งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยี หมายถึง การประยุกต์เอาความรู้ ทางด้านวิทยาศาสตร์ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ และเป็น หัวใจของการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและผลิตภัณฑ์

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยี หมายถึง การประยุกต์เอาความรู้ ทางด้านวิทยาศาสตร์ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ และเป็น หัวใจของการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและผลิตภัณฑ์"— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยี หมายถึง การประยุกต์เอาความรู้ ทางด้านวิทยาศาสตร์ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ และเป็น หัวใจของการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและผลิตภัณฑ์ สารสนเทศ หมายถึง เนื้อหาของข้อมูลข่าวสาร เทคโนโลยี + สารสนเทศ = เทคโนโลยีสารสนเทศ

2 เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง เทคโนโลยีที่ใช้ ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มาจัดการกับสารสนเทศ การ ติดต่อสื่อสาร การส่งข้อมูลทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ข้อความ ตัวเลข เสียง ภาพโดยผ่านสื่อต่างๆ รวมทั้งการ นำเสนอด้วยคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในระบบเครือข่าย โดยผ่าน ระบบโทรคมนาคม ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศ

3 องค์ประกอบของการสื่อสารข้อมูล ผู้ส่งหรืออุปกรณ์ส่งข้อมูล (Sender) ผู้รับหรืออุปกรณ์รับข้อมูล (Receiver) ข่าวสาร (Message) ตัวกลาง (Medium) โปรโตคอล (Protocol) ซอฟต์แวร์ (Software) ข้อมูล (Data) ข้อความ (Text) รูปภาพ (Image) เสียง (Voice)

4 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย คอมพิวเตอร์ การสื่อสารข้อมูล เป็นการส่งข้อมูลข่าวสารจากต้นทางไปยังปลายทาง โดยผ่านช่องทางการสื่อสารทั้งสื่อแบบที่ต้องใช้สายและไม่ใช้สาย นอกจากนั้นยังเกี่ยวข้องกับชนิดของสัญญาณ ประเภทของการส่ง สัญญาณข้อมูล วิธีการสื่อสารข้อมูล ทิศทางการสื่อสารข้อมูล อุปกรณ์ แปลงสัญญาณ วิธีการแปลงสัญญาณ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ เป็นการเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ตั้งแต่สองเครื่อง ขึ้นไป เพื่อติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน โดยทั่วไปจะ ประกอบด้วย ระบบคอมพิวเตอร์ ช่องทางการสื่อสารข้อมูล และอุปกรณ์ ที่ใช้เชื่อมต่อ นอกจากนั้นยังมีแบบจำลองไอเอสโอ ซึ่งเป็นระบบเปิด เพื่อเป็นแนวทางมาตรฐาน เพื่อให้ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ต่างระบบ กันทำงานร่วมกันได้

5 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [5/75] การสื่อสารข้อมูล (DATA COMMUNICATION) เป็นการส่งข้อมูลข่าวสารที่เข้ารหัสแล้วจากจุดหนึ่ง ไปอีกจุดหนึ่งโดยอาศัยระบบการส่งบนตัวนำแบบใด แบบหนึ่ง

6 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย คอมพิวเตอร์ การสื่อสารข้อมูล เป็นการส่งข้อมูลข่าวสารจากต้นทางไปยังปลายทาง โดยผ่านช่องทางการสื่อสารทั้งสื่อแบบที่ต้องใช้สายและไม่ใช้สาย นอกจากนั้นยังเกี่ยวข้องกับชนิดของสัญญาณ ประเภทของการส่ง สัญญาณข้อมูล วิธีการสื่อสารข้อมูล ทิศทางการสื่อสารข้อมูล อุปกรณ์ แปลงสัญญาณ วิธีการแปลงสัญญาณ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ เป็นการเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ตั้งแต่สองเครื่อง ขึ้นไป เพื่อติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน โดยทั่วไปจะ ประกอบด้วย ระบบคอมพิวเตอร์ ช่องทางการสื่อสารข้อมูล และอุปกรณ์ ที่ใช้เชื่อมต่อ นอกจากนั้นยังมีแบบจำลองไอเอสโอ ซึ่งเป็นระบบเปิด เพื่อเป็นแนวทางมาตรฐาน เพื่อให้ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ต่างระบบ กันทำงานร่วมกันได้

7 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการสื่อสาร ข้อมูล ก่อนที่จะมีการใช้คอมพิวเตอร์ การติดต่อสื่อสารเพื่อส่งข้อมูลและ ข่าวสารจะผ่านทางสื่อต่างๆ เช่น ไปรษณีย์ โทรศัพท์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ วารสาร เป็นต้น สื่อเหล่านี้เป็นสื่อหลักในการติดต่อสื่อสารเป็นเวลานาน ยุคแรกการนำคอมพิวเตอร์มาใช้งาน การทำงานทุกอย่างจะเป็นแบบรวม ศูนย์ นั่นคือจะมีคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นเครื่องหลักทำงานที่ศูนย์กลาง งาน ต่างๆจะต้องส่งมาประมวลผลที่ศูนย์กลาง ยุคต่อมา พัฒนาเป็นระบบการประมวลผลทางไกล ซึ่งจะประกอบด้วย เทอร์มินัลที่จะเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ที่ศูนย์กลาง ระบบนี้ถึงแม้ว่าจะมี การกระจายการใช้งานของผู้ใช้ที่อยู่ห่างไกล แต่ระบบการทำงานก็ยัง รวมศูนย์อยู่ที่คอมพิวเตอร์กลางขององค์การอยู่นั่นเอง

8 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการสื่อสาร ข้อมูล (ต่อ) เมื่อมีการนำไมโครคอมพิวเตอร์มาใช้งาน ทำให้เกิดการทำงานแบบ กระจายศูนย์อย่างชัดเจนและแพร่หลายมากขึ้น ในขณะเดียวกันหากมี งานที่ซับซ้อนและไม่สามารถทำงานได้โดยไมโครคอมพิวเตอร์ก็ สามารถที่จะประมวลผลภายใต้คอมพิวเตอร์ที่ศูนย์กลางได้ ซึ่งจะเห็นว่า การทำงานดังกล่าวเป็นรูปแบบการประมวลผลแบบกระจาย ในช่วงแรก จะทำงานเป็นเอกเทศโดยเป็นรูปแบบการทำงานแบบ กระจายศูนย์ นั่นคือ ไม่มีการเชื่อมโยงถึงกัน จนกระทั่งเกิดระบบแลน การทำงานใดๆจะทำโดยเจ้าของงานซึ่งเป็นต้นทางของข้อมูลเพื่อการ ประมวลผล แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถเชื่อมโยงกับผู้ใช้ในจุดต่างๆที่ อยู่ห่างไกลกันได้ ทำให้การสื่อสารข้อมูลในสำนักงานมีความสะดวกและ เป็นเครื่องมือสำคัญของการสื่อสารข้อมูลในสำนักงานปัจจุบันนี้

9 ความหมายของการสื่อสาร โทรคมนาคมและการสื่อสาร ข้อมูล การสื่อสารโทรคมนาคม (Telecommunication) หมายถึง การส่งผ่านสัญญาณ หรือพลังงาน ซึ่งอาจจะเป็น ข่าวสารหรือข้อมูลในรูปแบบต่างๆ ระหว่างผู้ส่งและผู้รับที่อยู่ ห่างไกลกัน ในการส่งผ่านสัญญาณจะอาศัยช่องทางการ สื่อสารข้อมูล ซึ่งจะเป็นแบบใช้สายโดยใช้ลวดตัวนำฉนวน หรือแบบไม่ใช้สายโดยส่งสัญญาณผ่านชั้นบรรยากาศ เช่น การสื่อสารโดยการใช้โทรศัพท์ (tele+phone = การพูด ระยะไกล ) การแพร่ภาพโทรทัศน์ (tele + vision = การดู ระยะไกล ) โทรเลข (tele + graph = การเขียนทางไกล ) เป็นต้น

