งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

1 ICT+ Introduction to Networks ICT+ Introduction to Networks ดร. สุรศักดิ์ มังสิงห์ URL:http://www.spu.ac.th/~surasak.mu.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "1 ICT+ Introduction to Networks ICT+ Introduction to Networks ดร. สุรศักดิ์ มังสิงห์ URL:http://www.spu.ac.th/~surasak.mu."— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 1 ICT+ Introduction to Networks ICT+ Introduction to Networks ดร. สุรศักดิ์ มังสิงห์ URL:http://www.spu.ac.th/~surasak.mu

2 ICT + Agenda SUN 06/07/51 SUN 06/07/51 ( ): Overview Network Topology and Basic Protocols ( ): Network Topology and Basic Protocols SAT12/07/51 SAT 12/07/51 ( ): Principle of Data Communication SUN 13/07/51 SUN 13/07/51 ( ): Guided and Wireless Networks ( ): Networking Devices and Software and the Internet SAT 19/07/51 SAT 19/07/51 ( ): Switching and Routing SUN 20/07/51 SUN 20/07/51 ( ): Network Security ( ): Examination

3 ICT+ Introduction to Networks Computer Network Topology and Basic Protocols

4 4 Computer Network ร ะบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์(Computer Network) หมายถึง คอมพิวเตอร์ตั้งแต่สองเครื่องขึ้นไปที่เป็นอิสระต่อกัน นำมา เชื่อมต่อถึงกันได้โดยไม่คำนึงถึงระยะทางระหว่างเครื่องทั้ง สอง โดยใช้สายเคเบลธรรมดา สายเคเบิลใยแก้ว ใช้คลื่น ไมโครเวฟ หรือใช้สัญญาณดาวเทียม ความเป็นอิสระต่อกันหมายถึงคอมพิวเตอร์หลายๆเครื่องที่ ทำงานร่วมกันผ่านระบบเครือข่ายสื่อสาร

5 5 Uses of Computer Networks  งานประยุกต์ทางธุรกิจ (Business Applications)  เครือข่ายสำหรับคนทั่วไป (Home Applications)  ผู้ใช้สัญจร (Mobile Users)  ประเด็นทางสังคม (Social Issues)

6 6 Business Applications  Resource sharing, Information sharing  Communication medium  E-commerce – B2B  E-commerce through Internet – B2C A network with two clients and one server

7 7 Processes in Client-Server model The client-server model involves requests and replies.

8 8 Home Network Applications  การติดต่อข้อมูลข่าวสารจากระยะไกล (Access to remote information) e.g. e-banking, e-shopping, e-library, e-newspaper, etc.  การสื่อสารระหว่างบุคคล-ต่อ-บุคคล (Person-to-person communication) e.g. , instant messaging, chat room, etc.  ความบันเทิงส่วนบุคคล (Interactive entertainment) e.g. video on demand  การพาณิชย์อิเล็คทรอนิกส์ (Electronic commerce) e.g. B2C, C2C, P2P

9 9 Peer-to-Peer system In peer-to-peer system there are no fixed clients and servers. ตัวอย่างการสื่อสารแบบ peer-to-peer ที่ได้รับความนิยมมากคือบริการที่ เรียกว่า “Napster” ซึ่งมีสมาชิกจากทั่วโลกกว่า 50 ล้านคน

10 10 Mobile Network Users ApplicationsWirelessMobile No Yes No May BeYes May Be Desktop computers in office A notebook computer used in a hotel room Networks in older, unwired buildings Portable office, PDA for store inventory เครือข่ายไร้สาย (Wireless network) และ การทำงานแบบสัญจร (mobile computing)

11 11 Social Issues  ความแตกแยกทางความคิดหรือมีความเข้าใจที่ แตกต่างกันออกไปของคนกลุ่มต่างๆของสังคม เช่นข้อมูลทางการเมือง ข้อมูลที่เกี่ยวพันกับ ศาสนา  ข้อถกเถียงที่ยังคงไม่มีข้อยุติ เช่นสิทธิในการ ตรวจสอบข้อมูลของหน่วยงานรัฐหรือองค์กร เอกชน

