งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

Complementary feeding and Natural Foods กุสุมา ชูศิลป์ หน่วยโภชนาการเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "Complementary feeding and Natural Foods กุสุมา ชูศิลป์ หน่วยโภชนาการเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น."— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 Complementary feeding and Natural Foods กุสุมา ชูศิลป์ หน่วยโภชนาการเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

2 วัตถุประสงค์ เสนอแนวปฏิบัติการให้อาหารทารกของ องค์การอนามัยโลก อธิบายเหตุผลการให้อาหารเสริมเมื่อ อายุ6เดือน อธิบายวิธีกำหนดชนิดอาหารเสริมที่ เหมาะสม อธิบายความสำคัญสารอาหารในอาหารเสริม อธิบายวิธีจัดอาหารเสริมให้เพียงพอกับความ ต้องการของทารกที่ไดรับนมแม่ เลือกอาหารธรรมชาติในการเลี้ยงเด็กอายุ เดือน

3 ☺ Normal growth ☺ Normal development ☺ Good eating habit ☺ Disease prevention

4 Definition: Complementary foods Definition: Complementary foods Any nutrient - containing foods or liquids other than breast milk given to young children during the period of complementary feeding Definition: Complementary feeding period The period during which other foods or liquids are provided along with breast milk

5 ESPGHAN Committee on Nutrition Medical Position Paper 2008 Complementary feeding: All solid and liquid foods other than breast milk or infant formula and follow- on formula J Pediatr Gastroenterol Nutr 2008.

6 ควรให้อาหารเสริมแก่ทารก เมื่อใด? เมื่อทารกมีความพร้อม - ด้านกล้ามเนื้อและระบบประสาท - ด้านการทำงานของทางเดินอาหาร - ด้านการทำงานของไต - ด้านพัฒนาการของสมองในการรับ อาหาร

7 พัฒนาการของกล้ามและระบบประสาท ตั้งแต่เกิดครบกำหนดทารกมีความสัมพันธ์ระหว่างการดูด และการกลืน เมื่อเริ่มดูดนมทารกตอบสนองต่อการเขี่ยแก้มหรือริม ฝีปาก(rooting reflex) ทารกลดการใช้ลิ้นดุน ( extrusion reflex) ขณะรับอาหาร เมื่ออายุ4 เดือน ทารกควบดุมการปิดปากขณะรับอาหารเมื่ออายุ4 เดือน เมื่ออายุ5-7เดือนทารกเริ่มนั่งและเคี้ยวอาหาร เมื่ออายุ 9-10 เดือนทารกเริ่มหยิบอาหารเข้าปาก หลังอายุ12 เดือนเริ่มมีพฤติกรรมสำรวจและอยากรู้อยาก เห็น

8 สรีรวิทยาของทางเดินอาหาร อาหารช่วยกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนในทางเดิน อาหาร การเจริญเติบโตของเยื่อบุทางเดินอาหารช่วยสร้าง น้ำย่อยที่ย่อยคาร์โบไฮเดรต การเคลื่อนอาหารออกจากกระเพาะเข้าสู่ลำไส้ ขึ้นกับอายุครรภ์ขณะเกิด เกลือน้ำดีจากตับและน้ำย่อยจากตับอ่อนที่ช่วยย่อย โปรตีนและไขมัน สารอาหารบางตัวถูกย่อยและดูดซึมในกระเพาะ มีการควบคุมการดูดซึมวิตามินและเกลือแร่ในลำไส้ มีการสร้างภูมิต้านในลำไส้และทั่วร่างกาย

9 การขับของเสียทางไต ของทารกแรกเกิด อัตราการกรองของเสียต่ำ ขับกรดออกจากร่างกาย ได้น้อย ทำงานหนักเมื่อมีสารยูเรีย หรือสารเกลือแร่ มากเกินไป

10 การย่อยน้ำตาล Oligosaccharides เกิดจากการ ย่อยแป้งหรือการสลาย glycogen และจะถูกย่อยต่อโดย alpha- glucosidase เช่น sucrase- isomaltase Lactose ถูกย่อยโดย lactase ซึ่ง เป็น beta-glucosidase ได้ monosaccharides glucose และ galactose

11 การย่อยน้ำตาล Lactase จะทำงานด้วยอัตรา จำกัดเพื่อให้เซลล์ลำไส้ดูดซึม glucose และ galactose อย่าง ช้าๆด้วยส่วนโปรตีน Na+ glucose cotransporter จนมี คามเข้มข้นสูงพอที่จะซึมผ่าน ผนังของเซลล์ลำไส้สู่กระแสเลือด การดูดซึมคาร์โบไฮเดรตขึ้นกับ ฮอร์โมนในทางเดินอาหาร

12 การย่อยไขมัน ไขมันหลักTriglycerides ประมาณ10-30% เริ่มถูกย่อยโดยGastric lipaseในกระเพาะที่ มีความเป็นกรดที่พอเหมาะ Monoglycerides และกรดไขมันถูกเคล้าด้วย น้ำดีในลำไส้ก่อนถูกย่อยโดย colipase dependent-lipaseจากตับอ่อน Colipase dependent-lipase มีน้อยมากใน ทารกและหลั่งสร้างเป็น1000เท่าในผู้ใหญ่

13 การดูดซึมไขมัน การดูดซึมกรดไขมันไม่อิ่มตัวดีกว่ากรด ไขมันอิ่มตัว กรดไขมันไม่อิ่มตัวถูกสลายดีใน กระเพาะ ชอบละลายกับเกลือน้ำดี จับ กับโปรตีน และ reesterifiedได้จึงไม่ ค่อยเปลี่ยนสบู่ การดูดซึมกรดไขมันอิ่มตัวขึ้นกับ ตำแหน่งของกรดไขมันในโมเลกุล triglycerol

