งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

คลื่นเสียงความถี่สูงหรืออัลตรา โซนิกในความหมายโดยทั่วไปจะ หมายถึง “ คลื่นเสียงความถี่สูงที่หู มนุษย์ไม่สามารถได้ยินได้ ” ซึ่งคลื่น เสียงที่หูมนุษย์สามารถจะได้ยินหรือ.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "คลื่นเสียงความถี่สูงหรืออัลตรา โซนิกในความหมายโดยทั่วไปจะ หมายถึง “ คลื่นเสียงความถี่สูงที่หู มนุษย์ไม่สามารถได้ยินได้ ” ซึ่งคลื่น เสียงที่หูมนุษย์สามารถจะได้ยินหรือ."— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 คลื่นเสียงความถี่สูงหรืออัลตรา โซนิกในความหมายโดยทั่วไปจะ หมายถึง “ คลื่นเสียงความถี่สูงที่หู มนุษย์ไม่สามารถได้ยินได้ ” ซึ่งคลื่น เสียงที่หูมนุษย์สามารถจะได้ยินหรือ รับรู้ได้นั้นจะมีความถี่อยู่ระหว่าง ,000 เฮิร์ทซ โดยที่ทั่วไปแล้วคลื่น เสียงอัลตราโซนิกจะเป็นคลื่นเสียงที่มี ความถี่สูงกว่า 20,000 เฮิร์ทซ หรือ 20 กิโลเฮิร์ทซ ULTRASONIC TESTING

2 Principle of operation

3 ULTRASONIC EQUIPMENT AND ACCESSORIES

4 ULTRASONIC FLAW DETECTOR USM 22

5 ULTRASONIC TRANSDUCER ช่วงใช้งาน 1-25 MHz

6 Ultrasonic Flaw Detector

7 UT Imersion Tank

8 THE ULTRASONIC THICKNESS GAUGE

9 UT basic review - Sensitivity, resolution, penetration - Beam Physic - Flaw sizing using 6 dB drop DAC curve UT for weld inspector

10 How to select Sensitivity, Resolution and Penetration?

11 เช่น ที่ f=5 MHz V=6,000 m/sec ดังนั้น = 1.2 mm ในการตรวจสอบแบบ Ultrasonics Frequency เป็น Factor ที่สำคัญ Wavelength ( ) = Velocity (v) /Frequency (f)

12 Frequency Range Application 25 to 100 kHz 0.2 to 2.25 MHz 0.4 to 5 MHz Concrete, wood pole, rock and coarse grained non-metallic material Castings relative coarse grained metallic materials, plastic Castings and materials with refined grain size

13 Frequency Range Application 1 to 2.25 MHz 1 to 5 MHz 1 to 10 MHz 2.25 to 10 MHz Welds (ferrous and non-ferrous) Wrought metallic product (sheet, plate, bars, billets) forgings (ferrous and non-ferrous) Drawn and extrude products, glass and ceramics

14 Characteristic of transducer Beam physics - Dead zone - Near zone, - Far zone

15 ULTRASONIC TRANSDUCER ช่วงใช้งาน 1-25 MHz

16 ชนิดของรอยต่องานเชื่อม งานเชื่อมส่วนใหญ่มักจะอยู่ในกลุ่มใด กลุ่มหนึ่งดังนี้ 1. Butt weld 1. Butt weld 2. T – weld 3. Nozzle weld 3. Nozzle weld

17 สิ่งบกพร่องในงาน เชื่อม 1. Lack of Root penetration 2. Lack of fusion - Lack of side wall fusion - Lack of root fusion - Lack of inter-run fusion

18 3. Slag inclusion 4. Tungsten inclusion 5. Porosity - uniform scattered porosity - cluster porosity - linear porosity - piping porosity

19 6. Crack - Toe crack - Root crack - HAZ crack 7. Under cut 8. Excessive Penetration 9.Concavity at the root of the weld 10. Lamellar tearing

20 การตรวจสอบในงานเชื่อมมี 3 ขั้นตอน - การตรวจสอบโลหะชิ้นงาน - การตรวจสอบฐาน root - การตรวจสอบเนื้อของแนว เชื่อม (weld body)

21 การตรวจสอบโลหะชิ้นงาน - ตรวจสอบด้วย Normal probe - ตรวจหาสิ่งบกพร่อง :- lamination - ตรวจสอบความหนา - การตรวจสอบให้ตรวจในพื้นที่ ของ full skip distance (70  ) เพื่อ ป้องกันความผิดพลาดเมื่อมี laimination เกิดขึ้นรวมทั้ง lack of penetration ด้วย

22 - การกำหนด sensitivity ของการ ตรวจสอบนี้ ควรจะทำตามข้อกำหนดของมาตรฐาน ต่างๆ 1. ASME specification 2. British Standard BS.3923 : Part 1 : 1978 :- 2 nd Backwall echo = full screen height Backwall echo = full screen height - ใช้หัวตรวจสอบที่มีความถี่ 2-6 MHz.

