งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

ลักษณะของภาษาไทย ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำ ชาติ เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอัน ก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ จึงเป็น สมบัติของชาติที่ควรค่าแก่การ เรียนรู้ อัจฉริยลักษณะของภาษาไทย.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "ลักษณะของภาษาไทย ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำ ชาติ เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอัน ก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ จึงเป็น สมบัติของชาติที่ควรค่าแก่การ เรียนรู้ อัจฉริยลักษณะของภาษาไทย."— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 ลักษณะของภาษาไทย ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำ ชาติ เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอัน ก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ จึงเป็น สมบัติของชาติที่ควรค่าแก่การ เรียนรู้ อัจฉริยลักษณะของภาษาไทย มีความโดดเด่นเทียบเท่ากับ ภาษาสากลได้ ภาษาไทยมีลักษณะที่ นักภาษาศาสตร์ได้ศึกษาไว้ พอเป็น สังเขปที่บอกถึงลักษณะของ ภาษาไทยได้ ๗ ลักษณะ ดังนี้

2 ๑. ภาษาคำโดด ๒. การเรียงคำแบบ ประธาน กริยา กรรม ๓. ภาษาวรรณยุกต์ ๔. เสียงสระ พยัญชนะ วรรณยุกต์เป็นหน่วยภาษา ๕. การวางคำขยายไว้ข้าง หลังคำหลัก ๖. การลงเสียงหนักเบาของ คำ ๗. การไม่เปลี่ยนแปลงรูป คำ

3 ๑. ภาษาไทยเป็นภาษาคำโดด นักภาษาศาสตร์จัดให้ภาษาไทยอยู่ใน ภาษาตระกูลคำโดด คือภาษาที่อุดมไป ด้วยคำพยางค์เดียว เช่น คำที่เกี่ยวกับ ญาติพี่น้อง ได้แก่ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ต่อมา เกิดการยืมคำจากภาษาต่างประเทศจึง มีคำหลายพยางค์ใช้ เช่น มารดา บิดา เสวย ดำเนิน ออกซิเจน คอมพิวเตอร์ ในที่สุดก็สร้างคำขึ้นใช้เองจากคำ พยางค์เดียว และคำที่ยืมมาจาก ภาษาต่างประเทศ เป็นการเพิ่มคำขึ้น ใช้ในภาษาเป็นคำหลายพยางค์ ได้แก่ คำซ้ำ คำซ้อน คำประสม คำสมาส เช่น เด็ก ๆ เท็จจริง ไข่ดาว วิทยาศาสตร์

4 ลักษณะพิเศษของคำไทยซึ่งไม่มีใน ภาษาอื่น มีดังนี้ ๑.ภาษาไทยมีคำลักษณนามที่ใช้บอก ลักษณะของคำนาม เพื่อให้ทราบสัดส่วน รูปพรรณสัณฐาน เช่น ใช้ วง เป็นลักษณ นามของ แหวน นามวลีที่มี ลักษณนามอยู่ด้วย จะมีการเรียงคำแบบ นามหลัก + คำ บอกจำนวน + คำลักษณนาม เช่น แมว ๓ ตัว ๒.ภาษาไทยมีคำซ้ำ คำซ้อนที่เป็น การสร้างคำเพิ่มเพื่อใช้ในภาษา เช่น ใกล้ ๆ หยูกยา ๓.ภาษาไทยมีคำบอกท่าทีของผู้พูด เช่น ซิ ละ นะ เถอะ ๔.ภาษาไทยมีคำบอกสถานภาพของ ผู้พูดกับผู้ฟัง เช่น คะ ครับ จ๊ะ ฮะ

5 ๒. การเรียงคำแบบ ประธาน กริยา กรรม ภาษาไทยเรียงคำแบบประธาน กริยา กรรม เมื่อนำคำมาเรียงกันเป็น ประโยค ประโยคทั่ว ๆ ไปในภาษาจะมีลักษณะ สามัญ จะมีการเรียงลำดับ ดังนี้ นาม กริยา นาม นามที่อยู่หน้ากริยา เป็น ผู้ทำกริยา มักอยู่ต้นประโยค ทำหน้าที่ เป็นประธาน ส่วนคำนามที่บอกผู้รับ กริยา มักอยู่หลังคำกริยานั้นทำหน้าที่ เป็นกรรม ด้วยเหตุนี้ประโยคสามัญใน ภาษาไทยจึงมักเรียงคำแบบ ประธาน กริยา กรรม

