่อน ไม่เป็นความผิดซึ่งหน้า ฎ.2535/2550,ฎ.3743/2529, ฎ.3227/ พบแผ่นซีดีเกมส์ ละเมิดลิขสิทธิ์, ยาเสพติด เป็นความผิดซึ่งหน้า ฎ.6891/2549, ฎ. 1328/2544, ฎ. 1164/2546 ฎ.3751/ แอบดูเห็นเล่นการพนัน, ซื้อขายยาเสพติด เป็นความผิดซึ่งหน้า ฎ.698/2516 ประชุมใหญ่, ฎ.2848/2547,ฎ.7454/ การทะเลาะวิวาทซึ่งได้ยุติลงไปก่อนแล้ว ไม่ใช่การกระทำผิดซึ่ง หน้า ตำรวจซึ่งมาภายหลังเกิดเหตุ ไม่มีอำนาจจับโดยไม่มีหมายจับ ฎ.4243/2542, ฎ2353/2530

25 4.2 ขณะเกิดเหตุที่จำเลยแทงผู้ตาย ผู้เสียหายไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ และไม่เห็นเหตุการณ์ โดยผู้เสียหายยืนอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 50 เมตร มองไม่เห็นที่เกิดเหตุเพราะมีร้านค้าบังอยู่ ผู้เสียหายซึ่งเป็นราษฎรจึงไม่มีอำนาจ จับตามกฎหมายเพราะมิใช่ความผิดซึ่งหน้า ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 79 (ฎ.4282/2555) 5. กฎหมายเดิมร้องทุกข์ไว้แล้วไปพบเห็นผู้กระทำผิดอยู่ที่ไหนขอ ให้ตำรวจจับได้ โดยไม่ต้องมีหมายจับ ฎ.741/2522 แต่ตามมาตรา 78 ใหม่ตัด หลักเกณฑ์นี้ไปแล้ว จึงต้องออกหมายจับ 5.1 การแจ้งข้อหาแก่จำเลยยังไม่ถือว่าจำเลยถูกจับ ฎ.8458/2551, ฎ.6635/2551,ฎ6208/2550 ประชุมใหญ่,ฎ.5042/2549,ฎ5499/2549, ฎ.3952/2549,ฎ8708/2547,ฎ.6600/2549 กรณีถือว่าจำเลยถูกจับ ฎ.8314/2549,ฎ1997/2550

26 6. โรงหญิงนครโสเภณี วัดวาอาราม โรงละคร โรงแรม ตามปกติเป็น สาธารณสถาน แต่บางส่วนหรือบางเวลาที่ไม่อนุญาตให้เข้าไปไม่ใช่ที่สาธารณสถาน 7.สถานีรถไฟ และสถานที่บนขบวนรถไฟโดยสาร ไม่ใช่ ที่รโหฐาน ฎ.2024/ ห้องโถงและห้องพักในสถานค้าประเวณีเวลารับแขก มาเที่ยว เป็นสาธารณสถาน ฎ.883/2520 ประชุมใหญ่, ฎ.69/2535 ค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น

27 9. โรงค้าไม้บริเวณด้านหน้า และด้านหลังที่ใช้เป็นที่อาศัยไม่ใช่สาธารณสถาน แต่ เป็นที่รโหฐาน ฎ.2914/ บ้านยังไม่มีประตูรั้วกับประตูบ้าน ทั้งยังสร้างไม่เสร็จ แต่โดยสภาพของบ้าน ที่พักอาศัยย่อมเป็นที่รโหฐาน ฎ.6557/ ถ้าผู้กระทำผิดต่อสู้ขัดขวาง ผู้จับกุมไม่ต้องแจ้งว่าเขาต้องถูกจับ ฎ / แม้การจับกุมควบคุม ค้น จะไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ไม่ทำให้การสอบสวน ที่ชอบด้วยกฎหมายเสียไปด้วย ฎ.157/2540, ฎ.2699/2516, ฎ.3238/2531, ฎ.1493/2550, ฎ.4113/ คำให้การรับสารภาพชั้นจับกุม ห้ามรับฟังเป็นพยานโดยเด็ดขาด แต่ไม่มีผล ย้อนหลัง ฎ.931/2548 ประชุมใหญ่, ฎ.2215/ การออกหมายจับผู้ต้องหาเป็นอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวใน ศาลชั้นต้น อุทธรณ์ฎีกาไม่ได้ ฎ.479/2555

28 13. ถ้อยคำอื่น จะรับฟังเป็นพยานพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ต่อเมื่อได้ มีการแจ้งสิทธิแก่ผู้ถูกจับแล้ว เช่นรับว่าอาวุธของกลางเป็นของตน รับว่าตนอยู่ ในเหตุการณ์ รับว่าตนมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ตาย 14. มาตรา 93 แสดงว่า การค้นบุคคลในที่สาธารณสถานไม่ต้องมีหมายค้น แต่ต้องมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีสิ่งของในครอบครองเพื่อจะใช้กระทำผิด ฯลฯ และเมื่อตรวจค้นแล้วพบว่าเป็นความผิดซึ่งหน้าก็จับได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ เช่น พบแผ่นซีดีละเมิดลิขสิทธิ์ ฎ.6894/2549 พบจำเลยมีพฤติการณ์อันควรสงสัย และ นำปืนติดตัวโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฎ.9212/2539 ค้นจำเลยขณะยืนซุบซิบกันหลัง สถานีรถไฟ ฎ.1082/2507 เป็นผู้ต้องหาที่มีผู้แจ้งว่าจะไปทำความผิดและมีอาวุธ ปืน ฎ.1152/2521 ค้นตัวจำเลยขณะกำลังขายก๋วยเตี๋ยว และค้นพบเมทอยู่ใน กระเป๋าคาดเอวของจำเลยเป็นความผิดซึ่งหน้า ตำรวจตรวจค้นและจับกุมได้โดย ชอบ ฎ.3751/2551

29 14.1 จำเลยนั่งโทรศัพท์อยู่บนถนนไม่ได้อยู่หลังซอยที่อ้าง ว่ามีอาชญากรรมเกิดขึ้นประจำ ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีท่าทางพิรุธ การที่ตำรวจ อ้างว่าเกิดความสงสัยในตัวจำเลย จึงขอตรวจค้นโดยไม่มีเหตุผลสนับสนุนว่า เพราะเหตุใดจึงสงสัย เป็นข้อสงสัยที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้สึกเพียง อย่างเดียวถือไม่ได้ว่ามีเหตุอันควรสงสัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 93 การตรวจค้นตัว จำเลยจึงไม่ชอบ จำเลยมีสิทธิโต้แย้งและป้องกันสิทธิของตนได้ (ฎ.8722/2555) 15. ร้านค้า ร้านกาแฟ ถนนซอยในที่ดินเอกชน ซึ่งแบ่งให้คนอื่นปลูกบ้าน เป็นสาธารณสถาน ฎ.1362/2508, ฎ.1732/2516, ฎ.1908/2518

30 16. เมื่อค้นในที่รโหฐานผู้ค้นมีอำนาจค้นตัวบุคคลที่ขัดขวางการค้นและ ยึดสิ่งของที่ซุกซ่อนในร่างกายได้ มาตรา 100 วรรคสอง 17. เมื่อจับตัวผู้ต้องหา ผู้จับมีอำนาจค้นตัวผู้ต้องหา และยึดสิ่งของที่ใช้ เป็นพยานได้ มาตรา 85 วรรคหนึ่ง 18. หมายค้นแม้จะระบุเลขที่บ้านผิดก็เป็นหมายค้นที่ชอบด้วยกฎหมาย ฎ.3479/2548, ฎ.6942/2551, ฏ.1328/ มีผู้ร้องเรียนว่าจำเลยตอนกลางวันจะปิดบ้านเก็บตัวในบ้านกลางคืน ออกจากบ้าน ไม่ยุ่งกับเพื่อนบ้าน ไม่ปรากฏอาชีพ มีเหตุสงสัยว่ามีสิ่งของผิด กฎหมายซุกซ่อนในบ้าน ออกหมายค้นได้ ฎ.5479/2536

31 20. เมื่อตรวจค้นตามหมายค้น พบผู้กระทำผิดซึ่งหน้าผู้จับมีอำนาจจับ ได้ โดยไม่ต้องออกหมายจับอีก ฎ.360/ เมื่อกระบวนการต่าง ๆ ในการค้นตามหมายค้นได้เสร็จสิ้นแล้ว เจ้าของบ้านที่ถูกค้นจะขอให้ศาลไต่สวนเพื่อทราบสาเหตุและหลักฐานที่มาในการ ขอออกหมายค้นไม่ได้ หากติดใจว่าการตรวจค้นไม่ชอบต้องว่ากล่าวเป็นอีกคดี ต่างหาก ฎ.270/ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ตำรวจสามารถค้นรถยนต์ได้ โดยตีความ ที่รโหฐานคือสถานที่หรือที่ตั้ง ซึ่งเคลื่อนย้ายไม่ได้ แต่รถยนต์เคลื่อนที่ได้ จึงไม่ใช่ ที่รโหฐาน ตรงกับหลักกฎหมายอเมริกา (ยังไม่มีฎีกาเป็นบรรทัดฐาน)

32 23. ตำรวจจับได้ขณะจำเลยกำลังขายวัตถุออกฤทธิ์ให้แก่ผู้ล่อซื้อ เป็นความผิดซึ่งหน้าและเป็นกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่ง ตำรวจจึงมีอำนาจค้นบ้านซึ่ง เป็นที่รโหฐานเวลากลางคืนโดยไม่ต้องมีหมายค้น และจับได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ ฎ.4461/ ตำรวจเห็นจำเลยส่งมอบยาบ้าแก่สายลับจึงจับกุม เมื่อตรวจห้องก็ พบยาบ้าอีกจำนวนหนึ่ง การตรวจค้นจับกุมกระทำต่อเนื่องกัน เป็นความผิดซึ่ง หน้าทั้ง2 ข้อหา (จำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่าย) จึงมีอำนาจค้นและจับโดยไม่ ต้องมีหมายค้นและหมายจับ ฎ.2848/ ก่อนตรวจค้นตำรวจเห็นจำเลยโยนยาบ้าออกไปนอกหน้าต่าง เป็นความผิดซึ่งหน้าข้อหามียาเสพติดไว้ในครอบครอง และได้กระทำในที่รโหฐาน จึงมีอำนาจจับและค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายจับและหมายค้น ฎ.1164/2546

33 26. เห็นจำเลยขุดแปลงผักแล้วเอาสิ่งของใส่ในหลุมที่ขุดแล้วกลบไว้ เมื่อตำรวจใช้จอบขุดหลุมพบยาบ้า ถือว่ามีเหตุสงสัยว่าสิ่งของได้ซ่อนอยู่ที่เกิด เหตุทั้งมีเหตุเชื่อว่า หากเนิ่นช้าสิ่งของจะถูกโยกย้ายเสียก่อน จึงสามารถค้นได้ โดยไม่มีหมายค้น ฎ.1605/ ตำรวจจับกุม จำเลยพร้อมยาบ้า ในเวลา น. เป็นเวลาเย็น ใกล้มืดแล้ว ประกอบกับยาเสพติดขนย้ายหลบหนีได้ง่าย โดยเฉพาะเวลา กลางคืน และสถานีตำรวจมิได้อยู่ใกล้กับศาล หากขอหมายค้นทำให้เนิ่นช้า จึง ค้นได้โดยไม่มีหมายค้น ฎ.7387/ “เจ้าบ้าน” หมายถึง หัวหน้าของบุคคลที่พักอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้น รวมตลอดถึงคู่สมรสของหัวหน้าเท่านั้น ฎ.1035/2536

34 29. เจ้าของที่รโหฐานยินยอมในการค้น แม้ไม่มีหมายค้นถือว่าชอบด้วย กฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 33 วรรคสาม และ ฎ.1164/2546,ฎ1328/ การจับกุมโดยมีหมายจับและหมายค้น หากเจ้าของบ้านไม่ยอมให้เข้า ไปค้นเจ้าพนักงานมีอำนาจใช้กำลังทำลายประตูบ้านเข้าไปจับกุมได้ถือว่าเป็นกรณี จำเป็น ฎ.6403/ ตำรวจตรวจค้นจับกุมเวลา น. แสดงว่า ลงมือตรวจค้นตั้งแต่ เวลากลางวัน เมื่อยังไม่เสร็จ จึงมีอำนาจตรวจค้นจับกุมต่อไปในเวลากลางคืนได้ ฎ.6403/ กำนันเห็นเจ้าของบ้านกับพวกกำลังต้มกลั่นสุราเถื่อนอยู่ในบ้านเวลา กลางคืน นับเป็นกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่ง กำนันจึงเข้าไปจับกุมได้ ไม่ผิดฐานบุกรุก ฎ.1087/2492

35 33. ตรวจค้นจับกุมผู้ต้องหาลักลอบเล่นการพนัน เป็นความผิดซึ่งหน้า และเป็นกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่ง ตรวจค้นและจับเวลากลางคืนได้ โดยไม่ต้องมีหมาย ค้นและหมายจับ ฎ.4950/2540, ฎ. 698/2518 ประชุมใหญ่ 34. จำเลยมีและดื่มสุราเถื่อนเพียงเล็กน้อยวิ่งหลบหนีไปบนเรือน ไม่ ปรากฏว่าจำเลยจะซุกซ่อนหรือหลบหนีไปไหน ไม่เป็นกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่งที่จะ เข้าจับกุมในบ้านเวลากลางคืนได้ ฎ.675/ จำเลยกระทำผิดซึ่งหน้าในความผิดลหุโทษในเวลากลางคืน แล้วหลบหนีเข้าบ้านซึ่งตำรวจรู้จักบ้านอย่างดีแล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยจะหลบหนี ไม่เป็นกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่ง ที่จะจับกุมในที่รโหฐานเวลากลางคืนได้ ฎ.187/2507, ฎ.706/2516

