งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

1 Introduction to Computer By…Suthida Chaichomchuen

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "1 Introduction to Computer By…Suthida Chaichomchuen"— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 1 Introduction to Computer By…Suthida Chaichomchuen

2 2 What is Computer? อุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มนุษย์ใช้ เป็นเครื่องมือช่วยในการจัดการกับข้อมูล (ตัวเลข ตัวอักษร สัญลักษณ์) โดยมีคุณสมบัติ ที่สำคัญคือสามารถกำหนดชุดคำสั่งล่วงหน้า หรือโปรแกรมได้

3 3 ความเร็ว ความน่าเชื่อถือ ความเที่ยงตรงและแม่นยำ จัดเก็บข้อมูลได้ปริมาณมาก ความสามารถในการสื่อสารและเครือข่าย คุณสมบัติของคอมพิวเตอร์

4 4 Supercomputers Mainframe Computers Minicomputers Workstations Microcomputers ชนิดของคอมพิวเตอร์

5 5 Supercomputer ขนาดใหญ่ที่สุด, ทำงานรวดเร็ว, ประสิทธิภาพสูง, ราคาแพง ใช้ในงานที่มีการคำนวณที่ซับซ้อน เช่น การ วิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม การ พยากรณ์อากาศ การบิน ฯลฯ มีความรวดเร็วในการคำนวณได้มากกว่า 1 ล้านล้านครั้งต่อวินาที (1 Trillion calculations per second)

6 6 Supercomputer รองรับโปรเซสเซอร์ได้มากกว่า 100 ตัว หน่วยวัดความเร็วเป็น กิกะฟลอป (Gigaflop)

7 7 Mainframe Computer มีประสิทธิภาพรองลงมาจาก Super Computer ใช้ตามหน่วยงานธุรกิจขนาดใหญ่ ที่มีการรับ และแสดงผลข้อมูลจำนวนมาก ๆ ใช้การทำงานแบบ Time sharing, Multiuser, Centralized Data Procesing

8 8 Mainframe Computer สามารถรองรับการใช้งานของ user ได้ มากกว่า user และประมวลผลได้ มากกว่า 1,600,000,000 ล้านชุดคำสั่งต่อ วินาที หน่วยวัดความเร็วเป็น megaflop (คำนวณ 1 ล้านครั้งใน 1 วินาที)

9 9 Minicomputer หลักการทำงานเช่นเดียวกับเครื่อง Mainframe การเร็วในทำงาน, การควบคุมผู้ใช้งานต่าง ๆ และสื่อที่เก็บข้อมูลมีความจุต่ำกว่าเครื่อง Mainframe

10 10 Workstation มีระดับความสามารถในการประมวลผลเทียบ ชั้นกับ Minicomputers ใช้สถาปัตยกรรมชิปประมวลผลแบบ RISC (Reduced Instruction Set Computer) ซึ่ง มีการประมวลผลที่รวดเร็ว มักใช้ระบบปฏิบัติการ UNIX เป็นหลักสำคัญ

11 11 Workstation นิยมใช้กับงานด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และการออกแบบกราฟิก แอนนิเมชั่น สามารถขยายหน่วยความจำหลักได้มากกว่า ไมโครคอมพิวเตอร์ มีระบบการแสดงผลและจอภาพที่มีความ ละเอียดสูงมาก

12 12 Microcomputer เรียกอีกชื่อว่า คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer : PC) ขนาดเล็ก มีความคล่องตัวสูง เคลื่อนย้ายง่าย ราคาถูก ประสิทธิภาพสูง ผู้ใช้สามารถควบคุมอุปกรณ์รอบข้างต่าง ๆ ได้ ผู้ใช้สามารถเลือกใช้โปรแกรมได้เอง

13 13 Microcomputer ในปัจจุบัน PC : Personal Computer Notebook Computer PDA : Personal Digital Assistants Pocket PC Handhelds PC Palm Computer

14 14 Home User Small Office/Home Office User : SOHO Mobile User Large Business User Power User การจำแนกผู้ใช้งาน (user)

15 15 งานด้านสถานีอวกาศ งานด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ งานด้านธุรกิจทั่วไป งานด้านการศึกษาและวิจัย งานด้านการออกแบบทางวิศวกรรม งานอุตสาหกรรมและหุ่นยนต์ การเก็บประวัติอาชญากร งานด้านบันเทิงต่าง ๆ งานที่นำคอมพิวเตอร์มาประยุกต์ใช้