6 อย่างไรก็ดีมีประโยคในภาษาอยู่ไม่น้อยที่ดู เหมือนว่าจะเปลี่ยนลำดับคำได้โดยไม่เปลี่ยน ความหมาย ตัวอย่าง ๑. ก. เขาเป็นญาติกับตุ้ม ข. ตุ้มเป็นญาติกับเขา ๒. ก. แม่เอาน้ำใส่กระติก ข. แม่เอากระติกใส่น้ำ ๓. ก. ดินเปื้อนกระโปรง ข. กระโปรงเปื้อนดิน ๔. ก. แดงและดำไปโรงเรียน ข. ดำและแดงไปโรงเรียน ๕. ก. ติ่งเหมือนต้อย ข. ต้อยเหมือนติ่ง ประโยค ก ในตัวอย่าง มีความหมายไม่ต่างกับ ประโยค ข ทั้ง ๆ ที่ลำดับคำต่างกัน

7 ๓. ภาษาวรรณยุกต์ ภาษาไทยเป็น ภาษาวรรณยุกต์ ภาษาวรรณยุกต์ เป็นภาษาที่มีการไล่เสียงของคำ ใน ภาษาไทยมีการไล่เสียงวรรณยุกต์ หรือการผันวรรณยุกต์ ได้ ๕ เสียง ได้แก่ เสียงสามัญ เสียงเอก เสียงโท เสียงตรี และเสียงจัตวา การที่ ภาษาไทยผันไล่เสียงได้นี้ ทำให้มีคำ ใช้มากขึ้น การไล่เสียงสูง ต่ำ ทำให้ ความหมายของคำเปลี่ยนไปด้วย เช่น มา ม้า หมา มีความหมาย แตกต่างกัน ถ้าออกเสียง คำว่า ม้า เป็น หมา ความหมายก็จะเปลี่ยนไป ด้วย

8 พยัญชนะไทยยังแบ่งออกเป็น 3 หมู่ เรียกว่า ไตรยางศ์ ประกอบด้วย ไตรยางศ์ อักษรสูง อักษรสูง 11 ตัว ได้แก่ ข ฃ ฉ ฐ ถ ผ ฝ ศ ษ ส ห ( ฉันฝากขวดขี้ผึ้งใส่ถุงให้ เศรษฐี ) อักษรกลาง อักษรกลาง 9 ตัว ได้แก่ ก จ ฎ ฏ ด ต บ ป อ ( ไก่จิกเด็กตายบนปากโอ่ง ฎ ฏ ) อักษรต่ำ อักษรต่ำ 24 ตัว ได้แก่ ค ฅ ฆ ง ช ซ ฌ ญ ฑ ฒ ณ ท ธ น พ ฟ ภ ม ย ร ล ว ฬ ฮ ( พ่อค้าฟันทองซื้อช้างฮ่อ ฅ ฆ ฌ ฑ ฒ ธ ภ )

9 อักษรไทย มี 44 ตัว คือ อักษร กลาง 9 ตัว อักษรสูง 11 ตัว ต่ำคู่ มีเสียงคู่ อักษรสูง 14 ตัว ต่ำเดี่ยว ( ไร้คู่ ) 10 ตัว กขฃคฅ1. ไก่ ก1. ผี ผ1 พ 2 ภ 1. งู ง ฆงจฉช2. จิก จ2. ฝาก ฝ3 ฟ 2. ใหญ่ ญ ซฌญฎฏ3. เด็ก ด3-4 ถุง ถ ฐ 4 ฑ 5 ฒ 6 ท 7 ธ 3. นอน น ฐฑฒณด4. ตาย ต 5-6. ข้าว ข ฃ 8 ค 9 ฅ 10 ฆ 4. อยู่ ย ตถทธน5. เด็ก ฎ 7-9 สาร ศ ษ ส 11 ซ 5. ณ บปผฝพ6. ตาย ฏ10 ให้ ห12 ฮ 6. ริม ร ฟภมยร7. บน บ11 ฉัน ฉ13 ช 14 ฌ 7. วัด ว ลวศษส8. ปาก ป อักษรสูง กับอักษรต่ำคู่ผัน วรรณยุกต์ ร่วมกันจะได้เสียง วรรณยุกต์ครบ 5 เสียง 8. โม ม หฬอฮ 9. โอ่ง อ9. ฬี ฬ อักษรกลางคำเป็นผันวรรณยุกต์ได้ ครบทั้ง 5 เสียง 10 โลก ล