10 ความหมายของการสื่อสารโทรคมนาคมและ การสื่อสารข้อมูล (ต่อ) การสื่อสารข้อมูล (Data communication) หมายถึง การส่งข้อมูลหรือข่าวสาร จากผู้ส่งต้นทางไปยังผู้รับ ปลายทางที่อยู่ห่างไกล โดยผ่านช่องทางการสื่อสารเพื่อ เป็นสื่อกลางในการส่งข้อมูล ซึ่งอาจจะเป็นแบบใช้สาย หรือไม่ใช้สายก็ได้ ส่วนข้อมูลหรือข่าวสารนั้นอาจจะเป็น ข้อความ เสียง ภาพเคลื่อนไหว หรือข้อมูลที่เป็นมัลติมีเดียก็ ได้ ดังนั้นการสื่อสารข้อมูลจึงเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสาร โทรคมนาคม โดยเน้นการส่งผ่านข้อมูล โดยใช้ระบบ คอมพิวเตอร์และเครือข่ายเป็นหลัก

11 องค์ประกอบของการสื่อสาร ข้อมูล ผู้ส่งหรืออุปกรณ์ส่ง ข้อมูล (Sender) ผู้รับหรืออุปกรณ์รับ ข้อมูล (Receiver) ข่าวสาร (Message) ตัวกลาง (Medium) โปรโตคอล (Protocol) ซอฟต์แวร์ (Software) ข้อมูล (Data) ข้อความ (Text) รูปภาพ (Image) เสียง (Voice)

12 ตัวอย่างการสื่อสารข้อมูล

13 ปัจจัยที่ควรคำนึงถึงในการเลือก ตัวกลาง อัตราเร็วในการส่งผ่านข้อมูล (Transmission Rate) ระยะทาง ระหว่างอุปกรณ์ที่ต้องการเชื่อมต่อ ค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง ค่าใช้จ่ายประจำ และ ค่าบำรุงรักษา ความสะดวกในการติดตั้ง บางพื้นที่อาจเหมาะกับการเดินสาย หรือบางพื้นที่อาจจะเหมาะกับสื่อแบบไร้สาย ความทนทานต่อสภาพแวดล้อม วิธีที่ใช้ในการสื่อสาร เช่นการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม หรือ แบบขนาน ทิศทางที่ใช้ส่งข้อมูลเป็นแบบทางเดียว กึ่งสอง ทาง หรือแบบสองทาง เป็นต้น

14 ชนิดของสัญญาณที่ใช้ในการ สื่อสารข้อมูล สัญญาณอนาล็อก (Analog Signal) สัญญาณอนาล็อก คือ สัญญาณที่อยู่ในรูปแบบของ คลื่น (Waveform) ที่มีความต่อเนื่องกัน (Continuous) มีการเปลี่ยนแปลงระดับของ สัญญาณขึ้น – ลงตามขนาดของสัญญาณ (Amplitude) และมีความถี่ (Frequency) ที่เรียกว่า Hertz (Hz) ตัวอย่างของสัญญาณอนาล็อก เช่น เสียงพูด (Voice) กระแสไฟฟ้าสลับ เป็นต้น

15 ชนิดของสัญญาณที่ใช้ในการ สื่อสารข้อมูล (ต่อ) สัญญาณดิจิตอล (digital Signal) สัญญาณดิจิตอล หรือเรียกว่า “ สัญญาณพัลซ์ (Pulse Signal)” สัญญาณที่มีระบบของสัญญาณ เพียง 2 ระดับ คือ สูงและต่ำ การเปลี่ยนระดับ สัญญาณจะไม่มีความต่อเนื่องกัน (Discrete) โดย ปกติแล้วระดับสูงจะแทนด้วยตัวเลข 1 และระดับต่ำ จะแทนด้วย 0

16 ชนิดของสัญญาณที่ใช้ในการ สื่อสารข้อมูล (ต่อ) ในการส่งข้อมูลเป็นสัญญาณอนาล็อกนั้นเมื่อระยะทางในการส่งข้อมูล เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จะส่งผลให้พลังงานของสัญญาณอ่อนลงเรื่อย ๆ ดังนั้น ในการส่งสัญญาณอนาล็อกที่ระยะทางไกล ๆ จึงจำเป็นต้องมีเครื่อง ขยายสัญญาณ (Amplifier) เพื่อเพิ่มพลังงานให้กับสัญญาณ แต่ข้อเสีย ของการใช้เครื่องขยายสัญญาณคือจะทำให้เกิดสัญญาณรบกวน (Noise) ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้วงจรกรองสัญญาณ (Filter) เพื่อกรอง เอาสัญญาณรบกวนออก ส่วนสัญญาณดิจิตอลเมื่อเพิ่มระยะทางในการส่งขึ้นจะส่งผลให้สัญญาณ ดิจิตอลจางหายไป ( เปลี่ยนจาก 1 เป็น 0) ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้ เครื่องทวนสัญญาณ (Repeater) ในการกู้ข้อมูลคืนมาแล้วจึงส่ง สัญญาณออกไปใหม่

17 ประเภทของการรับ - ส่งสัญญาณข้อมูล แบบขนาน (Parallel Transmission) รับส่งข้อมูลครั้งละหลาย ๆ บิตพร้อมกัน จำนวนของสายสื่อสารเท่ากับจำนวนบิตของข้อมูลที่ ต้องการส่งไปแบบขนานกัน เสียค่าใช้จ่ายมากกว่าการรับส่งข้อมูลแบบอนุกรม ไม่สามารถส่งไปในระยะทางที่ไกล ๆ ได้เนื่องจากข้อมูลแต่ ละบิตอาจจะไปถึงปลายทางไม่พร้อมกัน เร็วกว่าการส่งแบบ อนุกรม นิยมใช้ในการรับส่งเพียงใกล้ ๆ เช่นการส่งข้อมูลออกไป พิมพ์ที่เครื่องพิมพ์เป็นต้น

18 ประเภทของการรับ - ส่งสัญญาณข้อมูล (ต่อ) แบบอนุกรม (Serial Transmission) รับส่งข้อมูลครั้งละ 1 บิตเรียงตามลำดับกัน ไป ใช้สายสื่อสารเพียงเส้นเดียวเท่านั้น สามารถส่งไปได้ในระยะทางที่ไกล ๆ นิยมใช้ในการสื่อสารข้อมูลผ่านทาง สายโทรศัพท์ เมาส์ และ COM Port

19 ประเภทของการรับ - ส่ง สัญญาณข้อมูล (ต่อ) Asynchronous Transmission เพิ่มบิตควบคุม Start Bit, Stop Bit และ Parity Bit เพื่อใช้ แบ่งข้อมูลออกมาเป็น 1 ตัวอักขระ (1 Character) ความเร็ว ในการรับส่งข้อมูลจะช้า เนื่องจากต้องมีการเพิ่มทั้ง 3 บิตนั้น ลงไปยังตัวอักขระทุกตัว พบการรับส่งข้อมูลแบบนี้ได้ใน อุปกรณ์ที่มีความเร็วในการรับส่งข้อมูลต่ำ เช่นโมเด็ม คีย์บอร์ด เป็นต้น Synchronous Transmission เพิ่มไบต์ที่เป็น Header Trailer และ Parity Bit ไว้ที่ส่วนหัว และท้ายของแพ็คเก็ตข้อมูลทำให้สามารถรับ – ส่งข้อมูลได้ เป็นจำนวนมาก ซึ่งการรับส่งข้อมูลนั้น ทั้งฝั่งรับและฝั่งส่ง จะต้องทำงานให้สอดคล้องโดยใช้สัญญาณนาฬิกา (Clock) ที่มีความถี่เท่ากันหากใช้ความถี่ไม่เท่ากันจะทำให้การรับ - ส่ง ข้อมูลผิดพลาดวิธีนี้จะเหมาะกับระบบที่ต้องมีการรับ – ส่ง ข้อมูลตลอดเวลา

20 ทิศทางของการสื่อสารข้อมูล แบบทิศทางเดียว (Simplex Transmission) ผู้ส่งสามารถส่งข้อมูลได้เพียงทางเดียวเท่านั้น ผู้รับไม่ สามารถส่งข้อมูลตอบกลับมาได้ เช่น การกระจายเสียงทาง วิทยุและการแพร่ภาพทางโทรทัศน์ เป็นต้น แบบทางใดทางหนึ่ง (Half-duplex Transmission) แต่ละฝ่ายสามารถรับ – ส่งข้อมูลได้แต่จะไม่สามารถทำได้ใน เวลาเดียวกัน เช่น การใช้วิทยุสื่อสารของตำรวจ กระดาน สนทนา (Web board) อีเมล์ เป็นต้น แบบสองทิศทาง (Full-duplex Transmission) สามารถรับส่ง – ข้อมูลได้พร้อมกันทั้งสองทาง ตัวอย่างเช่น การคุยโทรศัพท์ การสนทนาออนไลน์ในห้องสนทนา (Chat Room) เป็นต้น