16 16 ยุคที่ 1 : Vacuum Tubes ยุคที่ 2 : Transistors ยุคที่ 3 : Integrated Circuit : IC ยุคที่ 4 : Large-Scale Integration : LSI ยุคที่ 5 : Very Large-Scale Integration : VLSI ยุคของคอมพิวเตอร์

17 17 ใช้หลอดสุญญากาศเป็นหน่วยประมวลผล กลาง ใช้ดรัมแม่เหล็กเป็นหน่วยความจำหลัก ใช้บัตรเจาะรูเป็นหน่วยความจำสำรอง ใช้ภาษาเครื่องในการควบคุมการทำงาน ยุคที่ 1 ( )

18 18 มีขนาดใหญ่โตมาก เนื่องจากมีหลอด สุญญากาศหลายหมื่นหลอด เกิดความร้อนในการทำงานสูงมาก มีความน่าเชื่อถือต่ำ คอมพิวเตอร์ในยุคนี้เริ่มนับจาก UNIVAC I (UNIVersal Automatic Computer I) เป็น ต้นมา ยุคที่ 1

19 19 ใช้วงจรทรานซิสเตอร์ทดแทนหลอด สุญญากาศ ซึ่งมีคุณสมบัติ เป็นสวิตซ์ที่มีขนาดเล็ก ใช้พลังงานไฟฟ้าน้อย ประมวลผลรวดเร็ว มีความน่าเชื่อถือมากกว่าหลอดสุญญากาศ ใช้วงแหวนแม่เหล็กเป็นหน่วยความจำหลัก ยุคที่ 2 ( )

20 20 ใช้บัตรเจาะรู เทปแม่เหล็ก เป็น หน่วยความจำสำรอง และมีการใช้ จานดิสก์ ในปลายยุค ใช้ระบบปฏิบัติการแบบ Batch Processing ใช้ภาษาสัญลักษณ์ในการควบคุมการทำงาน และมีการพัฒนาภาษาระดับสูงได้แก่ FORTRAN COBOL ยุคที่ 2

21 21 คอมพิวเตอร์ในยุคนี้ได้แก่ IBM-7090 IBM-7070 IBM-1401 UNIVAC LARD CDC 1604 Philco2000 ยุคที่ 2

22 22 มีการค้นพบเทคโนโลยีโซลิตสเตต (Solid- State) ซึ่งได้เป็นวงจร IC (Integrated Circuit) ขึ้นมา เป็นที่มาของเครื่องมินิคอมพิวเตอร์ ใช้ภาษาระดับสูงอย่างแพร่หลาย มีการใช้ ภาษาเบสิก ภาษาปาสคาล และตัว แปลภาษาเกิดขึ้น ใช้วงแหวนแม่เหล็กเป็นหน่วยความจำหลัก ยุคที่ 3 ( )

23 23 ใช้ดิสก์และจานแม่เหล็กเป็นหน่วยความจำ สำรอง ใช้ระบบปฏิบัติการแบบ Multi-Programming และระบบ Time-Sharing เป็นยุคแห่งการประมวลผลข้อมูล (Data Processing) คอมพิวเตอร์ในยุคนี้ได้แก่ System360 ยุคที่ 3

24 24 ใช้เทคโนโลยี LSI (Large-Scale Integration) เริ่มใช้ไมโครโปรเซสเซอร์ 8080 เกิดเครื่อง IBM-PC ในยุคนี้มีการสร้างเครื่อง Supercomputer ชื่อ CRAY-1 และ CRAY X-MP ซึ่งมีความเร็ว ในการประมวลผล 100 ล้านคำสั่งต่อวินาที ยุคที่ 4 ( )

25 25 มีการพัฒนาภาษา 4GL (Fourth GL) มีเครื่องมือช่วยในการพัฒนาโปรแกรม (CASE Tools) เกิดเทคโนโลยีฐานข้อมูล และระบบจัดการ ฐานข้อมูล (Database Management System : DBMS) ยุคที่ 4

26 26 ใช้เทคโนโลยี VLSI (Very Large-Scale Integration) ชิปในยุคนี้มีความสามารถเทียบเท่ากับ Mainframe Computer ในยุคก่อน ๆ เทคโนโลยีชิปพัฒนาด้วยการ ลดขนาดลง และภายในสามารถบรรจุจำนวน ทรานซิสเตอร์ได้มากขึ้น ยุคที่ 5 (1979-ปัจจุบัน)

