งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

อาจารย์นิรันดร์ เจริญกูล บทที่ 25 การสะท้อนและการหักเหของแสง.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "อาจารย์นิรันดร์ เจริญกูล บทที่ 25 การสะท้อนและการหักเหของแสง."— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 อาจารย์นิรันดร์ เจริญกูล บทที่ 25 การสะท้อนและการหักเหของแสง

2 ธรรมชาติของแสง  กว่าร้อยมีมาแล้ว แสงถูกมองว่าเป็นสายธารของอนุภาค  วัตถุที่กำลังถูกจ้องมองอยู่ได้ปล่อยอนุภาคออกมา  นิวตันเป็นผู้นำในด้านทฤษฎีแสงเป็นอนุภาค  ท่านเชื่อว่า อนุภาคออกมาจากวัตถุ และกระตุ้นความรู้สึกในการ มองเห็นเมื่อเคลื่อนที่เข้าในดวงตา

3 ธรรมชาติของแสงในมุมมองอื่น  ฮอยเกนส์(Christian Huygens) ได้โต้แย้งว่า แสงเป็นการ เคลื่อนที่ของคลื่นชนิดหนึ่ง  กว่าร้อยปีต่อมา ยังก์(Thomas Young : 1801) ได้สาธิต ธรรมชาติความเป็นคลื่นแสงได้อย่างชัดเจน  ท่านได้แสดงให้เห็นว่ารังสีของแสงซ้อนทับกับรังสีอื่น  พฤติกรรมนี้ของแสงไม่สามารถอธิบายได้ด้วยแบบจำลองที่แสง เป็นอนุภาค

4 ข้อยืนยันเพิ่มเติมเรื่องแสงเป็นคลื่น  ในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่สิบเก้า ได้มีการทดลองอีกหลาย อย่างที่ยืนยันทฤษฎีที่แสงเป็นคลื่น  Maxwell ได้ยืนยันว่าแสงเป็นรูปแบบของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ที่มีความถี่ที่สูงมาก  Hertz ได้ทำการทดลองยืนยันคำทำนายของ Maxwell

5 ธรรมชาติของอนุภาค  การทดลองบางอันไม่สามารถอธิบายได้ด้วยธรรมชาติความเป็น คลื่นของแสง  ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริกเป็นปรากฏการณ์หลักที่ไม่สามารถ อธิบายได้ด้วยคลื่น  เมื่อแสงตกกระทบผิวโลหะ บางครั้งจะมีอิเล็กตรอนหลุดออกมา  พลังงานจลน์ของอิเล็กตรอนที่หลุดออกมาขึ้นกับความถี่ของแสง

6 ธรรมชาติสองอย่างของแสง  จากผลการทดลองที่ได้ แสดงว่าแสงมีธรรมชาติสองอย่าง  ในบางกรณี แสงทำตัวเป็นคลื่น และในบางกรณีแสงทำตัวเป็น อนุภาค

7 การประมาณรังสีด้านแสงเชิงเรขาคณิต  แสงเชิงเรขาคณิต ศึกษาเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของแสง  การประมาณรังสี ใช้เป็นตัวแทนของลำแสง  รังสีหนึ่ง เป็นเส้นตรง ลากไปในแนวที่ลำแสงหนึ่งเคลื่อนที่  รังสีแสดงเส้นทางที่คลื่นเคลื่อนที่ไปในอวกาศ  รังสีเป็นแบบจำลองอย่างง่ายอย่างหนึ่ง

8 การประมาณรังสี  รังสีเป็นเส้นตรงตั้งฉากกับ ระนาบของหน้าคลื่น  ด้วยการประมาณรังสี เราถือ ว่าคลื่นเคลื่อนที่ผ่าน ตัวกลางในแนวเส้นตรงใน ทิศทางของรังสี

9 การประมาณรังสีที่สิ่งกีดขวาง  คลื่นมาถึงสิ่งกีดขวางที่ << d  d แทนความกว้างของช่องเปิด  แต่ละคลื่นที่ออกมาจากช่องเปิด เคลื่อนที่ ต่อไปในแนวเส้นตรง  ซึ่งเป็นสมมติฐานของการประมาณรังสี  เป็นข้อดีของการศึกษาเรื่องกระจก เลนส์ ปริซึม และทัศนอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง

10 Ray Approximation at a Barrier, cont  เมื่อคลื่นเคลื่อนที่มาถึงช่อง เปิดของสิ่งกีดขวางที่มีความ ยาวคลื่น ~ d  คลื่นกระจายออกรอบช่อง เปิดในทุกทิศทาง  เป็นปรากฏการณ์เลี้ยวเบน (diffraction)

11 Ray Approximation at a Barrier, final  เมื่อคลื่นเมื่อมาถึงสิ่งกีดขวางที่มี ขนาดของช่องเปิดที่มีขนาดเล็ก กว่าความยาวคลื่น  >> d  การเลี้ยวเบนจะเด่นชัดมาก สามารถประมาณได้ว่าช่องเปิด เป็นจุดกำเนิด

12 การสะท้อนแสง  รังสีของแสงหนึ่ง เคลื่อนที่อยู่ในตัวกลางที่หนึ่ง เรียกว่ารังสีตก กระทบ(incident ray)  เมื่อแสงเคลื่อนที่มาถึงรอยต่อของตัวกลางที่สอง ส่วนของรังสี ตกกระทบ สะท้อนกลับ(reflected back) เข้ามาที่ตัวกลางที่ หนึ่ง  ซึ่งหมายความว่า แสงเคลื่อนกลับเข้ามาในตัวกลางที่หนึ่ง

13 การสะท้อนที่มีระเบียบ(Specular Reflection)  การสะท้อนที่มีระเบียบเกิดจากการ สะท้อนบนผิวที่เรียบ  รังสีสะท้อน(reflected rays) ขนาน ซึ่งกันและกัน  แสงสะท้อนทั้งหมดที่ปรากฏใน ตำรา ให้ถือว่าเป็นการสะท้อนที่ เป็นระเบียบ

14 การสะท้อนแบบฟุ้ง(Diffuse Reflection)  การสะท้อนแบบฟุ้ง เป็นการ สะท้อนบนผิวที่ขรุขระ  รังสีสะท้อนเคลื่อนที่ไปในหลาย ทิศทาง  ผิวสะท้อนทำตัวเป็นผิวที่เรียบ ตราบเท่าที่การเปลี่ยนแปลง ลักษณะของผิวเล็กกว่าขนาดของ ความยาวคลื่นแสง

15 กฎการสะท้อน(Law of Reflection)   normal เป็นเส้นที่ลากตั้ง ฉากกับผิว   เส้นตั้งฉากเริ่มที่ตำแหน่ง รังสีตกกระทบผิวตัวกลาง   รังสีตกกระทบทำมุม  1 กับ เส้นตั้งฉาก   รังสีสะท้อนทำมุม กับ เส้นตั้งฉาก

16 Law of Reflection, cont   มุมสะท้อนเท่ากับมุมตกกระทบ     เรียกความสัมพันธ์นี้ว่ากฎการสะท้อน ( Law of Reflection)   รังสีตกกระทบ รังสีสะท้อน และเส้นตั้งฉาก ทั้งหมดอยู่ บนระนาบเดียวกัน

17 สะท้อนแล้วสะท้อนอีก(Multiple Reflections)  รังสีตกกระทบชนกับกระจกบานแรก  รังสีสะท้อนออกไปเข้าหากระจกบาน ที่สอง  มีการสะท้อนครั้งที่สองที่กระจกบาน ที่สอง  ใช้กฎการสะท้อนและเรขาคณิตเพื่อ ระบุข้อมูลเกี่ยวกับรังสี

18 ข้อมูลเพิ่มเติมบางจุด  ทางเดินของแสงสามารถย้อนกลับได้  สมบัตินี้มีประโยชน์สำหรับโครงสร้างทางเรขาคณิต  การประยุกต์กฎการสะท้อน เช่น การฉายภาพยนตร์ดิจิตอล การแสดงทางโทรทัศน์ และเครื่องคอมพิวเตอร์  การใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า(digital micromirror device)  ประกอบด้วยกระจกจิ๋วเป็นล้านที่ต่างเป็นอิสระและ ตอบสนองต่อแต่ละพิกเซลในภาพ

