งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

(1) ระบบคอมพิวเตอร์และการประมวลผล c องค์ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์ c ฮาร์ดแวร์ (Hardware) c ซอฟต์แวร์ (Software) c บุคลากรคอมพิวเตอร์ (Peopleware) c การประมวลผลข้อมูล.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "(1) ระบบคอมพิวเตอร์และการประมวลผล c องค์ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์ c ฮาร์ดแวร์ (Hardware) c ซอฟต์แวร์ (Software) c บุคลากรคอมพิวเตอร์ (Peopleware) c การประมวลผลข้อมูล."— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 (1) ระบบคอมพิวเตอร์และการประมวลผล c องค์ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์ c ฮาร์ดแวร์ (Hardware) c ซอฟต์แวร์ (Software) c บุคลากรคอมพิวเตอร์ (Peopleware) c การประมวลผลข้อมูล (Data processing) c ข้อมูล (Data) และ ข้อสนเทศ (Information) c การจัดองค์กรของข้อมูล (Data organization) c วัฏจักรการประมวลผลข้อมูล c ประเภทของการประมวลผล c การแทนข้อมูลในหน่วยความจำ c ระบบเลขฐานและการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง c การแทนอักขระ c การแทนจำนวนเลข

2 (2) ระบบเลขฐานและการดำเนินการที่ เกี่ยวข้อง ระบบเลขฐานและการดำเนินการที่ เกี่ยวข้อง { ระบบเลขฐานต่างๆ (เน้น ฐาน 2 ฐาน 8 และ ฐาน 16) –การแปลงเลขฐาน –ความสัมพันธ์ของเลขฐาน 2 ฐาน 8 และ ฐาน 16

3 (3) ระบบเลขฐาน (ฐาน 2,8,10,16) { Place Value ระบบเลขที่แต่ละหลักมีค่าประจำหลัก { ค่าประจำหลัก คือ ค่าของเลขฐานนั้นๆ ยกกำลังตาม ตำแหน่งหลัก หลักขวาสุดมีค่ากำลังเริ่มจาก ศูนย์ { Least significant digit : คือเลขในหลักขวาสุดและมี ค่าประจำหลักน้อยที่สุด { Most significant digit คือเลขในหลักสุดท้ายซึ่งอยู่ ซ้ายสุดและมีค่าประจำหลักสูงสุด { การเขียนเลขฐานต้องมีค่าฐานกำกับ ยกเว้นฐาน 10

4 (4) ตัวเลขในฐานต่างๆ { ฐาน 2 มีเลข 0,1 เช่น มีค่าเป็น 1x x x2 0 { ฐาน 8 มีเลข 0,1,2,3,4,5,6,7 เช่น มีค่าเป็น 1x x x8 0 { ฐาน 10 มีเลข 0,1,2,3,4,5,6,7,8,9 เช่น 101 มีค่าเป็น 1x x x10 0 { ฐาน 16 มีเลข 0,1,2,3,4,5,6,7,8,9,A,B,C,D,E,F เช่น มีค่าเป็น 1x x x16 0 AF 16 มีค่าเป็น 10x x16 0

5 (5) การแปลงเลขฐาน { การแปลงเลขฐานใดๆ เป็น ฐาน 10 { การแปลงเลขฐาน 10 เป็น ฐานใดๆ { การแปลงเลขฐาน 2 เป็น ฐาน 8 ฐาน 16 { การแปลงเลขฐาน 8 ฐาน 16 เป็น ฐาน 2

6 (6) การแปลงเลขฐานใดๆเป็นฐาน 10 { อาศัยค่าประจำหลัก คูณตัวเลขแต่ละหลัก นำ ผลคูณที่ได้มารวมกัน ต.ย = ( ) 10 ค่าประจำหลัก คือ (1x8)+(1x4)+(0x2)+(1x1) = 13

7 (7) การแปลงเลขฐาน 10 เป็นฐานใดๆ { กรณี เลขจำนวนเต็ม { ใช้หลัก MODULO คือ –เลขฐาน 10 เป็นตัวตั้ง หารด้วยเลขฐานที่ ต้องการแปลง –เก็บเศษจากการหาร –นำผลหารเป็นตัวตั้งของการหารเลขต่อไปจน กระทั้งผลลัพธ์ของการหารเป็น 0 –นำเศษของการหารมาวางต่อกัน เศษตัว สุดท้ายเป็น Most significant digit