14 การดูดซึมไขมัน กรดในนมแม่มี palmitic acidที่ตำแหน่ง sn-2 ของโมเลกุลtriglycerolจำนวนมาก แต่นมผสมมีน้อยมาก กรดไขมันอิ่มตัวใน นมแม่จึงถูกดูดซึมดีกว่า Medium chain triglyceridesมีกรดไขมัน อิ่มตัว8-10 carbon atom ละลายดีในน้ำ ถูกย่อยดีในกระเพาะด้วยlipase แม้จะมี เกลือน้ำดี และน้ำย่อยจากตับอ่อนน้อย จึง ถูกดูดซึมดีกว่าlong chain triglycerides

15 พฤติกรรมการให้อาหาร ทารกหลังอายุ 6 เดือน หัดให้กินอาหารจากช้อน เริ่มควบคุมกล้ามเนื้อริมฝีปาก การเคลื่อนของลิ้น และกระดูกขากรรไกร หันศีรษะไปมาขณะอ้าปากรับช้อนได้ เริ่มตั้งใจดูดน้ำและอาหารด้วยตนเอง นั่งกินอาหารได้ อายุ 8-10 เดือน เริ่มใช้นิ้วชี้และหัวแม่มือจับชิ้นอาหารเข้าปาก เช่นผักชิ้นเล็กๆ ที่ทำให้สุกและอ่อนนิ่ม หัดเคี้ยวเพื่อกระตุ้นการขึ้นของฟัน ช่วยเหลือตนเองได้มากขึ้น คุ้นเคยกับอาหารในครอบครัว

16 พัฒนาการและพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการกิน อายุ ( เดือน ) พัฒนาการและพฤติกรรม แรกเกิด ถึง 2 Primitive reflexes (rooting, sucking, swallowing) 2-4 เริ่มสนใจและมีปฏิสัมพันธ์ในระหว่างกินมากขึ้น สามารถ ไอเพื่อป้องกันการ สำลัก รอคอยเมื่อหิว ชอบเอามือเข้าปาก 4-6 มีความพร้อมในการกินอาหารแข็ง สามารถคุมการทรงตัวของศีรษะและลำตัว ได้ดี คว้าของได้ เริ่มเอาของเข้าปาก extrusion reflex of tongue ลดลง สามารถคายอาหารทิ้ง เพื่อเป็นการสำรวจอาหารในปาก การตอบสนองต่อการ กินอาหารแข็งขึ้นกับพื้นอารมณ์ของเด็ก 6-8 นั่งได้ดี เริ่มเคี้ยวได้ ถือขวดนมได้เอง ส่งเสียงในระหว่าง มื้ออาหารเพื่อแสดง ความต้องการอาหาร 8-10 เริ่มใช้นิ้วมือได้ดีขึ้น เริ่มกำช้อนได้แต่ยังไม่สามารถใช้ได้ดี หยิบอาหารชิ้นเข้า ปากกินเองได้ เริ่มชอบกินอาหารที่มีรสชาติ และลักษณะอาหารใหม่ๆ ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วโป้งได้ดี เริ่มเรียนรู้ในการทิ้งของ และอาหารลงพื้นเพื่อ สังเกตว่าอาหารมีการเคลื่อนที่อย่างไร เริ่มถือถ้วยได้แต่ไม่ดี ส่งเสียงและขยับ ตัวระหว่างมื้ออาหารได้มากขึ้น ต้องการกินอาหารด้วยตนเอง ความอยากอาหารและ ความต้องการสารอาหาร ลดลง เริ่มถือถ้วยได้ดีขึ้น ( ใช้สองมือประคองถ้วย ) ชอบเล่นอาหารอาจ ทำอาหารเลอะเทอะ เริ่มกินได้เร็วขึ้น ชอบเคลื่อนไหวหรือเดิน ทำให้ไม่อยากกิน อาหารเพราะกำลัง หัดเดิน รอคอยอาหารได้ เล่นโดยการทิ้งอาหารลงพื้นเพื่อดูการตอบสนองของ พ่อแม่ เริ่มกินอาหารเองโดยการใช้ช้อนร่วมกับการใช้นิ้วมือ เริ่มขออาหารเองได้ เริ่มมี การต่อต้าน (negativism) อาจบอกว่าไม่กินแม้ว่าจะหิวก็ตาม ต้องการควบคุม การกินและมื้ออาหารด้วยตนเอง

17 อายุ (ปี)พัฒนาการและพฤติกรรม 2-3 เริ่มใช้ส้อมได้ เริ่มกินอาหารเป็นเวลา ชอบช่วยเตรียมและ เก็บโต๊ะ อาหาร 3-4ใช้ช้อนและส้อมได้ดี ล้างมือเองได้ ชอบช่วยเตรียมอาหาร 4-5 อาจปฏิเสธการกินอาหารบางชนิด เริ่มขอกินอาหาร ที่อยู่ในโฆษณา (โดยเฉพาะขนมจุบจิบ ขนมถุง) เริ่มบอกว่า อยากกินอะไรในมื้ออาหาร ชอบช่วยล้างจาน ช่วยเตรียมอาหาร 5-6 เริ่มช่วยเตรียมอาหารกล่อง สามารถรับผิดชอบในการจัด และเก็บโต๊ะ ช่วยน้องขออาหารได้ 6-8 ล้างจานเองได้ ต้องการซื้อขนมจุบจิบ ขนมถุงมากขึ้น สนใจและเริ่ม ต่อรองขออาหารชนิดต่างๆได้ สามารถซื้ออาหารด้วยตนเองในโรงเรียน 8-10 สนุกกับการวางแผนและเตรียมเมนูอาหารของคนใน ครอบครัว สามารถ ใช้เงินซื้ออาหารกินเองเมื่ออยู่นอกบ้าน เริ่มไม่ชอบช่วยงานครัว พัฒนาการและพฤติกรรม ที่เกี่ยวข้องกับการกิน

