งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

บทที่ 8 ปัญหาที่เกิดจากคอมพิวเตอร์ และมาตรการควบคุม

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "บทที่ 8 ปัญหาที่เกิดจากคอมพิวเตอร์ และมาตรการควบคุม"— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 บทที่ 8 ปัญหาที่เกิดจากคอมพิวเตอร์ และมาตรการควบคุม
เอกสารประกอบคำบรรยายวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

2 เนื้อหาในบทเรียน 1. การปกป้องข้อมูลเมื่อใช้อินเทอร์เน็ต
2. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับไวรัสคอมพิวเตอร์ 3. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ Phishing 4. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ Firewall 5. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ Proxy, Cookies 6. มาตรการควบคุมด้านจริยธรรม 7. การยศาสตร์ (Ergonomics)

3 ทำไมต้องสนใจเรื่องความปลอดภัยจากการถูกโจมตี เมื่อใช้งานอินเทอร์เน็ต?
ทำไมต้องสนใจเรื่องความปลอดภัยจากการถูกโจมตี เมื่อใช้งานอินเทอร์เน็ต? - เพราะมีเครื่องที่ต่ออยู่กับอินเทอร์เน็ตและมีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตจำนวนมากมาย จะเห็นได้ว่าเป็นใครก็ได้ที่เข้าใช้งานบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีทรัพย์สมบัติทางด้านข้อมูลจำนวนมาก หากมีระบบที่ใช้ป้องกันไม่พอเพียงรวมทั้งผู้ใช้ยังมีความรู้ไม่พอในการป้องกันตัวเอง ระบบของเราอาจจะโดนโจมตีได้

4 ตัวอย่างการถูกโจมตีบนอินเทอร์เน็ต
เช่น - Denial of Service - Scan - Malicious Code

5 Denial of Service คือ การโจมตีเครื่องหรือเครือข่ายเพื่อ
คือ การโจมตีเครื่องหรือเครือข่ายเพื่อ ให้เครื่องมีภาระงานหนักจนไม่สามารถ ให้บริการได้ หรือทำงานได้ช้าลง

6 Scan คือ วิธีการเข้าสู่ระบบโดยใช้เครื่องมืออัตโนมัติหรือเป็นโปรแกรมที่เขียนขึ้นเพื่อ scan สู่ระบบหรือหาช่องจากการติดตั้งหรือการกำหนดระบบผิดพลาด

7 Malicious Code คือ การหลอกส่งโปรแกรมให้ โดยจริงๆ แล้ว อาจเป็นไวรัส เวิร์ม และม้าโทรจัน และถ้าเรียกโปรแกรมนั้น โปรแกรมที่แอบซ่อนไว้ก็จะทำงานตามที่กำหนด เช่น ทำลายข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ หรือเป็นจุดที่คอยส่งไวรัสเพื่อแพร่ไปยังที่อื่นต่อไป เป็นต้น

8 การป้องกันตนเองจากการโจมตี เมื่อใช้งานอินเทอร์เน็ตภายในองค์กร

9 ตัวอย่างการป้องกันตนเองจากการโจมตีเมื่อใช้งานอินเทอร์เน็ตภายในองค์กร
เช่น - การป้องกัน Malicious Code เช่น ไวรัส - การดูแลและจัดการกับ Cookies - การใช้ Firewall

10 ไวรัสคอมพิวเตอร์

11 ไวรัสคอมพิวเตอร์ หมายถึง โปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือชุดคำสั่ง ที่มนุษย์เขียนขึ้นมามีวัตถุประสงค์เพื่อรบกวนการทำงานหรือทำลายข้อมูล รวมถึงแฟ้มข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์

