งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

ศาลที่มีอำนาจชำระในคดีอาญา. 1. กรณีความผิดเกิดขึ้นใน ราชอาณาจักร 1.1 กรณีความผิดเรื่องเดียว มาตรา 22 – ( ก ) ศาลที่ความผิดได้เกิดขึ้น อ้างหรือ เชื่อว่าได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาล.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "ศาลที่มีอำนาจชำระในคดีอาญา. 1. กรณีความผิดเกิดขึ้นใน ราชอาณาจักร 1.1 กรณีความผิดเรื่องเดียว มาตรา 22 – ( ก ) ศาลที่ความผิดได้เกิดขึ้น อ้างหรือ เชื่อว่าได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาล."— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 ศาลที่มีอำนาจชำระในคดีอาญา

2 1. กรณีความผิดเกิดขึ้นใน ราชอาณาจักร 1.1 กรณีความผิดเรื่องเดียว มาตรา 22 – ( ก ) ศาลที่ความผิดได้เกิดขึ้น อ้างหรือ เชื่อว่าได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาล นั้น ( ศาลหลัก ) – ( ข ) ศาลที่บัญญัติไว้ในมาตรา 22 (1) ( ศาลยกเว้น ) ได้แก่ – ข.1. ศาลแห่งท้องที่ที่จำเลยมีที่อยู่ หมายถึง ถิ่นที่อยู่เป็นหลักแหล่งสำคัญ และ โดยมีนัยเช่นเดียวกับคำว่า “ ภูมิลำเนา ” 1.1 กรณีความผิดเรื่องเดียว มาตรา 22 – ( ก ) ศาลที่ความผิดได้เกิดขึ้น อ้างหรือ เชื่อว่าได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาล นั้น ( ศาลหลัก ) – ( ข ) ศาลที่บัญญัติไว้ในมาตรา 22 (1) ( ศาลยกเว้น ) ได้แก่ – ข.1. ศาลแห่งท้องที่ที่จำเลยมีที่อยู่ หมายถึง ถิ่นที่อยู่เป็นหลักแหล่งสำคัญ และ โดยมีนัยเช่นเดียวกับคำว่า “ ภูมิลำเนา ”

3 จำเลยมีถิ่นที่อยู่หลายแห่งสับเปลี่ยนกันไป หรือมีหลักแหล่งที่ทำงานเป็นปกติหลายแห่ง ให้ถือเอาแห่งใดแห่งหนึ่งเป็นภูมิลำเนาของ บุคคลนั้น ถ้าไม่มีถิ่นที่อยู่เป็นปกติ หรือครองชีพใน การเดินทางไปมา พบตัวในถิ่นไหนให้ถือว่า ถิ่นนั้นเป็นภูมิลำเนาของบุคคลนั้น ภูมิลำเนาของข้าราชการ ได้แก่ ถิ่นอันเป็นที่ ทำงานตามตำแหน่งหน้าที่ ภูมิลำเนาของผู้ถูกจำคุก ได้แก่ เรือนจำ แต่ ต้องเป็นการจำคุกตามคำพิพากษาอันถึง ที่สุด จำเลยมีถิ่นที่อยู่หลายแห่งสับเปลี่ยนกันไป หรือมีหลักแหล่งที่ทำงานเป็นปกติหลายแห่ง ให้ถือเอาแห่งใดแห่งหนึ่งเป็นภูมิลำเนาของ บุคคลนั้น ถ้าไม่มีถิ่นที่อยู่เป็นปกติ หรือครองชีพใน การเดินทางไปมา พบตัวในถิ่นไหนให้ถือว่า ถิ่นนั้นเป็นภูมิลำเนาของบุคคลนั้น ภูมิลำเนาของข้าราชการ ได้แก่ ถิ่นอันเป็นที่ ทำงานตามตำแหน่งหน้าที่ ภูมิลำเนาของผู้ถูกจำคุก ได้แก่ เรือนจำ แต่ ต้องเป็นการจำคุกตามคำพิพากษาอันถึง ที่สุด