18 อายุที่เริ่มให้อาหารเสริม ข้อกำหนดการให้อาหารเสริมของ องค์การอนามัยโลก ค.ศ ให้อาหารเสริมหลัง ได้นมแม่อย่างเดียว 4-6 เดือน ค.ศ ให้เริ่มอาหารเสริมครั้งแรก เมื่ออายุ 6 เดือนขึ้นไป

19 อายุที่เริ่มให้อาหารเสริม ที่กำหนดโดยองค์กรอื่น WHO 2001: 6 เดือน กระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทย: 6 เดือน ชมรมโภชนาการเด็กแห่งประเทศไทย 2550: 4-6 เดือน AAP 2008: 4-6 เดือน ESPGHAN 2008: 17 – 26 สัปดาห์

20 1.ให้นมแม่อย่างเดียวตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 เดือน และให้ต่อเนื่องถึงอายุ 2 ปี* 2. เริ่มอาหารเสริมตามวัยเมื่ออายุประมาณ 6 เดือน ถ้าจำเป็น** อาจเริ่ม ให้ก่อนได้ แต่ไม่ก่อนอายุครบ 4 เดือน 3. ให้อาหารเสริมตามวัยปริมาณพอเพียง 1 มื้อ เมื่ออายุ 6 เดือน เพิ่มเป็น 2 และ 3 มื้อ เมื่ออายุประมาณ 8 และ 10 เดือนตามลำดับ 4. ให้อาหารเสริมตามวัยที่มีคุณภาพ ครบทุกหมู่ เป็นประจำทุกวัน *** 5. ค่อย ๆ เพิ่มปริมาณ และความละเอียดหยาบของอาหาร ตามวัยทารก 6. ให้อาหารรสธรรมชาติ ไม่ควรปรุงแต่งรสอาหาร 7. ให้อาหารสะอาดและปลอดภัย 8. ให้ดื่มน้ำสะอาด งดเครื่องดื่มรสหวานและน้ำอัดลม 9. ฝึกทารกให้มีวิธีกินอย่างเหมาะสมตามวัย 10. เล่นกับลูก สร้างความผูกพัน หมั่นติดตามการเจริญเติบโตและ พัฒนาการ ข้อแนะนำการบริโภคอาหาร เพื่อสุขภาพที่ดี (FBDG)ของทารก ข้อแนะนำการบริโภคอาหาร เพื่อสุขภาพที่ดี (FBDG) ของทารก * ถ้ามีความจำเป็นที่ไม่สามารถให้นมแม่ได้ ให้ใช้นมผงดัดแปลงสำหรับ ทารก ** การเจริญเติบโตมีแนวโน้มลดลง ( น้ำหนักเพิ่มน้อย หรือไม่เพิ่ม ) หรือไม่ สามารถให้นมแม่ได้อย่างเต็มที่ *** แนะนำให้ใช้อาหารที่เตรียมเอง **** อาจเลือกใช้นมสูตรต่อเนื่องหรือนมวัวรสจืดในเด็กอายุ 1-2 ปี

21 ข้อสรุปแนวทาง การให้อาหารเสริม ระดับโลก Daelmans B,Martines J, and Saadeh R. Food and Nutrition Bulletin, vol. 24,no.1:2003 ;

22 หลักการปฏิบัติเกี่ยวกับ การให้อาหารเสริม ควรเริ่ม น้ำ เครื่องดื่ม หรืออาหารอื่นๆ นอกเหนือจากนมแม่เมื่อทารกอายุ6เดือนเต็ม เพิ่มปริมาณอาหารตามอายุของเด็ก ยังคงให้นมแม่บ่อยครั้งขณะให้อาหารเสริม ความต้องการกำลังงานจากอาหารเสริมของ ทารกในประเทศที่กำลังพัฒนาสูงกว่าทารกใน ประเทศที่พัฒนาแล้วเพราะได้รับนมแม่ แตกต่างกัน

23 กำลังงานสารอาหารที่ ต้องการเพิ่มในอาหารเสริม คำนวณส่วนต่างในแต่ละกลุ่มอายุระหว่าง ความต้องการกำลังงานสารอาหารที่ ต้องการหรือควรได้รับทั้งหมดต่อวันกับ ปริมาณกำลังงานสารอาหารในนมแม่ จัดแบ่งกลุ่มอายุเพื่อการคำนวณความ ต้องการสารอาหารเป็นช่วงอายุ 6 to 8 เดือน, 9 to 11 เดือน, และ 12 to 23 เดือน.

