งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

1 วิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ กับ สถานการณ์การเงินที่อยู่อาศัยของไทย วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน 2551 คุณชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจลูกค้าบุคคลและเครือข่ายบริการ.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "1 วิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ กับ สถานการณ์การเงินที่อยู่อาศัยของไทย วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน 2551 คุณชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจลูกค้าบุคคลและเครือข่ายบริการ."— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 1 วิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ กับ สถานการณ์การเงินที่อยู่อาศัยของไทย วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน 2551 คุณชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจลูกค้าบุคคลและเครือข่ายบริการ บมจ. ธนาคารกสิกรไทย

2 2 หัวข้อการนำเสนอ  แนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ VS ธุรกิจสินเชื่อที่อยู่อาศัย ปี 2552  เปรียบเทียบวิกฤตการเงินโลกปี 2551 กับวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540  ปัญหาทางเศรษฐกิจที่จะเกิดกับภาคธุรกิจโดยรวมในปี 2552  ทิศทางความเสี่ยงไทยจากเศรษฐกิจโลก (Q4/2551 – Q1/2552)  แนวทางการปรับตัวเพื่อรับมือกับอนาคต  กลยุทธ์ของ KBank สำหรับปี 2552

3 3 แนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ VS ธุรกิจสินเชื่อที่อยู่อาศัยปี 2552

4 แนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปี 2551 ปัจจัยบวก:  อัตราเงินเฟ้อพุ่งปรับตัวลดลง ส่งผลกระทบต่ออำนาจการซื้อที่อยู่อาศัย ของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น  มาตรการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีและค่าธรรมเนียมซื้อ-ขาย อสังหาริมทรัพย์  ราคาอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันยังไม่สูงขึ้นจนเกินไป  ราคาอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มสูงขึ้นในอนาคต (กระตุ้นให้ผู้ซื้อตัดสินใจ ซื้อเร็วขึ้น)  การแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจสินเชื่อที่อยู่อาศัยระหว่างสถาบันการเงิน ใน การนำเสนอแคมเปญอัตราดอกเบี้ยถูกพิเศษ และมีรูปแบบหลากหลายให้ ลูกค้าเลือกตามความสามารถในการผ่อนชำระ ปัจจัยลบ:  ผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก (อาจกระทบธุรกิจส่งออก และท่องเที่ยวบางประเภท ทำให้กำลังรายได้ของผู้บริโภคลดลง)  ผู้ประกอบการอสังหาฯ เผชิญกับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น โดยเฉพาะ รายที่ระดมทุนในรูปแบบหุ้นกู้ / ผ่านตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ราคาที่อยู่ อาศัยมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น  การชะลอตัวของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะการลงทุนในโครงการ อสังหาฯ ใหม่ๆ อาทิ เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ / นิคมอุตสาหกรรม  การพัฒนาอสังหาฯ สำหรับกลุ่มลูกค้าต่างชาติ อาทิ คอนโดมิเนียม ระดับบน / วิลล่าตามสถานที่ท่องเที่ยวของไทย อาจมีกำลังซื้อลดลง  สถาบันการเงินเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นในการอนุมัติสินเชื่อทั้งแก่ ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และผู้บริโภค  สถานการณ์และความไม่แน่นอนทางการเมือง มรสุมช่วงครึ่งหลังปี 2551: ปัจจัยลบ หลากหลาย...ปัจจัยบวกน้อยนิด •จำนวนที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลในปี 2551 คาดว่า จะมีประมาณ 67,600 หน่วย หดตัวลง 7.2% จากจำนวน 72,808 หน่วย ในปี 2550 ที่มา: ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