36 36. การค้นในที่รโหฐาน ต่อหน้าบุตรเจ้าของบ้านแม้จะยังไม่บรรลุนิติ ภาวะแต่เข้าใจสาระสำคัญของการกระทำและมีความรู้สึกผิดชอบเพียงพอ ก็เป็น การค้นที่ชอบด้วยกฎหมาย ฎ.1455/ เมื่อมีเหตุให้เชื่อได้ว่ามีของที่ได้มาโดยผิดกฎหมายอยู่ในบ้าน หากไม่ ตรวจค้นของที่อยู่ในบ้านอาจถูกขนไปเสีย การตรวจค้นโดยไม่ทำลายกุญแจไม่ อาจทำได้ ทั้งการตรวจได้กระทำต่อหน้าพยาน 2 คน จึงเป็นการตรวจค้นที่ชอบ ฎ.4791/ การค้นต่อหน้าบุคคลในครอบครัวซึ่งตาบอดทั้งสองข้างและหูหนวก และบุคคลอื่นอีก 1 คน เป็นการค้นโดยชอบ ฎ.395/ กรณีเชิญบุคคลอื่นมาเป็นพยาน ต้องเชิญมาขณะตรวจค้นพบของ กลาง ถ้าเชิญมาภายหลังตรวจค้นแล้ว เป็นการไม่ชอบ ฎ.4793/2549

37 40. คดีที่อยู่ระหว่างอุทธรณ์ฎีกา ถ้าจำเลยถูกควบคุมหรือขังมาแล้ว เท่ากับหรือเกินกว่าโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลล่าง ให้ศาลออกหมายปล่อย จำเลย เว้นแต่จะเห็นสมควรเป็นอย่างอื่นในกรณีที่โจทก์อุทธรณ์ฎีกาขอให้เพิ่ม โทษ คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ท.165/ ผู้ต้องหาที่ยังไม่ถูกจับกุมไม่อยู่ในอำนาจควบคุมของพนักงาน สอบสวนหรืออัยการ และไม่มีเหตุที่จะออกหมายขังจะขอให้ศาลออกหมายขัง ระหว่างสอบสวนไม่ได้ ฎ.8708/2547 ประกอบป.วิ.อ. มาตรา 134 ที่แก้ไขใหม่ 42. คำสั่งศาลอนุญาตให้ฝากขังโดยผู้ต้องหาไม่ค้านเป็นคำสั่งที่ชอบด้วย กฎหมาย แม้ต่อมาภายหลังผู้ต้องหาจะอ้างว่าถูกทำร้ายขู่เข็ญให้รับสารภาพ ก็ไม่ มีผลให้คำสั่งอนุญาตไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎ.3502/2542

38 43. คำสั่งศาลที่ไม่อนุญาตให้ขังผู้ต้องหาต่อไป จะอุทธรณ์ฎีกาไม่ได้ ฎ.1125/2496 ประชุมใหญ่ 44. ระยะเวลา 48 ชั่วโมง ตามป.วิ.อ. มาตรา 87 วรรคสามตอนต้น ให้ นับแต่เวลาที่ผู้ถูกจับมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน ไม่ใช่นับแต่เวลาที่ จับกุมตัว ฎ.984/ การที่พนักงานสอบสวนไม่ได้ขอฝากขังผู้ต้องภายในกำหนดหรือเมื่อ ครบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 87 แล้ว ต้องปล่อยตัวผู้ต้องหาไป แต่ไม่เป็นเหตุให้โจทก์ ไม่มีอำนาจฟ้อง ฎ.4294/2550 ซึ่งต่อมาถ้าต้องฟ้องผู้ต้องหา ตำรวจก็มีอำนาจ จับตัวมาเพื่อฟ้องได้ ฎ.515/2491 ประชุมใหญ่

39 46. อัยการฟ้องโดยจำเลยถูกควบคุมตัวในชั้นสอบสวนเกินกว่าที่ กฎหมายกำหนดไม่ทำให้กระบวนการสอบสวนที่ชอบและการนำคดีมาฟ้องยัง ศาลเสียไป ฎ.4113/ ถ้าศาลออกหมายขังผู้ต้องหาแล้วหลบหนีไป ถือว่าผู้ต้องหาอยู่ ในอำนาจของศาลแล้ว ไม่ต้องนำตัวจำเลยมาศาลในวันยื่นฟ้อง ฎ.1735/ ก่อนประทับฟ้อง ศาลไม่มีอำนาจออกหมายขังจำเลย ตาม ป.วิ.อ. 71 ฎ.2756/ การออกหมายขังตาม ป.วิ.อ. มาตรา 88 ต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ ตามมาตรา 71 วรรคหนึ่ง ประกอบ 66 เช่นเดียวกับการออกหมายขังระหว่าง สอบสวนตามมาตรา 87 ฎ.4752/2549

40 50. จำเลยที่ถูกขังในคดีหนึ่งแล้ว เมื่อถูกฟ้องอีกคดีหนึ่ง ศาลก็ออก หมายขังได้อีก ฎ.2766/ เดิมศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พนักงานสอบสวนอาจขอรับตัวผู้ต้องหาไป ควบคุมเอง เพื่อสอบสวนต่อไปได้ ฎ /2542 แต่ผลของการแก้ ป.วิ.อ. มาตรา 89, มาตรา 89/1 เมื่อปี 2550 พนักงานสอบสวนจะขอตัวผู้ต้องหาไป ควบคุมตัวที่สถานีตำรวจไม่ได้ 52. ข้อเท็จจริงได้ความว่าไม่มีการออกหมายจับ อ. และตามข้อมูล เบื้องต้นมีผู้กระทำผิดเพียง 4 คน ไม่มี อ.เป็นผู้ร่วมกระทำผิด จึงมีข้อสงสัยตาม สมควรว่าตำรวจจับและควบคุม อ. โดยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ คำร้องจึงมี มูล ฎ.466/2541

41 53. การถูกควบคุมหรือขังโดยผิดกฎหมายตามมาตรา 90 ไม่ว่าจะถูก ควบคุมหรือขังโดยเจ้าพนักงานหรือบุคคลธรรมดา ก็ขอปล่อยตามมาตรานี้ได้ ฎ.1200/2504 ประชุมใหญ่ 54. สิทธิการขอปล่อยตามมาตรา 90 มีอยู่เพียงชั่วระยะเวลาที่ยังถูก ควบคุมอยู่เท่านั้น หากมีการปล่อยตัวไปแล้ว ก็ไม่มีเหตุที่จะขอให้ปล่อยอีกต่อไป ฎ.4827/2550 ประชุมใหญ่, ฎ.893/2523, ฎ.392/ การถูกควบคุมตามมาตรา 90 แม้จะถูกควบคุมในข้อหาที่อยู่ใน อำนาจศาลทหาร ก็ร้องขอให้ปล่อยตัวต่อศาลยุติธรรมได้ ฎ.1557/2503 ประชุม ใหญ่ 56.ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ร้องระหว่างรอการไต่สวนตามป. วิ.อ.มาตรา90 ถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาต้องห้ามอุทธรณ์ตามม.196 ฎ 3118/2523

42 57. แม้การคุมขังโดยพนักงานสอบสวนจะไม่ชอบ แต่การคุมขัง นั้นสิ้นสุดไปแล้ว ตั้งแต่ศาลประทับฟ้องและออกหมายขังผู้ร้องใน ระหว่างพิจารณา สิทธิ ขอให้ปล่อยจากการคุมขังโดยมิชอบจึงระงับ ผู้ ร้องไม่อาจจะร้องขอตาม ป.วิ.อ. มาตรา 90 ได้ (ฎ.350/2553, ฎ.7116/2544) 58. ผู้ร้องจะร้องขอคืนของกลางที่ถูกยึดรวมมาในคำร้องตาม มาตรา 90 ไม่ได้ (ฎ.4791/2528)

43 59. เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยแล้ว จำเลยโต้แย้งว่าคำ พิพากษาศาลชั้นต้นไม่ถูกต้องอย่างไร จำเลยต้องใช้สิทธิอุทธรณ์ จะยกเหตุ ดังกล่าวมาร้องขอตามมาตรา 90 ไม่ได้ (ฎ.14293/2553) 60. การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นบิดาของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลย ที่ 1 โดยอ้างว่า จำเลยที่ 1 ถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นการใช้สิทธิ ยื่นคำร้องตามมาตรา 90 (5) เพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ผู้ถูกคุมขัง เมื่อ ศาลชั้นต้นยกคำร้อง แม้ผู้ร้องไม่อุทธรณ์ แต่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ถูกคุมขังเอง เป็นผู้มีส่วนได้เสียและได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ ยกคำร้อง มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นได้ เนื่องจากไม่มีบท กฎหมายใดห้ามหรือจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ในกรณีนี้ไว้(ฎ.4314/2555)

44 ตัวอย่างคำถาม ข้อ 1 ร.ต.อ.เก่งกล้าได้นำหมายค้นไปตรวจค้นที่บ้านของนายโกงกาง เนื่องจากได้รับแจ้งว่ามีการลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่บ้านดังกล่าว ผล การตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 50 เม็ดในกระเป๋าเสื้อของนายโกงกาง ซึ่งนายโกงกางให้การรับว่าได้ซื้อเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมาจากนายเกตุพงษ์ ร.ต.อ.เก่งกล้า จึงให้นายโกงกางพาไปที่บ้านของนายเกตุพงษ์ซึ่งเปิดเป็นร้านขาย ข้าวแกง แล้ว ร.ต.อ.เก่งกล้าจึงเข้าตรวจค้นตัว นายเกตุพงษ์ขณะที่นายเกตุพงษ์กำลังขายข้าวแกงอยู่ภายในร้าน ซึ่งขณะนั้นมี ลูกค้านั่งรับประทานข้าวแกงอยู่โดยมิได้ไปขอหมายค้นและหมายจับจากศาล ก่อน เนื่องจากเห็นว่าเป็นกรณีเร่งด่วน ผลการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีน จำนวน 200 เม็ด ในกระเป๋ากางเกงของนายเกตุพงษ์ จึงได้จับกุมนายเกตุพงษ์ ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่าการจับของ ร.ต.อ.เก่งกล้าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

45 กรณีตามปัญหาวินิจฉัยได้ว่า “ที่รโหฐาน” หมายถึง สถานที่ที่บุคคลภายนอกไม่มีอำนาจเข้าไปได้ ตามอำเภอใจ โดยต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของสถานที่เสียก่อน เช่น ที่อยู่อาศัย ซึ่งในกรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจจะทำการจับผู้ใดในที่รโหฐาน ตำรวจจะต้องมี อำนาจถึง 2 ประการ คือ 1. อำนาจในการจับ กล่าวคือ มีหมายจับ หรือมีอำนาจจับได้โดยไม่ต้อง มีหมายจับ 2. อำนาจในการค้นในที่รโหฐาน เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจมีทั้ง 2 อำนาจนี้แล้วจึงสามารถจับบุคคลใน ที่รโหฐานได้

46 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นตัว นายเกตุพงษ์นั้น นายเกตุพงษ์กำลังขายข้าวแกงอยู่ที่ร้านขายข้าวแกงของนาย เกตุพงษ์ ซึ่งมีลูกค้ากำลังนั่งรับประทานข้าวแกงอยู่ ดังนี้ ร้านข้าวแกงของนาย เกตุพงษ์จึงไม่ใช่ที่รโหฐาน แต่เป็นที่สาธารณสถานซึ่งประชาชนมีความชอบธรรม ที่จะเข้าไปได้ และเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจมีเหตุอันควรสงสัยว่านายเกตุพงษ์ มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นความผิดต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจค้นตัวนายเกตุพงษ์ได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น ตามมาตรา 93 และเมื่อตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนอยู่ในครอบครองของ นายเกตุพงษ์ การกระทำของนายเกตุพงษ์ จึงเป็นความผิดซึ่งหน้า เพราะเป็น

47 กรณีที่เจ้าพนักงานได้ “เห็น” หรือ “พบ” ในขณะกำลังกระทำความผิดด้วย ตนเองอย่างแท้จริง เจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจจับนายเกตุพงษ์ได้โดยไม่ ต้องมีหมายจับ ตามมาตรา 78 (1) ประกอบมาตรา 80 วรรคแรก ดังนั้น การ ตรวจค้นและจับกุมดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎ.3751/2551

48 *สังเกตว่า* ความผิดซึ่งหน้า ตามมาตรา 80 วรรคแรกนี้ หมายความ ถึงความผิดตามกฎหมายใดก็ได้ที่มีโทษทางอาญา เช่น พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ, พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษฯ, พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ฯ ล้วนเป็นความผิดซึ่งหน้าตามมาตรา 80 วรรคแรกได้ทั้งสิ้น สรุป การจับกุมของ ร.ต.อ.เก่งกล้าชอบด้วยกฎหมาย เพราะเป็นกรณีที่ มีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลนั้นมีสิ่งของซึ่งมีไว้เป็นความผิดไว้ในครอบครอง ประกอบกับเป็นความผิดซึ่งหน้า ร.ต.อ.เก่งกล้าจึงมีอำนาจตรวจค้นและจับนาย เกตุพงษ์ได้ ตามมาตรา 93 ประกอบมาตรา 78 (1) และมาตรา 80 วรรคแรก

49 ข้อ2 ร.ต.อ.มาโนช พบนางสมศรีกำลังวิ่งไล่จับนายมานพมา ตามทางสาธารณะและได้ยินนางสมศรีร้องตะโกนว่า “จับที จับที มันขโมย” ร.ต.อ.มาโนชจะเข้าทำการจับนายมานพ แต่นายมานพวิ่งหนีเข้าไปในบ้าน มารดาของนายมานพซึ่งนายมานพก็พักอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ด้วย ร.ต.อ.มา โนชจึงตามเข้าไปจับนายมานพในบ้านมารดาของนายมานพทันที ดังนี้ การ จับของร.ต.อ.มาโนชชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด กรณีตามปัญหาวินิจฉัยได้ว่า การจับของ ร.ต.อ.มาโนช เป็น การจับในที่รโหฐานซึ่งการที่จะเข้าไปจับได้ต้องมีอำนาจในการจับ โดยมีหมายจับ หรืออำนาจที่กฎหมายให้ทำการจับได้โดยไม่ต้องมีหมาย และได้ทำตาม บทบัญญัติใน ป.วิ.อ.อันว่าด้วยการค้นในที่รโหฐาน คือ มีหมายค้น หรือมีอำนาจ ที่กฎหมายให้ทำการค้นได้โดยไม่ต้องมีหมาย