24 ปริมาณโปรตีน พลังงาน ที่ควรได้รับจาก อาหารเสริมตามวัยสำหรับทารกตามกลุ่มอายุ

25 ส้ดส่วนกำลังงานที่ทารกได้รับจากนมแม่ เทียบกับความต้องการกำลังงานทั้งหมด

26 สัดส่วนของกำลังงานที่ได้จากนมแม่และ อาหารเสริมที่อายุ 4 เดือน และ6 เดือน Age (mont h) Energy requireme nt (kcal/d) Energy from breast milk (kcal/d) Energy need from complementary food Breast milk intake lowavghighlowavghigh , ,

27 ปริมาณกำลังงานสารอาหาร ที่ควรได้ในอาหารเสริม ปริมาณพลังงาน ( กิโล แคลอรีต่อวัน ) ช่วงอายุของทารก ควรได้รับ นมแม่ อาหารเสริม 6-8 เดือน เดือน เดือน

28 ความถี่ของมื้ออาหารเสริมและ ความหนาแน่นของ กำลังงานสารอาหารอาหาร จำนวนครั้งที่เหมาะสมในการให้อาหารเสริม ขึ้นกับชนิดของอาหารเสริมที่มีความหนาแน่น ของกำลังงานสารอาหารต่างกัน ถ้าความหนาแน่นของกำลังงานสารอาหารน้อย หรือเด็กรับประทานอาหรต่อมื้อได้น้อย หรือ ได้รับนมแม่น้อย เด็กควรได้อาหารเสริมบ่อยครั้ง ขึ้น

29 จำนวนมื้ออาหารเสริม ที่มีกำลังงานสารอาหารน้อยที่สุด ในแต่ละกลุ่มอายุ จำนวนมื้อ6-8 เดือน9-11 เดือน12-23 เดือน WHO/UNICEF 1998

30 ระดับสารอาหารน้ำนมแม่ น้ำนมแม่เป็นแหล่งสารอาหารระดับดีได้แก่ โปรตีน วิตามินเอ โฟเลต วิตามินบี12 วิตามินซี ไอโอดีน และทองแดง น้ำนมแม่เป็นแหล่งสารอาหารระดับพอใช้ ได้แก่ วิตามินบี2 วิตามินบี1 แคลเซียม และ สังกะสี น้ำนมแม่เป็นแหล่งสารอาหารระดับต่ำได้แก่ ไนอะซิน วิตามินบี6 วิตามินดี วิตามินเค และเหล็ก

31 ส่วนประกอบสารอาหาร ที่ให้กำลังงานในอาหารเสริม อาหารเสริมส่วนมากมีโปรตีนที่เพียงพอหรือ เกินพอกับความต้องการของทารก น้ำนมแม่มีไขมันมากกว่าในอาหารเสริม เฉลี่ย 38 กรัมต่อลิตร ในประเทศกำลังพัฒนา สัดส่วนของกำลังงานจากไขมันในอาหาร เสริมของทารกแต่ละช่วงอายุแตกต่างกัน อายุ 6-8 เดือน ต้องการ 0-34 %, อายุ 9-11 เดือน ต้องการ 5-38 % อายุ12-23 เดือนต้องการ %

32 Fatty acid Composition in Breast milk from 4 Regions of Thailand กรดไขมันจากนมแม่จาก4ภูมิภาคของไทย Pipop Jirapinyo, et al. J Med Assoc Thai,2008;91:

33 LCPUFAs ในนมของแม่ จาก4 จังหวัดในประเทศไทย ชนิดไขมันกรุงเทพจันทบุรีตากสุรินทร์ Linoleic acid (0.738) (0.593) (0.903) (0.647) L i nolenic acid (0.065) (0.031) (0.045) (0.086) Arachidonic acid (0.064) (0.227) (0.027) (0.037) Eicosapetainoic acid (0.012) (0.008) (0.001) (0.030) DHA 0397 (0.023) (0.031) (0.003) (0.045)

34 ลักษณะกรดไขมันสายโมเลกุลยาว ในน้ำนมของแม่ไทย หญิงให้นมบุตรในจังหวัดสุรินทร์บริโภคDHAเฉลี่ย 10.44(0.82)มกต่อสัปดาห์ซึ่งสูงที่สุด รองลงมาเป็นหญิง ให้นมบุตรในกรุงเทพ8.12(0.94) มกต่อสัปดาห์ หญิงให้นมบุตรในจังหวัดจันทบุรีบริโภคDHA 5.97(0.62) มกต่อสัปดาห์และในจังหวัดตากบริโภคDHA 1.42(0.20) ซึ่งค่อนข้างต่ำมาก แหล่งของกรดไขมันได้แก่น้ำมันพืชที่ใช้ทำอาหารเช่น น้ำมันถั่วเหลืองที่มีLAและALAสูงทำให้แม่ในกรุงเทพที่ สามารถบริโภคน้ำมันถั่วเหลืองมี LAและALA ในนมแม่สูง ที่สุด หญิงให้นมบุตรในจังหวัดสุรินทร์ที่บริโภค DHAมากที่สุด ได้ DHAจากปลาและทำให้นมแม่มี DHAมากที่สุด แต่หญิง ให้นมบุตรในกรุงเทพมี DHAน้อยที่สุด

35 What are good complementary foods? Rich in energy, protein & micronutrients Clean and safe Locally available and easy to prepare Not too sweet, salty or peppery Liked by the child

36 อัตราการสะสมแคลเซียมในร่างกายของเด็ก Calcium accretion (mg/d) Age group Balance study Accretion Bone densitometry Abrams,1991&1994&1997.Begum,1969.Ellis,1997.Fomon,1993.Garn,1972.Koo,1997.Leitch,1959.Martin,1997.Matkovic,1991&1992.Weaver,1994.Widdowson,1951.

37 ชนิดของอาหารที่ควร ให้ในอาหารเสริม ควรให้อาหารเสริมที่หลากหลายชนิดเพื่อให้ได้ สารอาหารครบถ้วนตามความต้องการ อาหารที่ควรได้ทุกวันหรือบ่อยครั้งได้แก่ เนื้อสัตว์ สัตว์ปีก ปลา หรือไข่ อาหารมังสวิรัติไม่สามารถครอบคลุมสารอาหารที่ เด็กวัยนี้ต้องการ ควรให้ผักและผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามินเอทุกวัน ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีสารอาหารน้อย เข่น น้ำหวาน.