21 ทิศทางของการสื่อสารข้อมูล (ต่อ)

22 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเครือข่าย คอมพิวเตอร์ ระบบเครือข่าย (Network) คือ กลุ่มของเทคโนโลยี ( ประกอบด้วยฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ตัวกลาง และอื่นๆ ) ที่ สามารถเชื่อมโยงเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน ทำให้เครื่อง คอมพิวเตอร์เหล่านั้นสามารถติดต่อสื่อสารกัน และเปลี่ยน สารสนเทศระหว่างกัน และใช้แหล่งข้อมูลร่วมกันแบบ เรียลไทม์ (real time) ในปัจจุบันองค์กรบางองค์กรใช้ระบบรวมศูนย์กลาง คือ ใช้ เครื่องเมนเฟรมและเครื่องเทอร์มินัล แต่ในขณะเดียวกันระบบ ธุรกิจและโรงเรียนจำนวนมากได้เปลี่ยนจากระบบรวม ศูนย์กลางเป็นระบบเครือข่ายแบบใช้เครื่องพีซี เพราะมีความ ยืดหยุ่นมากกว่าการใช้เครื่องเมนเฟรมร่วมกับเครื่องเทอร์มินัล

23 ประโยชน์ของการใช้ระบบ เครือข่าย การใช้งานพร้อมกัน ระบบเครือข่ายจะอนุญาตให้ผู้ใช้หลายๆ คนใช้โปรแกรมและ ข้อมูลต่างๆ ได้ในเวลาเดียวกัน การใช้อุปกรณ์รอบข้างร่วมกัน ระบบเครือข่ายจะอนุญาตให้ผู้ใช้หลายๆ คน ใช้อุปกรณ์ ต่างๆ ในเครือข่ายร่วมกันได้ เช่น เครื่องพิมพ์ เครื่อง สแกนเนอร์ เป็นต้น การสื่อสารส่วนบุคคล ระบบเครือข่ายสามารถทำให้ผู้ใช้ติดต่อสื่อสารกันได้ง่ายขึ้น การสำรองข้อมูลที่ง่ายขึ้น ระบบเครือข่ายสามารถทำให้ผู้ใช้และผู้ดูแลระบบสำรอง ข้อมูลที่สำคัญได้ง่าย

24 ชนิดของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เครือข่ายระยะใกล้หรือเครือข่ายแลน แลน คือระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้ๆ กัน เช่น ในแผนกเดียวกัน ในสำนักงาน หรือตึกทำการ เดียวกัน โดยแต่ละเครื่องสามารถติดต่อสื่อสารกันได้

25 ชนิดของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (ต่อ) เครือข่ายแลนเป็นเครือข่ายสำคัญที่ปรับเปลี่ยนการทำงาน ภายในสำนักงานให้เป็นระบบสำนักงานอัตโนมัติ โดยการใช้ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการสื่อสารข้อมูลมาช่วยอำนวย ความสะดวก ในการทำงานในสำนักงานด้านต่างๆ ได้แก่ - การติดต่อสื่อสารภายในสำนักงาน เช่น การส่งไปรษณีย์ อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างพนักงาน การนัดหมาย เป็นต้น - การใช้ทรัพยากรต่างๆ ร่วมกัน เช่น การใช้แฟ้มข้อมูล หรือ ฐานข้อมูลกลางระหว่างหน่วยงาน การใช้เครื่องพิมพ์ร่วมกัน เป็นต้น - การทำงานร่วมกัน เช่น การทำงานกลุ่ม เพื่อส่งเอกสาร ระหว่างสมาชิกในกลุ่ม การประชุมทางไกล เป็นต้น

26 ชนิดของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (ต่อ) ชนิดของเครือข่ายแลน ( แบ่งตามการจัดการทรัพยากรของ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ ) แบบลูกข่าย / แม่ข่าย (Client/Server) มีแม่ข่าย (Server) ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ที่มักจะใช้ควบคุมการ ทำงานในเครือข่ายเป็นผู้ให้บริการแก่คอมพิวเตอร์ลูกข่าย (Client) ที่เชื่อมต่อในเครือข่ายแลน - แบบแม่ข่ายกำหนดหน้าที่เฉพาะ (Delicate Server) - แบบแม่ข่ายไม่กำหนดหน้าที่เฉพาะ (Non delicate server) แบบเพียร์ทูเพียร์ (Peer-to-Peer) คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องในเครือข่ายมีสถานะเท่าเทียม กันหมด คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องสามารถเป็นผู้ ให้บริการและผู้รับบริการในขณะใดขณะหนึ่ง

27 ชนิดของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (ต่อ) เครือข่ายระยะไกลหรือเครือข่ายแวน แวน คือ ระบบเครือข่ายแลนสองระบบเครือข่ายหรือมากกว่า เชื่อมต่อกัน โดยส่วนมากจะครอบคลุมพื้นที่กว้าง ตัวอย่างเช่น บริษัทแห่งหนึ่งมีสำนักงานขนาดใหญ่ และฝ่าย การผลิตตั้งอยู่ที่เมืองหนึ่ง ฝ่ายการตลาดตั้งอยู่อีกเมืองหนึ่ง แต่ละแผนกต้องมีการใช้ทรัพยากร ข้อมูล และโปรแกรม นอกจากนี้แต่ละแผนกต้องการใช้ข้อมูลร่วมกับแผนกอื่นด้วย จึงต้องมีการระบบแวน

28 โครงสร้างของเครือข่าย คอมพิวเตอร์ การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส (Bus Network) ใช้สายสัญญาณต่อเชื่อม ซึ่งเรียกว่า “ บัส (Bus)” เป็นทางเดินของข้อมูลร่วมกันระหว่างเครื่อง คอมพิวเตอร์โดยสัญญาณจะถูกกระจายไปตลอดทั้ง เส้นทาง

29 โครงสร้างของเครือข่าย คอมพิวเตอร์ (ต่อ) ข้อดีของการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส (Bus Network) การใช้สายส่งข้อมูลจะใช้สายส่งข้อมูลร่วมกันทำให้ใช้สายส่ง ข้อมูลได้อย่างงเต็มประสิทธิภาพช่วยลดค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง และการบำรุง เครือข่ายแบบบัสมีโครงสร้างที่ง่ายและมีความน่าเชื่อถือ เนื่องจากใช้สายส่งข้อมูลเพียงเส้นเดียว การเพิ่มจุดใช้บริการใหม่เข้าไปในเครือข่ายสามารถทำได้ง่าย เนื่องจากจุดใหม่จะใช้สายส่งข้อมูลที่มีอยู่แล้วได้

30 โครงสร้างของเครือข่าย คอมพิวเตอร์ (ต่อ) ข้อเสียของการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส (Bus Network)  การหาข้อผิดพลาดทำได้ยาก เนื่องจากในเครือข่ายจะไม่มี ศูนย์กลางในการควบคุมอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง ดังนั้นการตรวจสอบ ข้อผิดพลาดจึงต้องทำจากหลาย ๆ จุดในเครือข่าย  ในกรณีที่เกิดการเสียหายในสายส่งข้อมูล จะทำให้ทั้ง เครือข่ายไม่สามารถทำงานได้  เมื่อมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอาจทำให้เกิดการชนกันของข้อมูลเมื่อมี การับส่งข้อมูล

31 โครงสร้างของเครือข่าย คอมพิวเตอร์ (ต่อ) การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบสตาร์ (Star Network) การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบสตาร์ เป็นการเชื่อมต่อเครื่อง คอมพิวเตอร์ต่าง ๆ เข้าสู่คอมพิวเตอร์ที่เป็นศูนย์กลางโดยใช้ ฮับ (Hub) หรือสวิตช์ (Switch) เป็นจุดเชื่อมต่อและจะเรียก คอมพิวเตอร์ที่เป็นศูนย์กลางนั้นว่า “ โฮสต์คอมพิวเตอร์ (Host Computer)”