5 แนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปี 2552  สาเหตุของการชะลอตัวของจำนวนที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จในเขต กรุงเทพฯและปริมณฑลมาจาก การหดตัวลงของที่อยู่อาศัยประเภท โครงการบ้านจัดสรรและที่อยู่อาศัยปลูกสร้างเอง ในขณะที่จำนวนที่อยู่ อาศัยสร้างเสร็จประเภทคอนโดมิเนียมยังคงอยู่ในระดับสูง เนื่องจากการ เร่งเปิดโครงการในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา  ธุรกิจบ้านจัดสรร ยังอยู่ในภาวะชะลอตัวต่อเนื่องติดต่อกันเป็นปีที่ 4 เนื่องจาก ปัจจัยลบทางเศรษฐกิจต่างๆ, อุปทานในตลาดยังมีอยู่มาก และการแข่งขันจากธุรกิจคอนโดมิเนียม ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับกล ยุทธ์การดำเนินธุรกิจ อาทิ การพัฒนาโครงการในรูปแบบ Pre-sales มาก ขึ้นและ การเปิดโครงการที่มีขนาดเล็กลง เพื่อ ดูการตอบรับของตลาด หาก ประสบความสำเร็จก็จะเปิดเฟสต่อไป  ธุรกิจคอนโดมิเนียม ยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่อยู่ตามแนว ระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนและย่านใจกลางเมือง  ธุรกิจรับสร้างบ้าน ยังคงชะลอตัว จากปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อ อำนาจซื้อของผู้บริโภค, ปัญหาผู้รับเหมาที่ละทิ้งงาน, อัตราดอกเบี้ย เงินกู้มีทิศทางปรับตัวสูงขึ้น, และการไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการ อสังหาริมทรัพย์ ทำให้ความต้องการบางส่วนหันเหไปสู่ตลาดจัดสรรได้ หรือ ชะลอการตัดสินใจออกไป  ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่น่าจะไปได้ดีในปีนี้ น่าจะเป็นคอนโดมิเนียม เนื่องจากความต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง หรือการซื้อเพื่อการลงทุน ระยะยาว เพื่อรับอัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่อยู่ใน อัตราที่ค่อนข้างต่ำ แนวโน้มที่อยู่อาศัยประเภทโครงการที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จ ในเขต กทม. และปริมณฑล ปี 2551 ที่มา: ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประมาณการ* จำนวน (หน่วย) จำนวนที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จ ในเขตกรุงเทพมหานครและ ปริมณฑล 69,65672,80867,600 โครงการจัดสรร29,94732,74129,700 โครงการคอนโดมิเนียม12,77614,81616,900 บ้านปลูกสร้างเอง26,93325,25121,000 อัตราการขยายตัว (%) จำนวนที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จ ในเขตกรุงเทพมหานครและ ปริมณฑล -2.1%4.5%-7.2% โครงการจัดสรร-20%9.3%-9.3% โครงการคอนโดมิเนียม28.5%16%14.1% บ้านปลูกสร้างเอง6.7%-6.2%-16.8%

6 6 ที่มา: ;ธนาคารแห่งประเทศไทย แนวโน้มธุรกิจสินเชื่อที่อยู่อาศัยปี 2551 คาดว่ายอดคงค้าง ณ สิ้นปี 2551:  ตลาดรวม = 1 1,588,000 MB  อัตราการเติบโต = 8.2% YoY  ธนาคารภาครัฐ (GHB and GSB)  สัดส่วนทางตลาด 45.8%  Growth = 4.5% จากปี 2550  ธนาคารพาณิชย์  สัดส่วนทางตลาด 54.1%  Growth = 11.5% จากปี 2550

7 7 แนวโน้มธุรกิจสินเชื่อที่อยู่อาศัยปี 2552 ปัจจัยบวก  มาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่จะ สิ้นสุดในวันที่ 28 มีนาคม 2552  มาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนจากเดิมที่อยู่ 2.0% ของ ราคาประเมินของทางราชการ ลงเหลือ 0.01% ของราคา ประเมินของทางราชการ  มาตรการลดค่าธรรมเนียมการจดจำนองอสังหาริมทรัพย์ จากเดิมอยู่ที่ 1.0% ลงเหลือ 0.01%  การแข่งขันเสนอผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่อยู่อาศัยของ สถาบันการเงินที่ขับเคี่ยวกันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะการ แข่งขันด้านราคาที่มีความเข้มข้น และมีรูปแบบ หลากหลายให้ลูกค้าเลือกตามความสามารถในการผ่อน ชำระ  การนำแนวโน้มราคาที่อยู่อาศัยที่จะมีการปรับสูงขึ้นตาม ต้นทุนการก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น มาเป็นจุดขายให้เร่ง ตัดสินใจ ทำให้ผู้ประกอบการอาจพลิกวิกฤติต้นทุนเป็น โอกาสในการเสนอจุดขายแก่ลูกค้าในการซื้อบ้านต้นทุน เดิม (ราคาเดิม) ปัจจัยลบ  ภาวะเศรษฐกิจถดถอย  สถานการณ์และความไม่แน่นอนทางการเมือง  ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลง ทำให้ชะลอการ ซื้อสินค้าคงทน ราคาแพงออกไป  สถาบันการเงินเพิ่มความระมัดระวังในการอนุมัติสินเชื่อ มากขึ้น