27 27 เป็นยุคที่นำคอมพิวเตอร์มาประยุกต์กับงาน ด้านฐานความรู้ (Knowledge Base) ระบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert System) ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI : Artificial Intelligence) ยุคที่ 5

28 28 Computer System

29 29 ส่วนประกอบของระบบคอมพิวเตอร์ Hardware Software Peopleware Data

30 30 Hardware ตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์รอบข้างที่ เกี่ยวข้องต่าง ๆ ที่สามารถสัมผัสได้ด้วยมือ

31 31 Hardware

32 32 ส่วนประกอบทางด้าน Hardware Input Devices Central Processing Unit Memory Output Devices Storage

33 33 ความสัมพันธ์ของ Hardware

34 34 ทำหน้าที่รับข้อมูลจากผู้ใช้เข้าสู่หน่วยความจำหลัก Hardware : Input devices

35 35 Keyed Device Pointing Devices Touch-Sensitive Screen Pen-Based System Data Scanning Devices Voice Recognition Devices Hardware : Input devices

36 36 Input devices : Keyed Device Keyboard : มีลักษณะคล้ายแป้นพิมพ์ดีด แต่มีจำนวนแป้นมากกว่า แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม Character Keys Control Keys Function Keys Numeric Keys

37 37 Input devices : Pointing Devices Mouse มีลูกกลมกลิ้งอยู่ด้านล่าง หรือเป็นระบบ แสง ด้านบนจะมีปุ่มให้กด 2 หรือ 3 ปุ่ม ส่งข้อมูลเข้าสู่หน่วยความจำโดยการเลื่อน เมาส์ให้ลูกกลมด้านล่างหมุน เพื่อเป็นการ เลื่อนตำแหน่งตัวชี้

38 38 Input devices : Pointing Devices Track Ball มีลักษณะเป็นลูกบอลเล็ก ๆ วางอยู่หน้าจอภาพ เลื่อนตำแหน่งของตัวชี้ได้โดยการหมุนลูกบอล Track Point เป็นแท่งพลาสติกเล็ก ๆ อยู่ตรงกลางแป้นพิมพ์ บังคับโดยใช้นิ้วหัวแม่มือเลื่อนตำแหน่งตัวชี้

39 39 Input devices : Pointing Devices Touch Pad เป็นแผ่นสี่เหลี่ยมวางอยู่หน้าแป้นพิมพ์ ใช้นิ้ววาดเพื่อเลื่อนตำแหน่งของตัวชี้ Joy Stick เป็นก้านสำหรับใช้โยกขึ้น/ลงซ้ายขวาเพื่อ ย้ายตำแหน่งของตัวชี้

40 40 Input devices : Touch-Sensitive Screen Touch Screen เป็นจอภาพแบบพิเศษ โดยผู้ใช้แตะปลาย นิ้วลงบนจอภาพในตำแหน่งที่กำหนด เพื่อ เลือกการทำงานที่ต้องการ

41 41 Input devices : Pen-Based System Light Pen ใช้เซลล์แบบ photoelectric ซึ่งมีความไว ต่อแสงเป็นตัวกำหนดตำแหน่งบนจอภาพ ใช้งานโดยการแตะปากกาแสงไปบน จอภาพตามตำแหน่งที่ต้องการ

42 42 Input devices : Pen-Based System Digitizing Tablet ประกอบด้วยกระดาษที่มีเส้นแบ่ง (Grid) และใช้ปากกาเฉพาะ (Stylus) ชี้ไปบน กระดาษ เพื่อส่งข้อมูลตำแหน่งเข้าไป คอมพิวเตอร์

43 43 Input devices : Data Scanning Devices Barcode Reader พิมพ์รหัสสินค้าออกมาในรูปของแถบสีดำ และขาวต่อเนื่องกันไป ใช้ Barcode Reader อ่านข้อมูลบนแถบ Barcode เพื่อเรียกข้อมูลของรายการ สินค้า

44 44 Input devices : Data Scanning Devices Scanner ใช้อ่านหรือ scan ข้อมูลบนเอกสารเข้าสู่ เครื่องคอมพิวเตอร์ โดยส่องแสงไปยังวัตถุ แล้วตรวจจับความ เข้มของแสงที่สะท้อนกลับมา