12 12 Network taxonomy

13 13 การจัดประเภทของเครือข่าย เทคโนโลยีสำหรับการถ่ายทอดข้อมูล (Transmission Technology) การแพร่กระจาย (Broadcast Networks) จุด - ต่อ - จุด (Point-to-Point Networks) ขนาดของเครือข่าย (Scale) เครือข่ายเฉพาะพื้นที่ (Local Area Networks) เครือข่ายในเขตเมือง (Metropolitan Area Networks) เครือข่ายวงกว้าง (Wide Area Networks)

14 14 Broadcast Networks มี 1 ช่องทางสื่อสาร คอมพิวเตอร์ในเครือข่ายใช้งานร่วมกัน ข่าวสารถูกจัดให้อยู่ในรูปของ packet เมื่อถูกส่งออกไปแล้วแพร่กระจาย ทั้งระบบ ใครที่เชื่อมต่อกับระบบสามารถนำ packet ไปใช้ได้ จะมีการระบุชื่อผู้รับไว้ใน packet ซึ่งทุกคนต้องตรวจดู หากเป็นข่าวสาร ของผู้อื่นก็ไม่นำไปใช้ การ broadcasting มีรหัสพิเศษแทนตำบลที่อยู่ของผู้รับข่าวสารใน packet ผู้รับแม้ไม่ใช่ที่อยู่ของตนก็สามารถนำข้อมูลไปใช้ได้ Multicasting แบ่งเครือข่ายเป็นกลุ่มย่อย มีการกำหนดหมายเลขกลุ่ม เป็นผู้รับ เหมาะสำหรับเครือข่ายขนาดเล็ก

15 15 Point-to-Point Networks เป็นการเชื่อมต่อระหว่างผู้ส่งข่าวกับผู้รับข่าว ข้อมูลที่อยู่ใน packet จะต้องระบุที่อยู่ของผู้รับแล้วจึงส่งเข้าไปใน เครือข่าย packet จะได้รับการส่งต่อไปตามอุปกรณ์เลือกทางเดินข้อมูล (router) ซึ่งเชื่อมโยงระหว่างเครือข่ายกลุ่มต่างๆ จนกระทั่ง packet ถึงผู้รับ เหมาะสำหรับเครือข่ายขนาดใหญ่ บางครั้งเรียกว่า Unicasting

16 16 การจัดประเภทโดยพิจารณาจากขนาดของเครือข่าย Classification of interconnected processors by scale.

17 17 เครือข่ายเฉพาะพื้นที่ (LAN) ขนาดเล็ก ใช้งานเฉพาะกลุ่ม ระยะทางไม่เกิน 2-3 ก.ม. เวลาที่ใช้ในการรับส่งข้อมูลสามารถคำนวณได้ล่วงหน้า ใกล้เคียงความเป็นจริง ใช่สายเคเบิลเส้นเดียวต่อเชื่อมระบบเข้าด้วยกัน ปกติมีความเร็ว 10 Mbps หรือ 100 Mbps มีระยะเวลาในการรอคอยเฉลี่ยเพื่อส่งข้อมูล 100  sec มีโอกาสที่จะเกิดข้อผิดพลาดน้อยมาก โครงสร้างที่นิยมคือ Bus network และ Ring network

18 18 Bus Network Bus network ยอมให้ส่งข้อมูลทีละคน ผู้ใช้คน อื่นต้องรอจนกว่าสายเคเบิลจะว่าง ถ้าส่งข้อมูลพร้อมกันจะเกิดการชนกันของข้อมูล (collision) เมื่อเกิดการชนกันผู้ส่งต้องหยุดส่ง แล้วรอเป็นระยะเวลาที่ต่างกัน แล้วพยายามส่ง ข้อมูลใหม่ มาตรฐานที่ใช้ควบคุม IEEE (Ethernet)

19 19 Ring Network ในโครงสร้างแบบ Ring network ข้อมูลแต่ละบิต ภายในวงแหวนจะถูกส่งจนครบรอบวงโดยอิสระ มีกฎเกณฑ์ใช้ในการควบคุมไม่ให้เกิดการชนกัน ของข้อมูล มาตรฐานที่ใช้ควบคุม IEEE (IBM Token Ring) เป็นระบบที่ทำงานด้วยความเร็ว 4 และ 16 Mpbs หรือระบบ FDDI