50 การที่ ร.ต.อ. มาโนช พบนางสมศรีกำลังวิ่งไล่จับนายมานพมาตามทาง สาธารณะและได้ยินนางสมศรีร้องตะโกนว่า “จับที จับที มันขโมย” เป็นความผิดซึ่ง หน้าตาม ป.วิ.อ. มาตรา 78 (1) ประกอบ มาตรา 80 วรรคสอง (1) เนื่องจากการที่ นางสมศรีร้องตะโกนว่า “จับที จับที มันขโมย” ถือเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ซึ่งเป็นความผิดที่ระบุอยู่ในบัญชีท้าย ป.วิ.อ. ประกอบกับนายมานพถูกนางสมศรี วิ่งไล่จับ ดังว่า นายมานพเป็นผู้กระทำความผิดมา ร.ต.อ.มาโนช จึงมีอำนาจในการ จับนายมานพ แม้ไม่มีหมายจับ และตามปัญหา ร.ต.อ.มาโนช ได้ทำตามบทบัญญัติ ป.วิ.อ. อันว่าด้วยการค้นในที่รโหฐาน ตามมาตรา 92 (3) แล้ว เนื่องจากเป็นกรณี ที่นายมานพซึ่งได้กระทำความผิดซึ่งหน้า ขณะที่ถูก ร.ต.อ.มาโนชไล่จับได้หนีเข้าไป ซุกซ่อนตัวอยู่ในบ้านมารดาของนายมานพซึ่งเป็นที่รโหฐาน ดังนี้ ร.ต.อ.มาโนช จึงมี อำนาจตามเข้าไปจับนายมานพในบ้านมารดาของนายมานพทันที สรุป การจับของ ร.ต.อ.มาโนช ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 (1), มาตรา 80 วรรสอง, มาตรา 81 และมาตรา 92 (3)

51 ข้อ 3 พ.ต.ต.ธนกฤต ขับรถออกตรวจท้องที่เวลาห้าทุ่ม เห็นนายดำยก ปืนขึ้นเล็งไปที่นายเอกซึ่งทั้งนายดำและนายเอกอยู่ภายในบ้านของนางส้ม พ.ต.ต. ธนกฤต จึงเข้าไปทำการจับนายดำในบ้านของนางส้มทันทีโดยที่ไม่มีหมายจับและ หมายค้น ดังนี้การที่ พ.ต.ต.ธนกฤต เข้าไปจับนายดำในบ้านของนางส้มชอบด้วย กฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด กรณีตามปัญหาวินิจฉัยได้ว่า การจับของ พ.ต.ต.ธนกฤต เป็นการจับในที่ รโหฐานในเวลากลางคืน (เนื่องจากตามปัญหาการกระทำความผิดเกิดเวลาห้าทุ่ม) ซึ่งการที่จะเข้าไปจับได้ต้องมีอำนาจในการจับ โดยมีหมายจับหรืออำนาจที่ กฎหมายให้ทำการจับได้โดยไม่ต้องมีหมายและต้องทำตามบทบัญญัติในประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันว่าด้วยการค้นในที่รโหฐาน คือ มีอำนาจในการ ค้น โดยมีหมายค้นหรือมีอำนาจที่กฎหมายให้ทำการค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายรวมถึง จะต้องมีอำนาจที่จะเข้าไปทำการค้นในที่รโหฐานในเวลากลางคืน

52 การที่ พ.ต.ต.ธนกฤต เห็นนายดำยกปืนขึ้นเล็งไปที่นายเอก การกระทำ ของนายดำเป็นความผิดฐานพยายามฆ่านายเอก (ป.อ.มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80) เมื่อ พ.ต.ต.ธนกฤต เห็นการกระทำดังกล่าว จึงมีอำนาจในการจับ เนื่องจากเป็น ความผิดซึ่งหน้า (ประเภทความผิดซึ่งหน้าอย่างแท้จริงกรณีเห็นบุคคลกำลังกระทำ ความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 80) และตามปัญหาเป็นกรณีนายดำ กระทำความผิดซึ่งหน้า (พ.ต.ต.ธนกฤต) ในบ้านของนางส้มซึ่งเป็นที่รโหฐาน จึงถือว่า พ.ต.ต.ธนกฤต ได้ทำตามบทบัญญัติใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันว่า ด้วยการค้นในที่รโหฐาน คือ มีอำนาจในการค้นแล้ว (ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 92 (2)) และตามปัญหาถือเป็นกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่ง ซึ่งจะทำการค้นในที่รโหฐานเวลา กลางคืนก็ได้ เนื่องจากหาก พ.ต.ต.ธนกฤตไม่เข้าไปขณะนั้น (เวลาห้าทุ่ม) นายเอก อาจได้รับอันตรายถึงชีวิตได้ พ.ต.ต.ธนกฤต จึงสามารถเข้าไปทำการจับนายดำในบ้าน ของนางส้มได้ ดังนั้น การที่ พ.ต.ต.ธนกฤต เข้าไปจับนายดำในบ้านของนางส้มชอบด้วย กฎหมาย ฎ.4461/2540

53 ข้อ 4 พ.ต.ท.ไพศาล และ ร.ต.อ.พงษ์เทพ พบนายเสือกำลังรอ ขึ้นเครื่องบินสนามบินสุวรรณภูมิ พ.ต.ท.ไพศาล ได้บอก ร.ต.อ.พงษ์เทพ ว่า เมื่อสองวันมาแล้วนายเสือหลบหนีการควบคุมหลังจากการจับกุมของตน ตามหมายจับในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับอันตรายสาหัส ร.ต.อ.พงษ์เทพ ได้เดินเข้าไปหานายเสือแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและแจ้งว่าต้องถูกจับ ทั้งแจ้งข้อหาดังกล่าวกับแจ้งสิทธิตามกฎหมาย จากนั้นได้จับนายเสือนำส่ง พนักงานสอบสวน ดังนี้ การจับของ ร.ต.อ.พงษ์เทพ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

54 กรณีตามปัญหาวินิจฉัยได้ว่า แม้หมายจับที่ศาลออกเพื่อให้จับ นายเสือจะใช้ไม่ได้แล้ว เพราะจับนายเสือตามหมายจับได้แล้ว แต่กรณีนี้ ร.ต.อ.พงษ์เทพ มีอำนาจจับนายเสือ เนื่องจากมีหลักฐานตามสมควรว่านายเสือ น่าจะได้กระทำความผิดอาญา จนมีการออกหมายจับแล้วและมีเหตุอันควรเชื่อ ว่าจะหลบหนี เพราะเคยหลบหนีแล้ว ประกอบกับมีความจำเป็นเร่งด่วนไม่อาจ ขอให้ศาลออกหมายจับนายเสือได้ เพราะนายเสือกำลังรอขึ้นเครื่องบิน ดังนั้น การจับจึงชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 78 (3) ประกอบมาตรา 66 (2) สรุป การจับของ ร.ต.อ.พงษ์เทพ ชอบด้วยกฎหมาย

55 ข้อ 5 ร.ต.ท.มาโนช นายสมชายและนางสาวสมศรีได้รับเชิญจาก นายสมศักดิ์เจ้าของบ้านให้ไปร่วมงานเลี้ยงในเวลากลางวัน ที่บ้านนายสมศักดิ์ ซึ่งอยู่ติดกับบ้านนายสมชาย ขณะอยู่ในบ้านของนายสมศักดิ์ นางสาวสมศรีจำได้ ว่านายสมชายเป็นคนร้ายที่ได้ข่มขืนกระทำชำเราตนเมื่อสัปดาห์ก่อน นางสาวสมศรีจึงชี้ให้ ร.ต.ท.มาโนช จับนายสมชายโดยแจ้งว่าได้ร้องทุกข์ไว้แล้ว ร.ต.ท.มาโนช จึงเข้าจับกุมนายสมชาย โดยได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการจับกุม แล้วนำตัวนายสมชายไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ ที่ถูกจับ ดังนี้ การจับของ ร.ต.ท.มาโนช ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

56 กรณีตามปัญหาวินิจฉัยได้ว่า ร.ต.ท.มาโนช จับนายสมชายในบ้าน ของนายสมศักดิ์เป็นการจับในที่รโหฐาน ซึ่งจะต้องมีอำนาจในการจับ คือ มีหมายจับหรือมีอำนาจในการจับได้โดยไม่ต้องมีหมาย และต้องทำตาม บทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้อันว่าด้วยการค้นในที่รโหฐาน การจับของ ร.ต.ท.มาโนช แม้จะได้ทำตามบทบัญญัติในประมวล กฎหมายนี้ อันว่าด้วยการค้นในที่รโหฐาน เนื่องจากนายสมศักดิ์เจ้าของ ผู้ครอบครองที่รโหฐานเชื้อเชิญให้เข้าไปในที่รโหฐานนั้น แต่ ร.ต.ท.มาโนช ไม่มี อำนาจในการจับ เนื่องจากตาม ป.วิ.อ. มาตรา 78 (3) ประกอบมาตรา 66 (2) เจ้าพนักงานตำรวจจะจับนายสมชายโดยไม่มีหมายจับได้ ต่อเมื่อมีหลักฐานตาม สมควรว่านายสมชายน่าจะได้กระทำผิดอาญาและมีเหตุอันควรเชื่อว่า

57 นายสมชายจะหลบหนีหรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือก่อเหตุร้าย ประการอื่น และมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับนาย สมชายได้ กรณีตามปัญหานี้ไม่ปรากฏว่านายสมชายมีท่าทีจะหลบหนีประกอบ กับนายสมชายมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ร.ต.ท.มาโนช จะจับนายสมชายโดยไม่มี หมายจับของศาลไม่ได้ การจับจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

58 ข้อ 6 ร.ต.อ.แดง มีหลักฐานตามสมควรว่านายดำเป็นผู้ลักรถยนต์ ของนายเอก ระหว่างที่ ร.ต.อ.แดง กำลังดำเนินการขอหมายจับนายดำจากศาล ร.ต.ต.ระย้า ได้รายงานให้ ร.ต.อ.แดง ทราบว่านายดำกำลังขับรถยนต์คันที่ลัก จากนายเอกออกไปนอกประเทศไทย หากรอหมายจับนายดำน่าจะขับรถออก นอกประเทศไทยไปก่อน ร.ต.อ.แดง จึงตัดสินใจจับกุมนายดำทันทีโดยไม่มี หมายจับ ดังนี้ การจับของ ร.ต.อ.แดง ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

59 กรณีตามปัญหาวินิจฉัยได้ว่า ตามปัญหา ร.ต.อ.แดง มีหลักฐาน ตามสมควรว่านายดำเป็นผู้ลักรถยนต์ของนายเอก และมีเหตุอันควรเชื่อว่า นายดำจะหลบหนีเนื่องจาก ร.ต.ต.ระย้า ได้รายงานให้ ร.ต.อ.แดง ทราบว่า นายดำกำลังขับรถยนต์คันที่ลักจากนายเอกออกไปนอกประเทศไทยและมีความ จำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลนั้นได้เพราะหากรอ หมายจับ นายดำน่าจะขับรถออกนอกประเทศไทยไปก่อน ร.ต.อ.แดง จึงมี อำนาจจับกุมนายดำทันทีโดยไม่มีหมายจับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 78 (3) ประกอบ มาตรา 66 (2) ดังนั้น การจับของ ร.ต.อ.แดง ชอบด้วยกฎหมาย

60 ข้อ 7 วิชิตถูกจับและได้รับการปล่อยชั่วคราวระหว่างสอบสวน โดยมีนายวิชัยใช้ตำแหน่งข้าราชการเป็นหลักประกันให้แก่นายวิชิต หลังจาก นายวิชิตได้รับการปล่อยชั่วคราวได้สามวัน นายวิชัยพบว่านายวิชิตกำลัง จะหลบหนีไปต่างจังหวัด และนายวิชัยเห็น ร.ต.ท.มาโนช อยู่ในบริเวณนั้น จึงขอให้ ร.ต.ท.มาโนช ทำการจับนายวิชิต ร.ต.ท.มาโนช จึงทำการจับ นายวิชิตทันทีโดยไม่มีหมายจับ ดังนี้ การจับของ ร.ต.ท.มาโนช ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

61 กรณีตามปัญหาวินิจฉัยได้ว่า นายวิชัยใช้ตำแหน่งข้าราชการ เป็นหลักประกันให้แก่นายวิชิตผู้ต้องหา ซึ่งได้รับการปล่อยตัวในระหว่าง สอบสวน ต่อมานายวิชัยพบว่านายวิชิตกำลังจะหลบหนีไปต่างจังหวัด และ นายวิชัยเห็นว่า ร.ต.ท.มาโนช อยู่ในบริเวณนั้น จึงขอให้ ร.ต.ท.มาโนช ทำการจับ นายวิชิต ร.ต.ท.มาโนช จึงทำการจับนายวิชิตทันทีโดยไม่มีหมายจับ ดังนี้ ร.ต.ท.มาโนช มีอำนาจในการจับนายวิชิต แม้ว่าจะไม่มีหมายจับ เนื่องจากเป็น กรณีที่บุคคลซึ่งเป็นหลักประกัน เป็นผู้พบเห็นผู้ต้องหาหรือจำเลยหนีหรือจะ หลบหนี บุคคลผู้เป็นหลักประกันสามารถขอให้เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือ ตำรวจที่ใกล้ที่สุดจับผู้ต้องหาหรือจำเลยได้ ดังนั้น การจับของ ร.ต.ท.มาโนช ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 78 (4) ประกอบมาตรา 117