8 8 สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย...มุ่งหาตลาดที่เหมาะสมกับอำนาจซื้อของผู้บริโภค  รัฐบาลอาจยืดระยะเวลามาตรการอสังหาริมทรัพย์ (จาก สิ้นสุด 28 มี.ค.52) และดำเนินนโยบายเพื่อฟื้นความ เชื่อมั่น เพื่อหนุนการใช้จ่ายของผู้บริโภค  นอกจากนี้ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคอาจได้รับแรงหนุนจาก การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในปี  การแข่งขันระหว่าง ธพ.จะยังคงรุนแรง  ราคาบ้านยังมีแนวโน้มสูงขึ้น ตามการปรับราคาของ ผู้ประกอบการ อันเป็นผลจากต้นทุนการก่อสร้างที่ เพิ่มขึ้น  ปัญหาในตลาดแรงงาน และความคุ้นเคยกับการก่อหนี้ ขนาดเล็กที่เพิ่มขึ้น อาจบั่นทอนความสามารถในการ เป็นเจ้าของบ้านหลังแรก ซึ่งจะจำกัดการเติบโตของ ตลาดลูกค้าศักยภาพ Key Points  การขยายฐานลูกค้า และขนาดสินเชื่อต่อราย เผชิญข้อจำกัดจากปัญหาราคาบ้านที่เพิ่มขึ้น และ ปัญหาในตลาดแรงงาน  สำหรับในปี อสังหาฯ ประเภทคอนโดฯ ทาวน์เฮาส์และบ้านเดี่ยวราคาปานกลางลงมา จะมี ความเหมาะสมกับอำนาจซื้อของผู้บริโภค  ส่วนปี ความต้องการบ้านเดี่ยวน่าจะฟื้นตัว ชัดเจนขึ้น ตามอำนาจซื้อที่เพิ่มขึ้น และ ความก้าวหน้าของโครงการภาครัฐ อาทิ รถไฟฟ้า  กลยุทธ์การแข่งขันด้านราคา ยังมีแนวโน้มจะ ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง นอกเหนือไปจากการทำ ตลาดร่วมกับผู้ประกอบการพัฒนาโครงการ อสังหาริมทรัพย์

9 9 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 51 VS วิกฤตต้มยำกุ้งปี 40

10 10 เปรียบเทียบวิกฤตการเงินโลกปี 2551 กับวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 (1/4) วิกฤตแฮมเบอรเกอรป 2551วิกฤตตมยำกุงป 2540 สาเหตุของปัญหา ปัญหาสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ที่มีความน่าเชื่อถือ ต่ำ (ซับไพรม) ซึ่งขยายขอบเขตไปยังสินเชื่อ ประเภทอื่นๆ และส่งผลกระทบตอฐานะของ สถาบันการเงินในสหรัฐฯ จนนำมาสูปญหาความ เชื่อมั่นตอระบบการเงินทั่วโลก การแตกตัวของภาวะฟองสบู่ในตลาดหุน และ อสังหาริมทรัพยของไทย ซึ่งนำไปสูวิกฤตศรัทธา ต่อระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่และคาเงิน บาทของไทย ซึ่งขณะนั้นทางการใชระบบตะกร าเงิน (Basket of Currencies) สภาพแวดล้อมทาง เศรษฐกิจของไทย แม ดุลบัญชีเดินสะพัดอาจมีแนวโนมเกินดุล ลดลงในป 2551 และป 2552 มาที่ประมาณ 1.7 และ พันลานดอลลารฯ ตามลำดับ เมื่อ เทียบกับที่เกินดุล 15.8 พันลานดอลลารฯ ในป 2550 แตก็ยังคงมีฐานะที่เกินดุลสุทธิอยู ในขณะ ที่ หนี้ตางประเทศลาสุด ณ ก.ค มี ยอด คงคาง 66.0 พันล้านดอลลารฯ เทียบกับทุน สำรองระหวางประเทศ ณ ส.ค ที่สูง ถึง พันล้านดอลลารฯ ในชวงเศรษฐกิจฟองสบูระหวางป ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยมีฐานะขาดดุลเฉลี่ย ร้อยละ 5.1 ของจีดีพี ในขณะที่หนี้ตางประเทศพุง ทะลุหลักแสนล้านดอลลารฯ ตอมาหลังการ ลอยตัวคาเงินบาทในป 2540 ดุลบัญชีเดินสะพัด ของไทยกลับมาเกินดุลไดตั้งแตป 2541 ในขณะ ที่หนี้ต่างประเทศทยอยลดระดับลง โดยลงมาอยู ต่ำกวาระดับทุนสำรองระหวาง ประเทศตั้งแตป 2548