38 ความหนาแน่นสารอาหาร (ต่อ100กิโลแคลอรี) ในอาหารของเด็กอายุ6-8เดือน NutrientsNew RDIWHO 2002(1998) Protein (g) (0.7) Vitamin A(micro g) (5.0) Calcium (mg) (125.0) Iron (mg) (4.0) Zinc (mg) (0.8) Niacin (mg) (1.1) Folate(micro g) (0.0)

39 ความหนาแน่นสารอาหาร (ต่อ100กิโลแคลอรี) ในอาหารเด็กอายุ 9-11 เดือน NutrientsNew RDI WHO 2002 (1998) Protein (g) (0.7) Vitamin (micro g) (9.0) Calcium (mg) (78.0) Iron (mg) (2.5) Zinc (mg) (0.5) Niacin (mg) (0.9) Folate (micro g) (0.0)

40 ความหนาแน่นสารอาหาร (ต่อ100กิโลแคลอรี) ในอาหารเด็กอายุ เดือน NutrientsNew RDIWHO 2002(1998) Protein (g) (0.7) Vitamin A (micro g) (17.0) Calcium (mg) (26.0) Iron (mg) (0.8) Zinc (mg) (0.3) Niacin (mg) (0.9) Folate(micro g) (0.0)

41 การให้อาหารเสริม ที่ต้องระวังการขาดสารอาหาร ทารกและเด็กที่เข้าถึงอาหารเสริมบางชนิดใน ปริมาณมาก เช่น อาหารประเภทแป้งและน้ำตาล และได้รับอาหารประเภทเนื้อสัตว์หรือผลิตภัณฑ์ เนื้อนมไข่ค่อนข้างน้อยมีความเสี่ยงต่อการขาด สารอาหารโดยเฉพาะเกลือแร่และวิตามิน อาหารเสริมที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์มีสารอาหารน้อยเช่น เหล็ก แคลเซียม สังกะสี ซีลีเนียม กลุ่มวิตามินบี หรือวิตามินเอในบางโอกาส อาหารเสริมที่มีความหนาแน่นของสารอาหาร (ปริมาณสารอาหารต่อ100 กิโลแคลอรี)น้อยกว่า ปริมาณสารอาหารที่เด็กต้องการจริงถือว่าเป็น อาหารเสริมที่มีสารอาหารที่เป็นปัญหา

42 สารอาหารที่เป็นปัญหา ( Problem nutrients ) ในอาหารเสริม กลุ่มวิตามินที่ลดลงในน้ำนมแม่อย่างรวดเร็วถ้า แม่ได้รับไม่เพียงพอ เช่น วิตามินบี1 วิตามินบี2 วิตามินบี6 วิตามินบี 12 และวิตามินเอ กลุ่มวิตามินที่มีน้อยในน้ำนมแม่ตามปริมาณที่ สะสมไว้ในร่างกายของแม่ เช่น โฟเลท และวิตามินดี แร่ธาตุที่อาจต้องเพิ่มในอาหารเสริมเช่น เหล็ก สังกะสี แคลเซียม ซีลีเนียม และไอโอดิน

43 ปริมาณ vitamin A (ไมโครกรัมต่อวัน) ที่ทารกและเด็กต้องการ ข้อกำหนด6-8 เดือน 9-11 เดือน เดือน WHO UNICEF New DRI WHO

44 แหล่งอาหารที่สำคัญของ วิตามินเอ Retinol และBeta-Carotene นมแม่ช่วงหัวน้ำนมมี Retinol และBeta- Carotene อย่างละ 2000ไมโครกรัมต่อลิตร และ ลดลงช่วงน้ำนมแก่เต็มที่เหลืออย่างละ ไมโครกรัมต่อลิตร นมแม่เป็นแหล่งอาหารที่ดีที่สุดของวิตามินเอ ในช่วง 6เดือนแรกหลังเกิด แต่ปริมาณในนมแม่ ขึ้นภาวะวิตามินเอในตัวของแม่ สารที่ช่วยเพิ่ม bioavailability ของวิตามินเอ ได้แก่ ไขมัน โปรตีน วิตามินอี สังกะสี หรือเหล็ก

45 ปริมาณ Retinol (microgram RE 1=3.33IU) ในอาหารที่ได้จากสัตว์ แหล่งวิตามินเอปริมาณ Retinol ตับ3 ออนซ์9124 ปลาSalmon3 ออนซ์ 53 ปลาTuna3 ออนซ์ 14 ไข่ไก่1 ฟองขนาดกลาง 84 นมเสริมวิตามินเอ1 ถ้วย 149 นมสดไขมัน2%1 ถ้วย 139

46 ปริมาณ Retinol (microgram RE 1=3.33IU) ในอาหารที่ได้จากพืช แหล่งเบต้าคาโรตันปริมาณ Retinol ฟักทอง1/2 ถ้วย2712 แครอท1/2 ถ้วย1913 มันหวาน1/2 ถ้วย1935 แคนตาลูบ1/2 ถ้วย 480 แตงโม1/2 ถ้วย 59 มะละกอ1/2 ถ้วย 20

47 ปริมาณ Vitamin K (ไมโครกรัมต่อวัน) ที่ทารกและเด็กต้องการ ข้อกำหนด6-8 เดือน9-11 เดือน12-23 เดือน WHO UNICEF, New DRI WHO