8 (8) ตัวอย่างการแปลงเลขฐาน 10 เป็นฐานใดๆ { เลขจำนวนเต็ม = ( ) 2 ตอบ = ( ) ตอบ 31 4

9 (9) การแปลงเลขฐาน 10 เป็นฐานใดๆ { กรณี เลขจำนวนจริง: การแปลงแบ่งเป็น 2 ส่วน { ส่วนหน้าจุดทศนิยมใช้วิธี MODULO { ส่วนเลขหลังจุดทศนิยม –คูณเลขหลังจุดด้วยฐานที่ต้องการเปลี่ยน บันทึกเฉพาะเลขหน้าจุด –ส่วนเลขหลังจุดนำมาคูณต่อ จนครบจำนวน ตำแหน่งหลังจุดที่ต้องการ

10 (10) ตัวอย่างการแปลงเลขฐาน 10 เป็นฐานใดๆ { เลขจำนวนจริง = ( ) 2.4 x 2 = x 2 = x 2 = x 2 =

11 (11) ความสัมพันธ์ระหว่างเลขฐาน 2 ฐาน 8 และฐาน 16

12 (12) การแปลงเลขฐาน 2 เป็น ฐาน 8 ฐาน 16 { หลักการใช้การจัดกลุ่มบิต –เลขฐาน 2 เป็น ฐาน 8 จัดกลุ่มละ 3 บิต –เลขฐาน 2 เป็น ฐาน 16 จัดกลุ่มละ 4 บิต { โดยเริ่มจากบิตที่อยู่ใกล้จุดทศนิยม หากกลุ่ม สุดท้ายไม่ครบจำนวนบิตที่ต้องมีในแต่ละกลุ่ม ให้เติม 0

13 (13) ตัวอย่างการแปลงเลขฐาน 2 เป็นฐาน 8 { จำนวนเต็ม = ( 37 ) (0*4)+(1*2)+(1*1) (1*4)+(1*2)+(1*1)

14 (14) ตัวอย่างการแปลงเลขฐาน 2 เป็นฐาน 16 { เลขจำนวนจริง = (1.C ) (1*8)+(1*4)+(0*2)+(0*1)(0*8)+(0*4)+(0*2)+(1*1) 112 C

15 (15) การแปลงเลขฐาน 8 ฐาน 16 เป็น ฐาน 2 { ใช้หลักการกระจายเลขแต่ละหลักออกเป็น บิต { เลขฐาน 8 หนึ่งหลัก กระจายเป็นเลขฐาน 2 ได้ 3 บิต { เลขฐาน 16 หนึ่งหลัก กระจายเป็นเลขฐาน 2 ได้ 4 บิต

16 (16) ตัวอย่างการแปลงเลขฐาน 8 ฐาน 16 เป็น ฐาน 2 { กรณี เลขจำนวนเต็ม 73 8 =( ) A3 16 = ( )

17 (17) ตัวอย่างการแปลงเลขฐาน 8 ฐาน 16 เป็น ฐาน 2 { กรณี เลขจำนวนจริง =( ) A3.B 16 = ( )

18 (18) การคำนวณเลขฐาน { การบวกเลขฐาน { การลบเลขฐาน { การลบเลขฐาน แบบ Complement

19 (19) การบวกเลขฐาน { การบวก เลขฐานสอง = = = = 0 ทดไปยังหลักถัดไป คำนวณไม่ได้เพราะไม่มีเลข 5 ในฐาน F31C C 16

20 (20) การลบเลขฐาน { การลบเลข

21 (21) การหาคอมพลีเมนต์ (Complement) { คอมพลีเมนต์ของเลขจำนวนหนึ่ง หมายถึง จำนวน เลขที่คู่กับเลขนั้น เมื่อนำเลขทั้งสองจำนวน รวมกัน จะได้เป็นจำนวนเต็มพอดี { คอมพลีเมนต์ของเลขฐานใดๆ (ให้ R แทนฐาน) มี 2 ประเภท คือ คอมพลีเมนต์ที่ R และ คอมพลีเมนต์ที่ R-1 ฐาน R-1’s Comp R’s Comp 2 1’s Comp 2’s Comp 8 7’s Comp 8’s Comp 10 9’s Comp 10’s Comp