32 โครงสร้างของเครือข่าย คอมพิวเตอร์ (ต่อ) ข้อดีของการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบสตาร์ (Star Network) เครือข่ายแบบสตาร์จะมีโฮสต์คอมพิวเตอร์ อยู่ที่จุดเดียวทำให้ง่ายในการติดตั้งหรือ จัดการกับระบบ จุดใช้งาน 1 จุด ต่อกับสายส่งข้อมูล 1 เส้น เมื่อเกิดการเสียหายของจุดใช้งานใดใน เครือข่ายจะไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงาน ของจุดอื่น ๆ

33 โครงสร้างของเครือข่าย คอมพิวเตอร์ (ต่อ) ข้อเสียของการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบสตาร์ (Star Network)  เนื่องจากแต่ละจุดจะต่อโดยตรงกับโฮสต์ คอมพิวเตอร์ ดังนั้นจึงต้องใช้สายส่งข้อมูล จำนวนมากทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นใน การติดตั้งและบำรุงรักษา  การเพิ่มจุดใหม่เข้าในระบบจะต้องเดินสาย จากโฮสต์คอมพิวเตอร์ออกมาส่งผลให้การ ขยายระบบทำได้ยาก  การทำงานขึ้นอยู่กับโฮสต์คอมพิวเตอร์ถ้า โฮสต์คอมพิวเตอร์เกิดเสียหายขึ้นก็จะไม่ สามารถใช้งานเครือข่ายได้

34 โครงสร้างของเครือข่าย คอมพิวเตอร์ (ต่อ) การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบริง (Ring Network) การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบริง มีการต่อเชื่อมกันเป็นวงแหวน (Ring Network) การรับส่งข้อมูลจะเป็นไปในทิศทาง เดียวกัน การติดต่อสื่อสารจะใช้ “ โทเค็น (Token)” เป็น สื่อกลางในการติดต่อภายในเครือข่าย

35 โครงสร้างของเครือข่าย คอมพิวเตอร์ (ต่อ) ข้อดีของการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบริง (Ring Network) ใช้สายส่งข้อมูลน้อย ความยาวของสายส่งข้อมูล จะใกล้เคียงกับแบบบัส แต่จะน้อยกว่าแบบสตาร์ ทำให้เพิ่มความน่าเชื่อถือของการส่งข้อมูลได้มาก ขึ้น เหมาะสำหรับใช้กับเคเบิลเส้นใยแก้วนำแสง เนื่องจากจะช่วยให้ส่งข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูง ข้อมูลในวงแหวนจะเดินทางเดียว ในการส่งแต่ละ จุดจะเชื่อมกับจุดติดกันด้วยสายส่งข้อมูลทำให้ สามารถเลือกได้ว่าจะใช้สายส่งข้อมูลแบบไหนใน แต่ละส่วนของระบบ เช่น เลือกใช้เคเบิลใยแก้วนำ แสงในส่วนที่ใช้ในโรงงานซึ่งมีปัญหาด้านสัญญาณ ไฟฟ้ารบกวนมาก เป็นต้น

36 โครงสร้างของเครือข่าย คอมพิวเตอร์ (ต่อ) ข้อเสียของการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบริง (Ring Network)  การส่งข้อมูลบนวงแหวนจะต้องผ่านทุก ๆ จุดที่อยู่ ในวงแหวน ดังนั้นหากมีจุดใดจุดหนึ่งเสียหาย ทั้ง เครือข่ายก็จะไม่สามารถติดต่อกันได้ จนกว่าจะนำ จุดที่เสียหายออกไป หรือแก้ไขให้ใช้งานได้  ในการตรวจสอบข้อผิดพลาดอาจต้องทดสอบ ระหว่างจุดกับจุดถัดไป เพื่อหาดูว่าจุดใดเสียหาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากและเสียเวลามาก  ยากต่อการเพิ่มจุดใช้งานใหม่

37 โครงสร้างของเครือข่าย คอมพิวเตอร์ (ต่อ) การเชื่อมเครือข่ายแบบผสม (Mesh Network) การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบผสม เป็นเครือข่ายที่ไม่มีรูปแบบที่ แน่นอน เครือข่ายแบบผสมนี้จะใช้การผสมรูปแบบการ เชื่อมต่อหลาย ๆ แบบเข้าด้วยกัน เช่น ใช้เครือข่ายแบบบัส ผสมกับเครือข่ายแบบสตาร์ เป็นต้น

38 โครงสร้างของเครือข่าย คอมพิวเตอร์ (ต่อ) การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบไร้สาย (Wireless Network) เริ่มแรกนั้นสามารถรับส่งข้อมูลได้ 2 Mbps (Megabits per Second) จนพัฒนาให้สามารถส่งข้อมูลได้ 11 Mbps ด้วยราคาที่ถูกลง ทำให้เครือข่ายไร้สายได้รับความนิยมมาก ขึ้น ซึ่งเครือข่ายไร้สายนี้จะใช้เทคโนโลยีที่สามารถส่งข้อมูล ไปบนความถี่ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้ ซึ่งเรียกว่า “Spread Spectrum” โดยข้อมูลที่แยกส่งออกไปนั้นจะ ประกอบกันเหมือนเดิมที่ ตัวรับสัญญาณ เครือข่ายไร้สายจะช่วยอำนวยความสะดวกและความ คล่องตัวในการใช้งานเครือข่าย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนภายใน บริเวณพื้นที่ของเครือข่ายก็สามารถเข้าถึงข้อมูลและใช้ข้อมูล ได้อย่างเต็มที่เช่นเดียวกับเครือข่ายปกติ

39 โครงสร้างของเครือข่าย คอมพิวเตอร์ (ต่อ) การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบไร้สาย (Wireless Network)

40 โครงสร้างของเครือข่าย คอมพิวเตอร์ (ต่อ) การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบไร้สาย (Wireless Network)

41 อุปกรณ์เครือข่าย (Network Devices) อุปกรณ์ทวนสัญญาณ (Repeater) อุปกรณ์ทวนสัญญาณทำงานใน Layer ที่ 1 ของ OSI Model เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่รับสัญญาณดิจิตอลเข้ามาแล้ว สร้างใหม่ (Regenerate) ให้เป็นเหมือนสัญญาณข้อมูลเดิมที่ ส่งมาจากต้นทาง จากนั้นค่อยส่งต่อออกไปยังอุปกรณ์ตัวอื่น ทำให้สามารถส่งสัญญาณไปได้ไกลขึ้น โดยที่สัญญาณไม่ สูญหาย

42 อุปกรณ์เครือข่าย (Network Devices) ( ต่อ ) ฮับ (Hub) Hub ใช้ในการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้ากับเครือข่าย จะมี “ พอร์ต (Port)” ใช้เชื่อมต่อระหว่าง Hub กับเครื่อง คอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์เครือข่ายตัวอื่น ๆ Hub จะทวน สัญญาณและส่งต่อข้อมูลนั้นออกไปที่เครื่องคอมพิวเตอร์ทุก เครื่องที่เชื่อมต่ออยู่กับ Hub

43 อุปกรณ์เครือข่าย (Network Devices) ( ต่อ ) บริดจ์ (Bridge) บริดจ์ ทำงานใน Layer ที่ 2 ของ OSI Mode ใช้เชื่อมต่อ Segment ของเครือข่าย 2 Segment หรือมากกว่าเข้าด้วยกัน โดยจะต้องเป็นเครือข่ายที่ใช้ Data Link Protocol ตัว เดียวกัน และ Network Protocol ตัวเดียวกัน เช่น ต่อ Ethernet LAN ( ใช้ Topology แบบบัส และใช้โปรโตคอล Ethernet) 2 Segment เข้าด้วยกัน Bridge สามารถกรองข้อมูลที่จะส่งต่อได้ โดยตรวจสอบว่า ข้อมูลที่ส่งนั้นมีปลายทางอยู่ที่ใด ทำให้สามารถจัดการกับ ความหนาแน่นของข้อมูลได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

44 อุปกรณ์เครือข่าย (Network Devices) ( ต่อ ) เราเตอร์ (Router) เราเตอร์ ทำงานใน Layer ที่ 3 ของ OSI Model ใช้เชื่อมต่อ เครือข่าย 2 เครือข่ายหรือมากกว่าเข้าด้วยกัน โดยที่เครือข่าย นั้นจะต้องใช้ Network Protocol ตัวเดียวกัน แต่ใช้ Data Link Protocol ต่างกันได้ ( ต่อ Ethernet LAN เข้ากับ Token LAN ได้ ) Router สามารถกรองข้อมูลได้เช่นเดียวกับ Bridge และสามารถหาเส้นทางในการส่งแพ็คเก็ตข้อมูลไปยังเครื่อง ปลายทางได้สั้นที่สุดด้วย