4 ข.2. ศาลแห่งท้องที่ที่จำเลยถูกจับ – หมายถึง เจ้าพนักงานจับจำเลยจริง ๆ ในเขตศาล นั้น ตามที่ถูกกล่าวหา – ในกรณีที่จำเลยถูกจับในความผิดฐานอื่นและต่อมา เจ้าพนักงานสอบสวนอีกท้องที่หนึ่งได้อายัดตัว จำเลยจากมาจากพนักงานสอบสวน ( คดีแรก ) เช่นนี้ ถือไม่ได้ว่าท้องที่ที่มีการจับตัวจำเลยได้ ( คดีแรก ) เป็นท้องที่ที่มีการจับสำหรับคดีที่ 2 ข.3. ศาลแห่งท้องที่ที่พนักงานสอบสวนทำการ สอบสวนนอกเขตศาล – ได้แก่ กรณีที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวน นอกเขตศาลแห่งท้องที่ที่ความผิดเกิดขึ้น อ้างหรือ เชื่อว่าเกิดขึ้น หรือพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ ผู้ต้องหาหรือจำเลยมีที่อยู่หรือถูกจับ ข.2. ศาลแห่งท้องที่ที่จำเลยถูกจับ – หมายถึง เจ้าพนักงานจับจำเลยจริง ๆ ในเขตศาล นั้น ตามที่ถูกกล่าวหา – ในกรณีที่จำเลยถูกจับในความผิดฐานอื่นและต่อมา เจ้าพนักงานสอบสวนอีกท้องที่หนึ่งได้อายัดตัว จำเลยจากมาจากพนักงานสอบสวน ( คดีแรก ) เช่นนี้ ถือไม่ได้ว่าท้องที่ที่มีการจับตัวจำเลยได้ ( คดีแรก ) เป็นท้องที่ที่มีการจับสำหรับคดีที่ 2 ข.3. ศาลแห่งท้องที่ที่พนักงานสอบสวนทำการ สอบสวนนอกเขตศาล – ได้แก่ กรณีที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวน นอกเขตศาลแห่งท้องที่ที่ความผิดเกิดขึ้น อ้างหรือ เชื่อว่าเกิดขึ้น หรือพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ ผู้ต้องหาหรือจำเลยมีที่อยู่หรือถูกจับ

5 1.2 กรณีความผิดหลายเรื่อง เกี่ยวพันกัน ( มาตรา 24) ความผิดเกี่ยวพันกันตามมาตรา 24(1) มี 2 กรณี ก. ความผิดหลายฐานได้กระทำลงโดย ผู้กระทำผิดคนเดียวกัน – กฎหมายถือเอาผู้กระทำผิดเป็นสำคัญ ดังนั้น หากความผิดหลายฐานเกิดขึ้นในท้องที่ต่าง ๆ กัน โดยผู้กระทำผิดคนเดียว แม้ความผิดแต่ ละฐานนั้นจะขาดตอนไปแล้ว หรือมิได้เกี่ยวพัน กัน ก็ถือเป็นความผิดเกี่ยวพันกัน ตามมาตรา 24(1) ข. ผู้กระทำผิดหลายคนเกี่ยวพันกันในการ กระทำผิดฐานหนึ่ง หรือหลายฐาน จะเป็น ตัวการ ผู้สมรู้หรือรับของโจร – กฎหมายถือเอาการกระทำความผิดไม่ว่าจะฐาน เดียวหรือหลายฐาน 1.2 กรณีความผิดหลายเรื่อง เกี่ยวพันกัน ( มาตรา 24) ความผิดเกี่ยวพันกันตามมาตรา 24(1) มี 2 กรณี ก. ความผิดหลายฐานได้กระทำลงโดย ผู้กระทำผิดคนเดียวกัน – กฎหมายถือเอาผู้กระทำผิดเป็นสำคัญ ดังนั้น หากความผิดหลายฐานเกิดขึ้นในท้องที่ต่าง ๆ กัน โดยผู้กระทำผิดคนเดียว แม้ความผิดแต่ ละฐานนั้นจะขาดตอนไปแล้ว หรือมิได้เกี่ยวพัน กัน ก็ถือเป็นความผิดเกี่ยวพันกัน ตามมาตรา 24(1) ข. ผู้กระทำผิดหลายคนเกี่ยวพันกันในการ กระทำผิดฐานหนึ่ง หรือหลายฐาน จะเป็น ตัวการ ผู้สมรู้หรือรับของโจร – กฎหมายถือเอาการกระทำความผิดไม่ว่าจะฐาน เดียวหรือหลายฐาน

