งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

1 ซึ่งจะช่วยให้ผู้ศึกษาค้นคว้า/ผู้นำคู่มือไปใช้ มองเห็นภาพความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และงาน โดยเขียนออกมาในรูป Flow chart ทำให้เกิดความ เข้าใจง่าย มีการสื่อความหมายที่ดี

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "1 ซึ่งจะช่วยให้ผู้ศึกษาค้นคว้า/ผู้นำคู่มือไปใช้ มองเห็นภาพความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และงาน โดยเขียนออกมาในรูป Flow chart ทำให้เกิดความ เข้าใจง่าย มีการสื่อความหมายที่ดี"— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 1 ซึ่งจะช่วยให้ผู้ศึกษาค้นคว้า/ผู้นำคู่มือไปใช้ มองเห็นภาพความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และงาน โดยเขียนออกมาในรูป Flow chart ทำให้เกิดความ เข้าใจง่าย มีการสื่อความหมายที่ดี โดยไม่ลงลึกใน รายละเอียด ในการเขียน Flow chart เริ่มต้นด้วยการนำ กิจกรรมต่างๆที่จะเกิดขึ้น มาใส่ลงในกรอบรูปทรง เรขาคณิต ตามประเภทของกิจกรรมนั้นๆ และนำมา เขียนต่อกันตามลำดับขั้นตอน แล้วเชื่อมด้วยลูกศร

2 2 การเขียนขั้นตอน การปฏิบัติงาน สามารถเขียนในรูปของ... ข้อความทั้งหมด (Wording) ตาราง (Table) แผนภูมิจำลอง (Model) ผังของการปฏิบัติงาน (Flow Chart)

3 3

4 4

5 5

6 6

7 7

8 8 การเขียน Flow Chart ผู้เขียนควรเข้าใจกระบวนการและการปฏิบัติงานจริง กำหนดกระบวนการที่ต้องการเขียน Flow Chart เขียนขั้นตอน กิจกรรม การตัดสินใจ จัดลำดับก่อนหลังของขั้นตอนดังกล่าว เขียน Flow Chart โดยใช้สัญลักษณ์ที่ถูกต้อง เหมาะสม

9 9 บทที่ 3 หลักเกณฑ์วิธีการปฏิบัติงาน (กฎ ระเบียบ คำสั่ง ประกาศ ข้อบังคับ มติ เกณฑ์มาตรฐาน ฯลฯ) กฎ ระเบียบ คำสั่ง ประกาศ ข้อบังคับ มติ หนังสือเวียนที่เกี่ยวข้อง เกณฑ์มาตรฐาน การเก็บรวบรวมข้อมูล วิธีการคำนวณ/วิธีการวิเคราะห์ ข้อมูล

10 10 กฎ ระเบียบ คำสั่ง ประกาศ ข้อบังคับ มติ เกณฑ์มาตรฐาน ฯลฯ ผู้เขียนคู่มือการปฏิบัติงาน ต้องเขียนอธิบายชี้แจงให้ผู้ ศึกษา/ผู้ใช้คู่มือฯ ทราบถึง กฎ ระเบียบ คำสั่ง ข้อบังคับ มติ และ เกณฑ์มาตรฐาน ตลอดจนวิธีการในการวิเคราะห์ ที่มีอยู่ในคู่มือการปฏิบัติงานนี้

11 11 บทที่ 4 เทคนิคการปฏิบัติงาน หรือ กรณีตัวอย่างศึกษา เทคนิควิธีฯ 1/ กรณีศึกษา เทคนิควิธีฯ 2/ กรณีศึกษา เทคนิควิธีฯ 3/ กรณีศึกษา เทคนิควิธีฯ 4/ กรณีศึกษา * การยกตัวอย่างให้ยกให้เห็น 2 ด้าน คือกรณีที่ “ถูก” หรือ”ทำได้” และ กรณีที่ “ผิด” หรือ “ทำไม่ได้”

12 12 ตัวอย่าง ในการเขียนในบทที่ 4 กรณีตัวอย่างศึกษา/ เทคนิควิธีการใช้คู่มือ

13 13 คู่มือการปฏิบัติงาน เรื่อง... คู่มือการขอกำหนดตำแหน่ง ชำนาญการ เชี่ยวชาญ เชี่ยวชาญพิเศษ ( คู่มือการปฏิบัติงานของตำแหน่งบุคคล ) การเขียนตัวอย่าง