45 OSI Model (Open Systems Interconnection Model) หน่วยงานกำหนดมาตรฐานสากล หรือ ISO ระบุว่า ควรแบ่งโปรโตคอลออกเป็น 7 เลเยอร์ (Layer) และในแต่ละเลเยอร์ควรมีหน้าที่อะไรบ้าง ดังนั้นเมื่อ บริษัทต่าง ๆ ได้ผลิตโปรโตคอลใหม่ขึ้นมา ก็ ออกแบบให้สอดคล้องกับ OSI Model นี้เพื่อให้ สามารถติดต่อสื่อสารกับระบบของต่างบริษัทได้

46 OSI Model (Open Systems Interconnection Model) ( ต่อ ) Application Layer ประกอบไปด้วย Application Protocol ต่าง ๆ ที่มีผู้นิยมใช้งาน เช่น , File Transfer เป็นต้น Presentation Layer จัดการเกี่ยวกับรูปแบบของข้อมูลโดย การแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่เป็น มาตรฐานที่ทุกเครื่องเข้าใจ Session Layer สร้างการเชื่อมต่อเชิงตรรกะระหว่าง เครื่องสองเครื่อง ทำการ Synchronize ข้อมูลเพื่อป้องกันปัญหาการเชื่อมต่อ หลุด Transport Layer ตัดข้อมูลออกเป็น segment ตรวจสอบ ความครบถ้วน ให้บริการเรื่องคุณภาพ Network layer แปลงข้อมูลเป็น packet และกำหนด เส้นทาง Data Link Layer อธิบายการส่งข้อมูลไปบนสื่อกลาง เพิ่ม Header และ Trailer เพื่อใช้ในการ ตรวจสอบต่าง ๆ Physical Layer ทำหน้าที่ดูแลการส่งข้อมูลที่เป็น Bit ไป ในช่องทางการสื่อสาร

47 โปรโตคอล (Protocol) โปรโตคอล คือ ระเบียบวิธีการ กฎ และข้อกำหนดต่าง ๆ ใน การติดต่อสื่อสาร รวมถึงมาตรฐานที่ ใช้เพื่อให้สามารถ ส่งผ่านข้อมูล ไปยังปลายทางได้ อย่างถูกต้อง

48 โปรโตคอล (Protocol) ( ต่อ ) TCP/IP (Transmission Control Protocol/Internet Protocol) โปรโตคอลมาตรฐานที่ใช้ในการสื่อสารระหว่าง เครื่องคอมพิวเตอร์ที่แตกต่างกันใช้ระบบปฏิบัติการ ที่ต่างกันและอยู่บนเครือข่ายที่ต่างกันให้สามารถ สื่อสารกันผ่านทางเครือข่ายได้โดย TCP/IP จะ ประกอบไปด้วยโปรโคตอล 2 ตัว TCP (Transmission Control Protocol) และ IP (Internet Protocol)

49 โปรโตคอล (Protocol) ( ต่อ ) HTTP (Hyper Text Transfer Protocol) โปรโตคอลที่ใช้ในการส่งเว็บเพจ (Web Page) ที่อยู่บน เครื่องเซิร์ฟเวอร์มาให้เครื่องไคลเอ็นท์ที่ทำการร้องขอไปทำ ให้ผู้ใช้งานสามารถท่องไปในเว็บไซต์ต่าง ๆ ทั่วโลกได้ FTP (File Transfer Protocol ) โปรโตคอลที่ใช้ในการส่งโอนไฟล์ข้อมูลผ่านเครือข่าย อินเตอร์โดยจะเรียกการโอนไฟล์จากเครื่องเซิร์ฟเวอร์มาที่ เคลื่อนไคลเอ็นท์ว่า “Download” และเรียกการโอนไฟล์จาก เครื่องไคลเอ็นท์ไปไว้ที่เครื่องเซิร์ฟเวอร์ว่า “Upload”

50 โปรโตคอล (Protocol) ( ต่อ ) SMTP (Simple Mail Transport Protocol) โปรโตคอลที่ใช้ในการส่ง ไปยัง Mailbox ที่ จุดหมายปลายทาง POP3 (Post Office Protocol – 3) โปรโตคอลที่ใช้ในการดึง จาก Maibox ของผู้ให้บริการมาเก็บไว้ที่เครื่องตนเองเพื่อให้ สะดวกต่อการจัดการับ

51 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการ สื่อสารในธุรกิจ Videoconference เป็นการรวมเทคโนโลยี 2 อย่าง เข้าไว้ด้วยกัน นั่นคือ เทคโนโลยีวีดีโอและเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ จุดประสงค์ของ การใช้เทคโนโลยี Videoconference นั้นเพื่อสนับสนุนการ ประชุมทางไกลเป็นหลัก Videoconference เป็นเทคโนโลยีที่ต้องใช้อุปกรณ์ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมการ์ดเสียง กล้องถ่ายวีดีโอ ขนาดเล็ก ไมโครโฟน ลำโพง ( หรือหูฟัง หรือ Head-Set) และต้องมีโปรแกรมที่ใช้ควบคุมการรับส่งข้อความ ภาพ และเสียง ตลอดจนไฟล์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง ทั้งหมดจะทำให้ผู้ร่วมประชุมเห็นภาพและได้ยินเสียงของผู้ ร่วมประชุมคนอื่น ๆ ได้

52 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการ สื่อสารในธุรกิจ (ต่อ) Voice Mail Voice Mail เป็นเทคโนโลยีที่ทำหน้าที่คล้ายกับเครื่องตอบรับ โทรศัพท์อัตโนมัติ โดยบันทึกเสียงของผู้พูดไว้ใน Voice Mailbox ของเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยสัญญาณดิจิตอล ภายใน Voice Mailbox นี้สามารถแบ่งเป็นโฟลเดอร์ย่อย ๆ ให้ผู้ใช้แต่ ละคนได้ทำให้สามารถเรียกข้อความขึ้นมาฟังตอบกลับหรือส่ง ต่อข้อความไปถึงผู้ใช้คนอื่น ๆ ได้และหากต้องการส่ง ข้อความไปถึงผู้รับพร้อมกันหลายคนก็สามารถทำได้

53 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการ สื่อสารในธุรกิจ (ต่อ) Fax ข้อมูลอาจเป็นข้อความที่พิมพ์ขึ้นหรือเขียนขึ้นด้วยมือ และ อาจจะมีรูปภาพด้วยก็ได้ ผู้ใช้สามารถเลือกใช้เครื่องแฟ็กซ์ หรือจะใช้คอมพิวเตอร์ที่มีการติดตั้งแฟ็กซ์ / โมเด็มเป็นอุปกรณ์ สื่อสารก็ได้ ผู้ใช้สามารถดูข้อความหรือรูปภาพผ่านทาง หน้าจอได้ทันทีไม่จำเป็นต้องพิมพ์ออกมาเป็นเอกสาร นอกจากนี้ยังเก็บข้อมูลต่าง ๆ ไว้เป็นไฟล์ได้

54 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการ สื่อสารในธุรกิจ (ต่อ) Group Ware Group Ware คือ โปรแกรมที่ช่วยสนับสนุนให้มีการแบ่งปัน สารสนเทศผ่านทางเครือข่าย (LAN และ WAN) โดย GroupWare เป็นองค์ประกอบของแนวความคิดอิสระที่ เรียกว่า “Workgroup Computing” ซึ่งประกอบไปด้วย ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ของเครือข่ายซึ่งจะทำให้ ผู้ร่วมงานทุกคนสามารถสื่อสารถึงกัน และร่วมกันจัดการ โครงการต่าง ๆ ร่วมประชุมตามหมายกำหนดการตลอดจน ร่วมกันตัดสินใจเป็นกลุ่มได้

55 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการ สื่อสารในธุรกิจ (ต่อ) Collaboration Collaboration เป็นความสามารถของซอฟต์แวร์แต่ละชนิดที่ ทำให้ผู้ใช้งานทำงานร่วมกันได้โดยต่อเชื่อมถึงกันผ่าน Server เช่น โปรแกรม Microsoft Office XP ที่สามารถ ปฏิบัติงานหรือติดต่องานร่วมกับผู้อื่นได้และมีความสามารถใน การควบคุมการประชุมแบบออนไลน์ (Online Meeting) เช่น สามารถแบ่งปันไฟล์เอกสารให้กับผู้อื่นได้เปิดอ่านพร้อมกัน และถ้ามีใครซักคนเปลี่ยนแปลงข้อมูลไฟล์คนอื่น ๆ ที่กำลัง เปิดไฟล์อยู่ก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลงนั้นด้วย เป็นต้น

