งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่ออบรมทักษะ ในการปฏิบัติงานด้านการจำแนก 1.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่ออบรมทักษะ ในการปฏิบัติงานด้านการจำแนก 1."— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่ออบรมทักษะ ในการปฏิบัติงานด้านการจำแนก 1

2 ประเด็นการนำเสนอ 1.การประเมินครอบครัว ชุมชน สังคม 2. เครื่องมือการประเมินครอบครัว ชุมชน และสังคม 2

3  ประเภทของครอบครัว 1. ครอบครัวเดี่ยว ( Nuclear Family) 2. ครอบครัวขยาย (Extended Family) 3. ครอบครัวผสม (Reconstituted Family) 4. ครอบครัวที่มีพ่อหรือแม่ เพียงคนเดียว (Single- Parent Family)  คุณสมบัติของระบบ ครอบครัว 1. ครอบครัวเป็นระบบเปิดทางสังคมและ วัฒนธรรม (Open Socio Cultural System) 2. ครอบครัวมีการเปลี่ยนแปลง (Transformation) 3. ครอบครัวมีการจัดระบบภายในเพื่อความ สมดุลย์ (Homeostasis) 4. ครอบครัวมีการสื่อสาร (Communication) 5. ครอบครัวที่มีกฎที่สมาชิกต้องถือปฏิบัติ (Rules of family) 6. ครอบครัวมีขอบเขตของตนเอง (Boundaries) 3

4 การช่วยแก้ปัญหา (Problem Solving) การสร้างการสื่อสาร (Communication) การกำหนดบทบาท (Role) การตอบสนองต่ออารมณ์ (Affective Responsiveness) ความผูกพันทางอารมณ์ (Affective Involvement) การควบคุมพฤติกรรม (Behavior Control) 4

5 ระยะที่ 8 ครอบครัวที่ อยู่ในวัยชรา วัยชรา ระยะที่ 1 เริ่ม สร้างครอบครัว วัยผู้ใหญ่ตอนต้น ระยะที่ 2 ครอบครัวเริ่มมี บุตร วัยผู้ใหญ่ตอนต้น ระยะที่ 3 ครอบครัว ที่มีบุตรเล็ก วัยผู้ใหญ่ตอนต้น ระยะที่ 4 ครอบครัว ที่มีบุตรวัยเรียน วัยผู้ใหญ่ตอนต้น ระยะที่ 5 ครอบครัว ที่มีบุตรวัยรุ่น เริ่มเข้าสู่วัยกลางคน ระยะที่ 6 ครอบครัวที่ มีบุตรแยกย้ายออก จากบ้าน วัยกลางคน ระยะที่ 7 ครอบครัวที่ อยู่ในวัยเกษียณ เริ่มเข้าสู่วัยชรา 5

6 1.ทำความเข้าใจกับวงจรชีวิตครอบครัว แต่ละระยะ 2.ประเมินว่า ครอบครัวปฏิบัติภารกิจที่ สำคัญได้สำเร็จหรือไม่ - ถ้าครอบครัวปฏิบัติภารกิจ สำคัญสำเร็จ ครอบครัวนั้นจะสามารถ ก้าวไปสู่วงจรชีวิตครอบครัวระยะต่อไป ได้โดยไม่มีความเครียด - แต่ในครอบครัวที่ปฏิบัติ ภารกิจสำคัญไม่สำเร็จจะทำให้ ครอบครัวนั้นเผชิญกับ ความเครียด นำไปสู่การเกิดปัญหาในครอบครัวได้ 3. คัดกรองความเครียดครอบครัวและ สมาชิกในครอบครัว - ประเมินว่าครอบครัวสามารถ จัดการกับความเครียด (Family Coping) ได้หรือไม่ และว่าความเครียดนั้นมี ผลกระทบต่อสมาชิกในครอบครัวอย่างไร - วางแผนการดูแลที่เฉพาะ สำหรับผู้รับบริการแต่ละรายโดยการ พยากรณ์จากธรรมชาติของวงจรชีวิต ครอบครัวในระยะสั้น ๆ 4. ติดตามดูแลต่อเนื่อง 6

7 1. เป็นครอบครัวระยะใด (Family life cycle) 2. มีใครอยู่บ้าง (Family as a system) 3. ปกติอยู่กันอย่างไร มีใครทำ อะไรกันบ้าง (Roles, Family stability or homeostasis) 4. ผู้อาวุโสตามลำดับเป็นใคร บ้าง (Hierarchy) 5.มีมุ้งเล็กในมุ้งใหญ่อย่างไร (Boundaries, Alliance, Coalition) 6.เมื่อเกิดปัญหาในครอบครัว ครอบครัวมีการปรับตัวอย่างไร (Family coping) 7.ครอบครัวมีรูปแบบการแก้ปัญหา ที่ผ่านมาอย่างไรถ่ายทอดข้าม รุ่นหรือไม่ (Family pattern) 8.ใครคือผู้ที่อาจจะมีโอกาสเกิด ปัญหาในอนาคตบ้าง(ผู้ใช้สาร เสพติด ผู้กระทำผิดกม.) 7

8 1. เป็นครอบครัวระยะใด 2. มีใครอยู่บ้าง 3. ปกติอยู่กันอย่างไร มีใครทำอะไรกันบ้าน 4. ผู้อาวุโสตามลำดับเป็นใครบ้าง 8

9  วาดอย่างน้อย 3 รุ่น  เริ่มจากตัวผู้ป่วยหลัก  ลำดับพี่น้อง/สามีภรรยา จากซ้ายไปขวา  วงรอบสมาชิกบ้านเดียวกับผู้ป่วย  รายละเอียดสมาชิก  ความสัมพันธ์ในครอบครัว 9

10 10

11 สัญลักษณ์บางอย่างในการเขียน family tree ชายหญิง ผู้ใช้บริก าร แต่งงาน ( ระบุปี ) แยกทางกัน