12 ตัวอย่างลักษณะของไวรัส(1)
- นำขยะหรือข้อมูลอื่นๆ ไปซ้อนทับข้อมูลเดิม บางส่วนที่ถูกต้องอยู่แล้วในแฟ้มข้อมูลหนึ่ง ๆ ทำให้แฟ้มข้อมูลเดิมผิดเพี้ยนไปจากเดิม - ควบคุมการทำงานของระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์แทนระบบเดิม โดยกำหนดให้ ระบบปฏิบัติหยุดการทำงานบางหน้าที่ ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่ระบบคอมพิวเตอร์

13 ตัวอย่างลักษณะของไวรัส(2)
- เพิ่มเติมบางคำสั่งลงในโปรแกรมระบบปฏิบัติการ - ทำให้แสดงผลเป็นข้อความอันเป็นเท็จทางจอภาพ เพื่อเตือนให้ผู้ใช้ทำอะไรบางอย่าง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ระบบได้ - เปลี่ยนข้อมูลในโปรแกรมหรือแฟ้มข้อมูลหนึ่งๆ ซึ่งเจ้าของไม่รู้สึกว่าแฟ้มข้อมูลของตนเองติดไวรัส เมื่อมีการใช้หรือสำเนาแฟ้มดังกล่าวไปยังที่อื่นๆ ก็จะส่งผลให้ติดไวรัสตามไปด้วย

14 ชนิดของไวรัสคอมพิวเตอร์
ไวรัสคอมพิวเตอร์แบ่งออกเป็นสองชนิดใหญ่ๆ ได้แก่ 1. Application viruses 2. System viruses

15 Application viruses - จะมีผลหรือมีการแพร่กระจายไปยังโปรแกรมประยุกต์ต่างๆ เช่น โปรแกรมประมวลคำ หรือโปรแกรมตารางคำนวณ เป็นต้น - การตรวจสอบการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ทำได้โดยดูจากขนาดของแฟ้มว่ามีขนาดเปลี่ยนไปจากเดิมมากน้อยแค่ไหน เช่น ถ้าแฟ้มมีขนาดโตขึ้น นั่นหมายถึงแฟ้มดังกล่าวอาจได้รับการติดเชื้อจากไวรัสชนิดนี้

16 System viruses - ไวรัสชนิดนี้จะติดหรือแพร่กระจายในโปรแกรมจำพวกระบบปฏิบัติการหรือโปรแกรมระบบอื่นๆ - โดยไวรัสชนิดนี้มักจะแพร่เชื้อในขณะที่เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยทั่วไปเราอาจแบ่งแยกไวรัสเป็นชนิดต่าง ๆ ได้ยาก จึงจะกล่าวไว้เป็นภาพรวมดังต่อไปนี้

17 เวอร์ม (Worm) - หมายถึงโปรแกรมซึ่งเป็นอิสระจากโปรแกรม
- หมายถึงโปรแกรมซึ่งเป็นอิสระจากโปรแกรม อื่นๆ โดยจะแพร่กระจายผ่านเครือข่ายไปยังคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่อยู่บนเครือข่าย - การแพร่กระจายจะคล้ายกับตัวหนอนและแพร่พันธุ์ด้วยการคัดลอกตนเองออกและส่งต่อผ่านเครือข่ายออกไป - ตัวอย่างเช่น เวอร์มที่แนบมากับแฟ้มในอีเมล เมื่อผู้รับเปิดแฟ้มดังกล่าวเวอร์มจะทำเริ่มทำงานทันทีโดยจะคัดลอกตนเองและจะถูกส่งไปกับอีเมลไปให้ผู้อื่นต่อๆ ไป

18 โลจิกบอมบ์ (Logic bombs) หรือ ม้าโทรจัน (Trojan Horses)(1)
หมายถึงโปรแกรมซึ่งถูกออกแบบมาให้มีการทำงานในลักษณะถูกตั้งเวลาเหมือนระเบิดเวลา เช่น ม้าโทรจัน ซึ่งถูกออกแบบมาให้แฝงตัวเองเข้าไปในระบบและจะทำงานโดยการดักจับเอารหัสผ่านเข้าสู่ระบบต่างๆ และส่งกลับไปยังเจ้าของหรือผู้ส่ง เพื่อบุคคลดังกล่าวสามารถเข้าใช้หรือโจมตีระบบในภายหลัง