19 การหักเหของแสง(Refraction of Light)  เมื่อรังสีของแสงเคลื่อนผ่านตัวกลางโปร่งใสที่หนึ่ง จนกระทั่ง มาพบกับรอยต่อของตัวกลางโปร่งใสตัวกลางที่สอง บางส่วน ของพลังงานสะท้อนกลับในตัวกลางที่หนึ่ง และบางส่วนเข้า ไปในตัวกลางที่สอง  รังสีที่เคลื่อนที่เข้าไปในตัวกลางที่สองถูกทำให้งอที่รอยต่อ  การงอของรังสีนี้เรียกว่า การหักเห

20 Refraction, 2  รังสีตกกระทบ รังสีสะท้อน รังสีหักเห และเส้นตั้งฉากอยู่ บนระนาบเดียวกัน  มุมหักเห(angle of refraction) ขึ้นกับวัสดุและมุมตก กระทบ  v 1 แทนอัตราเร็วแสงในตัวกลางที่หนึ่ง v 2 แทนอัตราเร็วแสงในตัวกลางที่สอง

21 Refraction of Light, 3  ทางเดินแสงที่ผ่านผิวที่หัก เห สามารถย้อนกลับได้  ตัวอย่างเช่นแสงเดินทาง จาก A ไป B  ถ้าให้แสงเริ่มต้นที่ B, แสง จะเดินทางตามเส้นทาง AB เพื่อกลับไปยังจุด A

22 Following the Reflected and Refracted Rays  รังสี  เป็นรังสีตกกระทบ  รังสี  เป็นรังสีสะท้อน  รังสี เป็นรังสีหักเหเข้าไปใน lucite  รังสี  เป็นรังสีสะท้อนภายใน lucite  รังสี เป็นรังสีหักเหออกจาก lucite สู่อากาศ

23 เรื่องราวการหักเห 1  แสงอาจหักเหเข้าไปในวัสดุ ที่อัตราเร็วของแสงลดลง  มุมหักเห เล็กกว่ามุมตก กระทบ  รังสีงอเข้าหาเส้นตั้งฉาก

24 เรื่องราวการหักเห 2  แสงอาจหักเหเข้าไปในตัวกลาง ที่อัตราเร็วของแสงสูงขึ้น  มุมหักเห โตกว่า มุมตกกระทบ  รังสีหักเหงอออกจากเส้นตั้ง ฉาก

25 แสงในตัวกลาง  แสงเข้ามาทางซ้าย  แสงเมื่อเข้ามาในตัวกลางแล้วชนกับ อะตอมที่ A  อะตอมอาจดูดกลืนแสง สั่น แล้วปล่อย รังสีแสงกลับออกมา  แล้วกระบวนนี้ก็เกิดซ้ำกับอะตอมที่ B  การดูดกลืนและการปล่อยรังสีทำให้ อัตราเร็วเฉลี่ยของแสงเมื่อผ่านตัวกลาง ลดลง

26 ดัชนีหักเห(Index of Refraction)  แสงมีอัตราเร็วสูงสุดในสุญญากาศ  ดัชนีหักเห, n, ของตัวกลางมีนิยามดังนี้

27 Index of Refraction, cont  สำหรับสุญญากาศ, n = 1  สำหรับอากาศ เราถือว่า n = 1 ด้วย  สำหรับตัวกลางอื่น, n > 1  n เป็นจำนวนที่ไม่มีมิติและมีค่ามากกว่า หนึ่ง  n ไม่จำเป็นต้องเป็นจำนวนเต็ม

28 Some Indices of Refraction

29 ความถี่ระหว่างตัวกลาง  ขณะที่คลื่นเคลื่อนที่จากตัวกลางหนึ่ง ไปยังอีกตัวกลางหนึ่ง ความถี่ไม่ได้ เปลี่ยนแปลง  ทั้งอัตราเร็วและความยาวคลื่นได้ เปลี่ยนไป  ตอนที่คลื่นเคลื่อนที่มาถึงขอบเขต รอยต่อ หน้าคลื่นไม่ได้เข้ามา รวมกัน ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นใหม่ หรือถูกทำให้หายไป, ดังนั้น ความถี่จึงเหมือนเดิม

30 ขยายความเรื่องดัชนีหักเห  ความถี่ของคลื่นเมื่อเคลื่อนที่จากตัวกลางหนึ่งไปยังอีก ตัวกลางหนึ่งยังคงเป็นค่าเดิม  v = ƒ  v = ƒ  ƒ 1 = ƒ 2 แต่ v 1 ≠ v 2 ดังนั้น 1 ≠ 2  อัตราส่วนของดัชนีหักเหของสองตัวกลางสามารถเขียน ได้ในหลายรูปของอัตราส่วน