12 ลำดับบุตร ( ระบุอายุ ) ปีเกิดปีสิ้นชีวิต อาศัยอยู่ด้วยกัน โดยไม่แต่งงาน

13 หย่า 2547 บุตรบุญธรรม 13

14 บุตรอุปถัมภ์.... เสียชีวิตขณะตั้งครรภ์ 14

15 ทำแท้ง แฝด 15

16 ถูกกระทำ (Abuse) ละเลย ทอดทิ้ง (Neglect) ถูกกระทำทางเพศ (Sexual abuse) 16

17 ถูกกระทำทางร่างกาย (Physical Abuse) ถูกกระทำทางจิตใจ (Emotion Abuse) ความไม่ไว้วางใจ (Distrust) 17

18 การควบคุม (Controlling) อิจฉา (Jealous) เลื่อมใส / ศรัทธา (Admirer) 18

19 ความขัดแย้ง (Conflict) รังเกียจ (Hate) รัก (Love) 19

20 ทำให้เห็นบริบทที่ช่วยเหลือ สนับสนุน ครอบครัว เช่น โรงเรียน ที่ทำงาน ญาติ เพื่อน ฯลฯ นำไปสู่การวางแผนช่วยเหลืออย่างมี ประสิทธิภาพมากขึ้น 20

21 ความสัมพันธ์แข็งแกร่ง ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา ทิศทางความสัมพันธ์ ความสัมพันธ์ไม่แข็งแรง แหล่งประโยชน์ 21

22 โรคมะเร็ ง ปู่ ย่า บิดา บิดาเลี้ยง น้าสาว น้าเขย ลูกสาว แม่ 8 ปี 18 ปี จอมใจ 14 ปี ชายแปลกหน้า ตัวอย่างการเขียน Genogram or Family Tree ตา ยาย 12 ปี 17 ปี โรงเรีย น ชุมชน สถานีตำรวจ บ้านพักเด็กและ ครอบครัว ร้านอาห าร เพื่อน 22

23 23

24 ความรู้มุมมองการทำงานคน-สิ่งแวดล้อม-ชุมชน-สังคม 24

25 แบบประเมินความพร้อมของครอบครัวผู้ใช้บริการสังคม สงเคราะห์ 25

26 คำชี้แจง ใส่เครื่องหมาย ✓ ลงในช่อง □ ตามการประเมินความ พร้อม ทั้งนี้แบบประเมินนี้ไม่สามารถใช้โดยการซักถาม/ สัมภาษณ์ข้อมูลจากผู้ใช้บริการหรือผู้ให้ข้อมูลโดยตรง แต่ต้องมา จากการเก็บรวบรวมข้อมูลรอบด้านในกระบวนการปฏิบัติงานของนัก สังคมสงเคราะห์คลินิก 26

27 1. ระดับรายได้ของครอบครัวคะแนนที่ ได้** □ 0. ไม่มีรายได้ทั้งจากตนเอง หรือได้รับจาก ผู้อื่น □ 1. ไม่มีรายได้ของตนเอง (มี หนี้สิน ไม่มีเงินออม) นับคะแนน ตามตัวเลข หน้าข้อที่ ตอบ …………… คะแนน □ 2. มีรายได้น้อยกว่ารายจ่าย (มีหนี้สิน ไม่มีเงินออม) □ 3. มีรายได้เท่ากับรายจ่าย (ไม่มีเงินออมและไม่มีปัญหา หนี้สิน) □ 4. มีรายได้สูงกว่ารายจ่าย แต่ ไม่มีเงินออม (ไม่มีเงินออม และไม่มี ปัญหาหนี้สิน) □ 5. มีรายได้สูงกว่ารายจ่าย (มีเงินออม ไม่มีปัญหา หนี้สิน) 27

28 2. สภาพแวดล้อมภายในบ้าน (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) ………… …คะแนน □ 0. ไม่มีที่อยู่แน่นอน เร่ร่อน ไร้บ้าน □ 1. มีที่อยู่แน่นอน แต่ สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม □ 2. ที่อยู่มีความเป็น สัดส่วน □ 3. ที่อยู่ถูกสุขลักษณะ สะอาด อากาศถ่ายเท □ 4. ที่อยู่มีความ ปลอดภัยทางกายภาพ □ 5. ที่อยู่มีพื้นที่ว่างใน การทำกิจกรรม 28

29 3. ความรักใคร่ผูกพันในครอบครัว (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) ……… …… คะแนน □ 0. ไม่ได้รับความรัก □ 1. ดูแลเอาใจใส่ เอื้ออาทร □ 2. ส่งเสริม สนับสนุนทาง จิตใจ กล่าวชื่นชม □ 3. มีการสัมผัสทางกาย □ 4. ทำกิจกรรมร่วมกัน สม่ำเสมอ 29

30 4. ความสามารถในการแก้ไขปัญหาของสมาชิกใน ครอบครัว (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) คะแนน ที่ได้** □ 0. ไม่มีความสามารถ ในการแก้ไขปัญหา □ 1. เผชิญปัญหาร่วมกัน………… … คะแนน □ 2. รับรู้ปัญหาและหารือ ร่วมกัน □ 3. รับผิดชอบปัญหา ร่วมกัน □ 4. ช่วยกันแก้ไขปัญหา □ 5. ยอมรับความเจ็บป่วย 30

31 5. ความสามารถของสมาชิกในครอบครัวต่อการ จัดการพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของผู้ป่วย (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) ………… … คะแนน □ 0. ไม่มีความสามารถ จัดการพฤติกรรม □ 1. ทักษะการควบคุม พฤติกรรม □ 2. การให้แรงเสริมที่ เหมาะสม □ 3. ฝึกระเบียบวินัย □ 4. สมาชิกในครอบครัวรู้ วิธีการดูแลเมื่อผู้ป่วยมี ปัญหา พฤติกรรม □ 5. ยอมรับกฎ กติกา ของครอบครัว 31