19 โลจิกบอมบ์ (Logic bombs) หรือ ม้าโทรจัน (Trojan Horses)(2)
- โปรแกรมม้าโทรจันสามารถแฝงมาในได้ในหลายรูปแบบ เช่น game , - ม้าโทรจัน ต่างจากไวรัสและหนอน คือมันไม่สามารถทำสำเนาตัวเองและแพร่กระจายตัวเองได้ แต่มันสามารถที่จะอาศัยตัวกลาง - เมื่อเรียกใช้งานไฟล์เหล่านี้ โปรแกรมม้าโทรจันก็จะทำงานและจะเปิดช่องทางต่างๆให้ผู้บุกรุกเข้าโจมตีระบบได้

20 ข่าวไวรัสหลอกลวง (Hoax)
- เป็นข่าวที่ต้องการให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์เข้าใจผิด - มักถูกส่งมาใน หรือส่งข้อความต่อๆกันไปผ่านทางโปรแกรมรับส่งข้อความ หรือห้องสนทนาต่างๆ ซึ่งสามารถสร้างความวุ่นวายได้ - หัวเรื่องของ จะน่าสนใจ อาจอ้างบริษัทหรือองค์กรขนาดใหญ่เพื่อสร้างความเชื่อมั่น - การป้องกันและแก้ไขคือไม่ควรส่งต่อ ที่ได้รับไปให้คนอื่นๆ หรือควรตรวจสอบจากแหล่งข้อมูลที่ถูกต้องก่อนทำการส่งต่อไป

21 แนวทางหรือมาตรการ ในการป้องกันการเข้าถึงข้อมูล

22 แนวทางหรือมาตรการในการป้องกันการเข้าถึงข้อมูล
1. การกำหนดแนวปฏิบัติหรือระเบียบปฏิบัติและนโยบายทั่วๆ ไปในองค์กร อาทิเช่น เปลี่ยนรหัสผ่านบ่อยๆ , กำหนดสิทธิเข้าใช้ , สำรองข้อมูล , มีการเก็บ Log files เป็นต้น 2. การป้องกันโดยซอฟต์แวร์ 3. ใช้เทคนิควิธีช่วยป้องกันการเข้าถึงข้อมูล เช่น - ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Digital signatures) - การเข้าและถอดรหัส (Encryption)

23 Phishing

24 Phishing คืออะไร - คือการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตอย่างหนึ่ง โดยใช้วิธีการปลอมแปลงอีเมล์ติดต่อไปยังผู้ใช้อินเตอร์เน็ต โดยหลอกให้ผู้ใช้เข้าใจว่าเป็นจดหมายจากองค์กร หรือบริษัท ห้างร้านที่ผู้ใช้ทำการติดต่อ หรือเป็นสมาชิกอยู่ - เนื้อหาจดหมายอาจเป็นข้อความหลอกให้ผู้ใช้กรอกข้อมูลส่วนตัวซึ่งเป็นความลับ และมีความสำคัญ

25 Phishing คืออะไร (ต่อ)
- การหลอกลวงนี้ ทำให้ผู้ใช้หลงเชื่อได้ง่าย เนื่องจากผู้หลอกลวงจะสร้างเว็บปลอมขึ้นมาซึ่งเหมือนกับเว็บจริงมาก และแนบลิงค์มากับอีเมล์ลวง - เมื่อผู้ใช้หลงเชื่อก็จะคลิกไปที่ลิงค์ดังกล่าว ซึ่งเป็นเว็บปลอม (Spoofed Website) และดำเนินการป้อนข้อมูลความลับที่สำคัญไป ผู้หลอกลวงก็จะได้ข้อมูลดังกล่าวไป และนำไปใช้แทนตัวเราได้