11 11 เปรียบเทียบวิกฤตการเงินโลกปี 2551 กับวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 (2/4) วิกฤตแฮมเบอรเกอรป 2551วิกฤตตมยำกุงป 2540 ผลกระทบต่อ เศรษฐกิจ ความเปนไปไดที่เศรษฐกิจไทยจะเขาสูภาวะ ถดถอยมีนอยมาก โดยคาดวาเศรษฐกิจไทยอาจ ขยายตัวใกลเคียงรอยละ 5.0 ไดในป 2551 และ อาจขยายตัวในกรอบรอยละ ในป 2552 โดยมีแรงหนุนจากการดำเนินนโยบายการเงิน และการคลังของทางการที่มีแนวโนม ผอนคลาย มากขึ้นภายใตภาวะเงินเฟอที่ปรับตัว ลง ถึงแม การสงออกอาจเติบโตในอัตราที่ชะลอลงก็ตาม หลังวิกฤตเศรษฐกิจไทยเขาสูภาวะถดถอย โดย เศรษฐกิจไทยหดตัวลงร้อยละ 1.4 และรอยละ 10.5 ในป ตามลำดับกอนที่จะทยอย ฟื้นตัวขึ้นจากแรงหนุนการเติบโตของภาคการสงอ อกซึ่งเปนผลมาจากเงินบาทที่ออนคาลง โดย อัตราการขยายตัวเฉลี่ยของจีดีพีในชวงป อยูที่ประมาณรอยละ 4.9 ผลกระทบต่อดัชนี หุ้นไทย มีการไหลออกของเงินทุนสุทธิจากตางประเทศ แตเปนเพราะความตองการเงินดอลลารสหรัฐฯ เพื่อนำกลับไปเสริมสภาพคลองของสถาบัน การเงินที่ประสบปัญหาในสหรัฐฯและยุโรป (ไม ไดเกิดจากการขาดความเชื่อมั่นตอคาเงินบาท ของไทย) โดยดัชนีหุนไทยปรับตัวลงแลว ประมาณรอยละ 50 จากที่เคยขึ้นไปที่ระดับ จุด ณ 29 ต.ค มาที่ จุด ณ 1 3 ต.ค ซึ่งเปนไปในทิศทางที่ สอด คลองกับตลาดหุนอื่น ๆ ในภูมิภาค การขาดความเชื่อมั่นตอระบบอัตราแลกเปลี่ยน และคาเงินบาทไดสงผลใหเกิดการไหลออกของ เงินทุนสุทธิจากตางประเทศ และทำใหดัชนีหุ นไทย ร่วงลงจากระดับ 1, จุด ณ 3 ม.ค มาที่ระดับต่ำสุดที่ จุด ณ 4 ม.ค หรือรวงลงกว่ารอยละ 80 (ดัชนีหุนไทย เคยขึ้นไปทำสถิติสูงสุดที่ระดับ 1, จุด ณ 4 ม.ค. 2537)

12 12 เปรียบเทียบวิกฤตการเงินโลกปี 2551 กับวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 (3/4) วิกฤตแฮมเบอรเกอรป 2551วิกฤตตมยำกุงป 2540 ผลกระทบต่อ สถาบันการเงิน สถาบันความเสี่ยงใน ดานตาง ๆ มีการเงินไทย มีความพรอมในการรับมือกับวิกฤตรอบใหมที่ดี ขึ้นกวาอดีต เนื่องจากมีสถานะทางการเงินที่ เข้มแข็งขึ้นมาก ความเสี่ยงดานการลงทุน โดยเฉพาะสินทรัพยต่างประเทศคอนขางจำกัด อีกทั้งการบริหารประสิทธิภาพที่สูงขึ้น - ณ ส.ค ธนาคารพาณิชยที่จดทะเบียน ในไทยมีสัดสวนเงินกองทุนรวม เทากับรอยละ 15.2 ตอสินทรัพยเสี่ยง ซึ่งเกินกวาเกณฑขั้นต่ำ ของ ธปท.ที่รอยละ 8.5 มาก ปญหาในภาคสถาบันการเงินปรากฏชัดเจนใน รูปตางๆ - สถาบันการเงินลมละลายและถูกปดกิจการ จำนวนมาก โดยจำนวนบริษัทเงินทุนลดลงจาก 91 แหงในชวงกอนวิกฤตมาที่ 18 แหง ในป 2546 และจำนวนธนาคารพาณิชยลดลงจาก 15 แห งในชวงกอนวิกฤตมาอยูที่ 12 แหง - ธนาคารพาณิชยไทยตองเพิ่มทุนเป็นจำนวน กว่า 8 แสนลานบาทในชวงป 2541­2543 ซึ่งสวน หนึ่งเป็นผลมาจากโครงการเพิ่มทุน 14 ส.ค ของทางการ ขณะที่ภาระของภาครัฐในการ เขาไปดูแลผูฝากเงินและเจาหนี้ รวมถึงจัดการกับ สถาบันการเงินที่ประสบปัญหาทางการเงินส่งผล ให้กองทุนฟื้นฟูฯ ตองแบกรับประมาณการความ เสียหายที่สูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท

13 13 เปรียบเทียบวิกฤตการเงินโลกปี 2551 กับวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 (4/4) วิกฤตแฮมเบอรเกอรป 2551วิกฤตตมยำกุงป 2540 ผลกระทบต่อ สถาบันการเงิน (ต่อ) -เอ็นพีแอลกอนหักสำรอง (Gross NPLs) ของ ธนาคารพาณิชยไทยอยู่ที่รอยละ 6.97 ตอสิน เชื่อรวม ณ มิ.ย และเอ็นพีแอลหลัง สำรอง (Net NPLs) มีสัดสวนเพียงรอยละ 3.77 เทานั้น -ในชวงครึ่งแรกของป 2551 กำไรสุทธิมีจำนวน สูงถึง 4.8 หมื่นลานบาท เพิ่มขึ้นรอยละ จากชวงเดียวกันปกอน -ความเสี่ยงดานการลงทุน โดยเฉพาะสินทรัพยต างประเทศคอนขางจำกัด อาทิ เงินลงทุนในตรา สารตางประเทศของระบบธนาคารพาณิชยไทย ณ สิ้น มิ.ย คิดเปนสัดสวนเพียงประมาณร อยละ 1.7 ของ สินทรัพยรวมเทานั้น - เอ็นพีแอลของธนาคารพาณิชยไทยพุงขึ้นมาที่ จำนวน 2.47 ลานลานบาท (รอยละ 52.3 ของ สินเชื่อรวม) ในเดือน พ.ค ความสามารถในการทำกำไรถดถอยลงจากที่ เคยมีกำไรสุทธิเฉลี่ยตอปสูงกวา 5 หมื่นล้านบาท ในช่วง 5 ปกอนวิกฤตมาเปนการขาดทุนสุทธิถึง แสนลานบาทในป

14 14 ปัญหาทางเศรษฐกิจที่จะเกิดกับภาคธุรกิจโดยรวมในปี 2552

15 15 ปัญหาทางเศรษฐกิจที่จะเกิดกับภาคธุรกิจโดยรวมในปี 2552 •ภาพรวมเศรษฐกิจปี 2552 มีแนวโน้มชะลอตัวในระยะยาว •อย่างน้อยครึ่งปีแรกจะชะลอตัวตามเศรษฐกิจโลกและวิกฤติสภาวะการเมืองในประเทศที่จะยังคงยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลให้การท่องเที่ยว, ตลาด หุ้น และสินค้าเกษตร จะได้รับผลกระทบอย่างแรง •สศช. คาดหมายว่าอัตราเศรษฐกิจเติบโต ปี เฉลี่ย 3-4% และปี 2554 จะกลับมาเติบโตปกติที่อัตรา 5-6% •การส่งออก มีแนวโน้มชะลอตัวทั้งเชิงปริมาณและราคา •การส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ, ญี่ปุ่น และยุโรปสำหรับปี 2552 คาดว่าน่าจะอยู่ที่ประมาณ 2-3% •อาจได้รับอานิสงค์จากปัญหาคุณภาพสินค้าจีน และค่าเงินบาทที่มีทิศทางทรงตัวในอัตราที่อ่อนค่า •ในภาพรวม คาดว่าการส่งออกในปี 2552 น่าจะขยายตัวประมาณ 10-12% หรือมีมูลค่าประมาณ 197,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ •การบริโภค ยังคงมีแนวโน้มชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง •ส่งผลให้การขายในประเทศ มีการแข่งขันกันรุนแรง ทั้งลด-แลก-แจก-แถม •การทำกำไรจะทำได้ลำบาก ยกเว้น บางธุรกิจที่เป็น “Niche Market” •ระยะเวลาการปล่อยหนี้จะยาวขึ้น และตามหนี้ยาก •ตลาดในภูมิภาค เงินจะตึงตัว •จากผลกระทบทั้งจากราคาเกษตรที่ตกต่ำและการท่องเที่ยวที่จะยังซบเซาไปจนถึง Q3/2009 โดยเฉพาะจังหวัดที่ต้องพึ่งพาการ ท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบมากกว่า •แต่โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าของรัฐบาล อาจมีส่วนช่วยอยู่บ้าง •การปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินจะเพิ่มกฎเกณฑ์และเลือกลูกค้า •ทิศทางดอกเบี้ยจะสูงแต่ดอกเบี้ยจะคงที่ในอัตรา ทำให้ SME และธุรกิจที่มีปัญหา P/E จะเข้าถึงแหล่งทุนได้ลำบาก •แรงงานใหม่ที่จะเข้าสู่ระบบในช่วงปี 2552 จะหางานได้ยากขึ้น