45 45 Input devices : Data Scanning Devices Digital Camera ใช้สำหรับถ่ายภาพแบบไม่ต้องใช้ฟิล์ม ภาพที่ถ่ายจะเก็บในลักษณะดิจิตอล Digital Video ใช้สำหรับบันทึกภาพเคลื่อนไหว เก็บข้อมูลเป็นแบบดิจิตอล

46 46 Input devices : Voice Recognition Device Speech Recognition Device เป็นอุปกรณ์ที่ใช้รับสัญญาณเสียงและ แปลงเป็นสัญญาณดิจิตอลเก็บเป็นข้อมูล ไว้ในคอมพิวเตอร์

47 47 Hardware : Central Processing Unit

48 48 Hardware : CPU เปรียบเสมือนสมองของระบบคอมพิวเตอร์ เป็นหน่วยที่มีความซับซ้อนมากที่สุด เป็นตัวกำหนดความเร็วของเครื่อง

49 49 Hardware : องค์ประกอบของ CPU วงจรใน CPU เรียกว่า Microprocessor ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ Control Unit : ทำหน้าที่ควบคุมการ ทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งระบบ Arithmetic and Logical Unit (ALU) : ทำหน้าที่ประมวลผลการคำนวณทาง คณิตศาสตร์ และการเปรียบเทียบ ทางตรรก

50 50 Hardware : องค์ประกอบของ CPU มี Register ทำหน้าที่เก็บและถ่ายทอดข้อมูล หรือคำสั่งที่ถูกนำเข้ามาปฏิบัติการใน CPU มี Bus เป็นเส้นทางในการส่งผ่าน สัญญาณไฟฟ้าของหน่วยต่าง ๆ ภายในระบบ

51 51 Hardware : Memory เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการจดจำข้อมูลและ โปรแกรมต่าง ๆ ที่อยู่ระหว่างการประมวลผล ของคอมพิวเตอร์ บางครั้งเรียกว่า หน่วยเก็บ ข้อมูลหลัก (Primary storage) มี 2 ประเภทหลักคือ ROM (Read Only Memory) RAM (Random Access Memory)

52 52 Memory : ROM หน่วยความจำที่เก็บชุดคำสั่งที่สำคัญของ ระบบคอมพิวเตอร์ สามารถเก็บข้อมูลได้ตลอดโดยไม่ต้องใช้ ไฟเลี้ยง ไม่สามารถแก้ไขหรือเพิ่มเติมชุดคำสั่งได้ ความเร็วในการทำงานช้ากว่า RAM

53 53 Memory : ROM แบบพิเศษ PROM : Programmable Read-Only Memory สามารถบันทึกด้วยเครื่องพิเศษได้ 1 ครั้ง จากนั้นจะลบหรือแก้ไขไม่ได้ EPROM : Erasable PROM ใช้แสงอัลตราไวโอเลตในการเขียนข้อมูล สามารถนำออกจากคอมพิวเตอร์ไปลบโดย ใช้เครื่องมือพิเศษและบันทึกข้อมูลใหม่ได้

54 54 Memory : ROM แบบพิเศษ EEPROM : Electrically Erasable PROM ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าในการหล่อเลี้ยง สามารถเขียน แก้ไข หรือลบข้อมูลที่เก็บ ไว้ได้ด้วยโปรแกรมพิเศษ ราคาสูงและความจุข้อมูลต่ำ

55 55 Memory : RAM หน่วยความจำที่มีความเร็วสูง เป็นที่เก็บโปรแกรมและข้อมูลในคอมพิวเตอร์ สามารถเขียนและแก้ไขข้อมูลได้ ไม่สามารถเก็บข้อมูลได้ถ้าไม่มีไฟเลี้ยง

56 56 Memory : RAM

57 57 Memory : RAM ที่นิยมใช้ DRAM (Dynamic RAM) ต้องมีการย้ำสัญญาณไฟฟ้าตลอดเวลา เรียกว่า การรีเฟรช ความเร็วไม่สูง ราคาต่ำ มีความเร็วอยู่ระหว่าง nanosecond

58 58 Memory : RAM ที่นิยมใช้ SRAM (Static RAM) มีความเร็วสูง ใช้พลังงานน้อย ราคาสูง มีความเร็วต่ำกว่า 10 nanosecond

59 59 Hardware : Output Devices

60 60 Hardware : Output Devices ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์จากคอมพิวเตอร์ แบ่งได้เป็น 2 ประเภท แสดงผลชั่วคราว : Soft Copy แสดงผลถาวร : Hard Copy