62 ข้อ 6. วันที่ 31 มีนาคม 2555 นายแดงไปแจ้งความว่านายดำขับรถยนต์ โดยประมาทชนรถจักรยานยนต์ของนายแดงเป็นเหตุให้นายแดงได้รับอันตราย แก่กาย เหตุเกิดที่บริเวณหน้าโรงค้าไม้เจริญไพศาล วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน 2555 เวลา 11 นาฬิกา นายแดงพาร้อยตำรวจเอกเขียวกับพลตำรวจขาวไปจับกุมนายดำ ที่บริเวณโรงค้าไม้เจริญไพศาล ซึ่งเป็นของนายหมึกบิดานายดำ โดยโรงค้าไม้ ดังกล่าวนอกจากขายไม้แล้วยังใช้เป็นที่อยู่อาศัยด้วย และหยุดทำการค้า ในวันอาทิตย์ เมื่อร้อยตำรวจเอกเขียวไปถึง นายแดงชี้ให้ร้อยตำรวจเอกเขียวจับ นายดำซึ่งนั่งอยู่ที่ม้านั่งภายในบริเวณโรงค้าไม้นั้น ร้อยตำรวจเอกเขียวจึงแสดงบัตร ประจำตัวเจ้าพนักงานและขอจับกุมนายดำ โดยแจ้งว่าขับรถยนต์โดยประมาท ชนรถจักรยานยนต์ของนายแดงเป็นเหตุให้นายแดงได้รับอันตรายแก่กายโดยไม่มี หมายจับและหมายค้น นายดำขัดขืนจึงเกิดการต่อสู้กัน ระหว่างการต่อสู้ปรากฏว่า ข้อสอบเนติบัณฑิต สมัย 64

63 เมทแอมเฟตามีนหล่นมาจากกระเป๋าเสื้อที่นายดำสวมใส่ จำนวน 51 เม็ด นายดำ ยอมรับว่านายเหลืองนำมามอบให้นายดำไว้ขายแก่บุคคลทั่วไป ร้อยตำรวจเอกเขียว จึงแจ้งข้อหาและจับกุมนายดำส่งพนักงานสอบสวนยังที่ทำการของพนักงาน สอบสวนผู้รับผิดชอบ นายดำต่อสู้ว่าการจับกุมของเจ้าพนักงานทั้งสองข้อหา ความผิดดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้วินิจฉัยว่า ข้อต่อสู้ของนายดำฟังขึ้นหรือไม่

64 ธงคำตอบ วันเกิดเหตุโรงค้าไม้เจริญไพศาลหยุดทำการค้า และโรงค้าไม้ดังกล่าวใช้เป็นที่ อยู่อาศัยด้วย จึงเป็นที่รโหฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(13) การที่ร้อยตำรวจเอกเขียวเข้าไปในโรงค้าไม้ดังกล่าวโดยไม่มี หมายจับและหมายค้น แม้นายแดงจะได้แจ้งความร้องทุกข์ไว้แล้วก็ตาม ร้อย ตำรวจเอกเขียวก็ไม่มีอำนาจเข้าไปจับนายดำในที่รโหฐานได้ตามมาตรา 81 และ ไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 78 อย่างไรก็ตามเมื่อร้อยตำรวจเอกเขียวเข้าไปแล้วพบนายดำ นายดำไม่ยอมให้ จับเกิดการดิ้นรนต่อสู้กัน และปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนหล่นมาจากกระเป๋าเสื้อ นายดำสวมใส่ เช่นนี้ย่อมถือเป็นความผิดซึ่งหน้าตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา มาตรา 80 วรรคหนึ่ง ซึ่งร้อยตำรวจเอกเขียวมีอำนาจจับ นายดำในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายได้โดยไม่ ต้องมีหมายจับตามมาตรา 78(1) ประกอบมาตรา 81 และมาตรา 92(2) การจับ ของเจ้าพนักงานจึงชอบด้วยกฎหมาย ข้อต่อสู้ของนายดำฟังไม่ขึ้น

65 ข้อ 6. นางเจนผู้เสียหายนำสำเนาหมายจับซึ่งไม่มีการรับรองว่าถูกต้องแล้วที่ให้จับ นางดำผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตราย สาหัส ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี มอบให้แก่ร้อยตำรวจตรีเข้ม และชี้ยืนยันให้จับนางดำที่เห็นนางเจนแล้วกำลังจะขึ้นรถยนต์รับจ้าง ร้อยตำรวจตรี เข้มจึงจับนางดำโดยแจ้งว่าต้องถูกจับ แจ้งข้อกล่าวหาและแสดงสำเนาหมายจับ ดังกล่าวพร้อมแจ้งสิทธิตามกฎหมาย แล้วนำนางดำส่งมอบแก่พันตำรวจโทขาว พนักงานสอบสวนของที่ทำการของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ พันตำรวจโทขาว แจ้งสิทธิตามกฎหมายแล้วให้สิบตำรวจโทหญิงแดงค้นตัวนางดำ พบและยึดมีด 1 เล่ม ไว้เป็นของกลาง และสอบปากคำนางดำแล้วอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว นางดำยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ปล่อยตัวโดยคำร้องระบุเหตุการณ์ข้างต้น และอ้างว่า การจับ การค้นกับการคุมขังมิชอบด้วยกฎหมาย ศาลสั่งยกคำร้องโดยมิได้ไต่สวน ข้อสอบเนติบัณฑิต สมัย 63

66 ให้วินิจฉัยว่า การจับ การค้นของเจ้าพนักงาน และคำสั่งของศาลชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่

67 ธงคำตอบ กรณีเจ้าพนักงานจับและจัดการตามสำเนาหมายจับที่มิได้รับรองว่าถูกต้อง แล้วนั้น แม้จะถือไม่ได้ว่าเป็นการจับโดยมีหมายจับหรือจัดการตามหมายจับตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(9) มาตรา 77 วรรคสอง (1) ก็ตาม แต่เมื่อมีการออกหมายจับแล้วก็แสดงให้เห็นได้ในตัวว่า มีหลักฐานตาม สมควรว่านางดำผู้ต้องหาน่าจะได้กระทำความผิดอาญาไม่ว่าจะมีอัตราโทษจำคุก อย่างสูงเกินสามปีหรือไม่ และมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ต้องหาจะหลบหนีเพราะเห็น ผู้เสียหายแล้วก็เตรียมจะขึ้นรถยนต์รับจ้าง อันหมายถึงมีเหตุที่จะออกหมายจับ ผู้ต้องหาตามมาตรา 66(2) และเห็นได้ว่า กรณีเช่นนี้มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่ อาจขอให้ศาลออกหมายจับผู้ต้องหานั้นได้ทันหรือจัดหาต้นฉบับหมายจับหรือ เอกสารตามมาตรา 77 วรรคสอง(1) ได้ทัน เจ้าพนักงานย่อมมีอำนาจจับผู้ต้องหา ได้โดยไม่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาลตามมาตรา 78(3) การจับของเจ้าพนักงาน จึงชอบด้วยกฎหมาย (ตามมติเสียงข้างมากของที่ประชุมกรรมการออกข้อสอบ)

68 ข้อ 6. (ก) เหตุเกิดเวลากลางวันขณะที่นายดำอยู่ที่หน้าบ้านของนายแดง นายดำ เห็นนายแดงกำลังใช้อาวุธมีดแทงทำร้ายร่างกายนายขาวหลายครั้งในบ้านของ นายแดง อันเป็นความผิดที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา นายดำจึงเข้าไปจับกุมนายแดงในบ้านของนายแดง แล้วนำส่งที่ทำ การพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ถูกจับ (ข) นายแดงเจ้าของบ้าน เชิญนายดำให้เข้าไปรับประทานอาหารในบ้าน ของนายแดง ขณะที่นายดำอยู่ในบ้าน นายดำเห็นนายเขียวกำลังใช้อาวุธมีดแทง ทำร้ายร่างกายนายเหลืองหลายครั้งในบ้านของนายแดง นายดำจึงเข้าจับกุม นายเขียวส่งที่ทำการของพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ถูกจับ ให้วินิจฉัยว่า การจับกุมของนายดำทั้งสองกรณีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อสอบเนติบัณฑิต สมัย 62

69 ธงคำตอบ (ก) การจับเป็นอำนาจของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 ราษฎรจะจับได้เมื่อเข้าเกณฑ์ตาม มาตรา 79 แม้นายดำจะเห็นนายแดงทำร้ายร่างกายนายขาวอันเป็นความผิด ซึ่งหน้าที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่ความผิดนั้นกระทำลงในบ้านของนายแดงอันเป็นที่รโหฐาน นายดำไม่มี อำนาจเข้าไปจับนายแดง เพราะเป็นการจับในที่รโหฐาน ซึ่งต้องห้ามตามมาตรา 81 เว้นแต่จะได้ทำตามบทบัญญัติที่ว่าด้วยการค้น ในที่รโหฐาน เมื่อนายดำเป็นราษฎรย่อมไม่มีอำนาจค้นในที่รโหฐานไม่ว่ากรณี ใด ๆ นายดำจึงไม่มีอำนาจเข้าไปจับนายแดง การจับกุมของนายดำตามข้อ (ก) จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

70 (ข) นายแดงเจ้าของบ้านเชิญนายดำให้เข้าไปในบ้าน จึงเป็นการเข้าไปในที่ รโหฐานโดยชอบ เมื่อนายดำอยู่ในบ้านเห็นนายเขียวกำลังใช้อาวุธมีดแทง ทำร้ายนายเหลือง นายดำสามารถจับนายเขียวได้ โดยอาศัยอำนาจตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 79 และไม่ถือเป็นการค้นในที่ รโหฐานอันจะเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 81 เพราะนายดำได้เข้าไปในที่ รโหฐานโดยชอบอันเนื่องมาจากการเชิญของนายแดงเจ้าของบ้าน การจับกุม ของนายดำ ตามข้อ (ข) จึงชอบด้วยกฎหมาย

71 ข้อ 6. พันตำรวจตรีเก่งกับร้อยตำรวจโทกล้าพบนายเขียวอายุยี่สิบปี กำลังรอขึ้นเครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิ พันตำรวจตรีเก่งบอกร้อยตำรวจโท กล้าว่า นายเขียวหลบหนีการควบคุมหลังจากการจับกุมของตนตามหมายจับ เมื่อสองวันมาแล้ว ในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกหกเดือนถึงสิบปี ร้อยตำรวจโทกล้าเดินเข้าไปหานายเขียว แสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและแจ้งว่าต้องถูกจับ ทั้งแจ้งข้อหาดังกล่าว กับแจ้งสิทธิตามกฎหมาย จากนั้นได้จับนายเขียวนำส่งพนักงานสอบสวน ต่อมา ภายในเวลาตามกฎหมาย พนักงานสอบสวนนำตัวนายเขียวผู้ต้องหาไปศาล พร้อมยื่นคำร้องระบุข้อเท็จจริงดังกล่าว กับอ้างเหตุจำเป็นต้องสอบพยานอีก ห้าปาก จึงขอศาลออกหมายขังผู้ต้องหาสิบสองวัน นายเขียวร้องขอศาลให้ตั้ง ข้อสอบเนติบัณฑิต สมัย 61

72 ทนายความให้และคัดค้านว่าการจับและการขอหมายขังไม่ชอบ เพราะร้อย ตำรวจโทกล้าไม่ใช่ผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานผู้จัดการตามหมายจับและหมายจับ สิ้นผลแล้ว ให้วินิจฉัยว่า ศาลจะมีคำสั่งในเรื่องของการตั้งทนายความและข้อ คัดค้านของ นายเขียวเกี่ยวกับการจับและการขอหมายขังอย่างไร

73 ธงคำตอบ ในเรื่องการขอตั้งทนายความ เนื่องจากคดีนี้มีอัตราโทษจำคุกกับผู้ต้องหา ไม่มีทนายความ เมื่อปรากฏว่ายังไม่มีการปฏิบัติตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1 และผู้ต้องหาร้องขอตามมาตรา 87 วรรคแปด ศาลต้องตั้งทนายความให้นายเขียวผู้ต้องหาในเรื่องที่นายเขียว คัดค้านว่าการจับ และการขอหมายขังไม่ชอบ หลังจากศาลได้ไต่สวนฟังถ้อย แถลงของผู้ร้องและข้อคัดค้านของผู้ต้องหากับทนายความ เมื่อข้อเท็จจริงได้ ความตามคำร้องแล้ว มีประเด็นต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า การจับชอบด้วย กฎหมายหรือไม่ แม้ร้อยตำรวจโทกล้าไม่ใช่ผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานผู้จัดการ ตามหมายจับ และหมายจับใช้ไม่ได้เพราะจับผู้ต้องหาตามหมายจับได้แล้วก็ ตาม แต่ร้อยตำรวจโทกล้ามีอำนาจจับผู้ต้องหา กล่าวคือ มีหลักฐานตาม สมควรว่าผู้ต้องหาน่าจะได้กระทำความผิดอาญาจนมีการออกหมายจับแล้ว

74 และมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี เพราะเคยหลบหนีแล้ว ประกอบ กับมีความจำเป็นเร่งด่วนไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับผู้ต้องหาได้ เพราะ ผู้ต้องหากำลังรอขึ้นเครื่องบิน การจับจึงชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 78 (3) ประกอบมาตรา 66 (2) และมีเหตุออกหมายขังได้ตามมาตรา 71 ประกอบ มาตรา 87 การขอหมายขังชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน ศาลชอบที่จะมีคำสั่ง อนุญาตให้ออกหมายขังผู้ต้องหาสิบสองวันตามคำร้อง

75 ข้อ 3. ร้อยตำรวจโทสมชายกับพวกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจ นครบาลบางขุนเทียนได้นำหมายค้นไปตรวจค้นที่บ้านของนายหนึ่ง ซึ่งอยู่ในเขต ท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียนเนื่องจากได้รับแจ้งว่ามีการลักลอบ จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่บ้านดังกล่าว ผลการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีน จำนวน 50 เม็ด ในกระเป๋าเสื้อของนายหนึ่ง ซึ่งนายหนึ่งให้การรับว่าได้ซื้อ เมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมาจากนายสอง ร้อยตำรวจโทสมชายกับพวก จึงให้ นายหนึ่งพาไปที่บ้านของนายสองซึ่งเปิดเป็นร้านขายข้าวแกงอยู่ในเขตท้องที่ ของสถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขันแล้วร้อยตำรวจโทสมชายกับพวกจึงเข้าตรวจ ค้นตัวนายสองขณะที่นายสองกำลังขายข้าวแกงอยู่ภายในร้าน ซึ่งขณะนั้นมีลูกค้า นั่งรับประทานข้าวแกงอยู่ โดยมิได้ไปขอหมายค้นและหมายจับจากศาลก่อน เนื่องจากเห็นว่าเป็นกรณีเร่งด่วนผลการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 200 เม็ด ในกระเป๋ากางเกงของนายสอง จึงได้จับกุมนายสองนำส่งพนักงาน