56 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการ สื่อสารในธุรกิจ (ต่อ) EDI (Electronic Data Interchange) EDI คือ การแลกเปลี่ยนเอกสารทางธุรกิจระหว่าง บริษัทคู่ค้าในรูปแบบมาตรฐานสากลจากเครื่อง คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์อีก เครื่องหนึ่ง โดยระบบ EDI จะมีองค์ประกอบที่ สำคัญอยู่ 2 อย่าง คือ การใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ แทนเอกสารที่เป็นกระดาษและเอกสาร อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ต้องอยู่ในรูปแบบ มาตรฐานสากลด้วยสององค์ประกอบนี้ให้ทุกธุรกิจ สามารถแลกเปลี่ยนเอกสารกันได้ทั่วโลก

57 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการ สื่อสารในธุรกิจ (ต่อ) GPS (Global Positioning System) ระบบ GPS ประกอบไปด้วยเทคโนโลยีที่ใช้ตรวจสอบ ตำแหน่งที่ตั้งของ GPS Receiver ( อุปกรณ์รับสัญญาณ ) ผ่าน ทางดาวเทียม ปัจจุบันนี้ได้มีผู้นำระบบ GPS ไปประยุกต์ใช้มากมาย ตัวอย่างเช่น การป้องกันการโจรกรรมทรัพย์สิน การนำร่องเรือ เดินสมุทร การควบคุมการบินอัตโนมัติ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมี ผู้นำไปใช้ในโครงการวิจัยสัตว์ป่า โดยฝัง GPS Receiver ไว้ ที่ในตัวสัตว์ (GPS Receiver จะถูกออกแบบและสร้างมาให้ เล็กเป็นพิเศษ ) เพื่อเฝ้าสะกดรอยตาม หรือหากนำไปฝังไว้ใน ตัวนักโทษก็จะทำให้การติดตามจับกุมนักโทษแหกคุกทำได้ ง่ายขึ้น

58 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการ สื่อสารในธุรกิจ (ต่อ) อินเตอร์เน็ต (Internet) อินเตอร์เน็ต คือ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่มาก ซึ่ง เกิดจากการเชื่อมเครือข่ายย่อย ๆ จำนวนมากเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นชนิดใดหรือ ขนาดใดตาม สามารถส่งผ่านและแลกเปลี่ยนข้อมูลและ สารสนเทศซึ่งกันและกันได้ โดยใช้โปรโตคอลเป็นสื่อกลาง ในการติดต่อสื่อสาร และแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกัน เหมือนเส้นใยแมงมุม หรือที่นิยมเรียกกันโดยทั่วไปว่า “ เวิลด์ไวด์เว็บ (World Wide Web: WWW)”

59 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการ สื่อสารในธุรกิจ (ต่อ) ตัวอย่างบริการบนอินเตอร์เน็ต (Internet)   Telnet  Gopher, Archie  Instant Messaging, Chat Room  Internet Telephony  Newsgroup  USENET

60 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [60/75] การสื่อสาร การส่งข้อมูลจากผู้ส่งไปยังผู้รับ เช่น การพูดคุย การแสดงกริยาท่าทาง เอกสาร ผู้ส่งผู้รับ ตัวกลางสื่อสาร ข้อมูล

61 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [61/75] ความสำคัญของเทคโนโลยีการสื่อสาร อำนวยความสะดวกในการสื่อสารของมนุษย์ ลดระยะเวลาในการส่งข้อมูลข่าวสาร ลดการเดินทางของผู้ส่งสาร ผู้รับสารสามารถส่งข้อมูลตอบกลับได้ทันที สามารถส่งข้อมูลข่าวสารไปยังผู้รับหลายคนในพื้นที่ต่างๆได้ในเวลา เดียวกัน TV, teleconference (การประชุมทางไกล), การศึกษา ทางไกลผ่านดาวเทียม สร้างความหลากหลายและความน่าสนใจในการสื่อสาร วิทยุ, TV, webpage, โทรศัพท์มือถือ การเก็บข้อมูลข่าวสารไว้ที่แหล่งจัดเก็บกลางและสามารถดึงไปใช้ได้ เมื่อต้องการ

62 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [62/75] ตัวอย่าง - การดู Video ได้จาก Internet ดู Video จาก ใครต้องอะไรบ้าง Application Layer Server Client

63 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [63/75] การดู Video ได้จาก Internet (ต่อ) Network Layer Server Router Client

64 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [64/75] กว่าจะดู Video ได้จาก Internet (ต่อ) Physical Layer Client Access Point ภายในตึก/ห้องเรียน

65 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [65/75] องค์ประกอบพื้นฐานหลัก 4 อย่าง ในระบบการสื่อสารข้อมูล 1. ผู้ส่งหรืออุปกรณ์ส่งข้อมูล (sender) และ ผู้รับหรือ อุปกรณ์รับข้อมูล ชุดของอุปกรณ์ส่งและรับข้อมูลอาจจะเป็นอุปกรณ์ชุด เดียวกัน เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์และโมเด็ม โมเด็ม เครือข่ายโทรศัพท์

66 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [66/75] 2. โปรโตคอล และ ซอฟต์แวร์ โปรโตคอล คือ วิธีการ กฎระเบียบ หรือข้อตกลงที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูลเพื่อให้ ผู้รับและผู้ส่งสามารถเข้าใจกันได้ ตัวอย่างเช่น ส่งข้อมูลเลย -> ถ้ามีคนอื่นพูดให้รอเพื่อดูไหม (สนทนาทั่วไป) ยกมือ -> ถ้าไม่มีใครยกมืออีก -> เริ่มพูดได้เลย (สนทนาแบบเป็นทางการ) แข่งกันตะโกน -> ใครตะโกนได้นานกว่าชนะ -> ได้พูดต่อ (ทะเลาะกัน) ซอฟต์แวร์ มีหน้าที่ในการดำเนินงานในการสื่อสารข้อมูลให้เป็นไปตามโปรแกรม ที่กำหนดไว้ ตัวอย่างเช่น Internet Browser, MSN, Window Media Player, Real Player Microsoft Outlook?

67 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [67/75] 3. ข่าวสาร (Message) อยู่ในรูปของสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งผ่านไปใน ระบบสื่อสาร บางครั้งเรียกว่า Information มี 4 รูปแบบ เสียง (Voice) ข้อมูล (Data) ข้อความ (Text) ภาพ (Image/Video) มีอย่างอื่นได้ไหม ความรู้สึก?? กลิ่น??

68 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [68/75] 4.สื่อกลาง (Medium) เป็นเส้นทางการสื่อสารเพื่อนำข้อมูลจากต้นทางไปยังปลายทางตัวอย่างเช่น ลวดทองแดง สายเคเบิ้ล สายใยแก้วนำแสง คลื่นที่ส่งผ่านอากาศ เช่น คลื่นไมโครเวฟ คลื่นดาวเทียม คลื่นวิทยุ คลื่น โทรศัพท์ สื่อกลางของสัญญาณแบ่งเป็น 2 ประเภท จำพวกที่สามารถกำหนดเส้นทางได้ (Guided Media) ได้แก่ สายเกลียวคู่ สายโทรศัพท์ สายโคแอกเชียล และสายไฟเบอร์ออปติก จำพวกที่ไม่สามารถกำหนดเส้นทางได้ (Unguided Media) ได้แก่ ชั้น บรรยากาศ สุญญากาศ และน้ำ เมื่อเราสนทนา -> อะไรคือสือกลาง เมื่อเราใช้ Wireless LAN -> อะไรคือสือกลาง

69 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [69/75] มาตรฐานสากล ทำไมต้องมีมาตรฐานสากลในการสื่อสาร ใช้คนละภาษาพูด ก็สามารถเข้าใจกันได้ อยู่คนละประเทศ ก็สามารถเข้าใจกันได้ ใช้คนละระบบ ก็สามารถสื่อสารและเข้าใจกันได้ มาตรฐานมีมากมาย เช่น มาตรฐานเพื่อการ การส่ง การเชื่อมต่อ การเข้ารหัส