20 20 Local Area Networks Two broadcast networks (a) Bus (b) Ring

21 21 Local Area Network

22 22 เครือข่ายในเขตเมือง (MAN) มีลักษณะเช่นเดียวกับเครือข่ายเฉพาะพื้นที่แต่มี ขนาดใหญ่กว่า มีขีดความสามารถในการให้บริการทั้งรับ-ส่งและ โทรศัพท์ไปพร้อมกันได้ ครอบคลุมถึง cable TV ด้วย ระบบมีสายเคเบิลเพียง 1 หรือ 2 เส้น โดยไม่มี อุปกรณ์สลับเปลี่ยนช่องสัญญาณ (switching elements) มาตรฐานที่ใช้ควบคุม IEEE

23 23 Metropolitan Area Network

24 24 เครือข่ายวงกว้าง (WAN) ขอบเขตการเชื่อมต่อครอบคลุมไปเป็นภูมิภาค ระบบประกอบด้วยคอมพิวเตอร์หลักที่เรียกว่า host computer ทำหน้าที่ คอยให้บริการแก่ผู้ใช้ทั้งหมดที่เป็นสมาชิกของกลุ่ม host จะเชื่อมต่อกับ เครือข่ายย่อยซึ่งทำหน้าที่ให้บริการรับ-ส่งข้อมูลระหว่าง host ต่างๆ ระบบเครือข่ายย่อยใน WAN ประกอบด้วยอุปกรณ์สำคัญ 2 อย่างคือ สายสื่อสาร (transmission line) และ อุปกรณ์สลับช่องสื่อสาร (switching element) สายสื่อสารเรียกกันหลายชื่อ เช่น circuit, channel, trunk อุปกรณ์สลับช่องสื่อสารเรียกกันต่างๆ ได้แก่ packet switching, nodes, intermediate system, data switching exchanges, router

25 25 Wide Area Networks Relation between hosts on LANs and the subnet.

26 26 Packet Switching network A stream of packets from sender to receiver.

27 27 Wide Area Network

28 28 Internetwork(Internet)

29 29 Protocols and OSI standards

30 30 สถาปัตยกรรมโปรโตคอล มาตรฐานบน 2 โปรโตคอล ที่เป็นที่รู้จัก:  TCP/IP: มีการนำมาใช้อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะกับ ระบบอิเทอร์เน็ต  OSI: มีการใช้งานที่น้อยกว่า แต่ก็ยังคงมีประโยชน์สำหรับ นำมาเป็นแบบจำลองเพื่ออธิบายแนวทางการทำงานของ โปรโตคอลในปัจจุบัน

31 31 Reference Model of Open Systems Interconnection กำหนดโดย International Standard Organization (ISO) เป็นรูปแบบโครงสร้างมาตรฐานสากลสำหรับการติดต่อสื่อสาร ระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 7 ชั้น ตัวโครงสร้างเน้นความสำคัญของรูปแบบการสื่อสารระหว่าง ระบบเปิด(open system) กับระบบเปิด

32 32 สถาปัตยกรรมโปรโตคอลรูปแบบ OSI ค.ศ.1977 จัดตั้งองค์กร ISO (International Organization for Standard) เพื่อทำการศึกษาจัดรูปแบบมาตรฐาน และพัฒนา สถาปัตยกรรมเครือข่าย ค.ศ.1983 องค์กร ISO ออกประกาศรูปแบบของสถาปัตยกรรม เครือข่ายมาตรฐานในชื่อของ "รูปแบบ OSI" (Open Systems Interconnection Model) เพื่อใช้เป็นรูปแบบมาตรฐานในการเชื่อมต่อ ระบบคอมพิวเตอร์ อักษร "O" หรือ " Open" ก็หมายถึง การที่คอมพิวเตอร์หรือระบบ คอมพิวเตอร์หนึ่งสามารถ "เปิด" กว้างให้ คอมพิวเตอร์หรือระบบ คอมพิวเตอร์อื่นที่ใช้มาตรฐาน OSI เหมือนกันสามารถติดต่อไปมาหาสู่ ระหว่างกันได้