26 ตัวอย่างการหลอกลวงด้วยวิธี Phishing
กรณีตัวอย่างการหลอกลวงลูกค้า Citibank ผู้หลอกลวงปลอมแปลงอีเมล์ ส่งไปยังลูกค้าของ Citibank โดยมีการเชื่อมโยง link ไปยังเว็บไซต์ปลอม ที่มีลักษณะที่คล้ายคลึงเว็บไซต์ของธนาคารมาก มีการแจ้งกับลูกค้าธนาคารในการเปลี่ยนแปลงฐานข้อมูลและมีการให้ลูกค้าธนาคารกรอกข้อมูลใหม่ ทั้งนี้ข้อมูลต่างๆที่ลูกค้ากรอกใหม่ เช่น รหัสบัตรเครดิต ข้อมูลส่วนบุคคล บัญชีผู้ใช้(Username) รหัสผ่าน(Password) สามารถดูข้อมูลการหลอกลวงเพิ่มเติมได้ที่

27 ตัวอย่าง E-mail หลอกลวงที่มี link ไปยัง Web ปลอมที่ให้ผู้ใช้กรอกข้อมูลส่วนตัว

28 ตัวอย่าง Web ปลอมที่ให้ผู้ใช้กรอกข้อมูลส่วนตัว

29 วิธีป้องกันและรับมือกับ Phishing
- ระวังอีเมล์ที่มีลักษณะในการขอให้ท่านกรอกข้อมูลส่วนตัวใดๆ หรือยืนยันข้อมูลส่วนตัวใดๆ โดยส่วนใหญ่เนื้อหาในจดหมายจะระบุว่าเป็นจดหมายเร่งด่วน หากพบอีเมล์ลักษณะดังกล่าว ให้ลบอีเมล์ดังกล่าวทันที และอาจใช้การโทรศัพท์ติดต่อกับทางองค์กร บริษัทห้างร้านด้วยตนเองอีกทีหากมีข้อสงสัย - หากต้องการกระทำธุรกรรมใดๆ ควรไปที่ website โดยตรงโดยการพิมพ์ URL ใหม่ - ไม่ควรคลิกที่ hyperlink ใดๆ หรือรันไฟล์ใดๆ ที่มากับอีเมล์ หรือโปรแกรมสนทนาต่างๆ จากบุคคลที่ไม่รู้จัก

30 วิธีป้องกันและรับมือกับ Phishing (ต่อ)
- ควรติดตั้งโปรแกรมตรวจสอบไวรัส และFirewall เพื่อป้องกันการรับอีเมล์ที่ไม่พึงประสงค์ หรือการสื่อสารจากผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาต - ควรติดตั้งโปรแกรมปรับปรุงช่องโหว่ (Patch) ของซอฟต์แวร์ต่างๆ ที่เราใช้งานอยู่ ตลอดเวลา - ในการกรอกข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญใดๆ ที่เว็บไซต์หนึ่งๆ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าเป็นเว็บไซต์ที่ถูกต้องและปลอดภัย ซึ่งเว็บไซต์ที่ปลอดภัยจะใช้โปรโตคอล https:// แทน - ควรตรวจสอบข้อมูลบัญชีธนาคาร บัตรเครดิตต่างๆ ที่มีการใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ต เป็นประจำ

31 ข้อควรรู้ทางเทคนิค เกี่ยวกับมาตรการในการเข้าถึงข้อมูล

32 Firewall

33 Firewall(1) ความหมายของ ไฟร์วอลล์ ( Firewall )
ไฟรวอลล คือ รูปแบบของโปรแกรมหรืออุปกรณที่ถูกจัดตั้งอยูบนเครือข่ายเพื่อทําหน้าที่เป็นเครื่องมือรักษาความปลอดภัยให้กับเครือข่ายภายใน (Intranet) โดยป้องกันผู้บุกรุก(Intrusion) ที่มาจากเครือข่ายภายนอก (Internet) หรือเป็นการกำหนดนโยบายการควบคุมการเข้าถึงระหว่างเครือข่ายสองเครือข่าย โดยสามารถกระทำได้โดยวิธีแตกต่างกันไป แล้วแต่ระบบ

