งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

สังคม เศรษฐกิจ กับการศึกษา. ความหมายของสังคม คนตั้งแต่สองคนขึ้นไปที่มีความสัมพันธ์ และพึ่งพาอาศัยกันตามระเบียบ กฎเกณฑ์ ประเพณีและวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมา.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "สังคม เศรษฐกิจ กับการศึกษา. ความหมายของสังคม คนตั้งแต่สองคนขึ้นไปที่มีความสัมพันธ์ และพึ่งพาอาศัยกันตามระเบียบ กฎเกณฑ์ ประเพณีและวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมา."— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 สังคม เศรษฐกิจ กับการศึกษา

2 ความหมายของสังคม คนตั้งแต่สองคนขึ้นไปที่มีความสัมพันธ์ และพึ่งพาอาศัยกันตามระเบียบ กฎเกณฑ์ ประเพณีและวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมา

3 กระบวนการทางสังคม (สังคมประกิต) (Socialization) การอบรมสั่งสอนหรือขัดเกลาให้ผู้ที่เป็น สมาชิกในสังคมประพฤติ ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ และตระหนักในคุณค่าต่างๆ ที่กลุ่มหรือสังคมนั้น กำหนดไว้ ทำให้สมาชิกในสังคมนั้นเรียนรู้และรับ เอาค่านิยม (value) ความเชื่อ (beliefs) และ บรรทัดฐาน (norms) ของสังคมนั้น มาอยู่ใน บุคลิกภาพของตน

4 สภาพแวดล้อมทางสังคม อธิบายโดยใช้ความสัมพันธ์ทางสังคม ในเชิง สังคมวิทยา มีลักษณะที่สำคัญ 4 ประการ 1. อธิบายในเชิงความน่าจะเป็น (Probabilistic Thinking) ในลักษณะทั่วไป เช่น "หากมีสภาพ อย่างนี้...แล้วจะเกิดสภาพอย่างนี้...หรือผล อย่าง นี้ เป็นต้น 2. อธิบายโดยอาศัยทฤษฎีสังคมวิทยา ทฤษฎี ใดทฤษฎีหนึ่ง ซึ่งเป็นกรอบแนวคิดเชิงทฤษฎี (Theoretical frame) ที่ไม่ได้เป็นการเดาตาม เหตุผลเท่านั้น

5 สภาพแวดล้อมทางสังคม 3. อธิบายโดยมองปัจจัยรอบด้าน (Holistic Approach) การศึกษาปรากฎการณ์ ทางสังคมเรื่องใด ต้อง มองไปรอบด้านของปัญหาว่า อาจสืบเนื่อง มาจากสาเหตุ ใดได้บ้าง ตามทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่ มองระบบสังคมที่ มีความเชื่อมโยงของสาเหตุของปัญหา เช่น ปัญหาจราจร ติดขัด ไม่ได้เกิดจากรถมาก ถนนแคบ ถนนน้อยเท่านั้น แต่ สืบเนื่องมาจาก การที่กรุงเทพฯ เป็นเมืองศูนย์กลาง ทาง เศรษฐกิจ การศึกษา การเมือง การขนส่ง รวมถึงนิสัยการใช้ รถ ของคนที่ขาดวินัย ไม่เคารพกฎจราจร เป็นต้น

6 สภาพแวดล้อมทางสังคม 4. อธิบายโดยอาศัยข้อมูลประวัติศาสตร์ (Historicity) มาประกอบ โดยศึกษาจากสภาพปัจจุบัน ถอยหลังไปใน อดีต เพื่อหาดูว่าอาจมีสิ่งใด มาเป็นเหตุของปัญหาได้บ้าง สภาพเดิมเป็นอย่างไร มีการคลี่คลายแก้ไขปัญหาอย่างไร จนกระทั่งเกิดปัญหาอยู่ในปัจจุบัน แล้วจึงลงความเห็น เกี่ยวกับปัญหานั้น

7 ทฤษฎีทางสังคมวิทยา ทฤษฎีใหญ่ ๆ ที่สำคัญ 1.ทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่ (Structural-functional Theory) 2. ทฤษฎีความขัดแย้ง (Conflict Theory) 3. ทฤษฎีการแลกเปลี่ยน (Exchange Theory) 4.ทฤษฎีปฏิสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Interaction)