14 14 จาก...มาตรฐานกำหนดตำแหน่งของ ก.พ.อ. สายงานบริหารทั่วไปในการพิจารณาแต่งตั้ง ขรก. ให้ดำรงตำแหน่งชำนาญการ ชำนาญการพิเศษ เชี่ยวชาญ และ เชี่ยวชาญพิเศษ ก.พ.อ.ได้กำหนดคุณสมบัติเฉาะสำหรับตำแหน่ง สำหรับตำแหน่งระดับปฏิบัติการ ให้มีคุณวุฒิอย่างหนึ่ง อย่างใด ดังต่อไปนี้ 1) ได้รับปริญญาตรี หรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบเท่าได้ ไม่ต่ำกว่านี้ 2) ได้รับปริญญาโท หรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบเท่าได้ ไม่ต่ำกว่านี้ 3) ได้รับปริญญาเอก หรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบเท่าได้ ไม่ต่ำกว่านี้

15 15 และได้กำหนดคุณสมบัติเฉาะสำหรับตำแหน่ง สำหรับตำแหน่ง ระดับชำนาญการ ดังนี้ 1) มีคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป ระดับปฏิบัติการ และ 2) เคยดำรงตำแหน่งประเภทเชี่ยวชาญเฉพาะระดับปฏิบัติการ มาแล้วไม่น้อยกว่า 6 ปี กำหนด 6 ปี ให้ลดลงเป็น 4 ปี สำหรับผู้ที่มีคุณสมบัติเฉพาะ สำหรับตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป ระดับปฏิบัติการ ข้อ 2 กำหนด 6 ปี ให้ลดลงเป็น 2 ปี สำหรับผู้ที่มีคุณสมบัติเฉพาะ สำหรับตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป ระดับปฏิบัติการ ข้อ 3 หรือตำแหน่งประเภทอื่นตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ ก.พ.อ. กำหนด และ 3) ปฏิบัติงานด้านการบริหารงานทั่วไป หรืองานอื่นที่เกี่ยวข้องซึ่ง เหมาะสมกับหน้าที่ความรับผิดชอบและลักษณะงานที่ปฏิบัติ มาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี

16 16 ตัวอย่างที่ 1 นาย ก. บรรจุครั้งแรกในตำแหน่งบุคลากร มาเป็นเวลา 2 ปี ต่อมาเปลี่ยนเป็นตำแหน่ง จ.บริหารฯ ระดับปฏิบัติการ ปฏิบัติงาน ต่อมาอีกเป็นเวลา 6 ปี นาย ก. มีคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งที่จะขอระดับชำนาญการ หรือไม่ ? วิธีคำนวณ จากคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งผู้ที่จะดำรงระดับชำนาญการต้องมี... 1.มีคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งสำหรับ จ.บริหารฯ และ 2.ดำรงตำแหน่งระดับปฏิบัติการมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 ปี และ 3.ปฏิบัติงานด้านการบริหารทั่วไปหรืองานอื่นที่เกี่ยวข้องซึ่ง เหมาะสมกับหน้าที่ความรับผิดชอบมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี สรุป...นาย ก.มีคุณสมบัติ(ครบ 3ข้อ) จึงมีสิทธิ์ขอชำนาญการได้

17 17 ตัวอย่างที่ 2 นาย ข. เป็นตำแหน่ง จ.บริหารฯ ระดับปฏิบัติการ และได้ปฏิบัติ งานมาในตำแหน่งนี้เป็นเวลา 6 ปี นาย ข. มีคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งที่จะขอระดับชำนาญการ หรือไม่ ? วิธีคำนวณ จากคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งผู้ที่จะดำรงระดับชำนาญการต้องมี... 1.มีคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งสำหรับ จ.บริหารฯ และ 2.ดำรงตำแหน่งระดับปฏิบัติการมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 ปี และ 3.ปฏิบัติงานด้านการบริหารทั่วไปหรืองานอื่นที่เกี่ยวข้องซึ่ง เหมาะสมกับหน้าที่ความรับผิดชอบมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี สรุป...นาย ข.ยังขาดคุณสมบัติข้อ 3.จึงยังไม่มีสิทธิ์ขอชำนาญการ