76 สอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียนสอบสวนและสรุปสำนวนมีความเห็น ควรสั่งฟ้องนายสองเสนอพนักงานอัยการ ส่วนนายหนึ่งพนักงานสอบสวนได้แยก ไปดำเนินคดีต่างหากอีกสำนวนหนึ่ง ต่อมาพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องนายสองเป็น จำเลยต่อศาลในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นายสองจำเลยให้การปฏิเสธและต่อสู้ว่าเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นและจับกุม โดยไม่ชอบ พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนมาโดยมิชอบ ให้วินิจฉัยว่า ข้อต่อสู้ของนายสองจำเลยฟังขึ้นหรือไม่

77 ธงคำตอบ ขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นตัวนายสองซึ่งต่อมาถูกฟ้องเป็น จำเลยนั้น จำเลยกำลังขายข้าวแกงอยู่ที่ร้านข้าวแกงของจำเลย ซึ่งมีลูกค้า กำลังนั่งรับประทานข้าวแกงอยู่ ดังนี้ร้านข้าวแกงของจำเลยจึงไม่ใช่ที่รโหฐาน แต่เป็นที่สาธารณสถาน เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจมีเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยมี เมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นความผิดต่อกฎหมาย เจ้า พนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจค้นตัวจำเลยได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 93 และเมื่อตรวจ ค้นพบเมทแอมเฟตามีนอยู่ในครอบครองของจำเลย การกระทำของจำเลยก็ เป็นความผิดซึ่งหน้า เจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจจับจำเลยได้โดยไม่ต้องมี หมายจับ ตามมาตรา 78 (1) การตรวจค้นและจับกุมจึงชอบด้วยกฎหมาย (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่3751/2551) ข้อต่อสู้ของนายสองจำเลยฟังไม่ขึ้น

78 การที่เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนได้ที่ร้าน ขายข้าวแกงของจำเลยซึ่งอยู่ในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขัน การมีเมท แอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงเกิดในท้องที่สถานีตำรวจนคร บาลบางยี่ขันทั้งสิ้น และโจทก์มิได้ฟ้องว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดกับนาย หนึ่ง ดังนั้น แม้นายหนึ่งถูกจับในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียน แต่ จำเลยไม่ได้ร่วมกระทำผิดกับนายหนึ่ง การกระทำของจำเลย จึงไม่ใช่ความผิด ที่เป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในท้องที่ต่างๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่ง ขึ้นไปตามมาตรา 19 (3) แต่การกระทำของจำเลย ปรากฏชัดแจ้งว่าเกิดใน ท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขันซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขันตามมาตรา 18 วรรคสองประกอบมาตรา 2 (6) ที่จะเป็นผู้สอบสวน มิใช่อยู่ในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจ นครบาลบางขุนเทียนที่สอบสวน ดังนั้น การสอบสวนคดีนี้ที่พนักงานสอบสวน

79 สถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียนเป็นผู้สอบสวน และสรุปสำนวนแล้วมี ความเห็นควรสั่งฟ้องเสนอพนักงานอัยการนั้น จึงเป็นการสอบสวนโดยมิชอบ พนักงานอัยการ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตาม มาตรา 120 (เทียบคำพิพากษา ฎีกาที่ 1756/2550) ข้อต่อสู้ของนายสองจำเลยฟังขึ้น

80 ข้อ 2. นายปาน อายุ 17 ปี ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาล ในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นถูกจับตัวส่งพนักงานสอบสวน ก่อนเริ่มสอบปากคำ พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกาย ตั้งทนายความให้และแจ้งสิทธิตาม กฎหมายแก่ผู้ต้องหาโดยชอบแล้ว รวมทั้งสอบถามผู้ต้องหาว่าต้องการให้มีบุคคล ใดเข้าร่วมในการสอบปากคำหรือไม่ ผู้ต้องหายืนยันว่าไม่ต้องการ ในการ สอบปากคำผู้ต้องหาในวันดังกล่าวจึงไม่มีนักจิตวิทยานักสังคมสงเคราะห์ และ พนักงานอัยการร่วมอยู่ด้วย เมื่อพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเสร็จแล้ว ได้สรุปสำนวนมีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น แต่พนักงานอัยการเห็นว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จึงยื่นฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลในฐานความผิด ดังกล่าว โดยมิได้สั่งให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาดังกล่าวแก่ผู้ต้องหาเพิ่มเติม ให้วินิจฉัยว่า พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนมาโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ และพนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องผู้ต้องหาในความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสหรือไม่

81 ธงคำตอบ การสอบสวนผู้ต้องหาที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญามาตรา 134/2 ให้นำบทบัญญัติในมาตรา 133 ทวิ มาใช้ บังคับโดยอนุโลม ซึ่งความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย เป็น ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายอันมิใช่ความผิดที่เกิดจากการชุลมุนต่อสู้ในการ สอบปากคำผู้ต้องหาที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี พนักงานสอบสวนจะต้องจัด ให้มีนักจิตวิทยา หรือนักสังคมสงเคราะห์ และพนักงานอัยการร่วมอยู่ด้วย แม้ ผู้ต้องหามิได้ร้องขอหรือไม่ต้องการก็ตาม การที่พนักงานสอบสวนสอบปากคำนาย ปานผู้ต้องหาที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี โดยไม่มีบุคคลดังกล่าวร่วมอยู่ด้วยทั้ง ไม่ปรากฏกรณีเร่งด่วนอย่างยิ่งซึ่งมีเหตุอันควรไม่อาจรอได้ การสอบคำให้การ ผู้ต้องหาจึงไม่ชอบด้วยมาตรา 134/2 ประกอบมาตรา 133 ทวิ แต่ไม่ทำให้การ สอบสวนเสียไปทั้งหมด เพียงแต่ทำให้คำให้การของผู้ต้องหาไม่อาจรับฟังเป็น พยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหาได้เท่านั้นตามมาตรา 134/4 วรรคสามส่วนการแจ้งข้อหาให้ผู้ต้องหาทราบตามมาตรา 134 นั้น เพื่อให้ ผู้ต้องหาทราบว่า การกระทำของผู้ต้องหาเป็น

82 ความผิดและเพื่อให้ผู้ต้องหาเข้าใจถึงการกระทำของผู้ต้องหา โดยไม่ต้อง แจ้งข้อหาทุกกระทงความผิดเมื่อพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหา ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายอันเป็น หลักแห่งความผิดแล้วก็ไม่จำต้องแจ้งข้อหาความผิดอันเกี่ยวพันกันด้วยอีก ดังนั้น แม้พนักงานสอบสวนจะไม่ได้แจ้งข้อหาความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส แต่เมื่อสอบสวนแล้วปรากฏว่าการ กระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับ อันตรายสาหัส ก็ถือว่ามีการสอบสวนในข้อหาดังกล่าวแล้ว พนักงานอัยการ จึงมีอำนาจฟ้องผู้ต้องหาในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ ได้รับอันตรายสาหัสได้ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 120 (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 3759/2550)

83 ข้อ 6. พันตำรวจเอกธรรม ร้อยตำรวจเอกชอบ นายดำ นายแดงและ นางสาวเหลืองได้รับเชิญจากนายเขียวเจ้าของบ้านให้ไปร่วมงานเลี้ยงใน เวลากลางวันที่บ้านของนายเขียวซึ่งอยู่ติดกับบ้านของนายแดง ขณะอยู่ใน บ้านของนายเขียวพันตำรวจเอกธรรมจำได้ว่านายดำเป็นคนร้ายที่ศาลได้ ออกหมายจับไว้ ส่วนนางสาวเหลืองจำได้ว่านายแดงเป็นคนร้ายที่ได้ข่มขืน กระทำชำเราตนเมื่อสัปดาห์ก่อน นางสาวเหลืองจึงชี้ให้ร้อยตำรวจเอกชอบ จับนายแดงโดยแจ้งว่าได้ร้องทุกข์ไว้แล้ว พันตำรวจเอกธรรม ร้อยตำรวจเอก ชอบ จึงเข้าจับกุมนายดำและนายแดง โดยได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการจับกุม แล้วนำตัวนายดำและนายแดงไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวนแห่ง ท้องที่ที่ถูกจับ ให้วินิจฉัยว่า การจับนายดำและนายแดงชอบหรือไม่ ข้อสอบเนติบัณฑิต สมัย 60

84 ธงคำตอบ การที่พันตำรวจเอกธรรมจับนายดำนั้นเป็นการจับตามหมายจับ แม้เป็น การจับในที่รโหฐานก็ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 81 ที่บัญญัติว่า ไม่ว่าจะมีหมายจับหรือไม่ก็ตาม ห้ามมิให้จับในที่ รโหฐาน เว้นแต่จะได้ทำตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้อันว่าด้วยการค้น ในที่รโหฐาน เพราะการเข้าไปอันถือเสมือนเป็นการค้นในที่รโหฐานนั้นเป็นการ เข้าไปโดยชอบ เนื่องจากนายเขียวเจ้าของผู้ครอบครองที่รโหฐานเชื้อเชิญให้ เข้าไปพันตำรวจเอกธรรมไม่ต้องขอหมายค้นของศาลเพื่อเข้าไปค้นบ้านที่ตนอยู่ ในบ้านโดยชอบแล้ว การจับนายดำเป็นการชอบตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา มาตรา 78 (3) ประกอบมาตรา 66 (2) เจ้าพนักงาน ตำรวจจะจับนายแดงโดยไม่มีหมายจับได้ต่อเมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่านาย แดงน่าจะได้กระทำผิดอาญาและมีเหตุอันควรเชื่อว่านายแดงจะหลบหนี หรือ

85 จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุร้ายประการอื่นและมีความจำเป็น เร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับนายแดงได้ กรณีนี้ไม่ปรากฏว่านาย แดงมีท่าทีจะหลบหนี ประกอบกับนายแดงมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ร้อยตำรวจเอก ชอบจะจับนายแดงโดยไม่มีหมายจับของศาลไม่ได้ การจับนายแดงเป็นการไม่ ชอบ

86 ข้อ 6. พนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลที่ ยังไม่รู้จักชื่อโดยได้แสดงพยานหลักฐานประกอบอันแสดงว่า มีหลักฐานตาม สมควรว่าบุคคลที่ยังไม่รู้จักชื่อนั้นน่าจะได้กระทำความผิดและหลบหนีอยู่ ทั้งนี้ โดยมีภาพทางโทรทัศน์วงจรปิดประกอบการพิจารณาของศาลด้วยศาล พิจารณาแล้วจึงออกหมายจับบุคคลที่ยังไม่รู้จักชื่อนั้นตามรูปพรรณที่ปรากฏใน ภาพโทรทัศน์วงจรปิดตามคำร้องขอของพนักงานสอบสวน และเพื่อที่จะได้ตัว ผู้ต้องหามาดำเนินคดี พนักงานสอบสวนได้ขอความร่วมมือจากสถานีวิทยุ โทรทัศน์ให้ช่วยเผยแพร่ภาพโทรทัศน์วงจรปิดดังกล่าวด้วย ต่อมานายสุจริตซึ่ง เป็นบุคคลในภาพทางโทรทัศน์วงจรปิดที่มีการเผยแพร่ภาพทางโทรทัศน์ได้ยื่น คำร้องต่อศาลที่ออกหมายจับ โดยยอมรับว่าตนเป็นบุคคลในภาพโทรทัศน์วงจร ปิดที่สถานีวิทยุโทรทัศน์นำออกเผยแพร่ แต่ตนมิได้กระทำความผิดตามข้อ กล่าวหาของพนักงานสอบสวน ขอให้ศาลเพิกถอน หมายจับตนนั้นเสีย ข้อสอบเนติบัณฑิต สมัย 59

87 ให้วินิจฉัยว่า (ก) การออกหมายจับของศาลชอบหรือไม่ (ข) การที่พนักงานสอบสวนได้ขอความร่วมมือจากสถานีวิทยุโทรทัศน์ ให้ช่วยเผยแพร่ภาพทางโทรทัศน์เป็นการกระทำที่ชอบหรือไม่ และ (ค) ศาลจะสั่งคำร้องที่ขอให้เพิกถอนหมายจับของนายสุจริตอย่างไร

88 ธงคำตอบ (ก) การที่กฎหมายให้ศาลเป็นผู้ออกหมายจับก็เพื่อให้มีการตรวจสอบการใช้ อำนาจของเจ้าพนักงานในการที่ศาลจะออกหมายจับนั้นศาลจึงต้องตรวจสอบเหตุ ออกหมายจับอย่างถ่องแท้ เมื่อศาลเห็นว่ากรณีมีเหตุในการออกหมายจับ กล่าวคือ มีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลน่าจะได้กระทำความผิดจริงและกำลัง หลบหนีอยู่จริงแม้บุคคลที่พนักงานสอบสวนขอให้ออกหมายจับนั้นจะยังไม่รู้จัก ชื่อ ศาลก็ออกหมายจับบุคคลที่ไม่รู้จักชื่อนั้นได้ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา มาตรา 66,67 การออกหมายจับของศาลจึงชอบแล้ว (ข) การที่พนักงานสอบสวนขอความร่วมมือจากสถานีวิทยุโทรทัศน์เพื่อให้ เกิดความร่วมมือของประชาชนในการระบุตัวบุคคลในการจัดการตามหมายจับนั้น เป็นการกระทำเกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวนที่เจ้าพนักงานมีอำนาจกระทำได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (10), 2 (11), 131