16 16 คาดการณ์การขยายตัวการส่งออกปี 2552 ประเทศขยายตัว สหรัฐฯ (11.29%)2.3% ยุโรปตะวันตก (11.79%) % ญี่ปุ่น (11.20%) % แคนาดา6-7.5% ยุโรปตะวันออก20-25% ประเทศขยายตัว จีน (9.5%)20% อินเดีย25% รัสเซีย30% อาเซียน (23.30%)14.1% อัฟริกา20% หมายเหตุ: (..) สัดส่วนตลาด เป้าหมายการส่งออก เติบโตเฉลี่ยร้อยละ (197,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) ที่มา : กรมส่งเสริมการส่งออก

17 17 ตัวอย่างราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ ราคาเดิมราคาปัจจุบัน ข้าว1,080 USD USD หัวมัน2.50 บาท / กก.1.45 บาท / กก. ยางแผ่นรมควัน90 บาท/กก บาท/กก. ปาล์ม6.0 บาท / กก.2.80 บาท / กก. น้ำมันปาล์ม36 บาท / ลิตร17 บาท / ลิตร ข้าวโพด10-12 บาท / กก.4.80 – 5.0 บาท / กก.

18 18 ทิศทางความเสี่ยงไทยจากเศรษฐกิจโลก (Q4/2551 – Q1/2552)

19 19 ทิศทางความเสี่ยงไทยจากเศรษฐกิจโลก (Q4/2551 – Q1/2552) หุ้นไทยอิงกับหุ้นในตลาดหลักของโลก ซึ่งดัชนีร่วง 50-54% ต่ำสุดในรอบ 5 ปี เศรษฐกิจโลกมีผลต่อการท่องเที่ยว 4.7% (AFP) แต่ปัญหาภายในประเทศเป็นปัจจัยหลัก กระทบเศรษฐกิจฐานรากและอุตสาหกรรม ส่งออกอยู่ใน GDP 67% เป็นรายได้หลักของประเทศ กำลังซื้อประเทศเป้าหมายหดตัว ราคาสินค้าเกษตรปรับลดตัวลงตามราคาน้ำมัน และการชะลอตัวของการเก็งกำไรในโภคภัณฑ์ล่วงหน้า ส่งผลต่อรายได้เกษตรและปัญหาราคาพืชตกต่ำ หุ้นยังมีแนวโน้ม ตกอย่างรุนแรง ท่องเที่ยวลด 20% มูลค่า 80,000 ลบ. ส่งออกตก 18% มูลค่า 1.1 ล้าน ลบ. ราคาสินค้าเกษตรตก ประมาณ 21% ไปจนถึง Q1 /2009

20 20 เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่การชะลอตัว ปี 2552 ขยายได้ 4.0% การบริโภคลดลง การแข่งขันตลาดภายใน จะรุนแรง ดอกเบี้ย ธปท. จะทรงตัวที่ 3.50 – 3.75 แต่ดอกเบี้ยธนาคารพาณิชจะมีแนวโน้มสูงขึ้น SME การเข้าถึงแหล่งเงินจะยากขึ้น, ธนาคารกับธนาคารก็ไม่เชื่อกัน สภาพคล่องที่ลดลง และเงินตึง เงินเฟ้อ ปี 2551 = 6.6% เงินเฟ้อ ปี 2552 = 3-4% ราคาน้ำมันและราคาสินค้าเกษตรจะลดลง เงินเฟ้อจะลดลงตามทิศทาง ของราคาน้ำมันขาลงไป จนถึงปลาย Q1 ปี 2552 ปัญหาแรงงานและปัญหาการเรียกร้องจากภาคเกษตร และปัญหาสังคมแตกแยกจะรุนแรง เสถียรภาพของรัฐบาล จะไม่มั่นคง Q1-Q2/2009 เงินบาทไทยอิงกับค่าเงินสหรัฐฯจะแข็งค่าในระยะสั้นๆ จากเงินที่ Inflow หลังจากนั้นทั้ง USD / Baht จะอ่อนค่า ไปตามสภาวะเศรษฐกิจจริง ประมาณ บาท อัตราแลกเปลี่ยนจะ ผันผวน ไปตามสกุลเงินหลัก ทิศทางความเสี่ยงไทยจากเศรษฐกิจโลก (Q4/2551 – Q1/2552)