34 การทำงานของ Firewall

35 ลักษณะของ Firewall - ไม่อนุญาตการ Login สำหรับผู้ใช้ที่ไม่มีสิทธิ์ในการเข้าใช้งานในเครือข่าย - แต่ผู้ใช้ที่มีสิทธิ์ใช้งานจะมีสิทธิ์ใช้งานทั้งภายในและติดต่อภายนอกเครือข่ายได้ โดยจำกัดข้อมูลจากภายนอกเครือข่าย ไม่ให้เข้ามาในเครือข่าย - ไม่สามารถป้องกันการโจมตีจากภายในเครือข่ายกันเอง - ไม่สามารถป้องกันการบุกรุกที่สามารถมากับโปรแกรมประยุกต์ต่าง ๆ ไวรัส และอันตรายในรูปแบบวิธีใหม่ๆได้

36 Proxy

37 Proxy คืออะไร - เป็นโปรแกรมที่ทำงานอยู่บนไฟร์วอลล์ที่ตั้งอยู่ระหว่างเน็ตเวิร์ก 2 เน็ตเวิร์ก - ทำหน้าที่เพิ่มความปลอดภัยของระบบเน็ตเวิร์กโดยการควบคุมการเชื่อมต่อระหว่างเน็ตเวิร์กภายในและภายนอก

38 หลักการทำงานของ Proxy

39 หลักการทำงานของ Proxy (ต่อ)
- เมื่อผู้ใช้คอมพิวเตอร์ในระบบภายใน (Intranet) ทำการติดต่อไปยังระบบภายนอก (Internet) เช่น ไปยังเว็บหนึ่งๆ คอมพิวเตอร์นั้นจะติดต่อไปยัง proxy server ก่อนและ proxy server จะทำหน้าที่ติดต่อเว็บนั้นให้ - เมื่อเว็บได้รับการร้องขอก็จะทำการส่งข้อมูลมายัง proxy server ก่อนและ proxy server จะทำการส่งข้อมูลเหล่านั้นให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ในระบบ Intranet ที่มีการร้องขอเว็บนั้นต่อไป

40 ประโยชน์ของ Proxy - Proxy server สามารถถูกใช้เพื่อเก็บข้อมูลเหตุการณ์การใช้งานระหว่างเน็ตเวิร์กภายในและรับส่งข้อมูลระอินเทอร์เน็ต เช่น URL วันเวลาที่ใช้งาน จำนวนไบต์ที่ดาวน์โหลด เป็นต้น - สามารถกำหนดเงื่อนไขให้กับ Proxy server ในการรักษาความปลอดภัยของระบบภายในได้ เช่น การกำหนดให้ระบบภายในดาวน์โหลดไฟล์จากอินเทอร์เน็ตได้ แต่ไม่อนุญาตให้ระบบภายนอกดาวน์โหลดไฟล์จากระบบภายในได้ - Proxy server สามารถช่วยเพิ่มความเร็วได้ โดยการสร้างแคชข้อมูลเว็บที่เคยถูกร้องขอ

41 ข้อควรรู้ทางเทคนิค ในการป้องกัน การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