48 แหล่งอาหารของวิตามินเค นมแม่มีวิตามินเคประมาณ 23 ไมโครกรัม ต่อลิตร ทารกที่ได้รับนมแม่อย่างเดียวร้อยละ55มี ความเสี่ยงต่อการขาดวิตามินเค ทารกแรกเกิดทุกคนควรได้รับการฉีดหรือ รับประทานวิตามินเค0.5-1 มิลลิกรัม ผักสีเขียวและอาหารประเภทถั่วเป็นแหล่ง ตั้งต้นให้แบคทีเรียสังเคราะห์วิตามินเคใน ลำไส้

49 ปริมาณ Folate (ไมโครกรัมต่อวัน) ที่ทารกและเด็กต้องการ ข้อกำหนด6-8 เดือน9-11 เดือน เดือน WHO UNICEF, New DRI WHO

50 แหล่งอาหาร Folate (microgram) ในนมแม่ ไมโครกรัมต่อลิตร แหล่งเบต้าคาโรตันปริมาณ Retinol ถั่ว Garbenzo1/2 ถ้วย 141 หน่อไม้ฝรั่ง1/2 ถ้วย 120 มันหวาน1/2 ถ้วย 43 แคนตาลูบ1/2 ถ้วย 100 น้ำส้ม1 ถ้วย 87 ธัญญพืชสำเร็จรูป1ถ้วย/1ออนซ์

51 ปริมาณ Vitamin C (มก./วัน) ที่ทารกและเด็กต้องการ ข้อกำหนด 6-8 เดือน 9-11 เดือน เดือน WHO UNICEF, New DRI WHO

52 แหล่งอาหารของวิตามินซี (มิลลิกรัม) ในนมแม่ 100 มิลลิกรัมต่อลิตร อาหารปริมาณมิลลิกรัม น้ำส้ม1 ถ้วย 82 เนื้อผลไม้กีวี1 ถ้วย108 พริกสีเขียว1/2ถ้วย 95 กระล่ำดอก1/2ถ้วย 75 บรอคโคลี่1/2ถ้วย 48 มะเขือเทศชื้น1/2ถ้วย 33

53 ปริมาณ Fluoride (ไมโครกรัมต่อวัน) ที่ทารกและเด็กต้องการ ข้อกำหนด6-8 เดือน 9-11 เดือน เดือน WHO UNICEF, New DRI WHO 2002NA

54 ปริมาณ Selenium (ไมโครกรัมต่อวัน) ที่ทารกและเด็กต้องการ ข้อกำหนด 6-8 เดือน 9-11 เดือน เดือน WHO UNICEF, New DRI 20 WHO

55 แหล่งอาหารของเซลีเนียม(ไมโครกรัม) อาหารปริมาณ ไมโครกรัม Lobster3 ออนซ์66 ปลาทูน่า3 ออนซ์60 กุ้ง3 ออนซ์54 หอยนางรม3 ออนซ์48 ตับ3 ออนซ์56 ไข่3 ออนซ์37

56 ปริมาณ Iron (มก./วัน) ที่ทารกและเด็กต้องการ ข้อกำหนด6-8 เดือน9-11 เดือน12-23 เดือน WHO UNICEF, New DRI11 7 WHO

57 ส่วนประกอบของ hemoglobin, myoglobin, cytochrome ขนส่ง ออกซิเจนให้เซลล์ Coenzyme ของเอนไซม์ในสมอง หลายชนิด การสร้างสาร neurotransmitter

58 ปริมาณธาตุเหล็กที่ควรได้รับ ประจำวันตามDRI for Thais กลุ่มอายุปริมาณที่ควรได้ (มก.) ทารก0-5 เดือน 6-12 เดือน น้ำนมแม่ 9.3 เด็ก1-3 ปี 4-5 ปี 6-8 ปี หญิงวัยรุ่น 9-18 ปี หญิง > 19 ปี-50 ปี24.7 หญิงตั้งครรภ์+60 หญิงให้นมบุตร15 กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พ. ศ. 2546

59 ความต้องการธาตุเหล็ก ช่วงที่มีสมองและร่างกายโตเร็ว อาหารทารกและเด็กต้องมีเหล็กเพียงพอตั้งแต่แรกเกิดทั้งนี้ ขึ้นกับ bioavailability ของอาหาร นมแม่มีเหล็กในหัวน้ำนม มก/ลิตรและลดลงเหลือ มก/ลิตร ในนมแม่ที่แก่เต็มที่ ทารกที่ได้รับนมผสมเสริมเหล็กในช่วงอายุ6-9เดือนมีระดับ ฮีโมโกลบินที่สูงชัดเจนและแตกต่างจากเด็กที่ได้นมผสมที่ ไม่เสริมเหล็กจนอายุ16-19เดือน (Fillet LJ 1990) ทารกที่มีภาวะขาดธาตุเหล็กจะมีการเปลี่ยนแปลงของ glutamine metabolismแช่นเดียวกับคนไข้ธาลัสซีเมีย ( Agarwal,2001 )

60 แหล่งอาหารของเหล็ก (มิลลิกรัม) อาหารปริมาณมิลลิกรัม ตับ3ออนซ์7.5 เนื้อหมู3ออนซ์2.7 ถั่วเหลือง3 ออนซ์2.7 น้ำลูกพรุน1 ถ้วย9.0 ผักโขม½ ถ้วย2.3 ถั่วสด½ ถ้วย1.6

61 ธาตุเหล็กในอาหาร ช่วงอายุ เดือนต้องการ 1มก/วัน จากน้ำนมแม่วันละ 0.6 มก(น้ำนมแม่มี ธาตุเหล็ก มก/ดล.ดูดซึมธาตุ เหล็ก20%) เพิ่มจากอาหาร 0.4 มก (อาหารเสริมที่มี ธาตุเหล็ก4มก. และดูดซึมเพียง 10% ) ไข่แดง1 ฟอง(ธาตุเหล็ก 2 มก.)กับ ตับ 1ช้อนโต๊ะ(ธาตุเหล็ก 4 มก.)จึงได้ธาตุ เหล็ก0.6 มก.