8 ทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่ (Structural -functional Theory) หลักสำคัญ 1.สังคมเป็นระบบที่ซับซ้อน มีความสัมพันธ์ระหว่างกัน และ มีส่วนที่พึ่งพากัน แต่ละส่วนของสังคมมีอิทธิพลต่อกัน 2.แต่ละส่วนของสังคมคงอยู่ได้ เพราะมีหน้าที่ที่จะต้อง ดำเนินการ เพื่อบำรุงรักษาให้สังคมคงอยู่ หรือเกิด เสถียรภาพของสังคมทั้งสังคม ความคงอยู่ของแต่ละส่วน ของสังคม สามารถอธิบายหน้าที่ในสังคมโดยรวมได้ 3.สังคมทุกสังคม มีกลไกที่บูรณาการซึ่งกันและกัน กลไก หนึ่งที่สำคัญคือ ความเชื่อ ค่านิยม ที่สมาชิกในสังคมมีต่อ สังคม

9 ทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่ (Structural -functional Theory) 4. สังคมจะมุ่งไปสู่สมดุล หรือมีเสถียรภาพ ไม่ว่าจะมีสิ่งใด เข้ามารบกวนส่วนใดส่วนหนึ่งของสังคม สังคมมีแนวโน้ม ที่จะปรับตัวเองไปสู่จุดสมดุล 5. เมื่อมีเรื่องที่ไม่เป็นปกติปรากฎขึ้นในสังคม จะนำไปสู่ การเปลี่ยนแปลงที่ทำให้สังคมโดยรวมได้รับผลประโยชน์ มากขึ้น

10 ทฤษฎีความขัดแย้ง (Conflict Theory) มีสมมุติฐานว่า พฤติกรรมของสังคมสามารถเข้าใจได้จากความขัดแย้ง ระหว่างกลุ่มต่าง ๆ และบุคคลต่าง ๆ เพราะการแข่งขันกันใน การเป็นเจ้าของทรัพยากรที่มีค่าและหายาก

11 ทฤษฎีความขัดแย้ง (Conflict Theory) ขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงของสังคม ตามแนวคิดของ คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) ชาวเยอรมัน 1. ขั้นสังคมแบบคอมมิวนิสต์ดั้งเดิม (Primitive communism) กรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตเป็นของเผ่า (Tribal ownership) ต่อมาเผ่าต่าง ๆ ได้รวมตัวกันเป็นเมือง และรัฐ ทำให้กรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตเปลี่ยนไปเป็นของ รัฐแทน

12 ทฤษฎีความขัดแย้ง (Conflict Theory) ขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงของสังคม ตามแนวคิดของ คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) ชาวเยอรมัน 2. ขั้นสังคมแบบโบราณ (Ancient communal) กรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตเป็นของรัฐ (State ownership) สมาชิกในสังคมได้รับกรรมสิทธิ์ใน ทรัพย์สินส่วนตัวที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ซึ่ง ได้แก่ เครื่องใช้ส่วนตัว และทาส ความเป็นทาส (Slavery) เป็นกำลังสำคัญในระบบการผลิตทั้งหมด และต่อมาระบบ การผลิตได้เกิดความขัดแย้งระหว่างเจ้าของทาสและทาส

13 ทฤษฎีความขัดแย้ง (Conflict Theory) ขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงของสังคม ตามแนวคิดของ คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) ชาวเยอรมัน 3. ขั้นสังคมแบบศักดินา (Feudalism) กรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตเป็นของขุนนาง ซึ่งมีที่ดินใน ครอบครอง และมีทาสเป็นแรงงานในการผลิต

14 ทฤษฎีความขัดแย้ง (Conflict Theory) ขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงของสังคม ตามแนวคิดของ คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) ชาวเยอรมัน 4. ขั้นสังคมแบบทุนนิยม (Capitalism) กรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตเป็นของนายทุน คือ ที่ดิน ทุน แรงงาน และเครื่องจักร โดยมีผู้ใช้แรงงานเป็นผู้ผลิต

15 ทฤษฎีความขัดแย้ง (Conflict Theory) ขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงของสังคม ตามแนวคิดของ คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) ชาวเยอรมัน 5. ขั้นสังคมแบบคอมมิวนิสต์ (Communism) กรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตเป็นของทุกคน ทุกคนมีสิทธิ เท่าเทียมกัน ไม่มีการเอาเปรียบซึ่งกันและกัน