32 6. การยอมรับและให้อภัยของสมาชิกในครอบครัว เมื่อผู้ป่วยทำผิดหรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) ………… … คะแนน □ 0. ไม่มีการยอมรับหรือให้ กำลังใจ □ 1. ยอมรับความ แตกต่างส่วนบุคคล □ 2. ให้อภัยและให้ โอกาสแก้ไข □ 3. ยอมรับโดยไม่มี เงื่อนไข □ 4. ให้กำลังใจ 32

33 7. การสื่อสารระหว่างกันของสมาชิกในครอบครัว (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) ………… …คะแนน □ 0. ไม่มีการสื่อสารใดๆ□ 1. มีการรับรู้ความรู้สึก □ 2. พูดคุย/แสดง ความรู้สึกและความต้องการ ได้อย่าง เปิดเผย □ 3. มีอิสระในการแสดง ความคิดเห็น □ 4. มีสัมผัส โอบกอด ระหว่างสมาชิก □ 5. มีการสื่อสารเพื่อลด การขัดแย้ง 33

34 8. การตระหนักและสามารถทำหน้าที่ตามบทบาท ของตนอย่างเหมาะสมของสมาชิกในครอบครัว (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) คะแนน ที่ได้** □ 0. ไม่มีการทำหน้าที่ ตามบทบาท □ 1. ตระหนักรู้ มีความ ชัดเจนในบทบาทของตน ………… …คะแนน □ 2. การแบ่งเบาภาระ □ 3. การมีส่วนร่วมใน กิจกรรมของครอบครัว □ 4. การมอบหมายหน้าที่ ในครอบครัว □ 5. รับผิดชอบตาม บทบาท หน้าที่ 34

35 9. ความรู้ ความเข้าใจของสมาชิกในครอบครัวต่อการดูแล ผู้ป่วย (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) …………… คะแนน □ 0. ไม่มีความรู้ความเข้าใจ ในการดูแล □ 1. มีความรู้ ความเข้าใจเรื่อง โรคที่ผู้ป่วยเป็น □ 2. มีความรู้ ความเข้าใจใน การดูแลผู้ป่วย □ 3. มีความสามารถในการ ดูแลผู้ป่วย □ 4. มีความสามารถในการ สังเกตอาการเปลี่ยนแปลง อาการกำเริบของผู้ป่วยได้ □ 5. มีความเข้าใจในสภาพ จิตใจของผู้ป่วย 35

36 10. การมีเครือข่ายทางสังคมของสมาชิกใน ครอบครัว เพื่อขอรับการช่วยเหลือ ( ตอบได้ มากกว่า 1 ข้อ ) ………… … คะแนน □ 0. ไม่มีเครือข่าย □ 1. ญาติ ( ที่ไม่ได้อยู่ใน ครอบครัว ) □ 2. เพื่อนบ้าน □ 3. ผู้นำชุมชน / อาสาสมัครในชุมชน □ 4. หน่วยงานภาครัฐ / เอกชน □ 5. แหล่งข้อมูลอื่นๆ เช่น อินเตอร์เน็ต รวมคะแนนที่ได้ ………… … คะแนน ** การให้คะแนนการประเมินข้อที่ นับคะแนนตามจำนวนข้อที่ เลือกตอบ 36

37 ความพร้อมของครอบครัวอยู่ในระดับ …………………………………………………………………………………………………… ปัญหาและวางแผนให้ความช่วยเหลือ นักสังคมสงเคราะห์ผู้ประเมิน วันที่

38 หมายเหตุ คะแนนน้อยกว่าหรือเท่ากับ 10 หมายถึง ระดับความพร้อมน้อย ที่สุด ใช้วิธี Family Therapy หมายถึง ระดับ น้อยที่สุด คะแนน 11 – 20 หมายถึง ระดับความพร้อมน้อย ใช้วิธี Family Therapy / Family Counseling คะแนน 21 – 30 หมายถึง ระดับความพร้อมปานกลาง ใช้วิธี Counseling คะแนน 31 – 40 หมายถึง ระดับความพร้อมมาก ใช้วิธี Psycho – Social Support คะแนน 41 – 47 หมายถึง ระดับความพร้อมมากที่สุด ใช้วิธี Psycho – Social Education ** ถ้าคะแนนอยู่ในระดับปานกลาง – มากที่สุด (21 คะแนนขึ้นไป) หมายถึง ครอบครัวมีความพร้อมในการดูแลผู้ป่วย ** ถ้าคะแนนอยู่ในระดับน้อย – น้อยที่สุด (น้อยกว่าหรือเท่ากับ 20 คะแนน) หมายถึง ครอบครัวไม่มีความพร้อมในการดูแลผู้ป่วย นักสังคมสงเคราะห์ต้องพิจารณาให้ความช่วยเหลือตามข้อที่มีคะแนนการ ประเมินน้อย 38

39 ประเด็นการนำเสนอ 39

40  กระบวนการทำความเข้าใจ ซึ่งกันและกันเป็น กระบวนการซึ่งสารถูกส่ง จากผู้ส่งสารไปยังผู้รับสาร การสื่อสารเป็นกระบวนการ รับรู้ร่วมกันในเรื่องของ ความคิด ความรู้สึกและ ความรู้ 1. การสื่อสารภายในตัวบุคคล (intrapersonal communication) 2. การสื่อสารระหว่างบุคคล (interpersonal communication) และการสื่อสารกลุ่มเล็ก (small group communication) 3. การสื่อสารกลุ่มใหญ่ (large group communication) 4. การสื่อสารในองค์การ (organizational ommunication) 5. การสื่อสารมวลชน (mass communication) 401.ความหมายของการสื่อสาร