33 33 The OSI reference model The OSI reference model

34 34 สถาปัตยกรรมโปรโตคอลรูปแบบ TCP/IP TCP (Transmission Control Protocol / Internet Protocol) เกิดขึ้นประมาณปี 1969 จากการค้นคว้าวิจัยของ Defense Advanced Research Projects Agency (DARPA) เป็นผู้พัฒนาเครือข่าย ประเภท Packet Switching เครือข่ายแรกที่พัฒนาขึ้นมาชื่อว่า ARPANET ซึ่งเป็นรากฐานของเครือข่าย Internet ในปัจจุบันนี้ ไม่มีหน่วยงานใดเป็นเจ้าของในการกำหนดความเป็นมาตรฐานการ นำมาใช้

35 35 5 ระดับชั้นของโปรโตคอล TCP/IP Application Layer Transport Layer Internet Layer Network Access Layer Physical Layer

36 36 The OSI vs TCP/IP

37 37 TCP/IP and the OSI Model

38 38 Layers of the OSI reference model 3. Network 2. Data Link 1. Physical 7. Application layer 6. Presentation layer 5. Session layer 4. Transport layer Lower layers Upper layers

39 39 Physical Layer ของ OSI รับผิดชอบเรื่องการส่งผ่านข้อมูลระดับบิท โดยทั่วไป จะลงไปในขั้นตอนการทำงานของฮาร์ดแวร์ อุปกรณ์สื่อสาร ระบุหน้าที่ เกี่ยวข้องกับการเชื่อมต่อทางกลและทางไฟฟ้า ตัวอย่างเช่น พอร์ต RS-232 ส่ง-รับข้อมูลจริง ๆ จากช่องทางการสื่อสาร (สื่อกลาง) ระหว่าง คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ มาตรฐานสำหรับระดับชั้นนี้จะกำหนดว่าแต่ละคอนเนคเตอร์ (Connector) เช่น RS-232-C มีกี่พิน (PIN) แต่ละพินทำหน้าที่ อะไรบ้าง ใช้สัญญาณไฟกี่โวลต์ เทคนิคการมัลติเพล็กซ์แบบต่าง ๆ ก็ จะถูกกำหนดอยู่ใน เลเยอร์ชั้นนี้

40 40 Data Link Layer ของ OSI ให้ความสำคัญด้านความน่าเชื่อถือของกระบวนการส่งผ่านข้อมูลที่รับช่วงต่อมาจากการ ทำงานในระดับ physical รับผิดชอบในการทำให้กระบวนการส่งผ่านข้อมูล ปราศจากข้อมูลผิดพลาด (error-free) และ เกิดความน่าเชื่อถือ (reliable transfer)ในกระบวนการส่งผ่านข้อมูล เกี่ยวข้องกับกระบวนการส่งผ่านข้อมูล: การจัดกลุ่มข้อมูลที่จะส่งผ่านออกไป เรียกว่า “เฟรม : frames” การเข้าจังหวะ ระหว่าง ตัวส่ง กับ ตัวรับข้อมูล (synchronization) การควบคุมความผิดพลาด (error control) การควบคุมการเคลื่อนไหลข้อมูล (flow control) มีการใช้สัญญาณ ACK (Acknowledge) และ NAK (Negative Acknowledge) เพื่อป้องกัน ไม่ให้เครื่องส่งทำการส่งข้อมูลเร็วจนเกิดขีดความสามารถของเครื่องผู้รับจะรับข้อมูลได้

41 41 Network Layer ของ OSI รับผิดชอบเกี่ยวกับการกำหนดเส้นทางใช้ติดต่อบนเครือข่าย รับรู้ชนิด ประเภทเครือข่ายที่ติดต่อ ควบคุมเส้นทางใช้ส่งผ่านชิ้นข้อมูล เช่นที่เกิดขึ้นในเครือข่าย Packet Switching กำหนดเส้นทางการเดินทางของข้อมูลที่ส่ง-รับในการส่งผ่าน ข้อมูล ระหว่างต้นทางและปลายทาง มีหน้าที่เลือกเส้นทางที่ใช้เวลาในการสื่อสารน้อยที่สุดและระยะทางสั้น ที่สุดด้วย ข่าวสารที่รับมาจากเลเยอร์ชั้นที่ 4 จะถูกแบ่งออกเป็นแพ็กเก็ต ในชั้น ที่ 3