16 ทฤษฎีความขัดแย้ง (Conflict Theory) แนวคิดของ ลิวอิส เอ. โคเซอร์ (Lewis A. Coser) ความขัดแย้งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการขัดเกลา ทางสังคม ไม่มีกลุ่มทางสังคมกลุ่มใดที่มีความสมาน สามัคคีอย่างสมบูรณ์ ความขัดแย้งเป็นส่วนหนึ่งของ มนุษย์ ความขัดแย้งสามารถแก้ปัญหาความแตกแยกและ ทำให้เกิดความสามัคคีภายในกลุ่มได้ เพราะในกลุ่มมีทั้ง ความเป็นมิตรและความเป็นศัตรูอยู่ด้วยกัน ความขัดแย้ง เป็นตัวสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม หาก สมาชิกในสังคมเกิดความไม่พึงพอใจต่อสภาพสังคมที่เขา อยู่ เขาจะพยายามทำการเปลี่ยนแปลงสภาพการณ์นั้นให้ เป็นไปตามเป้าหมายของเขา

17 ทฤษฎีความขัดแย้ง (Conflict Theory) แนวคิดของ ลิวอิส เอ. โคเซอร์ (Lewis A. Coser) ชาวอเมริกัน นอกจากนี้ ความขัดแย้งยังสามารถทำให้เกิดการแบ่งกลุ่ม ลดความเป็นปรปักษ์ พัฒนาความซับซ้อนของโครงสร้าง กลุ่มในด้านความขัดแย้งและร่วมมือ และสร้างความแปลก แยกกับกลุ่มต่าง ๆ เป็นต้น

18 ทฤษฎีความขัดแย้ง (Conflict Theory) แนวคิดของ ราล์ฟ ดาห์เรนดอร์ฟ (Ralf Dahrendorf) ชาวเยอรมัน ความไม่เท่าเทียมกันในสังคมนั้นเกิดจากความไม่เท่า เทียมกันในเรื่องของสิทธิอำนาจ (Authority) กลุ่มที่เกิดขึ้นภายในสังคมสามารถแบ่งออกได้เป็นสอง ประเภทคือ กลุ่มที่มีสิทธิอำนาจ กับ กลุ่มที่ไม่มีสิทธิอำนาจ สังคมจึงเกิดกลุ่มแบบไม่สมบูรณ์ (Quasi-groups) ของทั้ง สองฝ่ายที่ต่างก็มีผลประโยชน์แอบแฝง (Latent interest) อยู่เบื้องหลัง แต่ละฝ่ายจึงต้องพยายามรักษาผลประโยชน์ ของตนเอาไว้ โดยมีผู้นำทำหน้าที่ในการเจรจาเพื่อปรองดอง ผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน

19 ทฤษฎีความขัดแย้ง (Conflict Theory) แนวคิดของ ราล์ฟ ดาห์เรนดอร์ฟ (Ralf Dahrendorf) ชาวเยอรมัน ระดับของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจะรุนแรงมากหรือรุนแรง น้อยนั้นขึ้นอยู่กับการจัดการและการประสานผลประโยชน์ของ กลุ่มที่ครอบงำ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมเป็นผลมาจากความกดดัน จากภายนอกโดยสังคมอื่น ๆ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมสามารถควบคุมได้ด้วย การประนีประนอม ความขัดแย้งสามารถทำให้โครงสร้างมีการเปลี่ยนแปลง ได้

20 ทฤษฎีความขัดแย้ง (Conflict Theory) แนวคิดของ ราล์ฟ ดาห์เรนดอร์ฟ (Ralf Dahrendorf) ชาวเยอรมัน ประเภทของการเปลี่ยนแปลง ความรวดเร็วของการ เปลี่ยนแปลง และขนาดของการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับ เงื่อนไขของการเปลี่ยนแปลง เช่น อำนาจของกลุ่ม ความ กดดันของกลุ่ม

21 ทฤษฎีการแลกเปลี่ยน (exchange theory) ได้รับอิทธิพลจากทฤษฎีพฤติกรรมนิยม ผสมผสานกับ แนวคิดอื่น ๆ ทางเศรษฐศาสตร์ และมานุษยวิทยาสายการ หน้าที่ ที่ว่าด้วยเรื่องของพฤติกรรมการแลกเปลี่ยนสิ่งของกัน ในหมู่คนในชนเผ่า (หน้าที่ของของขวัญกับพฤติกรรมการ แลกเปลี่ยน) บุคคลผู้มีอิทธิพลต่อทฤษฎีนี้ก็คือ สกินเนอร์ (B.F. Skinner)