41 41  ส่งสาร สาร รับสาร สัญญาณที่ส่งออกมา หรือสามารถสังเกตได้ รับสาร - ภาษาพูด ส่งสาร - ภาษากาย คำพูด น้ำเสียง แววตา สีหน้า การเคลื่อนไหวของร่างกาย

42 42

43 43 ปัจจัยสำคัญต่อขีดความสามารถของผู้ส่งและผู้รับที่จะทำให้การสื่อ ความหมายนั้นได้ผลสำเร็จหรือไม่เพียงใด ได้แก่ 1. ทักษะการสื่อสาร (Communication Skills) หมายถึง ทักษะซึ่งทั้งผู้ส่งและผู้รับควรจะมีความชำนาญในการส่ง และการรับสารเพื่อให้เกิดความเข้าใจกันได้อย่างถูกต้อง เช่น ผู้ ส่งต้องมีความสามารถในการเข้ารหัสสาร มีการพูดโดยการใช้ ภาษาพูดที่ถูกต้องใช้คำพูดที่ชัดเจนฟังง่าย มีการแสดงสีหน้า หรือท่าทางที่เข้ากับการพูด ท่วงทำนองลีลาในการพูด เป็น จังหวะน่าฟัง หรือการเขียนด้วยถ้อยคำสำนวนที่ถูกต้อง สละสลวยน่าอ่าน เหล่านี้เป็นต้น ส่วนผู้รับก็ต้องมีความสามารถ ในการถอดรหัส และมีทักษะที่เหมือนกันกับผู้ส่ง โดยมีทักษะ การฟังที่ดี ฟังภาษาที่ผู้ส่งพูดมารู้เรื่อง หรือสามารถอ่านข้อความ ที่ส่งมานั้นได้ เป็นต้น

44 44 2. ทัศนคติ (Attitudes) เป็นทัศนคติของผู้ส่งหรือผู้รับซึ่งมีผลต่อการสื่อสาร เกี่ยวข้องกับการยอมรับซึ่งกันและกันระหว่างผู้ส่งและ ผู้รับด้วย เช่น ถ้าผู้ฟังมีความนิยมชมชอบในตัวผู้พูดก็ มักจะมีความเห็นที่คล้อยตามไปได้ง่ายกับผู้พูด แต่ ในทางตรงข้ามก็จะเกิดการปฏิเสธ หรือถ้าทั้งสองฝ่ายมี ทัศนคติที่ไม่ดีต่อกัน ท่วงทำนองหรือน้ำเสียงในการพูดก็ อาจจะห้วนห้าว แต่ถ้ามีทัศนคติที่ดีต่อกันแล้วก็มักจะพูด กันด้วยความไพเราะอ่อนหวานน่าฟัง

45 45 3. ระดับความรู้ (Knowledge Levels) ผู้ส่งและผู้รับมีระดับความรู้ที่เท่าเทียมกันก็จะทำให้การสื่อสาร นั้นลุล่วงไปด้วยดี แต่ถ้าหากความรู้ของผู้ส่งและผู้รับมีระดับที่ แตกต่างกัน ย่อมจะต้องมีการปรับความยากง่ายของข้อมูลที่จะส่งใน ด้านของความยากง่ายของภาษาและถ้อยคำสำนวนที่ใช้ เช่น *การไม่ใช้คำศัพท์ทางวิชาการ ภาษาต่างประเทศหรือถ้อยคำ ยาว ๆ สำนวนสลับซับซ้อน *การใช้ภาษาถิ่นสื่อสาร *การใช้ภาษามือของคนใบ้ ถ้า ผู้รับไม่เคยได้เรียนภาษามือมา ก่อนจะทำให้ไม่เข้าใจและไม่สามารถสื่อสารกันได้

46 46 4. ระบบสังคมและวัฒนธรรม (Social - Culture Systems) เป็นสิ่งที่มีส่วนกำหนดพฤติกรรมของประชาชน ในชาตินั้น ซึ่งเกี่ยวข้องไปถึงขนบธรรมเนียมประเพณี ที่ยึดถือปฏิบัติ สังคมและวัฒนธรรมในแต่ละชาติย่อม มีความแตกต่างกันไป เช่น การให้ความเคารพต่อผู้ อาวุโส หรือวัฒนธรรมการกินอยู่ต่าง ๆ กฎ ข้อบังคับ ทางศาสนาของแต่ละศาสนาด้วย

47 47 การเริ่มต้นสนทนา 1. การต้อนรับ (Greeting) แบบกันเอง 2. แนะนำตนเองสั้น ๆ และสนทนาเพื่อทักทาย (Small Talk)เพื่อสร้างสัมพันธภาพ เช่น การ เดินทาง ดินฟ้าอากาศ การคุยแบบไม่เป็น ทางการ 3. การจัดที่นั่งสนทนา 4. ผู้สนทนาใช้ทั้งคำพูดและภาษากายเปิดเผย จริงใจ

48 48 5. การสบตา (eye contact) การแสดงสีหน้าที่ สอดคล้องกับเรื่องราวของเขา แสดงความจริงใจ ให้กำลังใจผู้เล่าเรื่อง 6. การสนทนาใช้ทั้งภาษากาย น้ำเสียง การแต่งกาย

49 49  การสื่อสาร 2 ทาง  การแลกเปลี่ยนข้อมูล  การปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน  การเรียนรู้  ความเข้าใจ  การแสดงออกผ่าน  พฤติกรรมที่พึงประสงค์

50 50

51 51 ได้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ไม่สมบูรณ์ ขาดรายละเอียด ยังมีบาง เรื่องที่ถูกปิดบัง ไม่อยากเปิดเผย ต้องสร้างความรู้สึกผ่อนคลาย ไว้วางใจ และมั่นใจในตัวผู้ให้สัมภาษณ์ เช่น “ก่อนมาขายตัว เคยเสียตัวมาก่อนหรือไม่ อย่างไร” ข้อแนะนำ : “ก่อนมาเข้าวงงานอาชีพนี้ เคยมีประสบการณ์ทาง เพศมาก่อนหรือไม่ อย่างไร” ที่มา: ทวีศักดิ์ นพเกสร, วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ เล่ม 1, 2548.

