งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

การวิจัยเชิงปริมาณ อาจารย์สมพงษ์ พันธุรัตน์. การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) เป็นการแสวงหาความรู้เชิงประจักษ์ มีจุดมุ่งหมายเพื่อบรรยายลักษณะ.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "การวิจัยเชิงปริมาณ อาจารย์สมพงษ์ พันธุรัตน์. การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) เป็นการแสวงหาความรู้เชิงประจักษ์ มีจุดมุ่งหมายเพื่อบรรยายลักษณะ."— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 การวิจัยเชิงปริมาณ อาจารย์สมพงษ์ พันธุรัตน์

2 การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) เป็นการแสวงหาความรู้เชิงประจักษ์ มีจุดมุ่งหมายเพื่อบรรยายลักษณะ ทำนายความสัมพันธ์ หรืออธิบายความสัมพันธ์เชิงเหตุ-ผล ของปรากฏการณ์ ที่ทำการศึกษา มีทฤษฎีหรือกรอบแนวคิดเป็นแนวทางในการดำเนินงาน อย่างชัดแจ้ง มีการกำหนดมิติของปรากฏการณ์ รวมทั้งกลุ่มเป้าหมาย ที่ต้องการศึกษาอย่างเป็นระบบ อาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ การวัดผลและการ วิเคราะห์เชิงสถิติเป็นเครื่องมือเพื่อนำไปสู่ความแม่นยำ ของผลการวิจัย เน้นการใช้ตัวเลขเป็นหลักฐานสนับสนุนข้อค้นพบและ ข้อสรุปต่างๆ

3 การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) เป็นการประมาณค่าซึ่งมีระดับของความคลาดเคลื่อนเข้ามา เกี่ยวข้อง และอาศัยกฏของความน่าจะเป็นในการอธิบาย ความ การดำเนินงานวิจัยเชิงปริมาณ มีรากฐานมาจากความเชื่อใน แนวคิดที่ว่า การแสวงหาความรู้โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ คือ การสังเกตได้ การสัมผัสได้ การควบคุมองค์ประกอบที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปจากการศึกษา การแปลงคุณสมบัติของสิ่งที่ทำการศึกษาออกมาเป็นตัวเลข อย่างเป็นระบบ และเป็นปรนัย เพื่อนำไปคำนวณหาความ แม่นยำในการตอบคำถามนั้น ทำให้ได้ความรู้ซึ่งเป็นที่ น่าเชื่อถือ ปลอดจากอคติและค่านิยมของสังคม

4 "If a thing exists, it exists in some amount ; if it exists in some amount, it can be measured.“ "ถ้าหากสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีปรากฏอยู่ แล้ว, มันก็จะมีปรากฏอยู่เป็น จำนวนใดจำนวนหนึ่ง ; ถ้าหากมัน มีปรากฏอยู่เป็นจำนวนใดจำนวน หนึ่งแล้ว, เราก็สามารถวัดมัน ออกมาได้"

5 ลักษณะสำคัญของการวิจัยเชิงปริมาณ การกำหนดหัวข้อปัญหา การสร้างสมมติฐาน การใช้เหตุผลเชิงอนุมานเพื่อนำไปสู่ นัยเชิงปฏิบัติของสมมติฐานที่ตั้งไว้ การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล การยืนยันหรือการไม่ยอมรับ สมมติฐานที่ตั้งไว้

6 การตั้งปัญหาในการวิจัยเชิงปริมาณ จะมีทฤษฎีเป็นแนวทางในการดำเนินงานอย่าง แจ่มชัด ตัวอย่างเช่น ในสาขาวิชาการวัดและประเมินผล การศึกษาก็มีทฤษฎีการทดสอบแบบคลาสสิค (The Classical Test Theory) ทฤษฎี คุณลักษณะแฝง (The Latent Trait Theory) หรือทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ (The Item Response Theory) เป็นต้น ในกรณีที่แนวคิดของการดำเนินงานยังไม่ถึงขั้นที่ เป็นทฤษฎี ผู้วิจัยก็จะมีกรอบแนวคิดเกี่ยวกับของ ปรากฏการณ์อย่างแน่ชัด รวมทั้งให้นิยามเชิง ปฏิบัติที่จะนำไปสู่การวัดผล และการรวบรวม ข้อมูล

7 การกำหนดปรากฏการณ์ หรือตัวแปรที่ทำการศึกษา นักวิจัยเชิงปริมาณต้องการศึกษาใน รายละเอียด และค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างตัว แปรเหล่านั้นอย่างลึกซึ้ง ในภาคตัดขวางของ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง จึงมีการกำหนดจำนวน มิติของปรากฏการณ์ หรือตัวแปรที่ ทำการศึกษาเป็นจำนวนจำกัด รวมทั้งมีการ ควบคุมตัวแปรที่ไม่ได้เกี่ยวข้องไว้ด้วย โดยมี ข้อตกลงเบื้องต้นที่กำหนดว่า องค์ประกอบอื่นๆ ที่นอกเหนือจากการศึกษาวิจัยนั้นเท่าเทียมกัน (ceteris paribus)