22 (22) การหาค่าคอมพลีเมนต์ { การหาคอมพลีเมนท์ ที่ R-1 ของเลขใดๆ –นำค่าสูงสุดของเลขนั้นๆลบด้วยเลขนั้น –ผลที่ได้คือ คอมพลีเมนท์ของเลขจำนวนนั้น – เลข มีค่าสูงสุด คือ 99 9 ’ Comp : = 70 –เลข มีค่าสูงสุดคือ ’ Comp : =

23 (23) การหาค่าคอมพลีเมนท์ { การหาคอมพลีเมนท์ ที่ R ของเลขใดๆ –คอมพลีเมนต์ R = คอมพลีเมนต์ R –นำค่าสูงสุดของเลขนั้นบวกด้วยเลขที่ทำให้เกิดการ เพิ่มหลักของค่าสูงสุด แล้วจึงลบด้วย เลขจำนวน นั้นอีกที่หนึ่ง –เลข มี คอมพลีเมนท์ เป็น 10 ‘ Comp : (99 + 1) - 29 = 71 –เลข มีคอมพลีเมนทเป็น 2 ‘Comp:( ) =

24 (24) ข้อสังเกตุเกี่ยวกับคอมพลีเมนต์์ { การหา R-1 Complement คือ การนำเลขจำนวนนั้น ลบออกจากเลขสูงสุด { 1’ Complement ในเลขฐาน 2 คือ การเปลี่ยนค่า ของแต่ละบิทให้ตรงกันข้าม { ค่า R-1 Complement มีค่าน้อยกว่า R Complement อยู่ 1 เสมอ ณ หลักขวามือสุด – 2’Comp = 1’ Comp + 1 ที่หลักขวามือสุด

25 (25) การลบเลขแบบคอมพลีเมนต์์ { นำเลขตัวลบไปหาค่าคอมพลีเมนต์ { นำคอมพลีเมนต์ที่หาได้ บวก กับเลขตัวตั้ง { ผลลัพธ์ที่ได้ถ้ามีเลขเกินหลัก –กรณี R’s Complement ให้ตัดทิ้ง –กรณี R-1’s Complement ให้นำเลขที่เกิน หลัก บวกกับผลลัพธ์ { ผลที่ได้คือคำตอบ

26 (26) ตัวอย่างการลบเลขแบบคอมพลีเมนต์ { R-1’s Complement = ? 1) = 301 2) = ? =

27 (27) ตัวอย่างการลบเลขแบบคอมพลีเมนต์ { คอมพลีเมนท์ ที่ R = ? 1) = 302 2) = ? =

28 (28) ตัวอย่างการลบเลขแบบคอมพลีเมนต์ { กรณีที่ตัวตั้งมีค่าน้อยกว่าตัวลบ ผลลัพธ์ที่ได้ เป็นค่าติดลบ มีวิธีลบดังนี้ –นำตัวตั้งบวกด้วยคอมพลีเมนต์ของตัวลบ –หากผลบวกมีจำนวนหลักเท่าเดิมแสดงว่าผลการ บวกจะยังไม่เป็นผลลัพธ์ของการลบที่ต้องการ –นำผลบวกที่ได้ ไปหาค่าคอมพลีเมนต์ แล้วเติม เครื่องหมาย ลบ จะได้เป็นผลลัพธ์ของการลบ = ? =

29 (29) การแทนข้อมูลในหน่วยความจำ Data Representation { การแทนข้อมูลที่เป็นอักขระ (Representation of Characters) { การแทนข้อมูลที่เป็นจำนวนเลข (Numeric Data Representation) –เลขจำนวนเต็ม (Integer Representation) –เลขที่มีจุดทศนิยม (Floating Point Representation)

30 (30) การแทนข้อมูลที่เป็นอักขระ { รหัส BCD : Binary Coded Decimal Code { รหัส EBCDIC: Extended Binary Coded Decimal Interchange Code { รหัส ASCII : American Standard Code for Information Interchange

31 (31) รหัส BCD { ใช้ 6 บิตแทนอักขระ 1 ตัว { ระบบนี้แทนอักขระได้ 64 ตัว ( 2 6 รูปแบบ) C B A Digit bit Zone bit Check bit/ Parity bit