89 (ค) การพิจารณาเหตุออกหมายจับของศาลนั้น เป็นการพิจารณา ข้อเท็จจริงในขณะที่จะออกหมายจับกล่าวคือ เป็นการพิจารณาว่าในขณะที่ จะออกหมายจับนั้นว่า กรณีมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลน่าจะได้กระทำ ความผิดหรือไม่และกำลังหลบหนีอยู่หรือไม่ เมื่อศาลได้ออกหมายจับไปแล้ว แต่ต่อมาปรากฏว่านายสุจริตยอมรับว่าตนเป็นบุคคลเดียวกับบุคคลที่ปรากฏ ในภาพจริง แต่ตนไม่ได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาและนายสุจริตได้มา ปรากฏตัวต่อศาลเช่นนี้ กรณีย่อมแสดงว่านายสุจริตมิได้หลบหนี เหตุในการ ขอให้ออกหมายจับเดิมในเรื่องหลบหนีจึงตกไป ศาลจึงต้องสั่งเพิกถอน หมายจับนั้น เพราะโดยการปรากฏตัวของผู้ต้องหาในการยื่นคำร้องนั้นกรณี ย่อมทำให้พนักงานสอบสวนรู้ตัวผู้กระทำความผิด พนักงานสอบสวนจึง สามารถดำเนินการเพื่อให้ได้ตัวผู้ต้องหามาทำการสอบสวนได้โดยการออก หมายเรียก

90 ข้อ 6. พันตำรวจตรีเสือพนักงานสอบสวนซึ่งนั่งดูโทรทัศน์วงจรปิด ถ่ายทอดคูหาเลือกตั้งอยู่บนสถานีตำรวจได้เห็นนายช้างกำลังฉีกบัตรเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรภายในหน่วยเลือกตั้ง จึงโทรศัพท์สั่งให้จ่าสิบตำรวจ หมูไปเชิญนายช้างมาพบ จ่าสิบตำรวจหมูเข้าไปทำการจับนายช้างโดยแจ้งว่า ต้องถูกจับ แจ้งข้อกล่าวหาว่าทำความเสียหายต่อบัตรเลือกตั้งซึ่งมีความผิดต้อง ระวางโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท และแจ้งสิทธิต่างๆ ของผู้ถูกจับ ตามกฎหมาย ทั้งได้ทำการค้นพบบัตรเลือกตั้งที่ถูกฉีกอยู่ในกระเป๋าเสื้อของ นายช้าง จึงยึดไว้เป็นของกลางแล้วพานายช้างไปมอบให้พันตำรวจตรีเสือ พร้อมของกลาง พันตำรวจตรีเสือถามข้อเท็จจริงเบื้องต้นเกี่ยวกับตัวนายช้าง แล้วแจ้งให้ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าได้กระทำผิดและ แจ้งข้อหาให้ทราบ และเห็นว่ามีเหตุอันควรเชื่อว่านายช้างจะหลบหนี จึงสั่งให้ นายช้างไปศาลเพื่อที่จะขอให้ศาลออกหมายขังโดยทันที ข้อสอบเนติบัณฑิต สมัย 58

91 ให้วินิจฉัยว่า การดำเนินการข้างต้นของพันตำรวจตรีเสือและจ่าสิบตำรวจ หมูชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

92 ธงคำตอบ กรณีพันตำรวจตรีเสือให้เชิญนายช้างมาพบนั้น พันตำรวจตรีเสือในฐานะ พนักงานสอบสวน ไม่มีอำนาจเชิญหรือให้บุคคลอื่นเชิญนายช้างมาพบ แต่ต้อง ใช้การออกหมายเรียกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 52 วรรคหนึ่ง กรณีจ่าสิบตำรวจหมูจับนายช้างนั้น ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 (1) เพราะนายช้างมิได้กระทำผิดซึ่งหน้าจ่าสิบตำรวจหมูผู้จับ และไม่มีเหตุตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 (3) เมื่อการจับไม่ชอบ แล้ว จ่าสิบตำรวจหมูจึงไม่มีอำนาจค้นตัวนายช้างและยึดบัตรเลือกตั้งที่ถูกฉีก ไว้เป็นพยานหลักฐานได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 85 วรรคหนึ่ง ส่วนกรณีพันตำรวจตรีเสือสั่งให้นายช้างไปศาลเพื่อขอหมายขัง นั้น ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 วรรคห้า

93 เพราะการจับนายช้างที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมถือได้ว่านายช้างไม่ใช่ผู้ถูกจับ และไม่ใช่ผู้ถูกควบคุม ทั้งยังไม่ได้มีการออกหมายจับ แต่มีเหตุที่จะออกหมายขัง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 71 และมาตรา 66 (2) ได้

94 ข้อสอบเนติบัณฑิต สมัยที่ 57 ข้อ 6. สิบตำรวจเอกธรรมเดินผ่านบ้านของนายแดง เมื่อเวลาประมาณ 13 นาฬิกา เห็นนายขาวกำลังใช้มีดดาบฟันนายเขียวหลายครั้งในบ้านของ นายแดง จึงเข้าไปในบ้านเพื่อจับนายขาว โดยยังไม่ได้รับความยินยอมจาก นายแดง สิบตำรวจเอกธรรมได้แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจจะเข้าจับกุมนาย ขาว นายขาวได้ต่อสู้ขัดขวางการจับกุมสิบตำรวจเอกธรรมเข้าจับนายขาวไว้ได้ โดยไม่ทันแจ้งแก่นายขาวว่าเขาต้องถูกจับ แล้วนำตัวนายขาวส่งสถานีตำรวจแห่ง ท้องที่ที่ทำการจับ นายขาวต่อสู้ว่า การค้นและการจับไม่ชอบ ให้วินิจฉัย ข้อต่อสู้ของนายขาวฟังขึ้นหรือไม่

95 ธงคำตอบ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 237, 238 ในคดีอาญา การจับและการค้นในที่ รโหฐานจะกระทำมิได้เว้นแต่จะมีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือมีเหตุจำเป็นอย่าง อื่นให้จับได้โดยไม่มีหมาย และมีเหตุให้ค้นได้โดยไม่มีคำสั่งหรือหมายของศาล ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 81 ห้ามมิให้จับในที่รโหฐาน เว้นแต่ จะได้ทำตามบทบัญญัติในประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ว่าด้วยการค้นในที่รโหฐาน ซึ่งตามมาตรา 92 (2) เจ้าพนักงานตำรวจมีอำนาจค้นในที่รโหฐานโดยไม่มีหมายค้นหรือคำสั่งของ ศาลได้ เมื่อปรากฏความผิดซึ่งหน้ากำลังกระทำลงในที่รโหฐาน สิบตำรวจเอก ธรรมเห็นนายขาวใช้มีดดาบฟันนายเขียวหลายครั้งขณะอยู่ในบ้านของนายแดง

96 เป็นกรณีที่สิบตำรวจเอกธรรมเห็นนายขาวกระทำความผิดซึ่งหน้ากำลังกระทำลง ในที่รโหฐานตามมาตรา 78 (1), 80 สิบตำรวจเอกธรรมย่อมเข้าไปในบ้านของ นายแดงอันเป็นที่รโหฐานเพื่อจับกุมนายขาวได้โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอม จากนายแดงเจ้าของบ้านก่อน ขณะจะเข้าจับกุมนายขาวได้ต่อสู้ขัดขวางการ จับกุม สิบตำรวจเอกธรรมจึงไม่จำต้องแจ้งแก่นายขาวว่านายขาวต้องถูกจับตาม มาตรา 83 วรรคหนึ่ง (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 412/2480, /2521) การตรวจค้นจับกุมของสิบตำรวจเอกธรรม เป็นไปโดยชอบ ข้อต่อสู้ของนายขาว ฟังไม่ขึ้น

97 ข้อสอบเนติบัณฑิต สมัยที่ 56 ข้อ 6. เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2547 นายเสียงร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจโท แสงว่า นายสีลักแจกันลายครามของนายเสียงไป ร้อยตำรวจโทแสงรับคำร้อง ทุกข์และทำการสอบสวน นายสีทราบว่ามีผู้กล่าวหาตน จึงเข้าพบร้อยตำรวจโท แสงเพื่อต่อสู้คดี ร้อยตำรวจโทแสงแจ้งข้อหาลักทรัพย์และสอบสวนนายสี นายสีให้การปฏิเสธ ร้อยตำรวจโทแสงจึงให้นายสีทำประกันและวางหลักประกัน แต่นายสีไม่มีหลักประกัน ร้อยตำรวจโทแสงจึงควบคุมตัวนายสีไว้ นางสร้อย ภริยานายสีมาปรึกษาท่านว่าการควบคุมตัวนายสีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และ ควรจะทำอย่างไร ให้ท่านแนะนำนางสร้อย

98 ธงคำตอบ ขณะที่นายเสียงร้องทุกข์ในคดีนี้ มาตรา 237 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย มีผลใช้บังคับแล้ว การจับหรือควบคุมบุคคลจะกระทำมิได้ เว้นแต่ มีคำสั่งศาลหรือหมายศาล หรือเป็นความผิดซึ่งหน้า หรือมีเหตุจำเป็นตามที่ กฎหมายบัญญัติ และบทบัญญัติของกฎหมายใดที่ขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรานี้ย่อมใช้ บังคับมิได้ ร้อยตำรวจโทแสงไม่มีอำนาจจับนายสีเพราะไม่มีหมายศาล และมิใช่การ กระทำความผิดซึ่งหน้า หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติถึงแม้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 136 จะบัญญัติให้อำนาจ พนักงานสอบสวนจับและควบคุมผู้ต้องหาหรือบุคคลใดซึ่งในระหว่างสอบสวน ปรากฏว่าเป็นผู้กระทำผิดได้ก็ตาม แต่บทกฎหมายดังกล่าวไม่อาจบังคับใช้ได้อีก ต่อไป เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 วรรคหนึ่ง เมื่อการจับกระทำมิได้ การ ควบคุมตัวนายสีย่อมกระทำมิได้ไปด้วย ดังนั้น การควบคุมตัวนายสีจึงเป็นการ ควบคุมที่มิชอบด้วยกฎหมาย

99 เมื่อมีการควบคุมหรือคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย บุคคลที่ถูกควบคุม พนักงานอัยการหรือบุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์ของผู้ถูกควบคุมอาจยื่นคำร้องต่อ ศาลขอให้ปล่อยบุคคลนั้นได้ ซึ่งศาลจะต้องดำเนินการไต่สวนโดยด่วน ทั้งนี้ มาตรา 240 แห่งรัฐธรรมนูญ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 ดังนั้น ข้าพเจ้าจะแนะนำให้นางสร้อยภริยานางสียื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจ เพื่อให้ศาลไต่สวน และสั่งให้พนักงานสอบสวนปล่อยนายสี หรือให้ไปร้องขอ พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลก็ได้

100  สรุป ป.วิ.อ.มาตราสำคัญที่เคยออกสอบเนติบัณฑิต ในรอบ 9 ปี (สมัย56-–สมัย64)  สมัย 64 ข้อ 6 มาตรา 2(13),78,80,81,92(2) สมัย 63 ข้อ 6 มาตรา 2(9),66(2),77 วรรคสอง(1),78(3) สมัย62 ข้อ 6 มาตรา 78,79,81 สมัย61 ข้อ 6 มาตรา 66(2),71,78(3),87,134/1 ข้อ 3 มาตรา 2(6),18วรรคสอง,19(3),78(1),93,120 ข้อ 2 มาตรา120,133ทวิ,134,134/2,134/4 สมัย60 ข้อ 6 มาตรา66(2),78(3),81 สมัย59 ข้อ 6 มาตรา 2(10),2(11),131,66,67 สมัย58 ข้อ6 มาตรา 52วรรคหนึ่ง,66(2),71,78(1)(3),85วรรคหนึ่ง, 134วรรคห้า สมัย57 ข้อ 6 มาตรา 78(1),80,81,83วรรคหนึ่ง,92(2), รัฐธรรมนูญ 2540มาตรา237,238 สมัย56 ข้อ 6 มาตรา 90,136,รัฐธรรมนูญ2540 มาตรา 237 วรรคหนึ่ง,240 l

101 ข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาปี 2548 ข้อ 8. นายไพรเดินเที่ยวป่าบริเวณรอยต่อของอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอนกับ อำเภอปางมะผ้าได้ถูกนายเพชรและนายพลอยชิงทรัพย์ไป โดยไม่ปรากฏแน่ชัดว่า ที่เกิดเหตุอยู่ในท้องที่ใดแต่การเดินทางไปอำเภอปางมะผ้าสะดวกกว่า นายไพรจึง ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอปางมะผ้า โดยพันตำรวจโทส่อง ได้รับมอบหมายให้เป็นพนักงานสอบสวนหลังเกิดเหตุ สิบตำรวจเอกหาญตำรวจ ประจำสถานีตำรวจภูธรอำเภอปางมะผ้าไปที่ชายแดนไทย ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอเมือง แม่ฮ่องสอนพบนายเพชรหิ้วกระเป๋าใส่เสื้อผ้ากำลังจะเดินทางเข้าไปในประเทศพม่า สิบตำรวจเอกหาญเข้าใจว่าได้มีการออกหมายจับนายเพชรไว้แล้ว จึงได้ร่วมกับ พันตำรวจโททนงพนักงานสอบสวนประจำสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน

102 เข้าจับนายเพชรแล้วนำตัวส่งพันตำรวจโทส่อง แต่พันตำรวจโทส่องไปราชการ ต่างจังหวัด ส่วนพนักงานสอบสวนคนอื่นไม่ว่าง พันตำรวจโททนงจึงนำนายเพชรไป สอบสวนจนเสร็จ นายพลอยจึงเข้ามอบตัวต่อพันตำรวจโททนง แต่พันตำรวจโท ทนงติดราชการจึงมอบให้ร้อยตำรวจเอกเก่งแจ้งข้อหาและบันทึกคำให้การปฏิเสธ ของนายพลอยแทน เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีดังกล่าว นายเพชรต่อสู้ว่าสิบ ตำรวจเอกหาญกับพันตำรวจโททนงไม่มีอำนาจจับและพันตำรวจโททนงไม่มีอำนาจ สอบสาน ส่วนนายพลอยต่อสู้ว่าการสอบสวนไม่ชอบเพราะพันตำรวจโททนงมิได้ กระทำด้วยตนเอง ให้วินิจฉัยว่า ข้อต่อสู้ของนายเพชรและนายพลอยฟังขึ้นหรือไม่