52 2.หลักการสื่อสารทั่วไป  จงทำความเข้าใจกับความคิดของเรา ให้แจ่มแจ้งก่อนที่จะสื่อสารไปยังผู้อื่น  จงรู้ถึงจุดหมายที่แท้จริงของการ สื่อสารทุกครั้งว่าเราต้องการอะไร  พิจารณาถึงสิ่งแวดล้อมและตัวบุคคล ในการสื่อสาร 52

53  จงระมัดระวังน้ำเสียงของเราเช่นเดียว กับเนื้อหาของข้อความที่ส่งออกไป  จงใช้โอกาสที่จะให้สิ่งที่เป็นประโยชน์  แก่ผู้รับสารในการสื่อสารเพื่อการบริการ  จงระวังท่าทางของเราซึ่งควรสนับสนุน การสื่อสารของเราด้วย 2.หลักการสื่อสารทั่วไป 53

54  จงเป็นผู้ฟังที่ดี  จงปรึกษาหารือกับผู้อื่นในการสื่อสาร  จงคำนึงถึงผลการสื่อสารที่จะเกิดใน ปัจจุบันและอนาคต  จงติดตามผลการสื่อสาร 2.หลักการสื่อสารทั่วไป 54

55 2.หลักการสื่อสารแบบ 7CS  ความน่าเชื่อถือ (Credibility)  ความละเอียด (Context)  เนื้อหา (Content)  ความชัดเจน (Clarity)  กล่าวซ้ำ (Consistency)  ช่องทาง (Channel)  ความสามารถ (Capability) 55

56 ผู้ส่งสาร ผู้รับสาร สื่อ 56

57 การวางแผนที่ดี วิธีการ และเทคนิค การติดตามผล และ ประเมินผล 57

58 1 ตัวผู้ส่งสาร หรือผู้ให้บริการ 2 ตัวผู้รับสาร หรือผู้มาติดต่อ 3 ข่าวสาร หรืองาน 58

59 คำนึงถึงกาล เทศะ สถานที่ และบุคคล ในการโต้ตอบ ควรฟัง มากกว่าพูด มีการเน้นย้ำเนื้อหาตาม ความจำเป็นอยู่เสมอ ต้องหมั่นตรวจสอบความ เข้าใจของผู้รับสาร มีความเป็นกันเอง ให้ความสนใจ 59

60  เทคนิคการพูดเพื่อการบริการ 1. รอจังหวะที่เหมาะสมที่จะเริ่มต้นพูดเพื่อความ เข้าใจอันดีซึ่งกันและกัน 2. สังเกตอารมณ์และความต้องการของผู้ฟัง 3. ยิ้มทุกครั้งก่อนที่จะพูดจาโต้ตอบ 4. หากเป็นการโต้ตอบที่ขัดกับความเห็นของเรา ควร กล่าวคำขอโทษก่อนที่จะเริ่มพูดประโยคแรก 5. ควบคุมอารมณ์ทุกครั้งในการตอบโต้ 6. ฝึกใช้คำพูดต่อไปนี้ให้เกิดความเคยชิน เช่น สวัสดีครับ / ค่ะ ขอบคุณครับ / ค่ะ ขอโทษครับ / ค่ะ 60

61  หลักในการสนทนา 1. พูดจาด้วยความอ่อนหวาน หลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำ หยาบคาย 2. พูดจาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แจ่มใส และท่าทาง กระตือรือร้น 3. หลีกเลี่ยงคำตอบที่คลุมเครือ ต้องอธิบายให้ชัดเจน ด้วยความเชื่อมั่น 4. ไม่โต้เถียง หรือทะเราะกับลูกค้าเด็ดขาด 5. หัดเป็นผู้ฟังที่ดี และพยายามเข้าใจความรู้สึกของ ลูกค้า 61

62  การใช้เสียง 1. เสียง ต้องไม่แหบพร่า แหลม หรือดังเกินไป 2. ออกเสียง ชัดเจน นุ่มนวล  การใช้คำ 1. ใช้คำที่เข้าใจง่าย ชัดเจน ถูกต้อง เหมาะสม 2. อย่าใช้ประโยคยาวเกินความจำเป็น 3. อย่าทำให้ผู้อื่นเสียเวลา 4. พยายามพูดถึงใจความที่สำคัญ 62

63  การแสดงอารมณ์ 1. ใช้เสียงสูง ต่ำ เมื่อแสดงอารมณ์ ความรู้สึก 2. กระตือรือร้นในการทำงาน 3. อย่าใช้มือในการพูด หรืออธิบาย 4. อย่าแสดงสีหน้าหรือสายตาที่แสดง ความโกรธ 63

64  การฟัง 1. ฟังเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง 2. ฟังเพื่อให้เข้าใจปัญหาหรือข้อเสนอแนะ 3. ฟังเพื่อให้เข้าถึงความรู้สึก 4. ฟังเพื่อหาความผิดพลาด 5. ฟังเพื่อกรอง ตัดเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง 6. ฟังเพื่อกระตุ้นความคิดให้เกิดแนวคิดใหม่ 7. ฟังเพื่อแสดงความสุภาพ 64