61 61 Output Devices : Soft copy Monitor ใช้แสดงข้อมูลหรือผลลัพธ์ให้ผู้ใช้เห็นได้ ทันที ประกอบด้วยจุดเป็นจำนวนมากเรียกว่า Pixel มี 2 ประเภท CRT LCD

62 62 Output Devices : Soft copy Projector นิยมใช้ในการเรียนการสอนหรือการประชุม สามารถต่อสัญญาณจากคอมพิวเตอร์ โดยตรง หรือใช้อุปกรณ์พิเศษในการวาง ลงบนเครื่องฉาย

63 63 Output Devices : Hard copy Printer Impact Printer : ใช้การตอกให้คาร์บอน บนผ้าหมึกติดบนกระดาษตามรูปแบบที่ ต้องการ Character Printer : พิมพ์ครั้งละ 1 ตัวอักษร Line Printer : พิมพ์ครั้งละ 1 บรรทัด

64 64 Output Devices : Hard copy Printer Non Impact Printer : ใช้เทคนิคการ พิมพ์จากวิธีทางเคมี Laser Printer : ใช้หลักการคล้ายเครื่อง ถ่ายเอกสาร Inkjet Printer : ใช้หลักการของการพ่น น้ำหมึก

65 65 Output Devices : Hard copy Plotter ใช้วาดหรือเขียนภาพในงานที่ต้องการ ความละเอียดสูง ใช้กับงานออกแบบทางสถาปัตยกรรมและ วิศวกรรม

66 66 Hardware : Storage ทำหน้าที่เก็บข้อมูลสำรองจากหน่วยความจำหลัก

67 67 Hardware : Storage Floppy Disk 3.5 นิ้ว และ 5.25 นิ้ว สามารถอ่านได้ด้วย Disk Drive Hard Disk ทำจากแผ่นโลหะแข็งเรียกว่า Platter เก็บข้อมูลได้มากและทำงานเร็วกว่า

68 68 Hardware : Storage CD-ROM (Compact Disk ROM) เก็บข้อมูลได้สูงสุด 650 MB DVD (Digital Versatile Disk) เก็บข้อมูลได้ต่ำสุด 4.7 GB

69 69 Computer Software

70 70 Computer Software

71 71 Computer Software ส่วนของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ กระบวนการ ในการทำงาน ตลอดจนเอกสารที่เกี่ยวข้องใน ระบบประมวลผลข้อมูลแบบอิเล็กทรอนิกส์ แบ่งได้เป็น 2 ประเภท System Software Application Software

72 72 Software : System Software โปรแกรมที่ทำหน้าที่ติดต่อกับส่วนประกอบ ต่าง ๆ ของ Hardware และอำนวยเครื่องมือ สำหรับการทำงานพื้นฐานที่เกี่ยวกับ Hardware แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มคือ Operating System Utility Program

73 73 Operating System ชุดของโปรแกรมที่อยู่ระหว่าง Hardware และ Application Software มีหน้าที่ในการ ควบคุมการปฏิบัติงานของ Hardware และ สนับสนุนคำสั่งสำหรับควบคุมการทำงานของ Hardware ให้กับ Application Software

74 74 หน้าที่ Operating System ช่วยในการบูตเครื่อง ควบุมอุปกรณ์การทำงานของคอมพิวเตอร์ จัดสรรทรัพยากรในระบบ จัดการงานในส่วนของการติดต่อกับผู้ใช้

75 75 System Software : หน้าที่ OS

76 76 System Software : ตัวอย่าง OS MS-DOS Microsoft Windows UNIX LINUX Mac System 7

77 77 เป็นโปรแกรมระบบที่ใช้งานเฉพาะ อย่าง เช่นโปรแกรม ScanDisk, Disk Defragmenter, System Restore และ Backup เป็นต้น Utility Program

78 78 Software : Application Software

79 79 Application Software โปรแกรมที่ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถทำงาน ต่าง ๆ ตามที่ผู้ใช้ต้องการ มี 2 ประเภท Special Purpose Software General Purpose Software

80 80 เป็น Software สำหรับงานเฉพาะด้าน ซึ่งองค์กรที่ต้องการใช้งานมักจะต้องพัฒนา ด้วยตัวเอง เช่น โปรแกรมคำนวณดอกเบี้ย เงินฝาก, การคำนวณค่าไฟฟ้า เป็นต้น App Software : Special Purpose