42 42 Transport Layer ของ OSI รับหน้าที่ส่ง message จาก เลเยอร์ต่ำขึ้นไปยังเลเยอร์ที่สูงกว่า แบ่งย่อย message ออกเป็นส่วนเล็กๆ คอยตรวจสอบเรื่องคุณภาพช่องทางการสื่อสาร เลือกส่วนบริการการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ(เหมาะสม)ให้กับ กระบวนการการสื่อสาร ณ ขณะนั้น ทำหน้าที่ตรวจสอบว่าข้อมูลที่ส่งมาจากระดับชั้น Session นั้นไป ถึงปลายทางจริง ๆ หรือไม่ บางครั้งเรียกว่า ระดับชั้น Host-to-Host

43 43 Session Layer ของ OSI สร้างและรักษาการเชื่อมโยงการติดต่อระหว่างระบบ จัดการด้านการพิสูจน์สิทธิ์การเข้าใช้ระบบ (log-on, password exchange, log-off) รับรู้ตำแหน่งที่ตั้งของไฟล์ (physical location) ทั้งสองด้านที่จะมีการ โอนย้าย ในบางเครือข่ายทั้งระดับชั้น Session และระดับชั้น Transport อาจจะเป็นชั้นเดียวกัน

44 44 Presentation Layer ของ OSI ให้ความสำคัญด้านการรับรู้รูปแบบข้อมูล (data format) และการ แปลงรหัสเพื่อให้เกิดความตรงกันบนต่างระบบ ตัวอย่าง เช่น การแปลงรหัสแสดงอักขระจากแอสกี (ASCII) ใช้บนเครื่อง PC ไปเป็นรหัสเอ็บดิก (EBDIC) บนเครื่อง IBM คอมพิวเตอร์ รวมถึงการกำหนดคุณลักษณะพิเศษ(attribute) บางอย่างให้แก่ตัว อักขระเช่นการแสดงอักขระ แบบตัวหนา ตัวเอนหรืออื่นๆ

45 45 Application Layer ของ OSI เป็นระดับชั้นบนสุดของรูปแบบ OSI กำหนด รายละเอียดสำหรับการเข้าถึงเครือข่ายให้แก่ผู้ใช้ ปลายทาง ผู้ใช้สามารถเลือกรายการที่ต้องการกระทำจากเลเยอร์นี้ แอพพลิเคชันในระดับชั้นนี้สามารถนำเข้า หรือออกจากระบบ เครือข่ายได้โดยไม่จำเป็นต้องสนใจว่าจะมีขั้นตอนการทำงาน อย่างไร เพราะจะมีระดับชั้น Presentation เป็นผู้รับผิดชอบ แทนอยู่แล้ว

46 46 OSI กับการโอนย้ายไฟล์ จาก อุปกรณ์ตัวส่ง โปรแกรม FTP(File Transfer Protocol) จัดเป็นซอฟท์แวร์สื่อสารทำงานในระดับ Application Layer การทำงานของ Application Layer ถูก ส่งผ่านไปยังส่วน Presentation Layer ซึ่งมีการปรับรูปแบบข้อมูลให้เหมาะสม แล้วจึงส่งผ่านต่อไปยัง Session Layer Session Layer แจ้งความต้องการถึงการ ติดต่อ โดยส่งผ่านไปยัง Transport Layer Transport Layer แตกชิ้นไฟล์ข้อมูล ออกเป็นส่วนๆเพื่อส่งต่อไปยัง Network Layer Network Layer ทำการพิจารณา เลือกเส้นทางข้อมูล แล้วส่งต่อไปยัง Data Link Layer Data Link Layer เพิ่มเติมส่วนการ ตรวจสอบความผิดพลาด ก่อนที่ส่ง ต่อไปยัง Physical Layer ที่ระดับ Physical Layer จะเป็นระดับ การส่งผ่านข้อมูลจริงๆ(บิท) โดยรวม สารสนเทศที่เกิดขึ้นในแต่ละเลเยอร์ ก่อนหน้านี้เข้าไปด้วย