65 การวิเคราะห์ การ ติดต่อสื่อสารระหว่าง บุคคล ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อมี บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป มาพบกัน หมายถึง การวิเคราะห์ การ ติดต่อสื่อสารระหว่าง บุคคล ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อมี บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป มาพบกัน  Dr. Eric Berne จิตแพทย์ชาวอเมริกันเป็นผู้ริเริ่มและ พัฒนาแนวคิดในเรื่อง TA จิตแพทย์ชาวอเมริกันเป็นผู้ริเริ่มและ พัฒนาแนวคิดในเรื่อง TA จะช่วยให้ผู้ที่ศึกษาได้รู้จักบุคลิกภาพ ของตนเอง เข้าใจพฤติกรรมของ ตนเองในการติดต่อสื่อสารกับบุคคล อื่น เข้าใจความรู้สึกนึกคิดและ พฤติกรรมของบุคคลอื่น ตลอดจนยัง ได้ให้แง่คิดง่าย ๆ ในการเสริมสร้าง และปรับปรุงการติดต่อ ซึ่งจะทำให้ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเป็นไป อย่างสร้างสรรค์และเจริญงอกงาม 65

66 1. สภาวะส่วนตัว (Ego-State) 2. สโตร์ก (Stroke) 3. จุดยืนแห่งชีวิต (Life Positon) 4. เกมส์ (Games) แนวคิดสำคัญในเรื่อง TA 66

67 1.1 บุคลิกภาพแบบพ่อแม่ (Parent Ego-State) มี 2 ลักษณะ คือ - แบบตำหนิ ดุด่า ว่ากล่าว สั่งสอน ตักเตือน บังคับ ข่มขู่ ฯลฯ เรียกว่า Critical Parent 1.1 บุคลิกภาพแบบพ่อแม่ (Parent Ego-State) มี 2 ลักษณะ คือ - แบบตำหนิ ดุด่า ว่ากล่าว สั่งสอน ตักเตือน บังคับ ข่มขู่ ฯลฯ เรียกว่า Critical Parent - แบบระคับประคอง ช่วยเหลือ ปลอบโยน ห่วงใย ให้ กำลังใจ ฯลฯ เรียกว่า Nurturing Parent สรุป ถ้าบุคคลใดประพฤติคล้ายกับคนที่ทำตัวเป็น บิดามารดาหรือผู้ปกครองคนอื่น เราก็เรียกว่าบุคคลนั้น มี Parent Ego-State ซึ่งบางครั้งอาจจะเป็น Critical Parent หรือบางครั้งอาจจะเป็น Nurturing Parent สรุป ถ้าบุคคลใดประพฤติคล้ายกับคนที่ทำตัวเป็น บิดามารดาหรือผู้ปกครองคนอื่น เราก็เรียกว่าบุคคลนั้น มี Parent Ego-State ซึ่งบางครั้งอาจจะเป็น Critical Parent หรือบางครั้งอาจจะเป็น Nurturing Parent 1.สภาวะส่วนตัว (Ego-State) 67

68 แสดงออกใน 2 ลักษณะ - ในลักษณะที่เป็นธรรมชาติ คือ สนุกสนานเป็นตัวของ ตัวเอง ร่าเริง กระตือรือร้น มีความคิดเพ้อฟันสร้าง วิมานในอากาศอยากรู้อยากเห็น ช่างเล่น ฯลฯ เรียกว่า Natural Child - ในลักษณะที่ได้รับการปรับมาแล้ว คือ ไม่เป็นตัว ของตัวเอง ต้องพึ่งพาอาศัยคนอื่น ไม่กล้าตัดสินใจทำ อะไรโดยตนเองต้องคอยหาคนอื่นแนะนำช่วยเหลือ สนับสนุน ฯลฯ เรียกว่า Adapted Child 1.2 บุคลิกภาพแบบเด็ก (Child Ego-State) 68

69 เป็นบุคลิกภาพของผู้ที่ประพฤติปฏิบัติสิ่ง ใดอย่างมีเหตุผลอย่างมีจุดมุ่งหมาย มีการ คิดใคร่ครวญตามข้อเท็จจริง ไม่ใช้อารมณ์ ก่อนที่จะตัดสินใจหรือทำอะไร จะรวบรวม ข้อมูลมาศึกษาวิเคราะห์ และประเมินผล อย่างรอบคอบเสียก่อน 1.3 บุคลิกภาพแบบผู้ใหญ่ (Adult Ego-State) 69

70 2. การวิเคราะห์การ ติดต่อสื่อสาร P A C Ego State สภาวะบุคลิกภาพแบบพ่อแม่ Ego State สภาวะบุคลิกภาพแบบผู้ใหญ่ Ego State สภาวะบุคลิกภาพแบบเด็ก 70

71 P A C P A C เก่ง ก้อย Ex เก่ง เวลากี่โมงแล้วครับ ก้อย ตอนนี้สิบโมงคะ 71

72 P A C P A C เก่งก้อย Ex เก่ง: รายงานเสร็จแล้ว หรือยังขอลอกหน่อยสิ ก้อย: ทำเองดีกว่านะ จะได้เข้าใจ 72

73 P A C P A C เด็กเจ้าหน้าที่ Ex เด็ก: พี่ครับ ผมมีเรื่อง อยากบอกพี่ แต่ไม่รู้จะเล่า ยังไง เจ้าหน้าที่: ก็…. ลองเลือก สักเรื่องที่อยากบอกพี่ (ยัง ไม่ต้องบอกทั้งหมดก็ได้ ) 73

74 การฟื้นฟูเด็กและเยาวชนกระทำผิด : การศึกษาในมุมมองการสื่อสารเชิงวัจนภาษา 74

75 ปัญหาและอุปสรรค  ความบกพร่องของอวัยวะ  ขาดทักษะ  ใช้ภาษาหรือคำยากเกินไป  มีอคติ  ไม่เข้าใจดีพอ  ต้องการบิดเบือน  ไม่ค่อยอธิบายบทบาท  ขาดความศรัทธา  พูดผิด  อารมณ์ไม่ดี  ความแตกต่าง  ผู้ฟังแปลความเอาเอง  เลือกฟังที่พอใจ  ข่าวบิดเบือน  ข้อมูลคลุมเครือ  เสียงรบกวน  อื่นๆ 75