22 สังคมมีการเปลี่ยนแปลงอันเกิดจากปฏิสัมพันธ์ ของปัจเจกบุคคล และสำนึกในการกระทำที่มีต่อสังคม หรือต่อปัจเจกบุคคลด้วยกัน การเป็นสังคม ดูได้จากการตรวจสอบและควบคุม พฤติกรรมต่าง ๆ ในสภาวการณ์ในช่วงต่าง ๆ ของบุคคล ที่มีต่อพฤติกรรมหนึ่ง ๆ กระบวนการศึกษาที่สำคัญคือการศึกษาพฤติกรรม การเรียนรู้ที่ว่า พฤติกรรมหนึ่งเป็นผลมาจากพฤติกรรม การเรียนรู้หนึ่ง ๆ ทฤษฎีการแลกเปลี่ยน (exchange theory) แนวคิดของ สกินเนอร์ (B.F. Skinner)

23 พฤติกรรมของมนุษย์อาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ พฤติกรรมที่ไม่โจ่งแจ้งกับพฤติกรรมที่โจ่งแจ้ง แนวคิด “การเสริมแรง (reinforcement)” จำแนก ได้ 2 ประเภทคือ การให้รางวัล (reward) ซึ่งจะทำให้เกิดพฤติกรรม หรือการกระทำนั้น ๆ ขึ้นอีกในอนาคต การทำโทษ (punishment) ซึ่งมีผลทำให้เกิดการ ละพฤติกรรมนั้นหรือไม่ให้เกิดพฤติกรรมนั้นอีก ทฤษฎีแลกเปลี่ยน (exchange theory) แนวคิดของ สกินเนอร์ (B.F. Skinner)

24 การเสริมแรงจะได้ผลดีเพียงใดขึ้นอยู่กับ “เงื่อนไข” การเสริมแรงนำไปสู่การสร้างลักษณะทั่วไปของสังคม และนำไปสู่การวิเคราะห์สังคมได้ ทฤษฎีแลกเปลี่ยน (Exchange theory) แนวคิดของ สกินเนอร์ (B.F. Skinner)

25 มนุษย์เป็นผู้มีเหตุผล และย่อมใช้เหตุผลในการหา ผลประโยชน์สูงสุดแก่ตนเอง สิ่งที่มนุษย์ได้ครอบครองเป็นเจ้าของแล้ว ความสำคัญ ของสิ่งนั้นย่อมน้อยลง ราคาของสิ่ง ๆ ใด เกิดขึ้นจากความ ต้องการและปริมาณ รวมถึงรสนิยมของมนุษย์เอง ราคาจะ ยิ่งสูงถ้าหายากและความต้องการมีมาก รวมถึงกระบวนการ ผลิตอันผูกขาดทำให้ราคาสินค้าสูง ทฤษฎีแลกเปลี่ยน (Exchange theory) สมมติทางเศรษฐศาสตร์

26 นักสังคมวิทยาพฤติกรรมศาสตร์ประยุกต์ให้ ความสำคัญต่อการศึกษาพฤติกรรมของปัจเจกบุคคลอย่าง มากในทางสังคมวิทยา โดยเชื่อว่าสังคมวิทยาเป็น วิทยาศาสตร์ทางสังคม และกระบวนการในการศึกษา วิทยาศาสตร์ทางสังคมต้องสนใจกระบวนการทางวิทยา ศาตร์คือจิตวิทยา ได้สร้างแนวคิดที่เชื่อมโยงระหว่าง จิตวิทยาและเศรษฐศาสตร์เบื้องต้น เช่น แนวคิดว่าด้วย เรื่องของการกระทำ รางวัล คุณค่า ต้นทุน แรง กระตุ้น การรับรู้ การคาดหวัง และการลงโทษ และได้นำ แนวคิดต่าง ๆ เชื่อมโยงกลายเป็นประพจน์ ทฤษฎีแลกเปลี่ยน (Exchange theory) สมมติทางเศรษฐศาสตร์

27 ตัวอย่างประพจน์ * สำหรับการกระทำทุกอย่างที่ได้กระทำไปโดยบุคคล ต่าง ๆ ยิ่งการกระทำของบุคคลดังกล่าวได้รับรางวัลหรือ ผลตอบแทนมาก บุคคลคนนั้นก็จะกระทำการอย่างนั้น บ่อยครั้งมากขึ้น * ยิ่งบุคคลคาดหวังว่าจะได้กำไรจากการกระทำใน กิจกรรม ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่เขาจะทำกิจกรรมนั้น ทฤษฎีแลกเปลี่ยน (Exchange theory) สมมติทางเศรษฐศาสตร์