32 (32) รหัส BCD { การแทนรหัส BCD –อักขระแบบตัวเลข (0 - 9) Zone Bit จะเป็น 00 –อักขระแบบตัวอักษร หรือ สัญลักษณ์ พิเศษ Zone bit เป็นค่าอื่นๆ

33 (33) ตัวอย่างรหัส BCD

34 (34) รหัส EBCDIC { ใช้ 8 บิตแทนอักขระ 1 ตัว { ระบบนี้แทนอักขระได้ 256 ตัว ( 2 8 รูปแบบ) P Zone bits Digit bits Parity bit

35 (35) รหัส EBCDIC { การบันทึกข้อมูลในระบบ EBCDIC มี 2 แบบ –การบันทึกแบบ Zone Decimal –การบันทึกแบบ Packed Decimal { การบันทึกตัวเลขที่ไม่ระบุเครื่องหมาย Zone bits มีค่าเป็น 1111 หรือ F เช่น 9 แทนโดย { การบันทึกเลขที่มีเครื่องหมาย Zone bits มีค่าเป็น 1100 หรือ C สำหรับเลขที่มี เครื่องหมายบวก และ 1101 หรือ D สำหรับเลขที่มีเครื่องหมายลบ

36 (36) การแทนข้อมูลแบบ Packed Decimal { เป็นการเปลี่ยนลักษณะการเก็บรหัส EBCDIC ให้ใช้ในการคำนวณ { การเปลี่ยนนี้จำนวนหลักสามารถยืดหยุ่นได้ { ไม่ใช้กับตัวเลขที่เป็นจุดทศนิยม

37 (37) วิธีการ PACK { “-123” { สลับส่วน Zone bit และ Digit bit ของไบต์ขวา สุด { ตัด Zone bit ของไบต์ ที่เหลือ { ขยับข้อมูลซึ่งเป็น Digit Bit เข้าไปชิดขวา { มักทำอยู่ในเลขฐาน 16 เช่น (136D) 16 { วิธี Unpack ทำตรงกันข้าม กับการ Pack

38 (38) รหัส ASCII { มี 2 ชนิด คือ 7 บิต กับ 8 บิต กำหนดให้ ตัวเลขมีค่าน้อยกว่าตัวอักษร { เป็นรหัสที่นิยมในปัจจุบัน { ลักษณะคล้าย EBCDIC มี Zone bit เป็น 0101 และ 011 สำหรับตัวเลข มี 1010 และ 100 สำหรับตัวอักษร

39 (39) รหัส EBCDIC และ ASCII

40 (40) Parity bit หรือ Check bit { เป็นบิทที่ใช้ตรวจสอบการ แทนรหัส มี 2 ระบบ { Even Parity ระบบจำนวนคู่ ระบบนี้ต้องมีบิทที่เป็นเลข 1 ทั้งหมดมีจำนวนเป็นเลขคู่ { Odd Parity ระบบจำนวนคี่ ระบบนี้ต้องมีบิทที่เป็นเลข 1 ทั้งหมดมีจำนวนเป็นเลขคี่

41 (41) การแทนรหัสข้อมูลที่เป็นตัวเลข { การแทนข้อมูลชนิดจำนวนเลข แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ 1) การแทนเลขจำนวนเต็ม 2) การแทนเลขที่มีเศษส่วน (มีทศนิยม) { การแทนข้อมูลแบบนี้กำหนดเนื้อที่ในหน่วย ความจำมีขนาดตายตัว (Fixed length word) สำหรับแทนตัวเลข 1 จำนวน { Half-word ใช้เนื้อที่ 2 ไบต์ { Full-word ใช้เนื้อที่ 4 ไบต์ { Double-word ใช้เนื้อที่ 8 ไบต์

42 (42) การแทนเลขจำนวนเต็ม { Sign Magnitude / Pure binary code { 2 ’ s Complement { 1 ’ s Complement