10 นอกจากนี้ยังทำให้คำในภาษาไทยมีความ ไพเราะ เพราะระดับเสียงสูง ๆ ต่ำ ๆ ของคำทำ ให้เกิดเป็นเสียงอย่างเสียงของดนตรี โดยที่เสียง วรรณยุกต์มีการแปรเปลี่ยนความถี่ของเสียง ได้แก่ เสียงวรรณยุกต์สามัญมีระดับเสียงกลาง ๆ และจะคงอยู่ระดับนั้นจนกระทั่งปลาย ๆ พยางค์ เสียงวรรณยุกต์เอกจะมีต้นเสียงกลาง ๆ แล้วจะลดต่ำลงมาอย่างรวดเร็วแล้วคงอยู่ใน ระดับนี้จนปลายพยางค์ เสียงวรรณยุกต์โทมีต้น เสียงระดับเสียงสูงแล้วลดระดับเสียงลงต่ำอย่าง รวดเร็วที่ปลายพยางค์ หรืออาจจะเปลี่ยนสูงขึ้น จากระดับต้นพยางค์นิดหน่อย ก่อนจะลดระดับ เสียงลงอย่างรวดเร็วก็ได้ เสียงวรรณยุกต์ตรีมี ลักษณะเด่นที่มีระดับเสียงสูงโดยจะค่อย ๆ สูงขึ้นทีละน้อยจากต้นพยางค์จนสิ้นสุด พยางค์ และเสียงวรรณยุกต์จัตวามีต้นเสียง ระดับเสียงต่ำแล้วลดลงเล็กน้อยก่อนจะเปลี่ยน เสียงขึ้นอย่างรวดเร็วที่ปลายพยางค์

11 วรรณยุกต์ของไทยมีคุณค่า ดังในบท ประพันธ์ของอัจฉรา ชีวพันธ์ ที่กล่าวถึงคุณสมบัติ ของภาษาวรรณยุกต์ที่เป็นภาษาดนตรีมีความ ไพเราะ ทำให้เกิดคำใหม่มีความหมายใหม่ และ การใช้เสียงวรรณยุกต์เน้น ช่วยเน้นย้ำความรู้สึก ต่าง ๆ ของ การสื่อสารให้ชัดเจนมีชีวิตชีวามากขึ้น ดังนี้ วรรณยุกต์ของไทยมีคุณค่า ช่วยนำพา เสียงดนตรีดีไฉน วรรณยุกต์ใช้เปลี่ยนปรับได้ฉับ ไว ความหมายคำก็เปลี่ยนไปได้มากมาย ตัวอย่างปาใส่ไม้เอกเสกเป็นป่า แปลงเป็น ป้าใช้ไม้โทก็เหลือหลาย เสกสรรสร้างเสือ เสื่อ เสื้อได้ง่ายดาย แสน สบายแสนเสนาะเหมาะเจาะดี วรรณยุกต์สูงต่ำนำความรู้สึก ล้วนล้ำลึก ย้ำไปได้ศักดิ์ศรี เช่น ต้าย-ตาย ว้าน-หวาน อีก ดี๊-ดี ฮิ้ว-หิว ก็ บ่งชี้ไปได้ชัดเจน

12 ๔. เสียงสระ พยัญชนะ วรรณยุกต์เป็นหน่วยภาษา ภาษาไทยมีเสียงสระ พยัญชนะ และวรรณยุกต์เป็นหน่วยภาษา หน่วยเสียงที่ใช้ในภาษาไทยแบ่ง ได้เป็น ๓ ประเภท คือ หน่วยเสียง สระ หน่วยเสียงพยัญชนะ และ หน่วยเสียงวรรณยุกต์ หน่วยเสียง เป็นเสียงสำคัญที่ใช้ในภาษาใด ภาษาหนึ่ง เป็นเสียงซึ่งทำให้คำมี ความหมายต่างกันได้