21 21 6 มาตรการแก้ปัญหาวิกฤติการเงินของรัฐบาลสมชาย วงษ์สวัสดิ์ การอัดฉีดตลาดทุนซื้อหุ้นที่มีปัญหา 142,000 ลบ. การขยายสินเชื่อเสริมสภาพคล่อง 400,000 ลบ. ให้ ธกส / ธอส / SME Bank ขยายสินเชื่อ 150,000 ลบ. มาตรการที่ 1 มาตรการที่ 2 มาตรการที่ 3 มาตรการเร่งรัดส่งออกโดยใช้งบ 300,000 ลบ. และมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวใช้งบ 60,000 ลบ. มาตรการที่ 4 มาตรการเร่งรัดใช้จ่ายงบประมาณเพิ่ม 180,000 ลบ. ผ่านกองทุนหมู่บ้านและ SML มาตรการที่ 5 มาตรการที่ 6 เร่งรัดโครงการเมกะโปรเจกต์และเพิ่มงบลงทุน 100,000 ลบ. เข้าร่วมโครงการ ASEM 7 ณ ประเทศจีน ตั้งกองทุน 80,000 ล้าน USD ช่วยเหลือประเทศที่มี ปัญหาสภาพคล่อง โดยรัฐบาลไทยประกันเงินฝากต่อไปอีก 3 ปี

22 22 แนวทางการปรับตัวเพื่อรับมือกับอนาคต Government Consumer

23 23 แนวทางการปรับตัวเพื่อรับมือกับอนาคต •รัฐบาลจะต้องมีแผนป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เป็นวาระแห่งชาติ มีงบประมาณ / ยุทธศาสตร์ / กฎหมาย / การบูรณาการ / เจ้าภาพที่ชัดเจน •คณะกรรมการกำกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งด้านส่งออกและตลาดภายในและติดตามแผน ป้องกันความเสี่ยงฯ โดยให้มี กกร. เข้าร่วม •การดูแลอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้ผันผวนและมาตรการในการดูแลให้เกิดความเชื่อมั่นในระบบ ธนาคารและประกันชีวิต •ต้องสร้างความเชื่อมั่น โดยให้มีเม็ดเงินที่จะเสริมสภาพคล่องในระบบอย่างพอเพียงรวมทั้ง สร้าง ความเชื่อมั่นระหว่างธนาคารด้วยกัน •มาตรการที่จะช่วยเหลือ SME และผู้ประกอบการรายย่อยในต่างจังหวัด เพื่อให้เข้าถึงแหล่งเงิน ได้จริง ภาครัฐ

24 24 แนวทางการปรับตัวเพื่อรับมือกับอนาคต  รักษาสภาพคล่องส่วนบุคคล โดยการพยายามถือเงินสดไว้ให้มากที่สุด  หากต้องการลงทุนทำธุรกิจเล็กๆ อาทิ ร้านขายกาแฟ / ร้านเบเกอรี่ ควรใช้เงินทุนของตนเองเป็นหลัก พยายาม หลีกเลี่ยงการก่อหนี้จากการกู้ยืมเงินจากทั้งใน – นอกระบบ เนื่องจากปัจจุบันสถาบันการเงินต่างเพิ่มความเข้มงวดใน การอนุมัติสินเชื่อ จึงทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงแหล่งเงินทุนยากยิ่งขึ้น  เพิ่มวินัยทางการเงิน  พยายามไม่ก่อหนี้ก้อนใหม่เพิ่ม กรณีหนี้ระยะสั้นกรณีหนี้ระยะยาว ควรพยายามปิด / เคลียร์ยอดหนี้ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ มีวินัยในการผ่อนชำระยอดหนี้อย่าง สม่ำเสมอ ไม่ให้เกิดยอดค้างชำระ ผู้บริโภค

25 25 กลยุทธ์ของ KBank สำหรับปี 2552 เพื่อรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจโลก

26 26 กลยุทธ์ของ KBank สำหรับปี 2552 เพื่อรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจโลก  ด้านการตลาด:  ยังคงมุ่งเน้นการริเริ่มนวัตกรรมการตลาดใหม่ๆ (New Innovative Marketing Campaign) ที่สามารถ ดึงดูดความสนใจของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้ตัดสินใจเลือกใช้บริการกับธนาคาร  การโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่าน Selective Media เพื่อให้สามารถสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายโดยตรง  ด้านการคัดกรองคุณภาพลูกค้า:  มีการใช้ระบบ Credit Bureau Score ในการวิเคราะห์คุณภาพหนี้ -เป็นเครื่องมือในการประเมินความเสี่ยงด้านเครดิต ที่จะช่วยให้ผู้อนุมัติเครดิตสามารถอนุมัติเครดิตได้อย่างมี ประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยใช้ข้อมูลในเครดิตบูโรในการระบุลักษณะ และประเมินพฤติกรรมการชำระเงินของลูกค้า -เป็นเครื่องมือช่วยให้ธนาคารเข้าใจประวัติด้านเครดิตของลูกค้าได้ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น -เมื่อใช้ร่วมกับ Application Score จะทำให้มีมุมมองเพื่อช่วยในการตัดสินใจที่ดีขึ้น