70 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [70/75] องค์กรกำหนดมาตรฐานที่สำคัญ ISO The International Standards Organization มีสมาชิกจาก 89 ประเทศ กำหนดมาตรฐานไปแล้วมากว่า 5000 มาตรฐาน ANSI The American National Standards Institute องค์กรกำหนดมาตรฐานต่างๆสำหรับประเทศสหรัสอเมริกา เช่น FDDI IEEE The Institute of Electrical and Electronic Engineers กลุ่มนักวิชาการและผู้ประกอบการอาชีพสาขาไฟฟ้าและ อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศสหรัฐอเมริการ เช่น Ethernet, Wireless LAN, Wireless MAN

71 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [71/75] รหัสสื่อสารสากล ทำไมต้องใช้รหัส เพราะอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือคอมพิวเตอร์คุยกัน ด้วยภาษาคนไม่ได้ ใช้รหัสแทนตัวอักษร, ตัวเลข, สัญลักษณ์ รหัสสื่อสารสากลได้แก่ รหัสมอร์ส (Morse Code) รหัสแอสกี (ASCII) รหัสเอบซีดิก (EBCDIC) รหัสภาษสากล (Unicode)

72 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [72/75] รหัสมอร์ส (Morse Code) รหัสสากลรูปแบบแรกที่เกิดขึ้นในโลกการสื่อสารข้อมูล เริ่มใช้สำหรับการส่งข่าวทางโทรเลข รหัสเกิดจากการผสมสัญลักษณ์สั้นและยาว เช่น A. _ B_... C_. _. การบ้าน ลองไปผสมคำว่า Telecommunications ภาษาไทยมีรหัส Morse Code หรือไม่ ข้อมูลเพิ่มเติมที่

73 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [73/75] รหัสแอสกี (ASCII Code) รหัสแอสกี (ASCII Code) หรือ American Standard Code for Information Interchange เป็นรหัสที่มีการใช้ แพร่หลายกันมากที่สุด รหัสแอสกี เป็นมาตรฐานที่กำหนดขึ้นโดยองค์กร ANSI ประกอบด้วยรหัส 7 บิต+1 พาริตี้บิต เท่ากับ 8 บิต ต่อ หนึ่งอักขระ ซึ่งแต่ละบิตจะแทนด้วยตัวเลข “0” หรือ “1” ตัวอย่าง A B C การบ้าน ลองไปเขียนคำว่า Network ด้วยรหัส ASCII ดู ข้อมูลเพิ่มเติมที่

74 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [74/75] รหัสเอบซีดิก (EBCDIC) EBCDIC ย่อมาจาก Extended Binary Coded Becimal Interchange Code พัฒนาขึ้นโดยบริษัท IBM รหัสเอบซีดิกมีขนาด 8 บิต ต่อหนึ่งอักขระ บิตที่ 9 เป็นพาริตี้บิต ดังนั้น จึงสามารถใช้แทนอักขระได้ 2 8 หรือ 256 ตัว หรือสองเท่าของรหัสแอสกี

75 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [75/75] รหัสยูนิโค้ด (UNICODE ) เป็นรหัสที่สร้างขึ้นเพื่อให้สามารถรองรับตัวอักษร และสัญลักษณ์ของทุกภาษาที่มีอยู่ในโลกได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเอกสารที่มีหลายภาษา ปนกัน ภาษาเขียนที่รองรับเช่น Greek Thai Myanmar Lao

76 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [76/75] วิธีการส่งข่าวสาร: ตามลักษณะการจัดส่งข้อมูล (1/2) แบบอนุกรม (Serial Transmission) เป็นการส่งข้อมูลครั้งละ 1 บิทไปบนสายสัญญาณจน ครบจำนวนที่ข้อมูลที่มีอยู่ การส่งข้อมูลประเภทนี้จะช้า ตัวอย่างเช่น เม้าส์ คีย์บอร์ด

77 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [77/75] วิธีการส่งข่าวสาร: ตามลักษณะการจัดข้อมูล (2/2) แบบขนาน (Parallel Transmission) เป็นการส่งข้อมูลครั้งละหลายๆบิตขนานกันไปบนสื่อ ที่มีหลายช่องสัญญาณ การส่งแบบนี้จะเร็วกว่าแบบอนุกรม ตัวอย่างเช่น เครื่องพิมพ์

78 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [78/75] วิธีการส่งข่าวสาร: ตามทิศทางการส่งภายในสาย (1/3) การส่งทิศทางเดียว (Simplex Transmission) เช่น การกระจายเสียงของสถานีวิทยุ การแพร่ภาพของ โทรทัศน์, Fiber Optic

79 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [79/75] วิธีการส่งข่าวสาร: ตามทิศทางการส่งภายในสาย (2/3) การส่งสองทิศทางสลับกัน (Half Duplex Transmission) เช่น วิทยุสื่อสาร

80 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [80/75] วิธีการส่งข่าวสาร: ตามทิศทางการส่งภายในสาย (3/3) การส่งข้อมูลแบบสองทิศทางพร้อมกัน (Full- Duplex Transmission) เช่น โทรศัพท์

81 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [81/75] คำศัพท์พื้นฐานในการสื่อสาร (ต่อ) แบนด์วิดท์หรือแถบความถี่ (Bandwidth) หมายถึงขีดจำกัดที่ช่องทางสื่อสารสามารถนำข่าวสาร หรือข้อมูลผ่านทางช่องทางในช่วงเวลากำหนด หรืออีกนัยหนึ่ง คือช่วงที่เป็นค่าความถี่ต่ำสุดและ ความถี่สูงสุดของสัญญาณอนาล็อก

82 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [82/75] คำศัพท์พื้นฐานในการสื่อสาร ช่องทางการสื่อสาร (Channel) ช่องทางการสื่อสารจะนำข่าวสารจากจุดต้นกำเนิดไป ยังจุดปลายทางหนึ่งหรือมากกว่า ชนิดของช่องทางการสื่อสาร (Channel Types) ได้แก่ ช่องทางอนาล็อก และช่องทางดิจิตอล การเบาบางของสัญญาณ (Signal Attenuation) ความต้านทาน (Resistance) ของช่องทางสื่อสารทำ ให้พลังงานไฟฟ้าเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนแผ่สู่ สภาพแวดล้อมใกล้เคียง

83 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [83/75] ความรู้พื้นฐานในการสื่อสาร (ต่อ) ช่องทางบอร์ดแบนด์และเบสแบนด์ (Broadband and Beseband Channel) ช่องทางอนาล็อก จะเรียกว่า ช่องทางบรอดแบนด์ ก็ ต่อเมื่อช่องทางนั้นสามารถส่งผ่านสัญญาณอนาล็อก ได้หลาย ๆ สัญญาณ ช่องทางที่ส่งผ่านสัญญาณดิจิตอลเราจะเรียกว่า ช่องทางเบสแบนด์ วิธีที่นิยมใช้ก็คือการส่งสัญญาณ ข้อมูลเป็นบิต หรือตัวเลขไบนารี (Binary digits)

84 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [84/75] ความรู้พื้นฐานในการสื่อสาร (ต่อ) อัตราบิท และอัตราบอด (Bit Rate and Baud Rate) อัตราบิท เป็นความจุของช่องทางดิจิตอล คือ จำนวน บิทที่ช่องทางสามารถนำผ่านได้ภายใน 1 วินาที มี หน่วยเป็น บิทต่อวินาที (bps หรือ bit per second) อัตราบอด คือจำนวนสัญญาณดิจิตอลหรืออนาล็อก (ซึ่งถูกเปลี่ยนเป็นดิจิตอลแล้ว) ที่ส่งผ่านไปใน ช่องทางสื่อสารภายใน 1 วินาที มีหน่วยเป็นบอดต่อ วินาที (baud per second)

85 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [85/75] ความรู้พื้นฐานในการสื่อสาร (ต่อ) อัตราบิทของบรอดแบนด์และเบสแบนด์ การเพิ่มจำนวนของอัตราบิท ในช่องทางบรอดแบนด์ สามารถเพิ่มอัตราบิทได้โดยการเพิ่มจำนวนบิทเข้าไป ในช่องทาง โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงแบนด์วิดท์ของ ช่องทางเลย สัญญาณดิจิตอลที่ผ่านมาในช่องทางเบสแบนด์จะใช้ ช่องทางเต็มแบนด์วิดท์ที่มี มีเพียงวิธีเดียวที่จะเพิ่ม อัตราบิทในช่องทางเบสแบนด์ได้คือลดเวลาในแต่ละ บิทลง (คือเพิ่มสัญญาณนาฬิกาให้เร็วขึ้น)