76 76 การสื่อสาร Work With ก่อนระหว่าง ใกล้จบ - การสัมภาษณ์ (Interview) - การเงียบ - การสรุปความ - การฟัง (Listening) - การสะท้อน ความรู้สึก - การตีความ - การสังเกต (Observation) - การทวนซ้ำ (Paraphrasing) - การประเมิน - การถาม (Questioning) - การให้ กำลังใจ (Supporting) - การวางแผน - การทำข้อตกลงเพื่อการสนทนา - การแกะรอย (Tracking) - การประเมินผล - การบันทึก (Recording) - การล้วง ข้อมูลเชิงลึก / ความในใจ (Probing) (Reflection)

77  ผู้ให้บริการสามารถตรวจสอบการฟังของตนเองจาก 20 ข้อ ดังนี้ 1. การเปิดใจ ความรู้สึกร่วมและการตระหนักในตนเอง 2. การรักษาระดับการใช้สายตาที่ดี 3. การแสดงท่าทางที่ใส่ใจ 4. การให้ความสนใจต่อการสื่อสารที่ไม่เป็นลาย ลักษณ์อักษรและการให้ความหมาย 5. การใช้ความเงียบขณะสื่อสาร 6. การใช้ระยะห่าง 7. การให้คำเตือนให้ผู้อื่นพูดหรือแสดง 77

78 8. การตระหนักต่อการแสดงท่าทางและพฤติกรรมที่ทำ ให้ผู้ฟังเกิดความว้าวุ่นใจ 9. การหลีกเลี่ยงการทำให้เกิดความคลุมเครือ ไม่ชัดเจน 10. คำนึงถึงความสำคัญของผู้ใช้บริการโดยการค้นหา ถ้อยคำระหว่างสื่อสารกัน 11. จดจำความสำคัญของสภาพแวดล้อมทางกายภาพ 12. ลดการขัดจังหวะและแทรกแซงน้อยที่สุด 13. มีความไวต่ออารมณ์ 14. รับฟังเนื้อหาทางอารมณ์ของการสัมภาษณ์และปรับ คำถามให้เหมาะสม 78

79 15. ตรวจสอบและแสวงหาการตอบกลับ 16. คำนึงถึงความสำคัญของช่วงเวลา 17. จดจำความสำคัญของน้ำเสียง 18. หลีกเลี่ยงอันตรายของการกำหนดแนวคิดไว้ล่วงหน้า 19. จดจำที่จะอ้างทฤษฎีที่จะใช้อธิบายได้อย่างเหมาะสม 20. วางตัวให้เป็นธรรมชาติ 79

80  ติดต่อขอทราบผลการตัดสินของศาล  มาตรการพิเศษของศาล  ระยะเวลาของมาตรการพิเศษของศาลแทนการ ดำเนินคดีอาญา  สอบถามเกี่ยวกับการติดต่อญาติ  สอบถามเกี่ยวกับการปล่อย  สอบถามเกี่ยวกับการฝึกอบรม/คุมประพฤติ  สอบถามเกี่ยวกับการดำเนินคดี 80

81  ตัวอย่างการใช้เวลาในการโทรศัพท์อย่างมีประสิทธิภาพใน การติดต่อกับบุคคลประเภทต่างๆ  แพทย์เช้า น.  นักธุรกิจเช้า น.บ่าย น.  ผู้บริหารเช้า น.บ่าย น.  บุคคลทั่วไปเช้า น.บ่าย น.  แม่บ้านเช้า น.บ่าย น.  นอกจากนั้นระหว่างวันแรกของสัปดาห์ (จันทร์) และวันสุดท้าย ของสัปดาห์ (ศุกร์หรือเสาร์) เป็นวันที่สะดวกที่จะติดต่อทาง โทรศัพท์ 81

82  เมื่อมีผู้โทรเข้ามาขอพูดกับคนๆ หนึ่งใน หน่วยงาน ควรถามให้ชัดเจนว่าใครโทรมาหา ใคร  หลังจากนั้นต้องตามผู้นั้นมาพูดเลย แต่ถ้าผู้ นั้นติดประชุม ให้เขียนข้อความเข้าไปบอกว่ามี โทรศัพท์มาจากผู้ใด และแจ้งให้ผู้ที่โทรมา ทราบว่าเขาจะออกมาพูดหรือไม่อย่างไร 82

83 ถึง วันที่ เวลา ขณะที่ท่านไม่อยู่ คุณ จาก โทรศัพท์มาให้โทรกลับหมายเลข โทรมาจะขอพบจะโทรมาใหม่ ต้องการพบติดต่อด่วน ข้อความที่ฝากไว้ ผู้รับข้อความ หากถูกขอร้องให้จดบันทึก ควรเขียนข้อความลงในแบบพิมพ์นี้ 83

84  เมื่อบุคคลที่ผู้โทรมาประสงค์จะพูดด้วยนั้น ไม่อยู่ ควรบอกให้ ผู้โทรมาอย่างสุภาพว่าบุคคลนั้นไม่อยู่ในสำนักงาน โดยไม่ ต้องคาดคะเนว่าผู้นั้นไปที่ไหน และจดเบอร์โทรศัพท์ไว้ เพื่อให้ผู้นั้นโทรกลับ หรือถามว่ามีใครที่จะสามารถสนทนาใน ธุระนี้แทนบุคคลผู้นั้นได้หรือไม่  เมื่อไม่ทราบว่าบุคคลที่ผู้โทรศัพท์มาประสงค์จะพูดด้วยไม่ อยู่ที่โต๊ะทำงาน และไม่ทราบว่าอยู่ที่ใด ท่านควรจะบอกผู้ที่ โทรมาว่าบุคคลนั้นไม่อยู่ และประมาณเวลาในการตามตัว แจ้งให้ทราบว่ารอได้หรือไม่ ถ้าไม่รอให้ถามเบอร์โทรศัพท์ ของผู้โทรมาไว้แล้วนำส่งต่อไป 84