31 เพิ่มเติมเกี่ยวกับดัชนีหักเห  จากความสัมพันธ์ข้างต้น สามารถแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง ความยาวคลื่นกับดัชนีหักเห : 1 n 1 = 2 n 2  ในอากาศ, n 1 = 1 และดัชนีหักเหของวัสดุสามารถเขียนได้ใน รูปของความยาวคลื่น

32 กฎการหักเหของสเนลล์(Snell’s Law)  n 1 sin  1 = n 2 sin  2   1 แทนมุมตกกระทบในตัวกลางที่หนึ่ง   2 แทนมุมหักเหในตัวกลางที่สอง  Willebrord Snell ทำการทดลองพบความสัมพันธ์นี้ และ เพื่อเป็นเกียรติจึงเรียกว่ากฎของสเนลล์

33 การกระจาย(Dispersion )  เมื่อกำหนดวัสดุให้ชนิดหนึ่ง ดัชนีหักเหแสงเปลี่ยนไปตาม ความยาวคลื่นของแสงที่ผ่านวัสดุ  เรียกค่าดัชนีหักเหที่ขึ้นกับค่าความยาวคลื่น ว่าการกระจาย  กฎของสเนลล์ระบุว่าเมื่อแสงฉายผ่านตัวกลางแล้วเกิดการหัก เห แสงที่มีความยาวคลื่นต่างกันงอด้วยมุมที่แตกต่างกัน

34 การแปรผันของดัชนีหักเหที่ขึ้นกับความยาวคลื่น  ดัชนีหักเหของวัสดุมักมีค่าลดลง เมื่อความยาวคลื่นเพิ่มมากขึ้น  แสงสีม่วงหักเหมากกว่าแสงสี แดงเมื่อเคลื่อนผ่านตัวกลางที่หัก เหแสง

35 มุมเบี่ยงเบน(Angle of Deviation)  รังสีหักเหเมื่อเบนออกจาก ตัวกลางเมื่อเทียบกับตอนที่เข้า มาเป็นมุม , เรียกมุมนี้ว่ามุม เบี่ยงเบน  มุม  ขึ้นกับมุม  และดัชนี หักเหของตัวกลาง

36 การหักเหในปริซึม(Prism)  เพราะว่าแสงแต่ละสีต่างมี มุมเบี่ยงเบนที่แตกต่างกัน แสงขาวจึงกระจาย ออกเป็นสเปกตรัม (spectrum)  สีม่วงเบี่ยงเบนมากที่สุด  สีแดงเบี่ยงเบนน้อยที่สุด  แสงสีอื่น ๆ ก็อยู่ระหว่างนี้

37 รุ้งกินน้ำ(Rainbow)  รังสีของแสงอาทิตย์กระทบละอองน้ำในบรรยากาศ  และเกิดทั้งการสะท้อนและการหักเห

38 The Rainbow, 2  เริ่มต้นด้วยการที่แสงหักเหเข้าในละอองน้ำ  แสงสีม่วงเบนไปมากที่สุด  แสงสีแดงเบนน้อยที่สุด  แสงในละอองน้ำ เมื่อกระทบผิวรอยต่อกับ อากาศมีการสะท้อนกลับเข้าในละอองน้ำ  แสงหักเหออกสู่อากาศเมื่อกระทบผิวรอยต่อ กับอากาศและเคลื่อนกลับออกสู่อากาศ  รังสีแสงสีต่าง ๆ ออกจากละอองน้ำด้วยมุมที่ แตกต่างกัน  มุมระหว่างแสงขาวกับแสงสีม่วงที่มี ความเข้มมากที่สุดคือ 40°  มุมระหว่างแสงขาวกับแสงสีแดงที่มี ความเข้มมากที่สุดคือ 42°

39  ถ้าละอองน้ำฝนในอากาศอยู่สูงบนท้องฟ้าและสังเกตเห็นแสงสีแดงได้  ละอองน้ำที่อยู่ต่ำกว่าบนท้องฟ้าจะส่งแสงสีม่วงตรงมายังผู้สังเกต  แสงสีอื่น ๆ อยู่ระหว่างแสงสีแดงกับแสงสีม่วง การดูรุ้งกินน้ำ