18 18 ตัวอย่างที่ 3 นาย ค. เป็นตำแหน่ง จ.บริหารฯและได้ปฏิบัติงานในระดับปฏิบัติ การมาเป็นเวลา 4 ปี ต่อมาได้ใช้วุฒิป.โทในการปรับวุฒิและปฏิบัติ งานต่อมาอีก 2 ปี ก่อนหน้านี้นาย ค.เคยเป็น น.วิชาการศึกษา มาแล้ว 1 ปี ก่อนที่จะมาเป็น จ.บริการ นาย ค. มีคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งที่จะขอระดับชำนาญการ หรือไม่ ? วิธีคำนวณ จากคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งผู้ที่จะดำรงระดับชำนาญการต้องมี... 1.มีคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งสำหรับ จ.บริหารฯ และ 2.ดำรงตำแหน่งระดับปฏิบัติการมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 ปี และ 3.ปฏิบัติงานด้านการบริหารทั่วไปหรืองานอื่นที่เกี่ยวข้องซึ่ง เหมาะสมกับหน้าที่ความรับผิดชอบมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี

19 19 จากคุณสมบัติข้อ 2 ต้องดำรงตำแหน่งระดับปฏิบัติการมาแล้วไม่ น้อยกว่า 6 ปี ให้ลดลงเป็น 4 ปี สำหรับผู้ที่มีวุฒิ ป.โท กรณี นาย ค. คำนวรระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 2 วุฒิทำได้ดังนี้ ป.ตรี + ป.โท + ป.เอก = = = มากกว่า 1

20 20 นาย ค. มีคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งผู้ที่จะดำรงระดับชำนาญ การในข้อที่ 1. คือการมีคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งสำหรับ จ.บริหารฯ และมีคุณสมบัติ ข้อที่ 2. คือดำรงตำแหน่งระดับปฏิบัติการมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 6 ปี หรือปริญญาโท 4 ปี และมีคุณสมบัติ ข้อที่ 3. ใน การปฏิบัติงานด้านการบริหารทั่วไปหรืองานอื่นที่เกี่ยวข้องซึ่งเหมาะ สมกับหน้าที่ความรับผิดชอบมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี(เป็นน.วิชาการ ศึกษามาก่อนหน้านี้แล้ว 1 ปี) นาย ค. มีคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งผู้ที่จะดำรงระดับชำนาญ การครบทั้ง 3 ข้อ จึงมีสิทธิ์ขอชำนาญการได้

21 21 ตัวอย่างที่ 4 นาย ง. เป็นตำแหน่ง จ.บริหารฯและได้ปฏิบัติงานในระดับปฏิบัติ การมาเป็นเวลา 3 ปี ต่อมาได้ใช้วุฒิป.โทในการปรับวุฒิและปฏิบัติ งานต่อมาอีก 1 ปี 8 เดือน ก่อนหน้านี้นาย ง.เคยเป็น น.การเงินฯ มาแล้ว 1 ปี ก่อนที่จะมาเป็น จ.บริการ นาย ง. มีคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งที่จะขอระดับชำนาญการ หรือไม่ ? วิธีคำนวณ จากคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งผู้ที่จะดำรงระดับชำนาญการต้องมี... 1.มีคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งสำหรับ จ.บริหารฯ และ 2.ดำรงตำแหน่งระดับปฏิบัติการมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 ปี และ 3.ปฏิบัติงานด้านการบริหารทั่วไปหรืองานอื่นที่เกี่ยวข้องซึ่ง เหมาะสมกับหน้าที่ความรับผิดชอบมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี

22 22 จากคุณสมบัติข้อ 2 ต้องดำรงตำแหน่งระดับปฏิบัติการมาแล้วไม่ น้อยกว่า 6 ปี ให้ลดลงเป็น 4 ปี สำหรับผู้ที่มีวุฒิ ป.โท กรณี นาย ง. คำนวรระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 2 วุฒิทำได้ดังนี้ ป.ตรี + ป.โท + ป.เอก = (20) + 0 = = น้อยกว่า 1

23 23 นาย ง. มีคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งผู้ที่จะดำรงระดับชำนาญ การไม่ครบ กล่าวคือมีข้อที่ 1. คือการมีคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง สำหรับ จ.บริหารฯ แต่ไม่มีคุณสมบัติ ข้อที่ 2. คือดำรงตำแหน่ง ระดับปฏิบัติการมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 ปี หรือปริญญาโท 4 ปี และมี คุณสมบัติ ข้อที่ 3. ในการปฏิบัติงานด้านการบริหารทั่วไปหรืองาน อื่นที่เกี่ยวข้องซึ่งเหมาะสมกับหน้าที่ความรับผิดชอบมาแล้วไม่น้อย กว่า 1 ปี(เป็นน.การเงินฯ มาก่อนหน้านี้แล้ว 1 ปี) นาย ง. จึงมีคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งผู้ที่จะดำรงระดับ ชำนาญการไม่ครบทั้ง 3 ข้อ จึงไม่มีสิทธิ์ขอชำนาญการได้