6 ความผิดเกี่ยวกับตามมาตรา 24(2) มี 2 กรณี ก. ความผิดหลายฐานได้กระทำลงโดยมี เจตนาอย่างเดียวกัน – จำเลยกระทำผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการ อนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวงในท้องที่หนึ่ง แล้วพาไปหน่วงเหนี่ยวกักขังอีกท้องที่หนึ่ง จากนั้นพาไปข่มขืนกระทำชำเราอีกท้องที่หนึ่ง ข. ความผิดหลายฐานได้กระทำลงโดย ผู้กระทำผิดทั้งหลายได้คบคิดกันมาก่อน แล้ว เป็นเรื่องที่ความผิดแต่ละฐานผู้กระทำ ความผิดต่างกระทำโดยลำพัง มิได้กระทำ ผิดในฐานะเป็นตัวการ หรือผู้สมรู้ เหมือน กรณีตามมาตรา 24(1) – เช่นจำเลยหลายคนได้ร่วมกันปลอมเงินตราใน ท้องที่หนึ่ง โดยวางแผนกันนำไปใช้ในอีกท้องที่ หนึ่ง ความผิดเกี่ยวกับตามมาตรา 24(2) มี 2 กรณี ก. ความผิดหลายฐานได้กระทำลงโดยมี เจตนาอย่างเดียวกัน – จำเลยกระทำผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการ อนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวงในท้องที่หนึ่ง แล้วพาไปหน่วงเหนี่ยวกักขังอีกท้องที่หนึ่ง จากนั้นพาไปข่มขืนกระทำชำเราอีกท้องที่หนึ่ง ข. ความผิดหลายฐานได้กระทำลงโดย ผู้กระทำผิดทั้งหลายได้คบคิดกันมาก่อน แล้ว เป็นเรื่องที่ความผิดแต่ละฐานผู้กระทำ ความผิดต่างกระทำโดยลำพัง มิได้กระทำ ผิดในฐานะเป็นตัวการ หรือผู้สมรู้ เหมือน กรณีตามมาตรา 24(1) – เช่นจำเลยหลายคนได้ร่วมกันปลอมเงินตราใน ท้องที่หนึ่ง โดยวางแผนกันนำไปใช้ในอีกท้องที่ หนึ่ง

7 1.2.3 ความผิดเกี่ยวพันกันตาม มาตรา 24(3) เป็นกรณีความผิดฐานหนึ่งเกิดขึ้น โดยมี เจตนาช่วยผู้กระทำผิดอื่น ให้พ้นจากการรับ โทษในความผิดอย่างอื่นซึ่งเขาได้กระทำไว้ – เช่น ญาติผู้ต้องหาได้ช่วยผู้ต้องหาให้หลบหนีที่ คุมขัง หรือแหกที่คุมขัง ความผิดเกี่ยวพันกันตาม มาตรา 24(3) เป็นกรณีความผิดฐานหนึ่งเกิดขึ้น โดยมี เจตนาช่วยผู้กระทำผิดอื่น ให้พ้นจากการรับ โทษในความผิดอย่างอื่นซึ่งเขาได้กระทำไว้ – เช่น ญาติผู้ต้องหาได้ช่วยผู้ต้องหาให้หลบหนีที่ คุมขัง หรือแหกที่คุมขัง

8 ในคดีเกี่ยวพันกันดังกล่าวโจทก์มีอำนาจ ฟ้องดังนี้ 1. ฟ้องคดีทุกเรื่องโดย – 1.1 แยกแต่ละฐานความผิด ยังศาลนั้นๆที่มีเขต อำนาจตาม มาตรา 22 – 1.2 แยกฟ้องจำเลยแต่ละคนยังศาลที่มีเขต อำนาจตาม มาตรา ฟ้องคดีเกี่ยวพันกันยังศาลๆเดียวกัน โดย – 2.1 ฟ้องต่อศาลที่มีอำนาจชำระในความผิดซึ่ง มีอัตราโทษสูงกว่า หรือ – 2.2 ถ้ามีอัตราโทษสูงเสมอกัน ให้ฟ้องต่อศาล หนึ่งศาลใดก็ได้ ในคดีเกี่ยวพันกันดังกล่าวโจทก์มีอำนาจ ฟ้องดังนี้ 1. ฟ้องคดีทุกเรื่องโดย – 1.1 แยกแต่ละฐานความผิด ยังศาลนั้นๆที่มีเขต อำนาจตาม มาตรา 22 – 1.2 แยกฟ้องจำเลยแต่ละคนยังศาลที่มีเขต อำนาจตาม มาตรา ฟ้องคดีเกี่ยวพันกันยังศาลๆเดียวกัน โดย – 2.1 ฟ้องต่อศาลที่มีอำนาจชำระในความผิดซึ่ง มีอัตราโทษสูงกว่า หรือ – 2.2 ถ้ามีอัตราโทษสูงเสมอกัน ให้ฟ้องต่อศาล หนึ่งศาลใดก็ได้

9 2. ความผิดนอกราชอาณาจักร ม.22 (2) ศาลที่มีอำนาจชำระได้แก่ 1. ศาลอาญา หรือ 2. ศาลซึ่งการสอบสวนได้กระทำลงในเขต ศาล 1. ศาลอาญา หรือ 2. ศาลซึ่งการสอบสวนได้กระทำลงในเขต ศาล


ดาวน์โหลด ppt ศาลที่มีอำนาจชำระในคดีอาญา. 1. กรณีความผิดเกิดขึ้นใน ราชอาณาจักร 1.1 กรณีความผิดเรื่องเดียว มาตรา 22 – ( ก ) ศาลที่ความผิดได้เกิดขึ้น อ้างหรือ เชื่อว่าได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาล.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google