งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

ส่วนเกินของผู้บริโภค (consumer surplus) CS เป็นการวัดว่าผู้บริโภคดีขึ้นกว่าเดิม (better off) เท่าไร ที่ได้ซื้อสินค้าบริการใน ตลาด เนื่องจาก ราคาตลาดต่ำกว่ามูลค่าที่

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "ส่วนเกินของผู้บริโภค (consumer surplus) CS เป็นการวัดว่าผู้บริโภคดีขึ้นกว่าเดิม (better off) เท่าไร ที่ได้ซื้อสินค้าบริการใน ตลาด เนื่องจาก ราคาตลาดต่ำกว่ามูลค่าที่"— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 ส่วนเกินของผู้บริโภค (consumer surplus) CS เป็นการวัดว่าผู้บริโภคดีขึ้นกว่าเดิม (better off) เท่าไร ที่ได้ซื้อสินค้าบริการใน ตลาด เนื่องจาก ราคาตลาดต่ำกว่ามูลค่าที่ ผู้บริโภคยินดีที่จะจ่าย (WTP) CS เป็นความแตกต่างระหว่างจำนวนเงิน สูงสุดที่ผู้บริโภคยินดีที่จะจ่ายกับจำนวนเงินที่ เขาจะต้องจ่ายจริง เช่น ถ้ายินดีที่จะจ่าย 10 บาทต่อหน่วย แต่ ซื้อได้ในราคา 5 บาท CS = 10-5 = 5 บาท

2 CS ใช้ได้ในกรณีบุคคลและกรณีตลาด เพียงแต่เปลี่ยนหน่วยวัดให้สอดคล้อง ถ้าซื้อมากกว่า 1 หน่วย CS จะเป็นผลรวม ของทุกๆหน่วย ( ซึ่ง WTP อาจเปลี่ยนไปด้วย ) เพราะว่าบริโภคเพิ่มขึ้น MU ลดลง WTP ลดลง ด้วย ในกรณีที่อุปสงค์เป็นเส้นตรง CS จะเป็น พื้นที่ระหว่างเส้นอุปสงค์ เส้นราคา และแกนตั้ง ประโยชน์ของ CS เป็นการวัดผลได้ที่เกิด จากการเปลี่ยนแปลงในราคา เนื่องจากนโยบาย ของรัฐบาล หรือ พฤติกรรมตลาด

3

4

5 Network Externality เป็นปรากฏการณ์ที่อุปสงค์ของบุคคลหนึ่ง ขึ้นอยู่กับอุปสงค์ของคนอื่นๆ อุปสงค์ต่อสินค้าชนิดหนึ่งของคนหนึ่งจะถูก กระทบด้วยจำนวนผู้บริโภคสินค้าชนิดนั้น Network externality ที่เป็นบวก หมายถึง อุปสงค์ของคนหนึ่งเพิ่มขึ้นเนื่องจากการเพิ่มขึ้น ของการบริโภคของผู้บริโภครายอื่นๆ ตัวอย่างเช่น The Bandwagon effect

6

7 สาเหตุของ effect อาจมาจากแฟชั่น เห่อ ตามกัน เช่น การใช้ internet เมื่อราคาลดลง จะเกิด 2 สิ่งพร้อมๆกัน คือ ปริมาณเพิ่มขึ้นตามอุปสงค์ของบุคคล และ ปริมาณเพิ่มขึ้นจาก network externality ที่ กระตุ้นให้ผู้บริโภคใช้มากขึ้น สิ่งที่สำคัญคือ bandwagon effect ทำให้ เส้นอุปสงค์มีความยืดหยุ่นมากขึ้นกว่าที่ในกรณี ไม่มี effect นี้

8 Network externality ที่เป็นลบ หมายถึง อุปสงค์ของคนหนึ่งลดลง เนื่องจากการเพิ่มขึ้น ของการบริโภคของผู้บริโภครายอื่นๆ ตัวอย่างเช่น The Snob effect สาเหตุของ effect นี้มาจากความปรารถนา ที่จะได้ครอบครองสินค้าบริการที่มีความเฉพาะ / หายาก ทำให้รู้สึกมีเกียรติ หรูหรา ฯลฯ เช่น รถ sports ของมียี่ห้อ ฯลฯ The Snob effect ทำให้เส้นอุปสงค์มีความ ยืดหยุ่นน้อยลง

9

10 การประมาณการอุปสงค์เชิง ประจักษ์ (Empirical Estimation of Demand) ประโยชน์ของการประมาณการอุปสงค์คือ การรู้ / กำหนดรูป / ลักษณะของเส้นอุปสงค์ รวมทั้งคำนวณความยืดหยุ่นของราคาและ รายได้ที่มีต่อปริมาณ ข้อมูลที่นำมาใช้ในการประมาณการอุปสงค์ มาจาก 2 ทาง 1. การสัมภาษณ์ผู้บริโภค ทำให้รู้ปริมาณที่ ซื้อ ณ ราคาต่างๆ แต่ปัญหาคือ ผู้บริโภคอาจไม่ได้ให้ข้อมูล จริง

11 ทางแก้คือ การถามแบบอ้อมๆ 2. การทดลองทางการตลาด เป็นการ เปลี่ยนแปลงราคาจริงๆเพื่อดูว่าปริมาณ เปลี่ยนไปอย่างไร แต่ก็มีปัญหาคือ ต้นทุนสูง ผู้บริโภคไม่ แสดงออกอย่างแท้จริง ทำได้จำกัด วิธีไหนเหมาะสม ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของ การศึกษา

12 หลักการสถิติในการประมาณการอุปสงค์ จะ อาศัยข้อมูลที่ได้มา สร้างเป็นเส้นอุปสงค์ตาม สมการด้วยวิธีการทางสถิติ เช่น least square method ตัวอย่างเช่น Q = a - bP + cI อุปสงค์เป็นเส้นตรง ขึ้นอยู่กับราคา (P) และ รายได้ (I) โดยที่ P ผกผันกับ Q แต่ I แปรโดยตรงกับ Q ( ดูที่เครื่องหมาย ) ข้อมูลอาจ plot เป็นกราฟ หรือประมาณการ เป็นตัวเลข เช่น Q = P I ( ควรจะรู้หลักการนี้ไว้ เพื่ออ่านผลการศึกษา ทางเศรษฐศาสตร์ได้เข้าใจ แม้ว่าจะไม่รู้เรื่อง เศรษฐมิติก็ตาม )

13

14 การคำนวณ E P จากอุปสงค์ที่ประมาณการ ได้ Q = a - bP จากสมการ Q = a - b P Q =- b P E P = -b (P / Q)

15 บางครั้งเรากำหนดให้สมการอุปสงค์อยู่ใน รูป log-linear เช่น ซึ่งจะเป็น unit elastic demand

16 ความยืดหยุ่นของรายได้และความยืดหยุ่น ไขว้ก็คำนวณได้ในลักษณะเดียวกัน เช่น log Q = a - b log P + c log I c ก็จะเป็น income elasticity หรือ log Q = a - b log P + d log P 2 d จะเป็นความยืดหยุ่นไขว้ ถ้า d เป็นบวก จะเป็นสินค้าทดแทนกัน แต่ถ้า d เป็นลบ จะ เป็นสินค้าประกอบกัน


ดาวน์โหลด ppt ส่วนเกินของผู้บริโภค (consumer surplus) CS เป็นการวัดว่าผู้บริโภคดีขึ้นกว่าเดิม (better off) เท่าไร ที่ได้ซื้อสินค้าบริการใน ตลาด เนื่องจาก ราคาตลาดต่ำกว่ามูลค่าที่

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google