103 ธงคำตอบ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 78 วรรคหนึ่ง พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับ ผู้ใดโดยไม่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาลนั้นไม่ได้ การที่สิบตำรวจเอกหาญกับพัน ตำรวจโททนงจับนายเพชรโดยเข้าว่าได้มีการออกหมายจับไว้แล้ว แต่เมื่อยังไม่มี หมายจับก็ต้องถือว่าเป็นการจับโดยไม่มีหมายจับ อย่างไรก็ตามการที่นายไพรไป ร้องทุกข์ย่อมถือได้ว่าเป็นกรณีมีหลักฐานตามสมควรว่านายเพชรน่าจะได้กระทำผิด อาญาตาม มาตรา 66 (2) และพฤติการณ์ที่นายเพชรหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้ากำลังจะเดิน ทางเข้าไปในประเทศพม่าถือเป็นกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาล ออกหมายจับได้ ตามมาตรา 78 (3) การจับของสิบตำรวจเอกหาญและพันตำรวจ โททนงจึงชอบด้วยกฎหมาย ข้ออ้างของนายเพชรข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และคดีนี้เป็นการไม่ แน่ว่าการกระทำผิดอาญาฐานชิงทรัพย์ได้กระทำในท้องที่ใดในระหว่างอำเภอเมือง

104 แม่ฮ่องสอนกับอำเภอปางมะผ้า แต่จับนายเพชรได้ที่อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน พนักงานสอบสวนที่จะเป็นผู้มีอำนาจสอบสวนคือพนักงานสอบสวนสถานี ตำรวจภูธรอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นท้องที่ที่จับนายเพชรได้ตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง (1) พันตำรวจโททนงเป็นพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมือง แม่ฮ่องสอนซึ่งเป็นท้องที่ที่จับนายเพชรได้ จึงเป็นพนักงานสอบสวน การสอบสวน ของพันตำรวจโททนงจึงชอบ พนักงานอัยการจึงมีอำนาจฟ้องนายเพชร ข้ออ้างของ นายเพชรข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนกรณีนายพลอย การที่พันตำรวจโททนงมอบหมายให้ร้อยตำรวจเอก เก่งแจ้งข้อหาและบันทึกคำให้การของนายพลอยแทนถือเป็นสิ่งเล็กน้อยในการ สอบสวนซึ่งสามารถทำได้และไม่มีกฎหมายอื่นใดเจาะจงให้พันตำรวจโททนงต้องทำ เอง ตามมาตรา 128 (2) การสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมาย ข้ออ้างของนายพลอย ข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้นเช่นกัน (เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3031/2547)

105 ข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาปี 2550 ข้อ 7. เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2550 ร้อยตำรวจเอกเชิงชายยื่นคำร้อง ต่อศาลจังหวัดอ่างทองอ้างว่า จากการจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดได้ข้อมูลว่า นายสุริยาเป็นผู้จำหน่ายยาเสพติดรายใหญ่ และในบ้านของนายสุริยามียาเสพติด ซุกซ่อนอยู่ จึงขอหมายค้นบ้านเลขที่ 188 ของนายสุริยา ศาลจังหวัดอ่างทอง ออกหมายค้นให้ร้อยตำรวจเอกเชิงชาย ร้อยตำรวจเอกเชิงชายกับพวกนำหมาย ค้นซึ่งระบุเลขที่บ้านผิดพลาด ไปค้นบ้านเลขที่ 138 ของนายสุริยา นายสุริยาเห็น หมายค้นแล้วยินยอมให้ตรวจค้น จากการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีน 400 เม็ด ในห้องนอนของนายสุริยา จึงจับกุมนายสุริยา ต่อมาร้อยตำรวจเอกเด่นชัย พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดอ่างทองขอฝากขังนายสุริยา ศาลมี คำสั่งอนุญาต ระหว่างฝากขัง นายตะวันบิดาของนายสุริยายื่นคำร้องต่อ ศาลจังหวัดอ่างทองว่า การค้นบ้านของนายสุริยาไม่ชอบนายสุริยาถูกจับโดยไม่มี

106 หมายจับ การจับและคุมขังนายสุริยาจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลจังหวัดอ่างทอง ไม่มีอำนาจคุมขังนายสุริยา ขอให้มีคำสั่งปล่อยตัวนายสุริยา ศาลมีสั่งรับคำร้อง นัดไต่สวนโดยด่วน สำเนาให้พนักงานสอบสวน ก่อนวันไต่สวนคำร้องของนาย ตะวัน พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทองยื่นฟ้องนายสุริยาต่อศาลจังหวัดอ่างทอง ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลมีคำสั่ง ประทับฟ้อง สำเนาให้นายสุริยา นัดสอบถามคำให้การนายสุริยา ให้วินิจฉัยว่า การค้นบ้านของนายสุริยา การจับนายสุริยา และคำสั่ง ของศาลจังหวัดอ่างทองที่รับคำร้องของนายตะวันชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และ ศาลจังหวัดอ่างทองจะสั่งคำร้องขอให้ปล่อยตัวนายสุริยาอย่างไร

107 ธงคำตอบ ร้อยตำรวจเอกเชิงชายขอหมายค้นบ้านของนายสุริยาต่อศาลจังหวัด อ่างทองเพื่อค้นและยึดยาเสพติดซึ่งเป็นสิ่งของที่มีไว้เป็นความผิดตามที่ได้รับ ข้อมูลมา การที่ศาลออกหมายค้นบ้านของนายสุริยาจึงกระทำได้ตามป.วิ.อ. มาตรา 69 (2) ส่วนที่หมายค้นระบุเลขที่บ้านผิดพลาดไป หามีผลทำให้หมายค้น ดังกล่าวเสียไปไม่ อย่างไรก็ตาม นายสุริยาก็ยินยอมให้ตรวจค้นด้วย เมื่อผลการ ตรวจค้นบ้านพบเมทแอมเฟตามีนในห้องนอนของนายสุริยา อันเป็นความผิด ซึ่งหน้า เจ้าพนักงานตำรวจมีอำนาจจับนายสุริยาได้ ตามมาตรา 78 (1), 80 การ กระทำของร้อยตำรวจเอกเชิงชายกับพวกจึงเป็นการตรวจค้นและจับกุมโดยชอบ ด้วยกฎหมาย (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 360/2542)

108 ธงคำตอบ (ต่อ) คำสั่งของศาลจังหวัดอ่างทองที่รับคำร้องของนายตะวันชอบด้วย กฎหมาย เนื่องจากนายตะวันบิดาของนายสุริยามีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาล สั่งปล่อยตัวนายสุริยาจากการควบคุมหรือขังโดยผิดกฎหมายได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 90 แต่สิทธิในการยื่นคำร้องดังกล่าวจะมีอยู่เพียงชั่วระยะเวลาที่ นายสุริยายังถูกควบคุมหรือขังไว้ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น เมื่อพนักงาน อัยการจังหวัดอ่างทองยื่นฟ้องนายสุริยา และศาลมีคำสั่งประทับฟ้องแล้ว การควบคุมตัวนายสุริยาในระหว่างการพิจารณาของศาลย่อมเป็นอำนาจ โดยเฉพาะของศาล ซึ่งเป็นการดำเนินการคนละขั้นตอนกับการคุมขังในระหว่าง การขอฝากขังของพนักงานสอบสวน เมื่อการคุมขังตามคำร้องของพนักงาน สอบสวนสิ้นสุดไปแล้ว จึงเป็นกรณีที่ศาลไม่สามารถจะสั่งปล่อยตัวนายสุริยา ตามคำร้องของนายตะวันได้ ศาลจังหวัดอ่างทองต้องสั่งยกคำร้องดังกล่าว (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 6935/2544, ฎ.9752/2544)

109 คำถามพิเศษ คำถาม พ.ต.ต.สมชายสืบทราบว่านายเหี้ยมซึ่งศาลออกหมายจับในคดี ชิงทรัพย์หลบซ่อนตัวอยู่ในบ้านเลขที่ 30 ซึ่งเป็นบ้านของนายหาญน้องชายนาย เหี้ยม พ.ต.ต.สมชายจึงยื่นคำร้องต่อศาลขอออกหมายค้นบ้านหลังดังกล่าว ศาล ออกหมายค้นให้ตามคำร้องขอ เมื่อพ.ต.ต.สมชายไปถึงบ้านนายหาญพบว่านาย เหี้ยมหลบหนีไปอยู่บ้านเลขที่ 31 ซึ่งตามทะเบียนบ้านมีนายเหี้ยมเป็นเจ้าบ้าน พ.ต.ต.สมชายจึงไปที่บ้านเลขที่ 31 และพบนายเหี้ยมอยู่ภายในบ้านดังกล่าว พ.ต.ต.สมชายได้แสดงตัวเป็นตำรวจและแจ้งนายเหี้ยมว่าต้องถูกจับทั้งแจ้งข้อหา แสดงหมายจับต่อนายเหี้ยม พร้อมทั้งแจ้งสิทธิตามกฎหมาย จากนั้นเข้าไปจับกุม นายเหี้ยมในบ้านเลขที่ 31 ทันทีโดยไม่มีหมายค้น

110 ดังนี้ การจับของ พ.ต.ต.สมชายชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด ตอบ กรณีตามปัญหาวินิจฉัยได้ว่า การที่ พ.ต.ต.สมชายได้เข้าไปจับกุมนาย เหี้ยมในบ้านถือเป็นการจับในที่รโหฐาน ซึ่งการจะเข้าไปจับได้ต้องมีอำนาจใน การจับโดยมีหมายจับหรืออำนาจที่กฎหมายให้ทำการจับได้โดยไม่ต้องมีหมาย และต้องทำตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันว่าด้วย การค้นในที่รโหฐาน คือ มีอำนาจในการค้นโดยมีหมายค้นหรือมีอำนาจที่ กฎหมายให้ทำการค้นได้โดยไม่ต้องมีหมาย

111 ดังนั้น เมื่อนายเหี้ยมเป็นผู้ต้องหาซึ่งศาลได้ออกหมายจับแล้ว แม้ พ.ต.ต. สมชายจะไม่มีหมายค้นบ้านเลขที่ 31 แต่เมื่อนายเหี้ยมเป็นเจ้าบ้านเลขที่ 31 พ.ต.ต.สมชายจึงสามารถเข้าไปในบ้านหลังนี้ได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น เนื่องจากที่ รโหฐานนั้นผู้จะต้องถูกจับเป็นเจ้าบ้านและการจับนั้นมีหมายจับ พ.ต.ต.สมชาย จึงสามารถทำการจับนายเหี้ยมในบ้านเลขที่ 31ได้ตามาตรา 92 (5) แม้จะไม่มี หมายค้น

112 คำถาม นายสำเริงถูกจับและได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างสอบสวน โดยมีนายสำราญ ใช้ตำแหน่งข้าราชการเป็นหลักประกันให้ หลังจากนายสำเริงได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวได้ 3 วัน นายสำราญพบว่านายสำเริงกำลังจะหลบหนีไปต่างจังหวัด นายสำราญเห็นพ.ต.อ.มาโนช อยู่ในบริเวณนั้น นายสำราญจึงขอให้พ.ต.อ.มาโนชทำการจับนายสำเริงพ.ต.อ.มาโนชจึงทำ การจับนายสำเริงทันทีโดยไม่มีหมายจับ ดังนี้ การจับของ พ.ต.ต.มาโนชชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ เพราะเหตุใด ตอบ กรณีตามปัญหาวินิจฉัยได้ว่า การที่นายสำราญใช้ตำแหน่งข้าราชการเป็นหลักประกัน ให้แก่นายสำเริงผู้ต้องหาซึ่งได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างสอบสวน ต่อมานายสำราญ พบว่านายสำเริงกำลังจะหลบหนีไปต่างจังหวัด นายสำราญเห็น พ.ต.อ.มาโนชอยู่ในบริเวณ นั้น จึงขอให้ พ.ต.อ.มาโนชทำการจับนายสำเริง พ.ต.อ.มาโนชจึงทำการจับนายสำเริงทันที โดยไม่มีหมายจับ ดังนี้ พ.ต.อ.มาโนชมีอำนาจในการจับนายสำเริงแม้ว่าจะไม่มีหมายจับ เนื่องจากเป็นกรณีที่บุคคลซึ่งเป็นหลักประกันเป็นผู้พบเห็นผู้ต้องหาหรือจำเลยหนีหรือจะ หลบหนี บุคคลผู้เป็นหลักประกันสามารถขอให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจที่ใกล้ที่สุด จับผู้ต้องหาหรือจำเลยได้ ดังนั้น การจับของ พ.ต.อ.มาโนช จึงชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 78 (4) ประกอบมาตรา 117

113 คำถาม นางสมรมีตึกแถวสองชั้น ชั้นหนึ่งเป็นร้านขายข้าวแกง ส่วนชั้นสอง นางสมรและนายโชคบุตรชอบด้วยกฎหมายอายุ21ปี ใช้เป็นที่อยู่อาศัยโดย ชั้นสองไม่ให้บุคคลทั่วไปขึ้นไปโดยไม่ได้รับอนุญาต วันหนึ่งขณะที่นางสมร กำลังขายข้าวแกงอยู่ภายในร้านซึ่งอยู่ชั้นหนึ่งของตึกแถว ซึ่ง ขณะนั้นร.ต.อ.สุพจน์และลูกค้าคนอื่นๆนั่งรับประทานข้าวแกงอยู่ นาย โชคเห็นนายชัยคู่อริเดินเข้ามาในร้าน นายโชคได้ตรงเข้าไปทำร้ายนายชัย จนเป็นเหตุให้นายชัยได้รับอันตรายแก่กาย ร.ต.อ.สุพจน์จะเข้าทำการจับ นายโชค นายโชคจึงได้วิ่งหนีขึ้นไปที่ชั้นสองของตึกแถว ร.ต.อ.สุพจน์จึงวิ่ง ตามขึ้นไปจับกุมนายโชคที่ชั้นสองของตึกแถว ดังนี้การจับของร.ต.อ.สุพจน์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