40 รุ้งสองตัว  รุ้งตัวที่สองสีซีดกว่ารุ้งตัว แรก และลำดับสีกลับกัน  รุ้งตัวที่สองอยู่สูงขึ้นไปบน ท้องฟ้ามากกว่ารุ้งตัวแรก และเกิดจากการสะท้อน ภายในสองครั้งก่อนที่จะออก จากละอองน้ำ  รุ้งลำดับที่สูงกว่าสามารถ เกิดขึ้นได้ แต่ว่าความเข้มจะ ต่ำมาก

41 Christiaan Huygens  ค.ศ – 1695  มีชื่อเสียงในเรื่องแสงและ จลนศาสตร์  เขาพิจารณาว่าแสงเป็นการ เคลื่อนที่แบบสั่น กระจาย ออกไป และทำให้เกิด ความรู้สึกมองเห็นเมื่อกระทบ กับตา

42 หลักการของไฮเกน( Huygen's principle)  ไฮเกน ถือว่าแสงประกอบด้วยคลื่นมากกว่าที่จะเป็นสาย ธารของอนุภาค  หลักการของไฮเกน เป็นโครงสร้างทางเรขาคณิตเพื่อ ระบุตำแหน่งของคลื่นใหม่โดยฐานความรู้จากหน้าคลื่น ที่เคลื่อนที่มาถึง

43 Huygen’s Principle, cont  ทุกจุดที่กำหนดให้บนหน้าคลื่นหนึ่งถูกกำหนดให้เป็นจุด กำเนิดคลื่นอันดับสองที่ให้หน้าคลื่นทรงกลมเรียกว่า wavelets, ที่แผ่คลื่นออกมาจากตัวกลางด้วยอัตราเร็วของ คลื่นในตัวกลางนั้น  เมื่อเวลาผ่านไป ตำแหน่งหน้าคลื่นใหม่มีผิวเป็นแนว สัมผัสกับ wavelets

44 โครงสร้างของคลื่นระนาบตามหลักของไฮเกน  ที่ t = 0, ระนาบของหน้าคลื่นอยู่ที่ AA’  จุดต่าง ๆ ที่แสดงแทน wavelets  เมื่อคลื่นเคลื่อนที่เป็นระยะทาง c  t, ระนาบใหม่อยู่ที่ BB’ ซึ่งเมื่อ ลากต่อกันแล้วก็ขนานกับหน้า คลื่น  BB’ ขนานกับ AA’

45 โครงสร้างของคลื่นทรงกลมตามหลักของไฮเกน  เส้นโค้งด้านในแทนส่วน ของหน้าคลื่นทรงกลม  จุดต่าง ๆ แทน wavelets ที่ เคลื่อนที่ไป  หน้าคลื่นใหม่The new wavefront is tangent at each point to the wavelet

46 ตัวอย่าง หลักของไฮเกน  กำเนิดคลื่นในถาดคลื่น  คลื่นระนาบถูกสร้างขึ้นด้านซ้าย ของช่องเปิดสองช่องและ ลอดช่องออกไปทางขวาเป็น คลื่นสองมีติวงกลม  เมื่อเวลาผ่านไปเส้นสัมผัสคลื่น ทั้งสองก็ยังคงเป็นเส้นตรง

47 หลักของไฮเกน และกฎการสะท้อน  สามารถใช้หลักของไฮเกนพิสูจน์กฎการหักเหได้  AB เป็นหน้าคลื่นตกกระทบ  คลื่นที่ A ส่ง wavelet ออกไปยัง D  คลื่นที่ B ส่ง wavelet ออกไปยัง C  AD = BC = c  t

48 Huygen’s Principle and the Law of Reflection, cont  สามเหลี่ยม ABC เท่ากันทุก ประการกับสามเหลี่ยม ADC  cos  = BC / AC  cos  ' = AD / AC  เพราะฉะนั้น, cos  = cos  ' และ  =  '  จะได้  1 =  1 '  ซึ่งก็คือกฎการสะท้อน

49 หลักของไฮเกนกับกฎการหักเห  รังสี 1 กระทบผิว และ ในช่วงเวลา  t ให้หลัง, รังสี 2 ก็กระทบผิว  ในช่วงเวลานี้ คลื่นที่ A ส่ง wavelet, ที่ศูนย์กลางที่ A, ออกไปยังจุด D