27 27 ปัจจัยที่ส่งผลต่อ Credit Bureau Score 5 ปัจจัยหลักที่สามารถส่งผลกระทบต่อ Credit Bureau Score ได้แก่  ประวัติการชำระหนี้. หากมีประวัติการชำระหนี้ล่าช้าทั้งบัญชีเครดิตในอดีตและปัจจุบัน ก็สามารถ ส่งผลให้คะแนนต่ำได้  ยอดหนี้ค้างชำระ ยอดหนี้ค้างชำระที่สูงเกินไป จะส่งผลให้คะแนนเครดิตต่ำลง โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งเมื่อลูกหนี้เต็มวงเงินมากๆ  อายุของประวัติเครดิต โดยปกติแล้ว ประวัติเครดิตที่มีอายุยาวกว่าจะได้เปรียบ  การเปิดบัญชีเครดิตใหม่ การเปิดบัญชีเครดิตใหม่มากเกินไป โดยเฉพาะในช่วงเวลาไล่เลียกัน จะส่งผลกระทบให้คะแนนเครดิตต่ำลง  จำนวนและประเภทบัญชีเครดิตที่มี การมีบัญชีเครดิตมากเกินไปนั้นไม่ส่งผลดี ไม่ว่าจะมีการใช้ บัญชีเครดิตเหล่านั้นหรือไม่ก็ตาม

28 28

29 29 ที่มา: งบการเงินของแต่ละธนาคาร ยอดคงค้างสินเชื่อที่อยู่อาศัย ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2551 หน่วย: ล้านบาท

30 30 % ส่วนแบ่งการตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัย ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2551 ที่มา: งบการเงินของแต่ละธนาคาร

31 31 % หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้: NPL ที่มา: งบการเงินของแต่ละธนาคาร

32 การบริหารความเสี่ยงสำหรับสินเชื่อ Pre - Finance Management Risk  Track Record  ประสบการณ์ในการประกอบธุรกิจ  Success selling rate ของ Project ที่ ผ่านมา  ลักษณะโครงการที่ทำในอดีตกับที่ขอใน ครั้งนี้  Product Type  Management (ความเป็นมืออาชีพ) Completion Risk  แหล่งที่มา / ความเพียงพอของแหล่งเงินทุน  แหล่งที่ใช้ไปของเงินทุน  ความเสี่ยงจากผู้รับก่อสร้างที่ไม่มี ประสบการณ์  Cost Overrun  Legal Risk เช่น EIA, ใบอนุญาตก่อสร้าง, ใบอนุญาตตามมาตรา 39 ทวิ Liquidity / Leverage / Cash Flow  สภาพคล่องโดยรวมของบริษัท  Turnover Inventory และ Sale Speed  หลักเกณฑ์การรับรู้รายได้ของธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์  Leverage Company  Cash Flow สอดคล้องกับนโยบายการลงทุน, การขาย, มีเงินทุนเพียงพอ Industry Risk  Project on hand / New project / กลุ่มลูกค้า เป้าหมายสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและ ความต้องการของตลาด  Product portfolio diversification ซึ่งจะ ชดเชยความเสี่ยงของความผันผวนของภาวะ เศรษฐกิจ Market Risk  ศักยภาพของการแข่งขัน  ทำเลที่ตั้งของโครงการ  ระดับราคา  คู่แข่งในละแวกเดียวกัน (supply) บน product & Price ระดับเดียวกัน  Demand Repayment Risk  สัดส่วนการให้กู้ยืม กับสัดส่วนการชำระหนี้  ระยะเวลาการปล่อยกู้ (หากเป็นโครงการขนาด ใหญ่ควรจัด Financing structure แบบแบ่ง phase)  ความเสี่ยงคุณภาพของผู้ซื้อบ้านรายย่อย  Demand เทียม  ควรมีการจัดทำ Sensitivity เช่น ลดราคาขาย ลง / เพิ่มต้นทุนขึ้น  Break-even loan ของโครงการไม่ควรสูง เกินไป ควรมี cushion


ดาวน์โหลด ppt 1 วิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ กับ สถานการณ์การเงินที่อยู่อาศัยของไทย วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน 2551 คุณชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจลูกค้าบุคคลและเครือข่ายบริการ.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google