114 ตอบ การที่นางสมรมีตึกแถวสองชั้น ชั้นหนึ่งใช้เป็นร้านขายข้าวแกงโดย ขณะนั้นร.ต.อ.สุพจน์และลูกค้าคนอื่นๆนั่งรับประทานข้าวแกงอยู่จึงถือ เป็นที่สาธารณสถาน ส่วนชั้นสองได้ใช้เป็นที่อยู่อาศัยโดยไม่ให้บุคคล ทั่วไปขึ้นไปโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงถือเป็นที่รโหฐาน การที่ร.ต.อ.สุพจน์เห็นนายโชคกำลังทำร้ายนายชัยคู่อริเป็นเหตุให้ นายชัยได้รับอันตรายแก่กาย ถือว่าเป็นความผิดซึ่งหน้าอย่างแท้จริง ตามป.วิ.อ.มาตรา 78( 1 )ประกอบมาตรา80 วรรคหนึ่ง เนื่องจาก ร.ต.อ.สุ พจน์เห็นนายโชคขณะกำลังกระทำผิด ดังนั้น ร.ต.อ.สุพจน์จึงมีอำนาจใน การจับนายโชคได้แม้ไม่มีหมายจับ

115 เมื่อร.ต.อ.สุพจน์วิ่งตามขึ้นไปจับนายโชคที่ชั้นสองของตึกแถวจึง เป็นการจับในที่รโหฐาน ซึ่งการที่จะเข้าไปจับได้นอกจากต้องมีอำนาจใน การจับแล้วยังต้องทำตามป.วิ.อ.อันว่าด้วยการค้นในที่รโหฐาน คือต้องมี หมายค้นหรือมีอำนาจที่กฎหมายให้ทำการค้นในที่รโหฐานได้โดยไม่ต้องมี หมายค้น ซึ่งกรณีนี้ร.ต.อ.สุพจน์ได้ทำตามป.วิ.อ.มาตรา 92( 3 ) แล้ว เนื่องจากเป็นกรณีที่นายโชคซึ่งได้กระทำความผิดซึ่งหน้า ขณะที่ถูกร.ต.อ. สุพจน์ไล่จับได้หนีเข้าไปซุกซ่อนตัวอยู่ในที่รโหฐานนั้นร.ต.อ.สุพจน์จึงมี อำนาจตามเข้าไปจับนายโชคที่ชั้นสองได้ ดังนั้น การจับของร.ต.อ.สุพจน์ ชอบด้วยป.วิ.อ.มาตรา 78(1),80วรรคหนึ่ง,81และ 92(3)

116 คำถาม ร.ต.อ. มาโนชวางแผนให้นายสมศักดิ์สายลับไปล่อซื้อนางสาวสมศรีซึ่งเป็น หญิงค้าประเวณี โดยมีการถ่ายสำเนาธนบัตรที่จะใช้ในการล่อซื้อไว้ เมื่อนายสมศักดิ์ พบนางสาวสมศรียืนอยู่หน้าบ้านซึ่งเปิดไว้เพื่อการค้าประเวณี นายสมศักดิ์ได้เดินเข้า ไปหานางสาวสมศรี นางสาวสมศรีเห็นนายสมศักดิ์จึงได้เสนอราคาต่อนายสมศักดิ์หาก นายสมศักดิ์ต้องการร่วมประเวณีกับตน นายสมศักดิ์ได้ตกลงตามราคาที่นางสาวสมศรี เสนอมาและได้เปิดห้องพักเพื่อใช้ร่วมประเวณี โดยห้องพักนั้นเป็นห้องพักที่ใช้สำหรับ ให้หญิงค้าประเวณีทำการค้าประเวณีกับบุคคลทั่วไป เมื่อนายสมศักดิ์ได้ร่วมประเวณี กับนางสาวสมศรีแล้ว นายสมศักดิ์ได้ใช้ธนบัตรเดียวกับที่ได้ถ่ายสำเนาไว้เพื่อใช้ในการ ล่อซื้อจ่ายเงินตามจำนวนที่ตกลงกับนางสาวสมศรี หลังจากนั้นนายสมศักดิ์ได้ส่ง สัญญาณให้ ร.ต.อ.มาโนชเปิดประตูเข้ามา เมื่อร.ต.อ.มาโนชเข้ามาในห้องพักก็พบนาย สมศักดิ์กับนางสาวสมศรีนอนอยู่บนเตียงสองต่อสองและเห็นว่าข้างตัวนางสาวสมศรีมี ธนบัตรเดียวกับที่ได้ถ่ายสำเนาไว้เพื่อใช้ในการล่อซื้อวางอยู่ ร.ต.อ.มาโนชจึงทำการจับ นางสาวสมศรีทันทีโดยไม่มีหมายจับและหมายค้น ดังนี้ การจับของ ร.ต.อ.มาโนชชอบ ด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

117 ตอบ กรณีตามปัญหาวินิจฉัยได้ว่า ห้องพักที่ใช้สำหรับให้หญิงค้าประเวณีทำ การค้าประเวณีกับบุคคลทั่วไป ถือได้ว่าเป็นที่สาธารณสถาน ไม่ใช่ที่รโหฐาน การ จับจึงไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ อาญาอันว่าด้วยการค้นในที่รโหฐาน หาก ร.ต.อ.มาโนชมีอำนาจในการจับก็ สามารถเข้าไปจับในห้องพักที่ใช้สำหรับให้หญิงค้าประเวณีทำการค้าประเวณีกับ บุคคลทั่วไปโดยไม่จำเป็นต้องมีหมายค้นหรือไม่จำเป็นต้องมีอำนาจที่กฎหมายให้ ทำการค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 92 หรือไม่จำเป็นต้องขอความยินยอมโดยความสมัครใจจากเจ้าของที่ รโหฐานให้เข้าไปในที่รโหฐานนั้น

118 เมื่อนายสมศักดิ์สายลับที่ให้ไปร่วมประเวณีกับนางสาวสมศรีซึ่งเป็นหญิง ที่ค้าประเวณีได้ส่งสัญญาณให้ ร.ต.อ.มาโนชเปิดประตูเข้ามา เมื่อ ร.ต.อ.มาโนช เข้ามาในห้องพักก็พบนายสมศักดิ์กับนางสาวสมศรีนอนอยู่บนเตียงสองต่อสอง และเห็นว่าข้างตัวนางสาวสมศรีมีธนบัตรเดียวกับที่ได้ถ่ายสำเนาไว้เพื่อใช้ในการ ล่อซื้อวางอยู่ ดังนี้เป็นการพบในอาการใดซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่า นางสาวสมศรีได้กระทำผิดมาแล้วสดๆ อันเป็นความผิดซึ่งหน้าตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 (1) ประกอบมาตรา 80 วรรคหนึ่ง ร.ต.อ.มาโนชจึงมีอำนาจในการจับนางสาวสมศรีโดยไม่ต้องมีหมายจับ(คำ พิพากษาฎีกาที่ 69/2535) ดังนั้น การจับของ ร.ต.อ.มาโนชจึงชอบด้วยกฎหมาย

119 คำถาม พ.ต.อ. สราวุธ นำหมายจับไปจับนายแสบ ในระหว่างที่ พ.ต.อ.สราวุธ นำนายแสบไปที่ทำการของพนักงานสอบสวนเพื่อส่งมอบตัวนาย แสบให้พนักงานสอบสวน นายแสบได้หลบหนีไปจากรถยนต์ที่ใช้ในการควบคุม ตัว หลังจากนายแสบได้หลบหนีการควบคุมไปสองวัน พ.ต.อ.สราวุธ กับ ร.ต.ต.วัลลพ ได้พบนายแสบกำลังรอขึ้นเครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิ (ก) หาก พ.ต.อ.สราวุธ ซึ่งกำลังติดตามจับกุมนายแสบเดินเข้าไปหานาย แสบและแจ้งว่าต้องถูกจับทั้งแจ้งข้อหากับแจ้งสิทธิตามกฎหมาย จากนั้นได้จับ นายแสบนำส่งพนักงานสอบสวน ดังนี้ การจับของ พ.ต.อ.สราวุธ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

120 (ข) หาก พ.ต.อ.สาวุธ บอก ร.ต.ต.วัลลพ ว่าเมื่อสองวันมาแล้วนายแสบ หลบหนีการควบคุมหลังจากจับกุมของตนตามหมายจับ ร.ต.ต.วัลลพ จึงได้เดิน เข้าไปหานายแสบแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและแจ้งว่าต้องถูกจับทั้งแจ้ง ข้อหากับแจ้งสิทธิตามกฎหมายจากนั้นได้จับนายแสบนำส่งพนักงานสอบสวน ดังนี้ การจับของ ร.ต.ต.วัลลพ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด ตอบ กรณีตามปัญหาข้อ.ก.วินิจฉัยได้ว่า แม้หมายจับที่ศาลออกเพื่อให้จับนาย แสบจะใช้ไม่ได้แล้ว เพราะจับตัวนายแสบตามหมายจับได้แล้ว แต่ พ.ต.อ.สราวุธ เป็นเจ้าพนักงานผู้จับเนื่องจากเป็นผู้นำหมายจับไปจับนายแสบ เมื่อนายแสบซึ่ง ถูกจับตามหมายและได้หลบหนีไป พ.ต.อ.สราวุธ จึงมีอำนาจติดตามจับกุมนาย แสบได้โดยไม่ต้องมีหมายอีก ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 65 ดังนั้น การจับของ พ.ต.อ.สราวุธ จึงชอบด้วยกฎหมาย

121 กรณีตามปัญหาข้อ.ข วินิจฉัยได้ว่า แม้หมายจับที่ศาลออกเพื่อให้จับ นายแสบจะใช้ไม่ได้แล้ว เพราะจับนายแสบตามหมายจับได้แล้ว แต่ ร.ต.ต.วัลลพ มีอำนาจจับนายแสบ เนื่องจากมีหลักฐานตามสมควรว่านายแสบน่าจะได้กระทำ ความผิดอาญาจนมีการออกหมายจับแล้วและมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี เพราะเคยหลบหนีมาแล้ว ประกอบกับมีความจำเป็นเร่งด่วนไม่อาจขอให้ศาล ออกหมายจับนายแสบได้ เพราะนายแสบกำลังรอขึ้นเครื่องบิน ดังนั้นการจับของ ร.ต.ต.วัลลพ จึงชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 (3) ประกอบมาตรา 66 (2)

122 คำถาม นายเก่งกาจได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนจนมีการนำเสนอข่าวทาง หนังสือพิมพ์และทางโทรทัศน์ว่านายเก่งกาจถูก ร.ต.ท.เด่น และ ร.ต.อ.โด่ง ร่วมกันยัดเยียดข้อหาและจับกุมดำเนินคดีในข้อหามียาบ้า ร.ต.ท.เด่นจึงเป็น โจกทก์ฟ้องนายเก่งกาจเป็นจำเลยในคดีอาญาข้อหาหมิ่นประมาท ส่วน ร.ต.อ. โด่งได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับนายเก่งกาจในข้อหาหมิ่น ประมาท ต่อมาในคดีที่ ร.ต.ท.เด่นเป็นโจทก์ นายเก่งกาจให้การรับสารภาพ ศาล จึงพิพากษาลงโทษจำคุกนายเก่งกาจ 1 ปีโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด2 ปี ร.ต.อ.โด่งเห็นว่าคดีของตนล่าช้าเพราะพนักงานสอบสวนเพิ่งส่งสำนวนให้ พนักงานอัยการพิจารณา จึงเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายเก่งกาจเป็นจำเลยในคดีอาญา ข้อหาหมิ่นประมาทเอง นายเก่งกาจได้ร้องขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการ และยังแถลงต่อศาลในคดีที่ ร.ต.อ.โด่งเป็นโจทก์ว่า ศาลมีคำพิพากษาลงโทษ

123 นายเก่งกาจไปแล้ว พนักงานอัยการมีคำสั่งสอบสวนเพิ่มเติม และศาลได้ทำการ ไต่สวนได้ความตามที่นายเก่งกาจได้ร้องขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการและ แถลงต่อศาล ดังนี้ พนักงานอัยการจะฟ้องนายเก่งกาจต่อศาลได้หรือไม่ และศาล ในคดีที่ ร.ต.อ.โด่งเป็นโจทก์จะดำเนินการพิจารณาต่อไปได้หรือไม่เพราะเหตุใด ตอบ กรณีตามปัญหาวินิจฉัยได้ว่า การที่นายเก่งกาจหมิ่นประมาท ร.ต.ท.เด่น และ ร.ต.อ.โด่งนั้นถือว่าเกิดจาการกระทำครั้งเดียวและในคราวเดียวกัน จึงเป็น การกระทำความผิดอาญากรรมเดียวกัน เมื่อ ร.ต.ท.เด่นได้เป็นโจทก์ฟ้องนาย เก่งกาจเป็นจำเลยในคดีอาญาข้อหาหมิ่นประมาทจนศาลมีคำพิพากษาเสร็จ เด็ดขาดไปแล้ว ในกรณีนี้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามมาตรา 39 (4) (คำพิพากษาฎีกาที่ 1853/2530) ดังนั้นพนักงานอัยการจะฟ้องนายเก่งกาจในการ กระทำกรรมเดียวกันนี้อีกไม่ได้ และศาลต้องจำหน่ายคดีที่ ร.ต.อ.โด่งเป็นโจทก์ ฟ้องนายเก่งกาจเป็นจำเลยในคดีอาญาข้อหาหมิ่นประมาทออกจากสารบบความ


ดาวน์โหลด ppt สิทธิมนุษยชน ในกระบวนการยุติธรรม ธนรัตน์ ทั่งทอง รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google