13 หน่วยเสียงสระในภาษาไทยมี ๒๑ หน่วยเสียง เป็นสระเดี่ยว ๑๘ เสียง แบ่งเป็นสระสั้น ๙ เสียง สระยาว ๙ เสียง และสระประสม ๓ เสียงเท่านั้น ไม่ แบ่งเป็นสระสั้น สระยาว เนื่องจากการออก เสียงสระประสมสั้น หรือยาวไม่มีนัยสำคัญ กล่าวคือ ไม่ทำให้ความหมายของคำ แตกต่างกัน เหมือนกับเสียงสระเดี่ยวที่ แบ่งเป็นสระสั้น สระยาว การออกเสียงสระ ประสมสั้น หรือยาวก็ไม่ทำให้ความหมาย เปลี่ยนไป อย่างไรก็ตามในการเขียนได้ กำหนดเป็นมาตรฐานว่าต้องเขียนคำบาง คำด้วยสระสั้น คำบางคำต้องเขียนด้วย สระยาว เช่น เจี๊ยะ เพี๊ยะ ผัวะ เขียนรูปสระ สั้น แต่ต้องเขียนคำ เช่น เสือ เกือก เมีย เสีย เลีย ด้วยสระยาวเท่านั้น

14 สระเสียงสั้น ( รัสสระ ) สระเสียงยาว ( ทีฆสระ ) สระเดี่ยว ( ๑๘ เสียง ) อะ อิ อึ อุ เอะ แอะ โอะ เอาะ เออะ อา อี อื อู เอ แอ โอ ออ เออ สระประสม ( ๖ เสียง ) เอียะ ( อิ + อะ ) เอือะ ( อึ + อะ ) อัวะ ( อุ + อะ ) เอีย ( อี + อา ) เอือ ( อื + อา ) อัว ( อู + อา ) เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ และจะได้จำง่าย พี่เลยจับเอาสระ เดี่ยวและสระประสมทั้งหมด มาเขียนในรูปของตารางได้ ดังต่อไปนี้

15 รูปจำพวกนี้เรียกว่า “ สระเกิน ” ได้แก่ “ อำ ไอ ใอ เอา ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ ” สระเกินทั้ง ๘ รูปนี้ พี่นำมาแจกแจงให้ดูว่า เกิดจากเสียงสระอะไร ประสมกับเสียง พยัญชนะอะไรบ้าง ลองมาดูกันค่ะ อำ = อะ + ม (เกิดจากเสียงสระอะ ผสมกับ เสียงพยัญชนะ ม.ม้า) ไอ = อะ + ย (เกิดจากเสียงสระไอ ผสมกับ เสียงพยัญชนะ ย.ยักษ์) ใอ = อะ + ย (เกิดจากเสียงสระใอ ผสมกับ เสียงพยัญชนะ ย.ยักษ์) เอา = อะ + ว (เกิดจากเสียงสระเอา ผสม กับเสียงพยัญชนะ ว.แหวน) ฤ = ร + อึ (เกิดจากเสียงพยัญชนะ ร.เรือ ผสมกับเสียงสระอึ) ฤๅ = ร + อื (เกิดจากเสียงพยัญชนะ ร.เรือ ผสมกับเสียงสระอี) ฦ = ล + อึ (เกิดจากเสียงพยัญชนะ ล.ลิง ผสมกับเสียงสระอึ) ฦๅ = ล + อื (เกิดจากเสียงพยัญชนะ ล.ลิง ผสมกับเสียงสระ อี)

16 หน่วยเสียงพยัญชนะไทย มี ๒๑ เสียง แต่มีรูปถึง ๔๔ รูป เสียงพยัญชนะที่ปรากฏมีทั้ง พยัญชนะเดี่ยว และ พยัญชนะควบกล้ำ (ซึ่งเสียง ที่สองจะเป็น ร ล ว เท่านั้น) แต่ส่วนใหญ่จะใช้พยัญชนะ เดี่ยวขึ้นต้นคำมากกว่า ส่วน พยัญชนะตัวสะกดไม่มี พยัญชนะควบกล้ำเลย