42 Cookie

43 Cookie คืออะไร - Cookie คือแฟ้มข้อมูลชนิด text ที่เว็บเซิร์ฟเวอร์ทำการจัดเก็บไว้ที่ฮาร์ดดิสค์ของผู้ที่ไปเรียกใช้งานเว็บเซิร์ฟเวอร์นั้น - ข้อมูลที่อยู่ในไฟล์ Cookie นี้จะเป็นข้อมูลที่เรากรอกที่เว็บไซต์ใดๆ หรือมีการทำธุระกรรม ต่างๆ ที่เว็บไซต์นั้น แล้วเว็บไซต์นั้นได้มีการจัดเก็บข้อมูลเช่น ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ อีเมล์ ชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน ของเราเอาไว้ที่ไฟล์นี้

44 Cookie คืออะไร (ต่อ) - แต่ละเว็บไซต์ก็มีการจัดเก็บข้อมูลที่แตกต่างกันไป - ข้อมูลใน Cookie นี้ก็จะเป็นประโยชน์สำหรับเว็บไซต์ เมื่อเราเข้าไปใช้งานเว็บไซต์ในครั้งถัดๆไป ก็สามารถดูข้อมูลจาก Cookie นี้เพื่อให้ทราบว่าผู้ที่เข้าใช้เป็นใคร และมีข้อมูลส่วนตัวอะไรบ้าง

45 ข้อมูล Cookie ถูกเคลื่อนย้ายอย่างไร
- เมื่อเราพิมพ์ URL ของเว็บไซต์หนึ่ง ไปยังโปรแกรมเว็บเบราเซอร์ เพื่อร้องขอให้เว็บไซต์นั้นแสดงเว็บเพจ บนเว็บเบราเซอร์ที่เราใช้งานอยู่ - โปรแกรมเว็บเบราเซอร์จะทำการตรวจสอบที่ฮาร์ดดิสค์ ว่ามีไฟล์ Cookie ที่ เว็บไซต์นั้นเคยเก็บไว้หรือไม่ ถ้าพบไฟล์ Cookie ที่เว็บไซต์นั้นสร้างไว้ โปรแกรมเว็บ เบราเซอร์จะทำการส่งข้อมูลที่อยู่ในไฟล์ Cookie นั้น ไปยังเว็บไซต์นั้นด้วย

46 ข้อมูล Cookie ถูกเคลื่อนย้ายอย่างไร (ต่อ)
- ถ้าหากไม่มีไฟล์ Cookie ส่งไปให้กับเว็บไซต์ เว็บไซต์นั้นก็จะทราบว่าผู้ใช้พึ่งเคยเข้ามาใช้งานเว็บไซต์เป็นครั้งแรก เว็บไซต์ก็จะสร้างแฟ้มข้อมูลชนิด text ซึ่งก็คือ Cookie นั่นเอง ซึ่งมีข้อมูลหมายเลขที่ถูกกำหนดขึ้นมาโดยเว็บไซต์และอาจมีข้อมูลอื่นๆ แล้วส่งมาเก็บไว้ที่ฮาร์ดดิสค์ของผู้ใช้ - ในการเข้าใช้งานเว็บไซต์ครั้งต่อๆไป เว็บไซต์ก็สามารถที่จะทำการเพิ่มเติมข้อมูลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูลในไฟล์ Cookie นี้ได้

47 เว็บไซต์ใช้ Cookie เพื่ออะไร
- เพื่อให้ทราบจำนวนผู้ที่เข้ามาใช้งานเว็บไซต์ - สำหรับเว็บไซต์ E-commerce ต่างๆ สามารถใช้ cookie เก็บข้อมูลสินค้าที่ลูกค้าได้เลือกใส่ตะกร้าไว้แต่ยังไม่ชำระเงินได้

48 ข้อควรระวังที่เกี่ยวกับ Cookie

49 มาตรการควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ต

50 ภัยคุกคามอันเกิดจากการใช้อินเทอร์เน็ต
- ปัจจุบัน ภัยคุกคามอันเกิดจากการใช้งาน อินเทอร์เน็ตมีมากมาย - เช่นภัยจาก เรื่องเว็บลามกอนาจาร - ปัจจุบันมีความพยายามที่จะแก้ไขปราบปราม การเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง

51 มาตรการควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ต
“ผู้ใดประสงค์แจกจ่ายแสดง อวดทำ ผลิตแก่ประชาชนหรือทำให้เผยแพร่ซึ่งเอกสาร ภาพระบายสี สิ่งพิมพ์ แถบบันทึกเสียง บันทึกภาพหรือเกี่ยวเนื่องกับสิ่งพิมพ์ดังกล่าว มีโทษจำคุก ปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ” ตัวอย่างซอฟต์แวร์ได้แก่ House Keeper เป็นโปรแกรมสำหรับแก้ปัญหา “ภาพลามกอนาจาร เนื้อหาสาระที่ไม่เหมาะสม การใช้เว็บไม่เหมาะไม่ควร ฯลฯ” โดยนำไปติดตั้งกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่บ้าน

52 คำแนะนำเบื้องต้นในการใช้อินเทอร์เน็ต
- ควรตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ไว้ในที่โล่งที่ผู้ปกครองสามารถมองเห็นหน้าจอระหว่างที่เด็ก ๆ ใช้งานได้ - ผู้ปกครองเองก็ควรเรียนรู้เพื่อใช้อินเทอร์เน็ตให้เหมาะสมด้วย - มีจิตสำนึกรับผิดชอบและการเอาใจใส่ต่อความถูกต้องเหมาะควร

53 การยศาสตร์ (Ergonomics)

54 การยศาสตร์ (Ergonomics)
- คือการศึกษาการใช้งานเครื่องมือเครื่องกลต่างๆเกิดขึ้นมาพร้อมๆ อุปกรณ์ไฮเทคสมัยใหม่ต่าง ๆ ทั้งนี้เพื่อลดปัญหาจากการใช้วัตถุเหล่านั้น - เช่นการติดตั้งและวิธีการใช้งานของคีย์บอร์ด จอมอนิเตอร์ เม้าส์ เก้าอี้ การปรับระดับแสง เป็นต้น

55 คำแนะนำการใช้งานคีย์บอร์ด(1)
- ควรใช้ถาดเลื่อนคีย์บอร์ดและมีที่วางเมาส์ไว้ข้าง ๆ - ควรตั้งคีย์ไม่ให้สูงหรือต่ำจนเกินไป - ให้แขนวางในมุมตั้งฉาก นั่งโดยไหล่ไม่ห่อ - หากคีย์บอร์ดอยู่ต่ำกว่าโต๊ะที่วางจอมอนิเตอร์ ให้ปรับคีย์บอร์ดในระดับที่ขนานกับพื้น - ผู้ที่เป็นคนไหล่กว้างควรใช้คีย์บอร์ดแบบแยก - ไม่ควรลงน้ำหนักการพิมพ์แรง ๆ จะทำให้ปวดข้อมือได้

56 คำแนะนำการใช้งานคีย์บอร์ด (2)
- ควรปล่อยให้ข้อมืออยู่ในลักษณะที่เป็นธรรมชาติ - ให้ข้อศอกอยู่ในมุมที่เปิด 90 องศาหรือมากกว่า - ให้หัวไหล่ผ่อนคลายและข้อศอกอยู่ข้างลำตัว ลำตัวของผู้ใช้คีย์บอร์ดควรอยู่ตรงกลางไม่เอียงไปทางซ้ายหรือขวาของคีย์บอร์ด - ไม่วางมือบนที่รองแขน ทำได้เฉพาะตอนพักจริง ๆ ถ้าเป็นไปได้อาจจะหาโปรแกรมพิมพ์ด้วยเสียงมาใช้ ซึ่งขึ้นกับเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ

57 รูปแสดงการใช้งานคีย์บอร์ด (3)