24 24 คู่มือการปฏิบัติงาน เรื่อง... คู่มือการตรวจสอบรายงาน การไปราชการ ( คู่มือการปฏิบัติงานของตำแหน่ง น. การเงินฯ หรือ จ. บริหารฯ ) การเขียนตัวอย่าง

25 25 ตัวอย่างที่ 1 นาย ก.เป็นข้าราชการระดับ 5 มหาวิทยาลัยขอนแก่น ขอเบิกค่าพาหนะในการเดินทางไปราชการในเขตกรุงเทพ มหานครโดยรถรับจ้าง(รถแท็กซี่)ระหว่างวันที่อยู่ในกรุงเทพ โดยให้เหตุผลว่า ไม่รู้จักเส้นทาง ถ้าเดินทางด้วยรถประจำ ทางจะทำให้เสียเวลานายก. สามารถเบิกได้หรือไม่ พระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไป ราชการ พ.ศ.2526 กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ ดังนี้... การตรวจสอบรายงาน

26 26 มาตรา 22 วรรค 4 ได้กำหนดให้ข้าราชการ ซึ่งดำรงตำแหน่งต่ำกว่าระดับ 6 ลงมา ใช้สิทธิเบิกค่าพาหนะ รับจ้างได้ ถ้าการเดินทางนั้นต้องนำสัมภาระในการเดินทาง หรือสิ่งของเครื่องใช้ของทางราชการไปด้วยซึ่งเป็นเหตุไม่ สะดวกที่จะเดินทางโดยรถประจำทาง ดังนั้น... นาย ก. เป็นข้าราชการระดับ 5 ไม่สามารถ เบิกค่าแท็กซี่ระหว่างวันที่ไปราชการอยู่ในกรุงเทพฯ เนื่อง จากไม่มีสัมภาระระหรือสิ่งของเครื่องใช้ระหว่างวันในการ เดินทางในกรุงเทพฯ เนื่องจากขัดกับ มาตรา 22 วรรค 4 แห่ง พระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ.2526 ดังกล่าวข้างต้น

27 27 ตัวอย่างที่ 2 ปัจจุบันมีรถประจำทางปรับอากาศ สายขอนแก่น- เชียงใหม่ นาย ข. เป็นข้าราชการระดับ 6 ของมหาวิทยาลัย ขอนแก่น จะเดินทางไปราชการที่จังหวัดเชียงใหม่โดยทาง รถไฟจากขอนแก่น-กรุงเทพฯ แล้วทางเดินทางต่อโดยรถไฟ จากกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ โดยไม่เดินทางสานตรงด้วยรถ ประจำทางปรับอากาศจากขอนแก่นถึงเชียงใหม่ได้หรือไม่ พระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไป ราชการ พ.ศ.2526 กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ ดังนี้... การตรวจสอบรายงาน

28 28 มาตรา 22 วรรคแรก กำหนดว่า “การเดินทาง ไปราชการโดยปกติให้ใช้ยานพาหนะประจำทาง และให้เบิก ค่าพาหนะได้โดยประหยัด” กฎหมายมีเจตนาให้ผู้เดินทางเลือกลักษณะและ วิธีการเดินทางที่มีผลให้เสียค่าพาหนะเดินทางให้น้อยที่สุด โดยไม่เป็นผลเสียกับทางราชการและงานที่ไปปฏิบัติ เช่น ในการเดินทางไปปฏิบัติราชการยังสถานที่ใดๆ หากสถานที่ ดังกล่าวนั้น ผู้เดินทางสามารถที่จะเดินทางไปโดย ยานพาหนะประจำทางได้หลายเส้นทาง ผู้เดินทางต้องเลือก เส้นทางที่สั้นและตรง ซึ่งประหยัดค่าพาหนะการเดินทาง