17 หน่วยเสียงวรรณยุกต์ มี ๕ เสียง คือ เสียงสามัญ เสียงเอก เสียงโท เสียงตรี และเสียงจัตวา แต่มีเครื่องหมายแทนเสียง วรรณยุกต์เพียง ๔ รูป เท่านั้น คือ ไม้เอก ไม้โท ไม้ตรี และไม้จัตวา เครื่องหมาย วรรณยุกต์ไม่ได้ใช้แทนเสียง วรรณยุกต์นั้น ๆ ตรงตัวเสมอไป เพราะต้องเปลี่ยนแปรไปตามกลุ่ม ของพยัญชนะว่าเป็น อักษรกลาง อักษรสูง หรืออักษรต่ำรวมทั้งคำ เป็น คำตาย สระสั้น-สระยาว และ กฎการผันวรรณยุกต์

18 ๕. การวางคำขยายไว้ข้างหลัง คำหลัก คำขยายในภาษาไทยจะวาง ไว้ข้างหลังคำหลักหรือคำที่ถูกขยาย เสมอ การวางคำขยายจะเกิดในกรณี ที่ผู้พูดหรือผู้เขียนมีความต้องการจะ บอกกล่าวข้อความเพิ่มเติมใน ประโยค ก็หาคำมาขยายโดยการวาง คำขยายไว้ข้างหลัง คำที่ต้องการ ขยายความหมายมักจะเป็นคำนาม คำกริยา ดังนั้น คำขยายจึงอยู่หลัง คำที่ถูกขยายหรือคำหลัก จะ เรียงลำดับ ดังนี้

19 ๑. คำนาม (คำหลัก) + คำขยาย เช่น บ้านเพื่อน แขนขวา (บ้าน แขน เป็นคำหลัก ส่วนเพื่อน ขวา เป็นคำขยาย) ๒. คำกริยา (คำหลัก) + คำ ขยาย เช่น กินจุ เดินเร็ว (กิน เดิน เป็นคำหลัก ส่วนจุ เร็ว เป็น คำขยาย) คำขยาย หรือคำที่ทำหน้าที่ ขยาย แบ่งออกเป็น ๒ ชนิด คือ ๑) คำที่ทำหน้าที่ขยายนาม เป็น คำชนิดต่าง ๆ เช่น คำนาม

20 คำสรรพนาม คำลักษณนาม คำบอก จำนวน เป็นต้น และเมื่อขยายแล้วจะเกิด เป็นกลุ่มคำนามหรือนามวลี เช่น ละคร เพลง ร่มใน ตะกร้า เรือ ๕ ลำ ๒) คำที่ทำหน้าที่ ขยายกริยา เป็นคำชนิดต่าง ๆ เช่น คำกริยา คำช่วยหน้ากริยา คำบอกจำนวน คำลักษณนาม เป็นต้น และเมื่อขยายแล้วจะเป็นกลุ่ม คำกริยา หรือกริยาวลี เช่น หอมฟุ้ง หมุน ติ้ว ประมาณ ๕ กิโลกรัม ถ้าคำหลัก หรือคำที่ถูกขยายเป็น คำนามที่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม และ เป็นคำกริยาที่ทำหน้าที่กริยาของประโยคที่ ต้องการ เนื้อความเพิ่มขึ้นก็จะหาคำมาขยายโดย วางเรียงต่อจากคำหลัก จึงมีรูปแบบการเรียงคำ ดังนี้ คำหลัก (คำ นาม,คำกริยา) + คำขยาย

21 ให้นักเรียนขยายประโยคต่อไปนี้ให้ ถูกต้อง ๑. นักเรียนเล่นกีฬา - ให้นักเรียนขยายประโยคต่อไปนี้ให้ ถูกต้อง ๑. นักเรียนเล่นกีฬา -