58 คำแนะนำการใช้งานจอคอมพิวเตอร์ (1)
- ควรติดตั้งจอมอนิเตอร์ให้อยู่ตรงกลาง - ควรนั่งห่างจากจอประมาณ 1 ช่วงแขนจะเป็นการถนอมสายตา - ตำแหน่งด้านบนของจอควรให้อยู่ในระดับสายตาและให้แหงนหน้าจอขึ้นเล็กน้อย - ตรวจไม่ไห้เกิดแสงสะท้อนพร้อมปรับระดับแสงสว่างให้พอดีกับแสงสว่างโดยรอบของห้อง - ใช้สีและขนาดอักษรให้เห็นได้ชัดเจน

59 คำแนะนำการใช้งานจอคอมพิวเตอร์ (2)
- อย่าจ้องหน้าจอเป็นเวลานานเพราะจะทำให้แสบตา ควรใช้หลัก 20:20:20 - คือพักเบรคสัก 20 วินาทีหลังจากทำงาน 20 นาที และมองไปไกล 20 ฟุต จะช่วยให้สายตาได้พักและปรับโฟกัส ป้องกันสายตาสั้น - เคล็ดลับการรักษาความสะอาดหน้าจอจาก ฝุ่นและคราบต่าง ๆ จะทำให้มองเห็นได้ชัดเจน ทั้งยังเป็นการกระทำที่ถูกสุขลักษณะอีกด้วย

60 รูปแสดงการใช้งานจอคอมพิวเตอร์

61 คำแนะนำการใช้งานเมาส์ (1)
- อย่าเกร็งข้อมือเพื่อจับเมาส์จะทำให้เกิดอาการบาดเจ็บที่โพรงกระดูกข้อมือได้ - หากต้องทำงานตลอดวัน การงอข้อมือและกดทับบนโต๊ะจะทำให้เส้นเอ็นหรือเส้นประสาทที่ข้อมือเกิดอาการปวดได้ - ในระยะยาวอาจจะเกิดการอักเสบ นำไปสู่การปวด ชา และปวดรุนแรงที่นิ้วมือได้

62 รูปแสดงการใช้งานเมาส์

63 คำแนะนำการใช้งานเก้าอี้ (1)
- เก้าอี้ควรมีขนาดพอดีตัวไม่เล็กเกินไป - สามารถปรับระดับความสูงได้ - เท้าต้องวางขนานกับพื้น เวลานั่งพนักพิงควรราบไปกับหลัง ไม่ควรนั่งงอตัว - ควรนั่งพิงพนักให้เต็ม - เบาะเก้าอี้ไม่ควรแหงนขึ้นหรือแหงนลง ควรจะขนานกับพื้น

64 คำแนะนำการใช้งานเก้าอี้ (2)
- ท่านั่งควรเป็นมุม 90 องศา หัวเข่าตั้งฉากกับพื้น ฝ่าเท้าแนบขนานกับพื้น - ควรนั่งให้ตัวตรง ปรับเก้าอี้ให้อยู่ในตำแหน่งที่รู้สึกสบายเพื่อให้ไม่ปวดหลัง - ควรเดินไปทำกิจกรรมอื่น ๆ บ้าน เพื่อป้องกันการเมื่อยล้า

65 รูปแสดงการใช้งานเก้าอี้

66 คำแนะนำการใช้งานเกี่ยวกับแสง
- ควรใช้โคมไฟบนโต๊ะทำงานสีขาวที่มีความสว่างเพียงพอต่อการมองเห็น - ตำแหน่งของแสงไฟควรจะปรับขึ้นลงได้ - การใช้ผ้าม่านจะช่วยควบคุมแสงจากภายนอก - หลอดไฟที่ใช้ก็ควรให้แสงสว่างในโทนเดียวกันในห้องที่ผนังมีสีไม่ฉูดฉาดเกินไป

67 จบการนำเสนอ คำถาม??


ดาวน์โหลด ppt บทที่ 8 ปัญหาที่เกิดจากคอมพิวเตอร์ และมาตรการควบคุม

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google