23 6.8

24 การตรวจสอบที่ฐานของ แนวเชื่อม (root weld)

25 a

26 การตรวจสอบที่ฐานเชื่อม (Critical Root Examination) - ต้องตรวจสอบอย่างระมัดระวัง เพราะ เป็นพื้นที่ที่เกิด สิ่งบกพร่องได้ง่ายที่สุด สิ่งบกพร่องได้ง่ายที่สุด - สัญญาณของสิ่งบกพร่องและสัญญาณ ของรอยเชื่อม จะใกล้เคียงกันมาก จะใกล้เคียงกันมาก

27 การตรวจสอบรอยเชื่อม (Weld Body Examination) - ควรใช้ angle probe ที่เหมาะสม - ควรใช้ angle probe ที่เหมาะสม - ขึ้นอยู่กับชนิดของรอยเชื่อม - ขึ้นอยู่กับชนิดของรอยเชื่อม

28 การเลือกมุมของหัวตรวจสอบ

29 การเลือกใช้ความถี่ในการตรวจสอบ - ความถี่ 5 MHz ใช้กับชิ้นงานที่หนา < 50 มม. - ความถี่ 2 MHz ใช้กับชิ้นงานที่หนา > 50 มม. 0.4, (0.5),1,2,(2.25),(3),(4),5,(6),10,(15) MH z - ความถี่ที่สูงมากเหมาะสำหรับตรวจหาสิ่งบกพร่องขนาดเล็ก - ความถี่ที่ต่ำลงใช้กับชิ้นงานที่หนามากๆ

30 การตรวจสอบเนื้อของ แนวเชื่อม (weld body)

31

32  การหาขนาดโดยใช้ 6db drop  การสแกนเพื่อหาชนิดของ ตำหนิ  การแยกแยะชนิดของ ตำหนิ

33 การหาขนาดของรอยความไม่ต่อเนื่องโดย ใช้หลักการ 6dB drop โดยปกติหลังจากทดสอบพบรอย บ่งชี้ (Indication) ผู้ทดสอบจะต้องหา ขนาดของรอยความไม่ต่อเนื่องนั้น เพื่อ นำไปประเมินผลต่อไป การหาขนาดอาจ ทำได้โดยการใช้เทคนิค DGS curve หรือ 20dB drop หรือ 6dB drop 6dB drop เป็นเทคนิคที่นิยมใช้กัน บ่อยมากที่สุด อาศัยหลักการ ครึ่งหนึ่ง ของลำคลื่นอยู่บนรอยความไม่ต่อเนื่อง (Discontinuities) และอีกครึ่งหนึ่งอยู่ นอก หรือเป็นไปตามสมการ dB = 20 log (22)

34 ตัวอย่างการสแกนเพื่อหารอยบกพร่องและ วิธีการเคลื่อนที่หัวทดสอบ

35 ระยะสแกน = 2t tan  + 10% ( หรือ 1/2 Cap) ระยะทางที่ปรับตั้งบนแกนเวลา = 2t/cos  + 10%( หรือ 1/2 Cap) เป็นอย่างน้อย ความลึกของรอยบกพร่อง (d) = W cos  หรือ 2t – W cos  ระยะห่างตามผิว (y) = W sin 

36 รูปที่ 33 สัญญาณสะท้อนจากโพรง อากาศที่อยู่แยกเป็นอิสระจากกัน

37 รูปที่ 34 สัญญาณสะท้อนจากรูพรุน

38 รูปที่ 35 สัญญาณสะท้อนจากสแลก ฝังใน

39 ข้อได้เปรียบและข้อเสียเปรียบของการ ทดสอบ ข้อได้เปรียบของการทดสอบ 1. สามารถทดสอบกับวัสดุได้หลายชนิด 2. สามารถทดสอบวัสดุที่มีความหนา มากๆ ได้ ( เช่น ถ้าเป็น เหล็กสามารถทดสอบได้ความหนา หลายเมตร ) 3. ต้องการ การเข้าถึงชิ้นงานเพียงด้าน เดียว 4. ผลการทดสอบสามารถแสดงความลึก และขนาดของรอย ความไม่ต่อเนื่องได้ 5. เครื่องมือสามารถเคลื่อนย้ายเพื่อ ทดสอบงานสนามได้ สะดวก

40 ข้อเสียเปรียบของการทดสอบ 1. ต้องมีการสอบเทียบอุปกรณ์การ ทดสอบ 2. ความเรียบของผิวชิ้นงาน และรูปร่าง ที่ซับซ้อนของ ชิ้นงานมีผลต่อการทดสอบมาก 3. ต้องแปรผลการทดสอบจากสัญญาณ ผู้ทดสอบจึงต้องมี ทักษะและความชำนาญสูง


ดาวน์โหลด ppt คลื่นเสียงความถี่สูงหรืออัลตรา โซนิกในความหมายโดยทั่วไปจะ หมายถึง “ คลื่นเสียงความถี่สูงที่หู มนุษย์ไม่สามารถได้ยินได้ ” ซึ่งคลื่น เสียงที่หูมนุษย์สามารถจะได้ยินหรือ.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google