62 ผลเสียในระยะยาวของ การขาดธาตุเหล็กในวัยทารก 6 follow-up studies in late pre-school children 4 follow-up studies in school-aged children Effect of iron deficiency anemia: Poorer in cognitive, motor, social-emotional functions, and neurophysiologic tests eg. auditory brainstem response, visual evoked potentials Mechanisms: brain metabolism, myelination, neurotransmitters Lozoff B et al. Nutr Rev 2006.

63 ปริมาณ Zinc (มก./วัน) ที่ทารกและเด็กต้องการ ข้อกำหนด6-8 เดือน9-11 เดือน12-23 เดือน WHO UNICEF, New DRI333 WHO

64 แหล่งอาหารของสังกะสี (มิลลิกรัม) อาหารปริมาณมิลลิกรัม ตับ3 ออนซ์4.6 เนื้อหมู3 ออนซ์2.4 ถั่วแห้งต้ม3 ออนซ์1.0 ข้าวกล้อง½ ถ้วน0.6 ถั่วลิสง½ ถ้วย2.0 เมล็ดทานตะวัน½ ถ้วย1.7

65 ธาตุสังกะสีในอาหาร อายุ เดือน ต้องการ มก/วัน ธาตุสังกะสีนมแม่ลดลงช่วง6 เดือนแรกหลังเกิด น้ำนมแม่มีไม่เพียงพอช่วงอายุ >6 เดือน เพิ่มอาหารเสริมช่วงอายุ 5-6 เดือน ไม่มีผลต่อการ เจริญเติบโตของทารกอย่างชัดเจน อาหารเสริมที่มีธาตุสังกะสี ได้แก่ ถั่วแห้ง (2.5/100 มก.) เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ (5.4/100 มก.) เห็ดหูหนู/เห็ดหอม (5-7/100 มก.) และตับหมู(5.1/100มก) ภาวะขาดสังกะสีไม่มีผลต่อสมองในคน( GolubMS.et al.1995 ) ทารกที่มีน้ำหนักแรกเกิดน้อยมีพัฒนาการสมองดีขึ้นหลัง เสริมสังกะสี ( Bhatnagar S and Taneja S,2001 )

66 ข้อสรุป อาหารเสริมสำหรับทารกนมแม่ ก่อนตัดสินใจเริ่มน้ำ เครื่องดื่ม นมผสม หรือ อาหารอื่นๆก่อนอายุ6เดือนต้องคำนึงถึงความ พร้อมด้านสรีรวิทยาของทางเดินอาหาร ไต และ พัฒนาการของเด็ก ปริมาณและชนิดของอาหารเสริมขึ้นกับปริมาณ สารอาหารที่ควรรับประทานในแต่ละกลุ่มอายุ และ ความหนาแน่นชองสารอาหารในอาหารชนิดนั้นๆ จำนวนมื้ออาหารขึ้นกับปริมาณอาหารต่อมื้อที่เด็ก สามารถรับประทานได้และความหนาแน่นของ สารอาหารที่จัดในแต่ละมื้อ

67 แนวปฏิบัติการให้อาหารเสริม ในระดับครอบครัว อายุ 6 เดือน ข้าวบดกับน้ำแกงจืด ไข่แดง เนื้อสัตว์ ตับ ผักบด ฟักทอง มะเขือเทศ แครอท ให้อาหาร 1 มื้อ ให้ผลไม้สุกเป็นอาหารว่างวันละครั้ง อายุ 8 เดือน ให้อาหาร 2 มื้อ ผลไม้เป็นอาหารว่าง วันละครั้ง อายุ 10 เดือน ให้อาหาร 3 มื้อ ผลไม้เป็นอาหาร ว่างวันละครั้ง

68 ความต้องการต่อวันของเด็กอายุ 1 ปี: แคลเซียม 270 มก. ฟอสฟอรัส 275 มก. แคลเซียม (มก.) ฟอสฟอรัส (มก.) ข้าวสุก 2 ส่วน1568 เนื้อสัตว์ 1 ส่วน453 ไข่ 1 ฟอง2596 ผักใบเขียว 1 ส่วน4050 ผลไม้ 1 ส่วน3020 นมแม่13075 รวม244362

69 ธงโภชนาการ ผักบางชนิด เช่น คะน้า ผักกาด เขียว ปลาเล็กๆ กุ้งแห้ง เต้าหู้ นม วันละ 2 – 3 แก้ว หลีกเลี่ยงอาหารเค็ม

70 ตัวอย่างอาหารเสริมทารกอายุ 6-8 เดือน สำหรับป้อนวันละ 2 มื้อ ส่วนประกอบต่อ 1 มื้อ ปริมาณน้ำหนัก (กรัม) ข้าวสวย4ช้อนกินข้าว40 น้ำแกงจืด10ช้อนกินข้าว100 ไข่แดง0.5ฟอง7 ตำลึง1.5ช้อนกินข้าว12 น้ำมันพืช0.5ช้อนชา2.5 สัดส่วนของพลังงานที่ได้รับจาก ให้พลังงาน110กิโลแคลอรีคาร์โบไฮเดรต : ไขมัน : โปรตีน โปรตีน2.9กรัมเท่ากับ 48.4 : 40.7 : 10.6 ความเข้มข้นของ พลังงาน 0.8กิโลแคลอรี/ กรัม น้ำหนักอาหารทั้งหมดต่อ 1 มื้อ กรัม น้ำหนักอาหารเมื่อแล้วเสร็จ กรัม (น้ำหนักอาหารจะลดลงประมาณ 15-20% เมื่อแล้วเสร็จ)