43 (43) Sign Magnitude { ระบบนี้แบ่งโครงสร้างของเวิร์ดออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนของเครื่องหมาย (Sign) และ ส่วนของขนาดของจำนวนเลข ซึ่งเรียกว่า Magnitude { ในระบบที่กำหนดให้ 1 word = 32 bits กำหนดส่วนของการแทนดังนี้ –บิตที่ 31 (ซ้ายสุด) จะเป็น Sign bit สำหรับแสดง เครื่องหมายว่าจำนวนนั้นเป็นจำนวนบวกหรือลบถ้า บิตนี้มีค่าเป็น 1 แสดงว่าเป็นเลขจำนวนลบ และถ้า เป็น 0 แสดงว่าเป็นเลขจำนวนบวก –ส่วนบิต 0-30 จะแทนขนาดของเลขจำนวน (magnitude) ซึ่งขนาดของเลขจำนวนจะเป็น การเปลี่ยนเลขจำนวนนั้นจากฐานสิบเป็นฐานสอง โดยตรง

44 (44) Sign Magnitude MSB LSB บิตที่ Sign 1 แทน บวก 0 แทน ลบ Magnitude

45 (45) ตัวอย่างการแทนค่าแบบ Sign Magnitude { แสดงการแทน 50 = ( ) 2 และ - 50 { กำหนดให้ 1 Word = 4 Bytes = 32 bits MSBLSB บิตที่ Magnitude

46 (46) การแทนค่าแบบ 2’s complement { เป็นระบบที่นิยมใช้ { การแสดงจำนวนเลขในระบบนี้ –เลขบวก แทนด้วยเลขฐานสองที่แปลงได้ จากจำนวนเลขที่ต้องการแทน –เลขลบ แทนด้วยค่า 2’s Complement ของ เลขจำนวนนั้น

47 (47) ตัวอย่าง การแทนค่า 2’s Complement { เช่น 28 = MSBLSB

48 (48) Floating Point Representation การแทนแบบนี้จะเป็นการแทนในรูปแบบของการแทน เลขทางวิทยาศาสตร์ คือ คูณด้วย 10 ยกกำลัง (Exponential Form) โดยอยู่ในรูปแบบมาตรฐาน คือ –ตัวเลขหน้าจุด เป็น 0 –เลขในหลักแรกหลังจุดทศนิยม ต้องไม่ใช่ 0 ดังนั้นเลข 1 จำนวนจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ 1) fraction หรือ mantissa หมายถึง เลขที่อยู่หลังจุด (เป็น เศษ) 2) exponent หรือ characteristic หมายถึง เลขยกกำลัง ซึ่ง เป็นได้ทั้งกำลังบวกและกำลังลบ 3) sign หมายถึง เครื่องหมายของเลขจำนวน

49 (49) Floating Point Representation { R = +- M * B +- E { เนื้อที่ในหน่วยความจำ 1 เวิร์ด จึงถูกแบ่ง ออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้ บิตที่ S Sign แทนเครื่องหมาย บวก ลบ ของจำนวนเลข E Exponent ส่วนที่ยกกำลัง M Mantissa เลขที่อยู่หลังจุด SEM

50 (50) ขั้นตอนการแทนเลข Floating point { เปลี่ยนเลขเป็นฐาน 16 { Normalization เลขฐาน 16 (มีเลขหน้าจุด เป็น 0 เลขหลังจุดตัวแรกไม่ใช่ 0 และ ยก กำลัง) { เปลี่ยน Sign, Exponent, Mantissa เป็นเลข ฐาน 2 –Sign : 1 แทนค่าลบ 0 แทนค่าบวก –Mantissa : เปลี่ยนเป็นฐาน 2 เติมเลขจาก ขวา มา ซ้ายที่เหลือเติมศูนย์

51 (51) ขั้นตอนการแทนเลข Floating point { Exponent เป็นได้ทั้งค่าบวก หรือ ลบ { วิธีการแทนส่วนนี้สามารถใช้้วิธีเดียวกับการแทนเลข จำนวนเต็มก็ได้ { ในที่นี้เนื่องจากส่วนนี้ใช้ 7 บิตในการแทน จึงใช้วิธี Excess 64 –exponent 16 = true exponent 16 –แปลง exponent > exponent : :

52 (52) ตัวอย่าง ทำ Floating point { > 1C 16 { 1C 16 = (+ 0.1C x 10 2 ) 16 { Sign ----> 0 { Mantissa ----> { Exponent ----> = >


ดาวน์โหลด ppt (1) ระบบคอมพิวเตอร์และการประมวลผล c องค์ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์ c ฮาร์ดแวร์ (Hardware) c ซอฟต์แวร์ (Software) c บุคลากรคอมพิวเตอร์ (Peopleware) c การประมวลผลข้อมูล.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google