8 ซึ่งในสถานการณ์เช่นนี้ บริบทของการ ดำเนินงานจะจำกัดแวดวง และมุ่งความ สนใจเฉพาะปรากฏการณ์ หรือตัวแปรที่ ได้กำหนดไว้ในสมมติฐานการวิจัย เพื่อที่นักวิจัยจะได้บ่งชี้และกำหนด ความสัมพันธ์นั้นได้อย่างชัดเจน และ แม่นยำ

9 นอกเหนือจากข้อตกลงเบื้องต้นเกี่ยวกับการควบคุมตัวแปรแล้ว ก็ยังมีข้อตกลงเบื้องต้น ที่นักวิจัยเชิงปริมาณต้องตระหนัก เกี่ยวกับคุณลักษณะของตัวแปรที่ทำการศึกษาอีกด้วย นั่นคือ ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่ทำการวิจัยจะต้องเป็นไปในเชิง เส้นตรง และแบบจำลองของการวัดปริมาณจะต้องเป็น แบบจำลองเชิงบวก (additive model) ซึ่งก็หมายความว่า ปริมาณของตัวแปรต้น ส่งผลกระทบต่อตัวแปรตามในลักษณะ ที่นำมาบวกกันได้ในเชิงคณิตศาสตร์

10 นักวิจัยเชิงปริมาณจะให้ความสำคัญต่อ ปัจจัย 3 ประการ การเลือกกลุ่มตัวอย่าง การใช้เครื่องมือที่มี คุณภาพ และ การเลือกรูปแบบการ วิจัยที่สมเหตุสมผลกับ กระบวนการทดลอง

11 การเลือกกลุ่มตัวอย่างนั้นก็จะอาศัยทฤษฎี การเลือกกลุ่มตัวอย่าง (sampling theory) เป็นแนวทางในการคัดเลือกเพื่อให้เป็น ตัวแทนของกลุ่มเป้าหมาย โดยมีความ คลาดเคลื่อนในการเลือกตัวอย่าง (sampling error) น้อยที่สุด

12 เครื่องมือที่ใช้ในการวัดผลนั้นงานวิจัยที่ต้องดำเนินการกับ คนหมู่มากเช่นนี้ จำเป็นต้องอาศัยแบบทดสอบ แบบสอบถาม หรือแบบวัดบุคลิกภาพ ช่วยในการรวบรวม ข้อมูล ดังนั้นคุณภาพของเครื่องมือในแง่ของค่าสัมประสิทธิ์ ความเชื่อมั่น (reliability coefficient) และความถูกต้องใน การวัดจะทำให้นักวิจัยในเชิงปริมาณได้ทราบถึงความ คลาดเคลื่อนในการวัดผล (error of measurement) และ ทำให้ทราบว่าเครื่องมือเหล่านั้นได้วัดในมิติที่ต้องการศึกษา อย่างถูกต้องหรือไม่?

13 รูปแบบการวิจัย (research design) ซึ่งนักวิจัยคัดเลือกมา เพื่อใช้ควบคุมความแปรปรวนของตัวแปร ในอันที่จะบ่งชี้ว่า ตัวแปรต้นมีผลกระทบต่อตัวแปรตามอย่างแท้จริงหรือไม่ ใน กระบวนการทดลองก็เป็นปัจจัยพื้นฐานสำหรับนักวิจัยเชิง ปริมาณในการให้คำตอบเกี่ยวกับความเที่ยงตรงตาม สภาพ ภายใน (internal validity) ของการวิจัย และความ เกี่ยวเนื่องของปัจจัยทั้ง 3 ประการในกระบวนการทดลอง ก็ จะส่งผลกระทบต่อความเที่ยงตรงตามสภาพภายนอก (external validity) ของการวิจัย ซึ่งสำหรับงานวิจัยเชิง ปริมาณแล้ว สิ่งนี้ก็หมายความว่า ผลที่ได้จากการทดลอง นั้นๆ เป็นจริงเมื่อมีการดำเนินงานทดลองเช่นเดียวกันกับ บุคคลอื่นๆ ซึ่งมาจากกลุ่มประชากรเดียวกัน

14 การวิเคราะห์ข้อมูลของงานวิจัยเชิงปริมาณนั้น ก็มี ทั้งการใช้สถิติเชิงบรรยาย เพื่ออธิบายลักษณะของ ปรากฏการณ์ เช่น ค่าผลรวม ค่าเฉลี่ย ค่าความ แปรปรวน ฯลฯ และการใช้สถิติเชิงอ้างอิง เช่น การ วิเคราะห์สหสัมพันธ์ การวิเคราะห์การถดถอย การ วิเคราะห์ความแปรปรวน ฯลฯ เพื่อประมาณ ค่าพารามิเตอร์ (parameter) เพื่อนำไปใช้ในการ ตัดสินใจสรุปอ้างอิงผลของการศึกษาไปยัง ประชากรที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย

15 การประมาณค่า อาศัยกฏของความน่าจะเป็น (The laws of probability) เป็นพื้นฐานในการคำนวณ รวมทั้งมีระดับ นัยสำคัญ (the significant level) ซึ่งจะบอกให้ทราบว่าผล ที่ได้จากการศึกษานั้นๆ จะเกิดขึ้นโดยบังเอิญกี่ครั้งใน 100 ครั้ง เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย จึงทำให้ผลที่ได้จากการวิเคราะห์ ในลักษณะดังกล่าว มิใช่ข้อเท็จจริงที่สมบูรณ์หรือความรู้ที่ สมบูรณ์ แต่จะใช้โอกาสของความน่าจะเป็น และ ความคลาดเคลื่อนเข้ามาร่วมอธิบายความหมายของผลการ วิเคราะห์นั้นๆ ด้วย

16 การดำเนินงานวิจัยเชิงปริมาณนั้น มิได้มีเป้าหมายเพื่อ แสวงหาความรู้ที่สมบูรณ์ แต่มุ่งหวังที่จะแสวงหาทฤษฎีซึ่ง สามารถอธิบาย และทำนายปรากฏการณ์ได้อย่างน่าเชื่อถือ ทฤษฎีที่มีความชัดแจ้ง สามารถทดสอบได้ และทฤษฎีที่ยั่วยุ ให้นักวิจัยแสวงหาความรู้เพิ่มเติมต่อไปภายหน้า ผลที่ได้จาก งานวิจัยประเภทนี้แม้ว่าจะแสดงให้ประจักษ์ในลักษณะที่เป็น ภาพนิ่ง ในภาคตัดขวางของเวลาก็ตาม แต่ประโยชน์ที่สำคัญ ก็คือ ความแม่นยำของผลการวิจัยทางด้านพฤติกรรมศาสตร์ ซึ่งสิ่งนี้ยังคงมีความจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งสำหรับนัก การศึกษา ซึ่งมีหน้าที่ที่จะต้องสร้างเครื่องมือเพื่อวัด สมรรถภาพของบุคคลและพัฒนาสื่อการเรียนการสอน เพื่อยัง ประโยชน์แก่ผู้เรียนในแต่ละระดับ

17 ประโยชน์ของการวิจัยเชิงปริมาณ ในวงการศึกษา ทำให้นักการศึกษาทราบสภาพความเป็นไปและปัญหาใน การจัดการศึกษาระดับมหภาค และได้ใช้ข้อเท็จจริงที่ได้ จากการวิจัยประเภทนี้เป็นพื้นฐานในการตัดสินใจ เพื่อ ปรับปรุงการดำเนินงาน ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และ ประสิทธิผลตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ทำให้นักการศึกษาเข้าใจปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในวงการ และเข้าใจพฤติกรรมของบุคคลโดยเฉพาะนักเรียนดีขึ้น งานวิจัยประเภทนี้สามารถตอบคำถามที่เรามักจะถามกัน เสมอๆ ว่า "ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ?" ได้อย่างชัดเจน ลักษณะการดำเนินงานเพื่อตอบคำถามข้างต้นก็มีทั้ง การศึกษาเชิงเปรียบเทียบ (comparative study) เกี่ยวกับ พฤติกรรมของบุคคลที่มีคุณลักษณะประจำตัวแตกต่างกัน

18 ทำให้นักการศึกษาทราบความสัมพันธ์เชิง เหตุ-ผล ระหว่าง สิ่งเร้าและพฤติกรรมตอบสนองของนักเรียน ซึ่งสิ่งนี้ก็ยัง ประโยชน์ต่อการเรียนการสอนในชั้นเรียน และการปรับตัว ของบุคคล การวิจัยเชิงทดลองเพื่อพัฒนาหลักสูตร หรือ เพื่อพัฒนาสื่อการสอนก็ได้ช่วยให้ผู้ที่เป็นครูได้พัฒนาการ เรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับบริบท ของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ในส่วนของการ วิจัยเชิงทดลองเพื่อพัฒนาเครื่องมือวัดผลด้านพุทธิพิสัย จิต พิสัยและทักษะพิสัยนั้นก็นับว่าได้ช่วยบุคลากรในวง การศึกษา ให้สามารถจำแนกบุคคลได้สอดคล้องตามเกณฑ์ ที่ต้องการได้อย่างเป็นระบบ และมีขอบเขตของความ แม่นยำเป็นพื้นฐานช่วยในการตัดสินใจ


ดาวน์โหลด ppt การวิจัยเชิงปริมาณ อาจารย์สมพงษ์ พันธุรัตน์. การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) เป็นการแสวงหาความรู้เชิงประจักษ์ มีจุดมุ่งหมายเพื่อบรรยายลักษณะ.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google