22 ๒.สุนัขกัดแมว - ๒.สุนัขกัดแมว -

23 ๖. การลงเสียงหนัก-เบาของ คำ ภาษาไทยมีการลงเสียงหนัก-เบาของ คำ การลงเสียงหนัก เบาของคำใน ภาษาไทย จะมีการลงเสียงหนัก-เบาของ คำในระดับคำซึ่งมีมากกว่าสองพยางค์ และการลงเสียงหนัก-เบาของคำในระดับ ประโยค โดยพิจารณาในแง่ของ ไวยากรณ์ และเจตนาของการสื่อสาร เมื่อ พิจารณาในแง่ของไวยากรณ์การออก เสียงคำภาษาไทยมิได้ออกเสียงเสมอกัน ทุกพยางค์ กล่าวคือ ถ้าคำพยางค์เดียว อยู่ในประโยค คำบางคำก็อาจไม่ออก เสียงหนัก และถ้าถ้อยคำมีหลายพยางค์ แต่ละพยางค์ก็อาจออกเสียงหนักเบาไม่ เท่ากัน นอกจากนี้หน้าที่และความหมาย ของคำในประโยคก็ทำให้ออกเสียงคำ หนักเบาไม่เท่ากัน

24 การลงเสียงหนัก เบาของคำ การลงเสียงหนัก-เบาของคำสองพยางค์ ขึ้น มีดังนี้ ๑.ถ้าเป็นคำสองพยางค์ จะลงเสียงหนักที่ พยางค์ที่สอง เช่น คนเราต้องมีมานะ (นะ เสียงหนักกว่า มา) ๒.ถ้าเป็นคำสามพยางค์ ลงเสียงหนักที่ พยางค์ที่สาม และพยางค์ที่หนึ่ง หรือ พยางค์ที่สองด้วยถ้าพยางค์ที่หนึ่งและ พยางค์ที่สองมี สระยาวหรือมีเสียงพยัญชนะท้าย เช่น ปัจจุบันเขาเลิกกิจการไปแล้ว (ลงเสียงหนัก ที่ ปัจ,บัน,กิจ,การ) ๓. ถ้าเป็นคำสี่พยางค์ขึ้นไป ลงเสียงหนัก ที่พยางค์สุดท้าย ส่วนพยางค์อื่น ๆ ก็ลง เสียงหนัก-เบาตามลักษณะส่วนประกอบ ของ พยางค์ที่มีสระยาวหรือมีเสียงพยัญชนะ ท้าย เช่น ทรัพยากร (ลงเสียงหนักที่ ทรัพ, ยา, กร)

25 ๗. การไม่เปลี่ยนแปลงรูปคำ คำใน ภาษาไทยไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูป คำเมื่อนำไปใช้ในประโยค เพื่อ แสดงความสัมพันธ์กับคำอื่นใน ประโยค และไม่ต้องเปลี่ยนรูปคำ เพื่อแสดงเพศ พจน์ หรือกาล ใน เมื่อคำไทยไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูป คำเพื่อบอกเพศ พจน์ หรือ กาล และบอกความสัมพันธ์กับคำ อื่นในประโยค เราสามารถทราบ ความหมายของคำและ ความสัมพันธ์กับคำอื่นได้จากบริบท

26 บริบท หมายถึง ถ้อยคำที่ปรากฏ ร่วมกับคำที่เรากำลังพิจารณา หรือ สถานการณ์แวดล้อมในขณะที่กล่าว หรือเขียนคำ ๆ นั้น วิธีการพิจารณาความหมายของ คำจากบริบท ๑.พิจารณาจากคำที่ปรากฏ ร่วมกัน เช่น น้องสาวถามพี่ว่าเพื่อน พี่คนสูง ๆ สวมแว่นตาคลอดหรือยัง (พี่ย่อมเข้าใจได้ว่าเพื่อนพี่ที่น้อง ถามถึงเป็นเพื่อนผู้หญิง เพราะ คำกริยา คลอดใช้แก่ประธานที่เป็น เพศหญิงเท่านั้น)

27 ๒.พิจารณาจากหน้าที่ ของคำ เช่น เด็กดีเรียน ดี (ดี คำแรกขยาย คำนาม เด็ก ดี คำที่สอง ขยายกริยา เรียน เพราะ คำขยายจะอยู่ข้างหลัง คำหลัก หรือคำที่ถูก ขยาย)