47 47 OSI กับการโอนย้ายไฟล์ด้านอุปกรณ์ตัวรับ ที่ระดับ Physical Layer จะรับบิทข้อมูล แล้วส่งต่อไปยังดาต้าลิงค์ Data Link Layer จะตรวจสอบข้อมูล ผิดพลาด ก่อนที่จะส่งต่อไปให้กับ Network Layer Network Layer ทำการตรวจสอบเส้นทาง ที่จะใช้ในเครือข่ายก่อนติดต่อไปยัง Transport Layer ที่ระดับ Transport Layer จะทำการ ประกอบชิ้นข้อมูลก่อนที่ส่งต่อไปยัง Session Layer ที่ระดับ Session Layer ทำการพิจารณา ว่า การโอนย้ายไฟล์นั้น สมบูรณ์หรือไม่ ซึ่งอาจสิ้นสุดที่ขั้นตอนนี้ก็ได้ Presentation Layer อาจทำการปรับ รูปแบบให้เหมาะสม(แปลงข้อมูล) ก่อน ส่งต่อไปยัง Application Layer Application Layer แสดงผลลัพธ์ที่ส่ง มาให้แก่ผู้ใช้ (เช่นแสดงรายการ ปรับปรุงเกิดจากโปรแกรม (FTP)

48 48

49 49 Data Link Layer Protocol Basic - Flow Control, Error Detection and Correction

50 50 Data Link Layer

51 51 Figure 10-2 Data Link Control

52 52 Line Discipline การสื่อสารข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ในการสื่อสารมากกว่า 2 อุปกรณ์ขึ้น ไป ต้องมีสิ่งที่ควบคุม หรือคอยกำกับดูแลว่า ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง ใครจะเป็นผู้ทำหน้าที่ในการส่งข้อมูล และใครจะเป็นผู้รับ วิธีการที่จะควบคุมการใช้ช่องทางในการสื่อสาร แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ENQ/ACK และ Poll/Select

53 53 ENQ/ACK (Enquiry/Acknowledgement ENQ/ACK (Enquiry/Acknowledgement) ใช้สำหรับการควบคุมการใช้ช่องทางการสื่อสาร ในกรณีที่ช่อง ทางการสื่อสารระหว่างผู้ส่งและผู้รับเป็นการเชื่อมต่อกันโดยตรง ซึ่ง ไม่ต้องกลัวว่าข้อมูลที่ส่งออกไปจะไปถึงผู้รับผิดคน วิธีการควบคุมแบบ ENQ/ACK ทำหน้าที่ตรวจสอบว่าผู้ใดจะทำหน้าที่ เป็นผู้ส่ง และผู้รับพร้อมที่จะรับข้อมูลหรือไม่

54 54 วิธีการควบคุมแบบ ENQ/ACK เริ่มต้นจากการที่ผู้ส่งทำการเริ่มส่งข้อมูลสอบถาม (Enquiry) ไปยังผู้รับ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้รับพร้อมที่จะรับข้อมูล ผู้รับจะต้องตอบรับด้วย ACK (Acknowledgement) ถ้าผู้รับพร้อมที่จะรับข้อมูล หรือ ตอบปฏิเสธด้วย NACK (Negative Acknowledgement) ในกรณีที่ผู้รับตอบรับด้วย ACK ผู้ส่งก็จะเริ่มทำการส่งข้อมูล จนกระทั่ง เสร็จ และทำการส่ง EOT (End of Transmission)