85  หากผู้ติดต่อยืนยันจะรอ และขอให้ตามตัว ควรจะพิจารณาความเหมาะสมและหรือรีบ ดำเนินการให้มีการตามหากเหมาะสมหรือ ส่งเสียงตามสายภายในเรียกทันที ระหว่าง รอตามตัวให้ผู้พูดบอกผู้ติดต่อทุกระยะ 1 นาที 85

86 86 ขั้นตอนและความสัมพันธ์ของการใช้ทักษะในการ สื่อสารในการสัมภาษณ์เชิงลึก

87 2. ทักษะการสื่อสาร (Communication) อะไร คือสิ่งที่พูดและได้ยิน  การทบทวนประโยค (paraphrasing)  การให้ข้อมูล (feedback)  การใช้ความเงียบ (summarizing) 87

88 3. ทักษะการแปลความหมาย (translating skill) การชี้ประเด็น  การตีความ (interpretation)  การให้ข้อมูล (information)  การใช้ความเงียบ (silence)  การเผชิญหน้า (confronting) 88

89  สุรางค์รัตน์ วศินารมณ์ (2542, น.44) และทวีศักดิ์ นพเกสร (2548, น.125) กล่าวถึงการสอบซักหรือการล้วงข้อมูลเชิงลึก/ความในใจ ของผู้ใช้บริการอาจจะหลีกเลี่ยงที่จะเปิดเผยข้อมูลบางส่วนของ ตนเองที่อาจจะทำให้ตนเองสูญเสียคุณค่า ภาพลักษณ์ ชื่อเสียงของ วงศ์ตระกูล ผู้ใช้บริการพยายามจะหลบเลี่ยงที่จะตอบเรื่องราว โดยตรง การสอบซักจึงเป็นการป้อนคำถามต่างๆ หลายคำถาม ติดต่อกัน ตัวอย่างเช่น “คุณมีสิทธิที่จะฟ้องร้องเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการล่อลวง คุณมาตามกฎหมาย” ในทางปฏิบัติพบว่า กลุ่มผู้เสียหายมักไม่เอาเรื่องกับผู้ค้าที่เกี่ยวข้อง 89

90 90 การตั้งคำถามขณะสังเกตว่า ใคร ทำอะไร เมื่อใด ที่ไหน อย่างไร ทำไม 1)องค์ประกอบสิ่งแวดล้อม (Social environment) - เชิงกายภาพ คุณลักษณะของคน สภาพบ้าน สภาพ ชุมชน การแต่งกาย การพูดจา (WHERE) (WHEN) 2) การกระทำของแต่ละบุคคล (Action) (WHAT) ปฏิสัมพันธ์/ สัมพันธภาพต่อกัน (WHEN) 3) กิจกรรม (activity) (WHAT, HOW, WHEN) สถานการณ์/ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น, แบบแผนพฤติกรรม 4) การมีส่วนร่วม (participation) (WHO) ใครเกี่ยวข้อง/ มีส่วนร่วมอย่างไร (HOW) 5) ความสัมพันธ์ (relationship) สัมพันธภาพ, บทบาท (HOW) 6) ความหมาย (meaning) (HOW) การมองตนเองอย่างไร (WHY)

91 เมื่อเจอเหตุการณ์ดังต่อไปนี้คุณจะพูดปฏิเสธ อย่างไร 1.เมื่อเพื่อนชวนให้กลับมาค้ายาเสพติดอีก และมีค่าตอบแทนสูงกว่าที่เคยได้ แต่คุณ ไม่อยากทำ คุณจะพูดว่าอย่างไร 91

92 เมื่อเจอเหตุการณ์ดังต่อไปนี้คุณจะพูด ปฏิเสธอย่างไร 2. หัวหน้ามอบหมายให้ทำ แต่คุณมีงาน ด่วนที่ต้องเร่งทำ 2. หัวหน้ามอบหมายให้ทำ แต่คุณมีงาน ด่วนที่ต้องเร่งทำ 92

93 เมื่อเจอเหตุการณ์ดังต่อไปนี้คุณจะพูดอย่างไร 3. เด็กทะเลาะกันรุนแรง คุณต้องการรายงาน ให้หัวหน้าหน่วยทราบ แต่เด็กขอร้องให้ อย่ารายงาน เด็กกลัวถูกลงโทษหนัก 93

94 เมื่อเจอเหตุการณ์ดังต่อไปนี้คุณจะพูดอย่างไร 4. เพื่อนสนิทมาขอยืมเงิน 94

95 5 Ws 2 Hสาระสำคัญของทักษะการสื่อสาร What C - connect การติดต่อ O - Objective มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยน เรียนรู้ พัฒนา Who M - Man คนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป M - Message สาร/ข้อมูล Where U - Universal สากล (แบบลายลักษณ์อักษร) (verbal/ non-verbal) N - Network เครือข่าย I - infinity ไม่สิ้นสุด Why C - Clear ชัดเจน A - Accurate ถูกต้อง How T - Two way communication + Tools (สื่อสาร 2 ทาง+เครื่องมือ) +Cost ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงจากการสื่อสาร When I - In time ทันเวลา O - On time ตรงเวลา N - Nowadays ปัจจุบัน 95

96 ขอขอบคุณ 96


ดาวน์โหลด ppt การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่ออบรมทักษะ ในการปฏิบัติงานด้านการจำแนก 1.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google