28 ๓.พิจารณาความหมายของคำจากคำที่ ปรากฏร่วมกัน เช่น ขัด มีความหมายว่า ติด ขวางไว้ไม่ให้หลุดออก เหน็บ ไม่ทำ ตาม ฝ่าฝืน ขืนไว้ ถูให้เกลี้ยง ถูให้องใส ไม่ ใคร่จะมี ฝืดเคือง ไม่คล่อง ไม่ปกติ เมื่อ ขัด ปรากฏในประโยค เราก็จะทราบความหมายได้ ว่า ขัด ในประโยค นั้น ๆ หมายความว่าอย่างไร โดยพิจารณาความหมายของคำจากคำที่ ปรากฏร่วมกัน ดังนี้ เขาชอบขัดคำสั่งเจ้านาย (ขัด หมายถึง ฝ่าฝืน) เธอช่วยเอารองเท้าคู่ดำไปขัดให้ หน่อย (ขัด หมายถึง ถูให้เกลี้ยง ถูให้ผ่องใส) วันนี้ไม่รู้เป็นอย่างไรจะทำอะไรก็ขัดไป หมด (ขัด หมายถึง ไม่คล่อง) ที่เราทราบความหมายของคำว่า ขัด ได้ก็ เพราะคำอื่น ๆ ที่ปรากฏร่วมกับคำว่า ขัด ใน ประโยค หรืออีกนัยหนึ่ง บริบทของคำว่า ขัด นั่นเอง

29 ๔. พิจารณาจากเจตนาของผู้พูด เช่น สามีกล่าวให้ภรรยาฟังว่าเลขานุการของ เขามีความสามารถในการทำงานเป็น อย่างยิ่ง ภรรยาก็กล่าวว่า แหม เก่งจริงนะ สามีต้องอาศัยบริบท คือ สังเกตสีหน้า ท่าทางของภรรยาว่า คำว่า เก่ง ของ ภรรยาหมายความว่าอย่างไร ภรรยาชม เลขานุการด้วยความจริงใจ หรือพูด ประชดประชัน

30 แบบทดสอบท้าย ชั่วโมง ๑๑. นักภาษาศาสตร์ได้ จัดภาษาไทยเป็นภาษา ตระกูลคำพยางค์เดียว

31 ๑๒. คำสมาสและคำ ประสมมีวิธีการสร้างคำ เหมือนกัน

32 ๑๓. คำซ้ำคือการนำคำ มูลตั้งแต่สองคำขึ้นไปมา รวมกันแล้วมี เครื่องหมาย ยมกท้ายคำ แล้วได้ความหมายใหม่

33 ๑๔. การเรียงคำของ ประโยคแบบ ประธาน + กริยา + กรรม คือการ เรียงแบบ นาม + กริยา + นาม นั่นเอง

34 ๑๕. อักษรสูง ได้แก่ ข ฃ ฉ ฐ ถ ผ ฝ ศ ษ ส อักษรสูง ๑๕. อักษรสูง ได้แก่ ข ฃ ฉ ฐ ถ ผ ฝ ศ ษ ส อักษรสูง

35 ๑๖. สระในภาษาไทยมี ๒๔ เสียง คือ เสียงสั้น ๙ เสียงยาว ๙ และสระ ประสม อีก ๖ เสียง

36 ๑๗. “ อำ ไอ ใอ เอา ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ ” เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สระ เกิน ๑๗. “ อำ ไอ ใอ เอา ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ ” เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สระ เกิน

37 ๑๘. คำขยายใน ภาษาไทยจะวางไว้ข้าง หลังคำหลักหรือคำที่ ถูกขยายเสมอ

38 ๑๙. ถ้าเป็นคำสอง พยางค์ จะลงเสียง หนักที่พยางค์ที่หนึ่ง หรือสองก็ได้

39 ๒๐. คำในภาษาไทยไม่ มีการเปลี่ยนแปลงรูป คำเมื่อนำไปใช้ใน ประโยค


ดาวน์โหลด ppt ลักษณะของภาษาไทย ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำ ชาติ เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอัน ก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ จึงเป็น สมบัติของชาติที่ควรค่าแก่การ เรียนรู้ อัจฉริยลักษณะของภาษาไทย.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google