55 55 ENQ/ACK

56 56 วิธีการควบคุมแบบ Poll/Select ถ้าอุปกรณ์หลักต้องการจะเป็นผู้รับข้อมูล ก็จะทำการสอบถามอุปกรณ์รองแต่ละ ตัวว่าอุปกรณ์ใดต้องการที่จะทำการส่งข้อมูล (Poll) ถ้าอุปกรณ์หลักต้องการจะเป็นผู้ส่งข้อมูล อุปกรณ์หลักก็จะทำการเลือก (Select) อุปกรณ์รองที่ต้องการจะติดต่อสื่อสารด้วยการส่งข้อความ SEL เพื่อให้อุปกรณ์รอง เตรียมตัวในการเป็นผู้รับข้อมูล และถ้าผู้รับพร้อมที่จะรับข้อมูลก็จะทำการตอบกลับ มายังอุปกรณ์หลักด้วยข้อความ ACK (Acknowledgement) Multipoint Discipline

57 57 Poll Figure 10-8

58 58 Select

59 59 Flow Control Flow Control เป็นวิธีการในการที่จะควบคุมการส่งข้อมูลจาก ผู้ส่งไปยัง ผู้รับ ไม่ให้ข้อมูลถูกส่งออกไปมากเกินกว่าที่ผู้รับข้อมูลจะสามารถรับได้ วิธีแรกในการควบคุมการไหลของข้อมูลคือ Stop-and-Wait และอีกวิธี หนึ่งคือ Sliding-Window

60 60 Stop-and-Wait การควบคุมการไหลของข้อมูลแบบนี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ผู้ส่งข้อมูลจะส่งข้อมูลออกไปเป็น เฟรม (Frame) หรือกลุ่มของข้อมูล หลังจากที่ผู้รับได้รับข้อมูลแล้ว จะต้องทำการส่งการตอบรับว่าได้รับ ข้อมูลที่ถูกต้องแล้ว (Acknowledgement : ACK) หรือ ข้อมูลที่ได้รับ ผิดพลาด (Negative Acknowledge : NACK) ให้กับผู้ส่ง ก่อนที่ผู้ส่ง ข้อมูลจะสามารถส่งข้อมูลเฟรมต่อไปได้ วิธีนี้ผู้รับสามารถควบคุมการไหลของข้อมูลได้ โดยผู้ส่งจะต้องรอการ ตอบรับจากผู้รับทุกครั้งก่อนที่จะทำการส่งข้อมูลเฟรมถัดไป การควบคุมการไหลของข้อมูลแบบนี้ ทำให้อัตราความเร็วของการส่ง ข้อมูลลดลง เพราะผู้ส่งจะต้องรอการตอบรับจากผู้รับทุกเฟรม ถ้าใน กรณีที่ข้อมูลมีขนาดใหญ่ การส่งข้อมูลก็จะเป็นไปอย่างล่าช้า

61 61 Stop and Wait

62 62 Sliding-Window ส่งข้อมูลได้ครั้งละหลายๆเฟรม แล้วจึงรอรับการตอบรับจากผู้รับข้อมูล ผู้ส่งและผู้รับมีกรอบจำนวนเฟรมที่สามารถรับและส่งได้เท่ากัน เมื่อผู้ส่งเริ่มทำการส่งข้อมูลออกไป กรอบจำนวนเฟรมก็จะลดลง ผู้รับเมื่อได้รับข้อมูลเข้ามา กรอบจำนวนเฟรมของผู้รับก็จะลดลง ผู้รับเมื่อพร้อมที่จะตอบรับการได้รับข้อมูล (Acknowledge) ก็จะทำการ ส่งสัญญาณ ACK และบอกหมายเลขเฟรมถัดไปที่จะทำการรับข้อมูล พร้อมกับเพิ่มขนาดของกรอบจำนวนเฟรมให้เท่าเดิม เมื่อผู้ส่งได้รับสัญญาณตอบรับ และหมายเลขเฟรมถัดไปที่ผู้รับจะรับได้ แล้ว ก็จะทำการขยายขนาดของกรอบจำนวนเฟรม (Sliding-Window) เท่ากับจำนวนเฟรมที่ผู้รับได้รับไปแล้ว

63 63 Sliding Window Figure Sender Sliding Window Receiver Sliding Window

64 64 Figure Sliding Window Example

65 65


ดาวน์โหลด ppt 1 ICT+ Introduction to Networks ICT+ Introduction to Networks ดร. สุรศักดิ์ มังสิงห์ URL:http://www.spu.ac.th/~surasak.mu.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google