86 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [86/75] ความรู้พื้นฐานในการสื่อสาร (ต่อ) การเบาบางของสัญญาณ สัญญาณรบกวน การเข้ารหัส (Encoding) และการถอดรหัส (Decoding)

87 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [87/75] ชนิดของสัญญาณที่ส่งผ่านสื่อนำ ข้อมูล ข้อมูลและสารสนเทศที่จะถูกส่งแลกเปลี่ยนระหว่าง ผู้ส่งและผู้รับจะต้องถูกแปลงให้อยู่ในรูปของ สัญญาณ (signal) ที่มีลักษณะเหมาะสมก่อนที่จะ ถูกส่งผ่านทางสื่อนำข้อมูล (medium) สัญญาณแบ่งได้เป็น 2 ชนิด สัญญาณแอนะล็อก (Analog signal) สัญญาณดิจิตอล (Digital Signal)

88 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [88/75] Analog Signal สัญญาณอนาล็อกที่ส่งออกจะมีความต่อเนื่องกันตลอดเวลา เช่น สัญญาณเสียง เป็นต้น สัญญาณอนาล็อกที่ใช้กันโดยทั่วไปได้แก่สัญญาณโทรศัพท์ สัญญาณวิทยุกระจายเสียง สัญญาณโทรทัศน์ คนสามารถเปล่งเสียงตั้งแต่ ,000 Hz แต่ระบบ โทรศัพท์ออกแบบมาสำหรับช่วง ,300 Hz

89 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [89/75] Analog Signal สัญญาณอนาล็อกที่ส่งออกไป พลังงานจะอ่อนลง เรื่อย ๆ เมื่อระยะทางเพิ่มขึ้น ในการส่งสัญญาณ อนาล็อกไประยะไกล ๆ จะต้องใช้เครื่องขยาย สัญญาณหรือแอมปลิไฟเออร์ (Amplifier) เพื่อเพิ่ม พลังงานให้กับสัญญาณ การขยายสัญญาณจะมีการสร้างสัญญาณรบกวน (Noise) รวมกับสัญญาณข้อมูล จึงมีวงจรกรองของ สัญญาณ (Filter) เพื่อกรองเอาสัญญาณรบกวนออก อีก

90 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [90/75] Digital Signal สัญญาณดิจิตอล หมายถึง สัญญาณที่ Amplitude ถูกจัด ระดับให้แปรผันไปกับเวลาตามค่าที่กำหนดให้ เช่น ถ้าแปร ผันอยู่ระหว่าง 2 ค่า เรียกว่า Binary Signal วงจรสัญญาณดิจิตอลสามารถส่งสัญญาณรูปร่างลักษณะเป็น พัลส์ (Pulse) ซึ่งแสดงค่า “0” หรือ “1” การส่งสัญญาณดิจิตอลระยะไกลจะทำให้สัญญาณดิจิตอล จางหายไป จะต้องใช้อุปกรณ์ทวนสัญญาณ (Repeater)

91 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [91/75] Signal Modulation เป็นเทคนิคการพาสัญญาณที่ต้องการส่งเดินทางไป ยังจุดหมายปลายทางผ่านตัวกลางการสื่อสาร สัญญาณที่เป็นตัวพาสัญญาณข้อมูลไปเรียกว่า คลื่นพาหะ (Carrier wave) วิธีการมอดูเลตสัญญาณอนาล็อก การมอดูเลตทางแอมปลิจูด (Amplitude Modulation, AM) การมอดูเลตทางความถี่ (Frequency Modulation, FM) การมอดูเลตทางเฟส (Phase Modulation, PM )

92 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [92/75] การมอดูเลททางขนาด (Amplitude modulation : AM) วิธีนี้จะทำให้ขนาดของสัญญาณพาหะเปลี่ยนไป โดยที่ความถี่ของสัญญาณพาหะยังคงเดิม โดยอาจจะทำได้โดยให้ค่าสูงแทนค่าบิตที่มีค่า 1 และขนาดที่มีค่าต่ำแทนบิตที่มีค่า 0 การมอดูเลทวิธีนี้จะเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพด้อย ที่สุด ทั้งนี้เพราะอาจถูกรบกวนด้วยสัญญาณรบกวน ทำให้เกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย

93 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [93/75] ตัวอย่าง

94 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [94/75] การมอดูเลททางความถี่ (Frequency Modulation : FM) เป็นการเปลี่ยนค่าความถี่ของสัญญาณพาหะไปตาม ค่าบิตที่มีค่า 1 และ 0 โดยการใช้ความถี่ 2 ความถี่ สำหรับค่าทั้ง 2 สัญญาณพาหะจะมีขนาดคงที่เสมอ เทคนิคการมอดูเลทนี้เรียกว่า FSK (Frequency Shift Keying)

95 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [95/75] Frequency Shift Keying

96 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [96/75] การมอดูเลททางเฟส (Phase Modulation : PM) เป็นวิธีการที่เข้าใจค่อนข้างยาก เพราะการมอดูเลทอาศัยค่า เฟส ค่าเฟส 2 เฟส คือ 0 องศา และ 180 องศา ค่าเฟส 4 เฟส (0, 90, 180 และ 270 องศา) ค่าเฟส 8 เฟส (10, 45, 90, 135, 180, 225, 270 และ 315 องศา) การมอดูเลททางเฟสที่เรียกว่า Phase Shift Keying) สำหรับชุดของไบนารี 0 และ 1 ในระบบ 2 เฟส ที่มีค่าเฟส ต่างกัน 180 องศา เมื่อมีการเปลี่ยนของข้อมูลระหว่าง 0 กับ 1 ทุกครั้ง ค่าเฟสของสัญญาณจะเปลี่ยนไป 180 องศา

97 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [97/75] ตัวอย่าง

98 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [98/75] โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (computer network topology) โครงสร้างของเครือข่ายคอมพิวเตอร์สามารถจำแนกตาม ลักษณะของการเชื่อมต่อ 5 ประเภทได้ดังนี้ 1. โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบบัส (Bus topology) 2. โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบวงแหวน (Ring topology) 3. โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบดาว (Star topology) 4. โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบตาข่าย (Mesh topology) 5. โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบผสม (Hybrid topology)

99 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [99/75] โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบบัส Bus Multipoint Use backbone cable Advantages: Easy of installation Use less cabling than mesh star topologies Disadvantages: Difficult to add new devices Limitation on distance and number of devices Failure of backbone stops all transmission

100 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [100/75] โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ แบบวงแหวน (Ring topology) Dedicated point-to-point link to 2 devices on both sides Advantages: Easy of installation, Add new devices Disadvantages: Break in a ring can stop communication

101 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [101/75] โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ แบบดาว (Star topology) Dedicate point-to-point link to hub Advantages: Cheaper than mesh Easy to install and reconfigure Disadvantages: Single point of failure: hub

102 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [102/75] โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ แบบตาข่าย (Mesh topology) n devices need (n-1)n/2 links Advantages: Dedicated link between 2 devices Robust Security Fault isolation, identification Disadvantages: Number of cables and I/O ports Bulk of wiring Expensive I/O hardwares

103 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [103/75] โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ แบบผสม (Hybrid topology)

104 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [104/75] ชนิดของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เครือข่ายคอมพิวเตอร์สามารถจำแนกตาม ระยะทางของการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์การ สื่อสารได้เป็น 4 ประเภทดังนี้ 1. Personal Area Network (PAN) 2. Local Area Network (LAN) 3. Metropolitan Area Network (MAN) 4. Wide Area Network (WAN)

105 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [105/75] Personal Area Network (PAN)

106 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [106/75] Local Area Network (LAN)

107 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [107/75] Metropolitan Area Network (MAN)

108 23 เมษายน 2558 วสันต์ ภัทรอธิคม, Ph.D., M.B.A. (NECTEC) [108/75] การบ้าน เราน่าจะสามารถทำอะไรทางไกลได้อีก (5 อย่าง)


ดาวน์โหลด ppt ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยี หมายถึง การประยุกต์เอาความรู้ ทางด้านวิทยาศาสตร์ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ และเป็น หัวใจของการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและผลิตภัณฑ์

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google