71 ตัวอย่างอาหารเสริมทารก อายุ 6-8 เดือน สำหรับป้อนวันละ 2 มื้อ ส่วนประกอบต่อ 1 มื้อ ปริมาณน้ำหนัก (กรัม) ข้าวสวย4ช้อนกินข้าว40 น้ำแกงจืด10ช้อนกินข้าว100 เนื้อปลาทูนึ่ง1 ½ช้อนกินข้าว13.5 ฟักทอง1 ½ข้อนกินข้าว13.5 น้ำมันพืช½ช้อนชา2.5 สัดส่วนของพลังงานที่ได้รับจาก ให้พลังงาน109กิโลแคลอรีคาร์โบไฮเดรต : ไขมัน : โปรตีน โปรตีน4.6กรัมเท่ากับ 52.8 : 28.7 : 16.8 ความเข้มข้นของ พลังงาน 0.76กิโลแคลอรี/กรัมน้ำหนักอาหารทั้งหมดต่อ 1 มื้อ กรัม น้ำหนักอาหารเมื่อแล้วเสร็จ กรัม (น้ำหนักอาหารจะลดลงประมาณ 15-20% เมื่อ แล้วเสร็จ)

72 ตัวอย่างอาหารเสริมทารก อายุ 9-11 เดือน สำหรับป้อนวันละ 3 มื้อ ส่วนประกอบต่อ 1 มื้อ ปริมาณน้ำหนัก (กรัม) ข้าวสวย4ช้อนกิน ข้าว 40 น้ำแกงจืด10ช้อนกิน ข้าว 100 เนื้อปลาทะเลไม่มี ก้าง 1½1½ ช้อนกิน ข้าว 22.5 ตำลึง2ช้อนกิน ข้าว 20 น้ำมันพืช½ช้อนชา2.5 สัดส่วนของพลังงานที่ได้รับจาก ให้พลังงาน109.6กิโลแคลอรีคาร์โบไฮเดรต : ไขมัน : โปรตีน โปรตีน6.3กรัม เท่ากับ 50.7 : 25.5 : 22.9 ความเข้มข้นของ พลังงาน 0.7กิโลแคลอรี/ กรัม น้ำหนักอาหารทั้งหมดต่อ 1 มื้อ 185 กรัม น้ำหนักอาหารเมื่อแล้วเสร็จ กรัม (น้ำหนักอาหารจะลดลงประมาณ 15-20% เมื่อแล้ว เสร็จ)

73 ปลอดภัย เน้นความสะอาดในการเตรียม การเก็บ และป้อนอาหาร - อุปกรณ์ / ภาชนะต้องสะอาด - ล้างมือก่อนเตรียมและป้อน อาหาร - ล้างผักและผลไม้ให้สะอาด ปัจจุบันยกเลิกคำแนะนำการให้ น้ำส้มคั้นแก่ทารกแล้ว

74 อาหารที่เตรียมเองในครอบครัว ควรใช้อาหารที่มีในท้องถิ่น หรืออาหารครอบครัว คำนึงถึงคุณค่าทางโภชนาการ ความสะอาด และ ประหยัด - ไข่แดงโปรตีน วิตามินเอ และแร่ธาตุ - ตับโปรตีน วิตามินเอ บี1 บี2 และธาตุเหล็ก - เนื้อสัตว์ต่างๆ โปรตีน เหล็ก สังกะสี วิตามิน (ปลา ทะเล มี DHA สูง) - ผัก วิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร - ผลไม้ วิตามิน แร่ธาตุ ให้กินเป็นอาหารว่าง

75 อาหารเสริมที่จำหน่ายใน ท้องตลาด 1. อาหารเสริมสำเร็จรูป พร้อมกินได้ทันที ราคาแพงกว่า

76 อาหารเสริมที่จำหน่ายใน ท้องตลาด 2. อาหารเสริมกึ่งสำเร็จรูป : มักมีสารอาหารไม่ครบถ้วน ต้องเติมไข่แดง เนื้อสัตว์ หรือผัก และต้องทำให้สุกก่อนให้ทารกกินทุกครั้ง : ราคาถูกกว่าอาหารเสริมสำเร็จรูป

77 ข้อสรุป อาหารเสริมสำหรับทารกนมแม่ การให้อาหารเสริมที่ไม่ได้สัดส่วนของอาหารจาก สัตว์ทำให้เด็กเสี่ยงต่อการขาดProblem nutrients ในกรณีที่แด็กได้อาหารเสริมที่มีความหนาแน่น สารอาหารน้อยควรให้เด็กได้รับนมแม่ให้บ่อยครั้ง เพื่อให้เด็กได้สารอาหารที่มีสูงเพิ่มมากขึ้น การให้อาหารเสริมที่มาจากแหล่งธรรมชาติช่วย ให้เด็กได้รับสารอาหารที่หลากหลายและเพียงพอ มากกว่าการได้รับอาหารสำเร็จรูปที่มีสารอาหาร บางตัวแลได้รับน้ำตาลเกินตวามต้องการ

78

79 ขอบคุณค่ะ


ดาวน์โหลด ppt Complementary feeding and Natural Foods กุสุมา ชูศิลป์ หน่วยโภชนาการเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google