29 29 และเส้นทางดังกล่าวต้องสะดวดที่จะเดินทาง ไปถึงทันเวลาปฏิบัติราชการ กรณีนี้ นาย ข. เป็นข้าราชการ ระดับ 6 ของมหาวิทยาลัยขอนแก่นเดินทางไปราชการที่ จังหวัดเชียงใหม่ จึงไม่มีสิทธิเบิกค่าโดยสารรถไฟจาก ขอนแก่นไปกรุงเทพฯ และจากกรุงเทพฯ ถึงเชียงใหม่ แต่จะมีสิทธิเบิกค่ารถโดยสารประจำทางปรับอากาศสาย ขอนแก่น-เชียงใหม่ได้ เนื่องจากขัดกับ มาตรา 22 วรรคแรก แห่ง พระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ.2526 ดังกล่าวข้างต้น

30 30 บทที่ 5 ปัญหาอุปสรรคและ ข้อเสนอแนะ ปัญหาและอุปสรรค แนวทางแก้ไขในการปฏิบัติงาน แนวทางพัฒนางานหรือปรุงงาน ข้อเสนอแนะ

31 31 ในบทนี้ผู้เขียนควรนำเสนอปัญหา อุปสรรค และ การใช้คู่มือการปฏิบัติงานเพื่อให้ผู้ศึกษาค้นคว้า/ผู้นำ คู่มือไปใช้ เล็งเห็นถึงปัญหา อุปสรรค การจัดทำ การ นำไปใช้ และการแก้ไขคู่มือการปฏิบัติงาน เพื่อจะได้ ดำเนินการใช้คู่มืออย่างมีประสิทธิภาพ จากประสบการณ์ของผู้เขียนที่ปฏิบัติงานใน ด้านนี้มาเป็นเวลานาน ผู้เขียนควรที่จะเสนอแนวทาง การแก้ไขปัญหา ตลอดจนแนวทางการพัฒนางาน หรือปรับปรุงงาน และข้อเสนอแนะ

32 32 เทคนิคการเขียนบทที่ 5 การที่จะเขียนปัญหาในบทที่ 5 นี้ให้ได้มากๆ ต้องเขียน/บอกถึงปัญหาตามขั้นตอนต่างๆ ของการ ปฏิบัติงานที่กล่าวไว้ในบทที่ 2 หรือ 3 ว่าในแต่ละ ขั้นตอน - มีปัญหาอะไร? และเมื่อพบปัญหาแล้ว -ได้แก้ไขปัญหาด้วยวิธีการอะไร? และ - ทำอย่างไร? - ผลเป็นอย่างไร ?

33 33 จากนั้นจึงทำการตั้ง “ปัญหา” หรือตั้ง “อุปสรรค”ขึ้นมาเอง แม้ปัญหาหรืออุปสรรคจะยัง ไม่เกิดขึ้นก็ตาม และเมื่อตั้งประเด็นปัญหา/อุปสรรคขึ้น มาแล้ว ก็ทำการตอบปัญหาหรือแก้ปัญหานั้นเอง เปรียบเสมือนเป็นหน้าม้า ที่เขียนปัญหา/อุปสรรค ขึ้นมาถามเอง แล้วก็เขียนตอบเอง หรือ ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ชงเองกินเอง”

34 34

35 35

36 36 การเขียนบรรณานุกรม โดยแยกบรรณานุกรมสิ่งพิมพ์ภาษาไทยและบรรณานุ กรมสิ่งพิมพ์ภาษาต่างประเทศ และแต่ละภาษานั้นให้เรียง ตามลำดับอักษร แบบพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน และ พจนานุกรมภาษาอังกฤษทั่วไป การจัดทำบรรณานุกรม ให้ยึดแนวทางตามคู่มือการ จัดทำปริญญาวิทยานิพนธ์ ของแต่ละมหาวิทยาลัย

37 37 ภาคผนวก ภาคผนวก หมายถึงส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานที่เขียน แต่ไม่ใช่ เนื้อหาของงาน เป็นส่วนที่นำมาเพิ่มขึ้นในตอนท้าย เพื่อช่วย ให้ผู้ศึกษาค้นคว้าได้เข้าใจแจ่มแจ้งยิ่งขึ้น จะมีภาคผนวกหรือไม่ แล้วแต่ความจำเป็น ถ้าจะมีควรจัด ไว้ในหน้าต่อจากบรรณานุกรม

38 38 (ต่อ) ภาคผนวก (ต่อ) ในภาคนวก ของเอกสารทางวิชาการ เช่น งานวิจัย งานวิเคราะห์ งานเขียนคู่มือการปฏิบัติงาน ฯลฯ ส่วนใหญ่แล้ว มักจะประกอบไปด้วย... ۰ แบบสอบถาม ۰ แบบสัมภาษณ์ ۰ แบบเก็บข้อมูล ۰ รูปภาพ ۰ รายละเอียดการวิเคราะห์