81 81 เป็น Software ที่ออกแบบมาสำหรับ งานทั่ว ๆ ไป สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับ งานทั่วไปในองค์กรหรืองานส่วนตัวได้ App Software : General Purpose

82 82 App Software : General Purpose Electronic Spreadsheet เป็นลักษณะของตาราง ใช้ในงานบัญชี, การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิต,ิ บริหาร การเงิน ฯลฯ Word Processing เป็นโปรแกรมสำหรับการพิมพ์งานเอกสาร

83 83 App Software : General Purpose Desktop Publishing จัดการเอกสาร การเรียงพิมพ์ การจัดสี Presentation Software ใช้สำหรับการนำเสนอข้อมูลด้วย คอมพิวเตอร์

84 84 App Software : General Purpose Graphic Software สำหรับสร้างภาพกราฟิกแบบต่าง ๆ Database สำหรับสร้างแฟ้มข้อมูลต่าง ๆ เก็บไว้ในสื่อ อิเล็กทรอนิกส์ โดยโปรแกรมจะมีเครื่องมือ ในการอำนวยความสะดวกในจัดการ แฟ้มข้อมูล

85 85 App Software : General Purpose Telecommunication Software ใช้ติดต่อสื่อสารกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นที่ อยู่ห่างไกลออกไป Resource Discovery Software เป็นเครื่องมือสำหรับค้นหาข้อมูลที่ต้องการ

86 86 Computer Languages ภาษาเครื่อง : Machine Language ภาษาระดับต่ำ : Low-Level Language ภาษาระดับสูง : High-Level Language

87 87 ภาษาเครื่อง เป็นภาษาระดับต่ำที่สุด ใช้เลขฐานสองแทนข้อมูล มีรูปแบบของคำสั่งเฉพาะแต่ละเครื่อง

88 88 ข้อดี คำสั่งที่เข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถ ทำงานได้ในทันที สามารถสร้างคำสั่งใหม่ ๆ ได้โดยที่ภาษา อื่นทำไม่ได้ ภาษาเครื่อง

89 89 ภาษาเครื่อง ข้อเสีย โปรแกรมมีความยาวมาก ทำให้ผิดพลาด ได้ง่าย ต้องจดจำรหัสคำสั่งต่าง ๆ และตำแหน่ง ของข้อมูลคำสั่งนั้น ๆ

90 90 ภาษาระดับต่ำ ภาษาแอสเซมบลี : Assembly Language ใช้รหัสเป็นคำแทนภาษาเครื่อง ที่เรียกว่า นิ วมอนิกโค้ด (mnemonic code) ใช้ Assembler แปลภาษาแอสเซมบลีให้เป็น ภาษาเครื่อง

91 91 ภาษาระดับต่ำ ข้อดี การเขียนโปรแกรมง่ายและสะดวกกว่าการ เขียนด้วยภาษาเครื่อง ข้อเสีย ขั้นตอนการเขียนคล้ายกับภาษาเครื่อง ดังนั้นจึงมีความยาวมาก

92 92 ภาษาระดับสูง ใช้คำในภาษาอังกฤษแทนคำสั่งต่าง ๆ สามารถใช้นิพจน์ทางคณิตศาสตร์ได้ ตัวแปรภาษาจะใช้แบบ Compiler และ Interpreter FORTRAN, BASIC, PASCAL, RPG, COBOL, etc.

93 93 Translator เป็นโปรแกรมที่มีหน้าที่แปลภาษา คอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ไปเป็นภาษาเครื่อง มี 3 ประเภทคือ Assembler Interpreter Complier

94 94 ประเภทของ Translator Assembler แปลภาษาแอสเซมบลีให้เป็นภาษาเครื่อง Interpreter แปลภาษาระดับสูงไปเป็นภาษาเครื่อง ใช้หลักการแปลพร้อมกับทำงานตามคำสั่ง ทีละบรรทัดตลอดทั้งโปรแกรม

95 95 ประเภทของ Translator Compiler แปลภาษาระดับสูงไปเป็นภาษาเครื่อง เช่นเดียวกับ Interpreter ใช้วิธีแปลทั้งโปรแกรมให้เป็น object code ก่อนที่จะนำไปทำงานเช่นเดียวกับ Assembler


ดาวน์โหลด ppt 1 Introduction to Computer By…Suthida Chaichomchuen

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google