50 Huygen’s Principle and the Law of Refraction, cont  คลื่นที่ B ส่ง wavelet ออกไปโดยศูนย์กลางอยู่ที่ B, ตรงไปยัง C  wavelets สองอันเคลื่อนที่ในตัวกลางที่ต่างกัน จึงมีรัศมีไม่ เท่ากัน  จากรูปสามเหลี่ยม ABC และ ADC, เราได้

51 Huygen’s Principle and the Law of Refraction, final  จากสมการข้างต้น ทำให้ดูง่ายได้  ซึ่งก็คือกฎการหักเหของสเนลล์นั่นเอง

52 การสะท้อนกลับหมดภายใน(Total Internal Reflection)  ปรากฏการณ์สะท้อนกลับหมดภายในสามารถเกิดขึ้นได้เมื่อ แสงเคลื่อนที่จากตัวกลางที่มีดัชนีหักเหค่าหนึ่งไปยังรอยต่อ ของตัวกลางที่มีดัชนีหักเหที่น้อยกว่า

53 ทิศทางของลำแสงที่เป็นไปได้  พิจารณาลำแสงหมายเลข 1 ถึง 5  แนวรังสีหักเหถูกเบนออกจาก เส้นแนวฉากเมื่อ n 1 > n 2

54 มุมวิกฤต(Critical Angle)  กรณีนี้เป็นกรณีพิเศษ เมื่อมุมของรังสีหักเหเป็น 90°  กรณีนี้ เรียกมุมตก กระทบว่ามุมวิกฤต,  C 

55 Critical Angle, cont  เมื่อมุมตกกระทบโตกว่ามุมวิกฤต ลำแสงสะท้อนทั้งหมดที่ รอยต่อตัวกลาง  ลำแสงนี้เป็นไปตามกฎการสะท้อนทุกประการ  การสะท้อนกลับทั้งหมดเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อแสงเคลื่อนที่จาก ตัวกลางที่มีดัชนีหักเหค่าหนึ่งไปยังตัวกลางที่มีดัชนีหักเหต่ำ กว่า

56 เส้นใยนำแสง(Optical Fibers)  การประยุกต์ใช้การสะท้อน กลับหมดภายใน  แท่งแก้วหรือพลาสติก ถูกใช้ เป็น “ท่อ”สำหรับนำแสงจากที่ หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง  การปะยุกต์ประกอบด้วย  การประยุกต์ทางการแพทย์  การสื่อสารโทรคมนาคม

57 Optical Fibers, cont  ทำนำแสงมีความยืดหยุ่น เรียกว่าเส้นใยนำแสง “ optical fiber”  มัดรวมของเส้นใย (ดังรูป) สามารถถูกใช้เป็นเส้นทาง นำแสง “optical transmission line”

58 ส่วนประกอบของเส้นใยนำแสง  แกนใสล้อมรอบด้วย cladding  cladding มีดัชนีหักเหต่ำกว่าแกน  ทำให้แสงสามารถที่จะเกิดการ สะท้อนกลับหมดภายในแกนได้  ทั้งหมดล้อมรอบด้วย jacket อีก ที

59 Multimode, Stepped Index Fiber  ขั้นของดัชนีหักเห n ที่ ต่างกันระหว่างแกนกับ cladding  Multimode หมายถึงแสงเข้า มาเพื่อเคลื่อนผ่านเส้นใย ด้วยมุมต่าง ๆ หลายมุม

60 Multimode, Graded Index Fiber  เส้นใยมีแกนที่มีค่าดัชนีหัก เหเปลี่ยนแปลงตามรัศมีโดย รัศมีมากขึ้นดัชนีหักเหมีค่า น้อยลง  ผลก็คือเส้นโค้งจะลดเวลาที่ เคลื่อนที่ผ่านเส้นใย และลด การกระจายของสัญญาณ

61 Optical Fibers, final  เส้นใยนำแสงสามารถพาพลังงานไปได้ถึง 95% ของพลังงานที่ ใส่เข้ามาเมื่อเคลื่อนที่ไปได้ 1 กิโลเมตร  ลดปัญหาในการใช้ความยาวคลื่นยาวลงเหลือน้อยที่สุด  ส่วนใหญ่เส้นใยนำแสงในการสื่อสารใช้ความยาวคลื่น ประมาณ nm


ดาวน์โหลด ppt อาจารย์นิรันดร์ เจริญกูล บทที่ 25 การสะท้อนและการหักเหของแสง.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google