28 ประพจน์ * ยิ่งมีการแลกเปลี่ยนผลตอบแทนมาก ก็จะยิ่งมีความ ผูกพันระหว่างกันมากและจะมีผลต่อกิจกรรมที่เปลี่ยนไป * ยิ่งมีการฝ่าฝืนบรรทัดฐานแห่งการตอบแทนผู้เสีย ประโยชน์ก็จะยิ่งแสดงสิทธานุมัติ * บุคคลยิ่งได้รับรางวัลที่คาดหวังจากการกระทำบ่อยขึ้น จะยิ่งลดคุณค่าของกิจกรรมนั้นลง ทฤษฎีแลกเปลี่ยน (Exchange theory) สมมติทางเศรษฐศาสตร์

29 ประพจน์ * ยิ่งมีความสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยนมั่นคงขึ้น จะยิ่งมี การใช้กฎแห่งความยุติธรรมในการแจกจ่ายมากขึ้น * ยิ่งมีการปฏิบัติตามกฎแห่งความยุติธรรมในการ แจกจ่ายน้อย ฝ่ายที่ไม่ได้รับความยุติธรรมจะยิ่งให้สิทธา นุมัติทางลบกับอีกฝ่าย * ยิ่งมีความสัมพันธ์ในการแลกเปลี่ยนในหน่วยของ สังคมมากจะยิ่งมีความไม่สมดุลและไม่มั่นคงในหน่วยอื่น ๆ ของสังคมเดียวกัน (เช่น ระบบเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ต่อ ภาคเกษตรกรรม) ทฤษฎีแลกเปลี่ยน (Exchange theory) สมมติทางเศรษฐศาสตร์

30 ทฤษฎีปฏิสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Interaction) จากแนวคิดของ จอห์น ดิวอี้ (John Dewey) วิลเลี่ยม ไอ โทมัส (William I.Thomas) จอร์จ เฮอร์เบริ์ต มีด (George Herbert Mead) สมาชิกในสังคมกระทำและตีความหมาย ของความจริงทางสังคมโดยใช้สัญลักษณ์ ร่วมกัน

31 ทฤษฎีปฏิสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Interaction) แนวคิดของ จอร์จ เฮอร์เบริ์ต มีด (George Herbert Mead) ความคิด ประสบการณ์ และพฤติกรรม มีส่วนสำคัญต่อสังคม มนุษย์สร้างความสัมพันธ์ผ่านระบบสัญลักษณ์ (Symbols) สัญลักษณ์ที่สำคัญที่สุด คือ ภาษา

32 ทฤษฎีปฏิสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Interaction) แนวคิดของ จอร์จ เฮอร์เบริ์ต มีด (George Herbert Mead) สัญลักษณ์อาจเป็นวัตถุ เหตุการณ์ หรือ การ กระทำจากวัตถุและเหตุการณ์นั้น เช่น เมื่อพูดถึง “เก้าอี้” อาจหมายถึง ที่นั่ง การนั่ง ท่านั่ง หรือ การครอบครองตำแหน่ง

33 ทฤษฎีปฏิสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Interaction) แนวคิดของ จอร์จ เฮอร์เบริ์ต มีด (George Herbert Mead) สัญลักษณ์ หมายถึง วิธีการที่มนุษย์ปฏิสัมพันธ์ อย่างมีความหมายกับธรรมชาติและบริบททางสังคม สัญลักษณ์ไม่ใช่สัญชาตญาณ แต่เป็นสิ่งที่มนุษย์ สร้างขึ้นมา ถ้าไม่มีสัญลักษณ์ มนุษย์จะมีปฏิสัมพันธ์กันไม่ได้ และจะไม่มี “สังคม” เกิดขึ้นมา

34 ทฤษฎีปฏิสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Interaction) แนวคิดของ จอร์จ เฮอร์เบริ์ต มีด (George Herbert Mead) ปฏิสัมพันธ์โดยใช้สัญลักษณ์ ทำให้มนุษย์ไม่ต้องใช้ สัญชาตญาณในการสร้างพฤติกรรมเพื่อความอยู่รอด มนุษย์จึงสร้างระบบสัญลักษณ์ขึ้นมาและต้องอยู่ในโลก แห่งการตีความหมาย (World of Meaning) คือ ตีความหมายต่อสิ่งเร้า และตอบสนองต่อสิ่งนั้น เช่น พิจารณาว่า อาหารคืออะไร สิ่งนั้นใช่อาหารหรือไม่ แล้วจึงตอบสนองด้วยการกินหรือไม่กินสิ่งนั้น

35 ทฤษฎีปฏิสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Interaction) แนวคิดของ จอร์จ เฮอร์เบริ์ต มีด (George Herbert Mead) สัญลักษณ์ร่วม (Common Symbols) ที่มนุษย์ ในสังคมตีความร่วมกัน ทำให้มนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กัน สามารถสื่อสารกัน ให้ชีวิตในสังคมดำเนินไปได้ มี้ด เรียก การรู้จักความหมายของสัญลักษณ์ที่ ใช้ในการสัมพันธ์กับผู้อื่น ว่า การรับรู้บทบาท (role – taking)

36 ทฤษฎีปฏิสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Interaction) แนวคิดของ จอร์จ เฮอร์เบริ์ต มีด (George Herbert Mead) การรับรู้บทบาท (role – taking) ทำให้เรา ทราบความหมายและความตั้งใจของผู้อื่น และ สามารถตอบสนองในการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นได้เป็น อย่างดี

37 ทฤษฎีปฏิสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Interaction) แนวคิดของ จอร์จ เฮอร์เบริ์ต มีด (George Herbert Mead) เมื่อบุคคลคิดออกไปนอกตัว แล้วมองย้อนกลับ มาที่ตัวเอง เหมือน การรับรู้บทบาท (role – taking) ของผู้อื่น จะทำให้บุคคลได้รู้จัก ตนเอง (Self) ดีขึ้น และรู้ว่าผู้อื่นคิดอย่างไรกับตน ทำให้สามารถอยู่ใน สังคมและสร้างความร่วมมือทางสังคม (Cooperative Action) ได้อย่างดี

38 ทฤษฎีปฏิสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Interaction) แนวคิดของ จอร์จ เฮอร์เบริ์ต มีด (George Herbert Mead) ขั้นตอนการพัฒนา การรับรู้บทบาท (role – taking) 1. ขั้นการเล่นในเด็กเล็ก (Play Stage) เด็กเล็ก ๆ มักเล่นบทบาทที่ไม่ใช่ของตนเอง เช่น บทพ่อแม่ ทหาร ตำรวจ นักฟุตบอล ฯลฯ ซึ่งทำให้เด็กรู้ถึงความ แตกต่างระหว่างตนเองกับผู้อื่นและบทบาทการเล่นที่ แตกต่างออกไป 2. ขั้นการเล่นเกม (Game Stage) เด็กต้องเรียนรู้ ความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับผู้อื่น ผ่านกติกาของ เกมที่เล่น เขาต้องวางตัวเองไว้ในตำแหน่งใด ตำแหน่งหนึ่งในเกม เพื่อจะเล่นกับผู้อื่นให้ได้

39 ทฤษฎีปฏิสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Interaction) แนวคิดของ จอร์จ เฮอร์เบริ์ต มีด (George Herbert Mead) การพัฒนาความสำนึกในตนเอง (Consciousness of Self) เป็นสิ่งสำคัญของความเป็นมนุษย์ เป็นพื้นฐานของ ความคิด การกระทำและการสร้างสังคม ผู้ที่ไม่รู้จัก “ตนเอง” จะไม่สามารถตอบสนองและปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นได้

40 ทฤษฎีปฏิสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Interaction) แนวคิดของ จอร์จ เฮอร์เบริ์ต มีด (George Herbert Mead) ถ้าปราศจากการสื่อสารด้วยสัญลักษณ์ที่มี การตีความหมายร่วมกัน กระบวนการทางสังคมจะไม่ เกิดขึ้น ดังนั้น มนุษย์จึงอยู่ในโลกแห่งสัญลักษณ์ที่มี ความหมายและมีความสำคัญต่อชีวิตและพื้นฐานหลัก ของการมีปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์


ดาวน์โหลด ppt สังคม เศรษฐกิจ กับการศึกษา. ความหมายของสังคม คนตั้งแต่สองคนขึ้นไปที่มีความสัมพันธ์ และพึ่งพาอาศัยกันตามระเบียบ กฎเกณฑ์ ประเพณีและวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมา.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google