39 39 เทคนิคการเขียนคู่มือการ ปฏิบัติงานให้เข้าใจง่าย การใช้ภาพถ่าย การใช้ภาพการ์ตูน การใช้แบบฟอร์มบันทึก การใช้ Multi Media

40 40 ตัวอย่างการใช้ภาพจริงอ้างอิง

41 41 ตัวอย่างการใช้ภาพการ์ตูน

42 42

43 43

44 44 ตัวอย่างการใช้แบบฟอร์ม

45 45

46 46 ตัวอย่างการใช้ Multi Media

47 47

48 48

49 49

50 50 สิ่งที่พึงระวังในการเขียน คู่มือการปฏิบัติงาน ความถูกต้อง&ความทันสมัยของเนื้อหา เนื้อหาถูกต้องตามหลักวิชาการของศาสตร์นาสขาวิชานั้นๆ และความถูกต้องนั้นเป็นที่ยอมรับกันว่าถูกต้องในปัจจุบัน เช่น ทฤษฎี สูตร กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ฯลฯ

51 51 ความครอบคลุมขอบข่ายของงานที่ปฏิบัติ หมายถึง คู่มือการปฏิบัติงานมีความครอบคลุมทุกหัวข้อ เรื่องที่เป็นสาระสำคัญของงานที่ปฏิบัติ การจัดเรียงลำดับของเนื้อหาในคู่มือ หมายถึง ลำดับขั้นตอนคู่มือการปฏิบัติงานมีการเสนอ เรื่องราวที่จะเขียน/เรียบเรียง เพื่อให้ผู้ศึกษา/ผู้ใช้ให้เข้าใจ ง่าย ไม่วกวน

52 52 รูปแบบการเขียนคู่มือ ในแต่ละเรื่องที่เขียนควรระบุความคิดรวบยอดของเรื่อง ให้ชัดเจน มีการอธิบายความคิดรวบยอดนั้นๆ ในลักษณะ สามารถสื่อความหมายได้ดีพอสมควร อาจมีภาพ แผนภูมิ ตาราง ฯลฯ ประกอบเพื่อความ เข้าใจและให้น่าสนใจ มีความประณีตในการจัดวรรคตอนและช่องไฟ มรการ อ้างอิงแหล่งวิชาการที่ควรอ้างอิง ให้ถูกต้องตามแบบแผนการ เขียนอ้างอิง

53 53 การศึกษา ค้นคว้า เพื่อสนับสนุน การเขียนคู่มือ หมายถึง ปริมาณการศึกษา ค้นคว้า ตำรา เอกสาร และ/หรือรายงานการวิจัย ที่จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานมีความรู้ ความสามารถในคู่มือนั้น หรือให้ผู้ศึกษา/ผู้ใช้คู่มือ ได้มีความรู้และสามารถสืบค้น เพิ่มเติมได้อย่างกว้างขวาง

54 54 ความเหมาะสม และความถูกต้อง ในการใช้ภาษา การใช้สำนวนภาษาในการเขียนเป็นแบบแผนของภาษา ไทย ศัพท์บัญญัติ ตลอดจนศัพท์เทคนิคให้ถูกต้องตามแบบ ฉบับการเขียน การเขียนหรือเสนอแนวคิดของตนเอง การสอดแทรกความคิด ความเห็นเพิ่มเติมในตอนต่างๆ ของเรื่อง อาจเป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์ ข้อสรุป ข้อเสนอแนะ ให้เขียนเป็นแนวคิดของตนเอง โดยมีทฤษฎี หรือผล การศึกษาของผู้อื่นสนับสนุน

55 55 ประกาศ ก.พ.อ. เรื่อง มาตรฐานการกำหนดระดับตำแหน่งและการ แต่งตั้ง ขรก.พลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ให้สูงขึ้น พ.ศ.2553 (ลงวันที่ 22 ธค. 54)

56 56

57 57 มีปัญหา ปรึกษา ติดต่อ หรือ


ดาวน์โหลด ppt 1 ซึ่งจะช่วยให้ผู้ศึกษาค้นคว้า/ผู้นำคู่มือไปใช้ มองเห็นภาพความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และงาน โดยเขียนออกมาในรูป Flow chart ทำให้เกิดความ เข้าใจง่าย มีการสื่อความหมายที่ดี

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google