งานและพลังงาน.

Slides:



Advertisements
งานนำเสนอที่คล้ายกัน
THE PARTS OF A FLOWERING PLANT AND THEIR FUNTION.
Advertisements

Are you a student ? Yes, I am or No , I’m not .
Rendering and 3D models การประมวลผลภาพแบบดิจิตอล Ian Thomas
ตัวเก็บประจุและความจุไฟฟ้า
4.Suwatganee Kamprapan P.6/1 Sirilak Boons wan Teacher
Quick Review about Probability and
วิธีเสาะแสวงหาซึ่งความรู้ – ความจริง
งานและพลังงาน (Work and Energy).
Mathematical Statement of the Problem
Chapter 3 Equilibrium of a Particle
วิธีใช้งาน 1. ใช้เม้าส์คลิกลูกศรที่อยู่ข้างล่างจอภาพ เพื่อ เลื่อนหน้าไปหรือกลับ 2. หรือ ใช้เม้าส์เลื่อนไปกดสัญลักษณ์จอภาพ ยนต์ ที่อยู่มุมล่างขวามือ เพื่อขยายเต็มจอ.
Menu and Interactive with Powerpoint ให้นำเรื่อง Input /Output Technology มา จัดทำ การนำเสนอ โดยใช้หลักการ Menu and Interactive with powerpoint มาประยุกต์
Systems of Forces and Moments
พลังงาน (Energy) เมื่อ E คือพลังงานที่เกิดขึ้น        m คือมวลสารที่หายไป  และc คือความเร็วแสงc = 3 x 10 8 m/s.
Electrical Engineering
How do scientists think and find( พบ ) answers?.
การทดลองที่ 5 ปฏิบัติการเคมีทั่วไป I
KINETICS OF PARTICLES: Work and Energy
ปริมาณสัมพันธ์ ผู้สอน อ. ศราวุทธ แสงอุไร Composition Stoichiometry ว ปริมาณสัมพันธ์ สถานะของ สาร และเคมีไฟฟ้า นายศราวุทธ แสงอุไร ครูวิชาการสาขาเคมี
ภาษาอังกฤษ ชั้นมัธยมศึกษาปึที่ 4 Grammar & Reading ครูรุจิรา ทับศรีนวล.
Inside Energy Machines
CHAPTER 18 BJT-TRANSISTORS.
Page : Stability and Statdy-State Error Chapter 3 Design of Discrete-Time control systems Stability and Steady-State Error.
Gas-Geothermal Combined Heat Exchanger for Gas Heating
Bond, Anchorage, and Development Length
Overview Task and Concept of Sensor Part TESA TopGun Rally 2010 Quality Inspection for Smart Factory: Bottled Water ดร.ณรงค์เดช กีรติพรานนท์ อ.นุกูล.
แรงในชีวิตประจำวัน.
Economy Update on Energy Efficiency Activities
ฟิสิกส์ (Physics) By Aueanuch Peankhuntod.
อาจารย์ รุจิพรรณ แฝงจันดา
Chapter Objectives Concept of moment of a force in two and three dimensions (หลักการสำหรับโมเมนต์ของแรงใน 2 และ 3 มิติ ) Method for finding the moment.
สมดุล Equilibrium นิค วูจิซิค (Nick Vujicic).
การพัฒนา ระบบบริหารกองทัพเรือ ภายใต้กรอบการจัดการภาครัฐแนวใหม่
Nakhonsawan school create by rawat saiyud
เสถียรภาพของระบบไฟฟ้ากำลัง Power System Stability (Part 1)
พื้นฐานการเขียนแบบทางวิศวกรรม
1. น้ำหนักดินเนื่องจากแรงโน้มถ่วงของโลก
Tides.
Chapter Objectives Chapter Outline
(Introduction to Soil Science)
บทที่ 3 แรง มวลและกฎการเคลื่อนที่
โมเมนตัมและการชน อ.วัฒนะ รัมมะเอ็ด.
นักวิชาการสาธารณสุขเชี่ยวชาญ ศูนย์อนามัยที่ 10 เชียงใหม่
ตารางที่ ก.5 ปริมาณเหล็กเสริมและค่าสัมประสิทธิ์ต้านแรงดัด
พลังงาน (Energy).
Dr.Surasak Mungsing CSE 221/ICT221 การวิเคราะห์และออกแบบขั้นตอนวิธี Lecture 13: การคำนวณได้และการตัดสินใจของปัญหา ที่ยากต่อการแก้ไข.
บทที่ 6 งานและพลังงาน 6.1 งานและพลังงาน
กลุ่มอาชีวอนามัย สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม
บทที่ 1 ความรู้เบื้องต้น เกี่ยวกับระบบสารสนเทศ
การวัดอัลกอริทึม (Analysis of Algorithm)
Property Changes of Mixing
ฟิสิกส์ ว ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 5
Find a Point that Partitions a Segment in a Given Ratio a:b
เวกเตอร์และสเกลาร์ พื้นฐาน
งานและพลังงาน (Work and Energy) Krunarong Bungboraphetwittaya.
งาน (Work) คือ การออกแรงกระท าต่อวัตถุ แล้ววัตถุ
งานและพลังงาน.
แรงเสียดทาน ( Friction Force ).
แล้วไงเกี่ยวกับความจริง What About Truth?
การเคลื่อนที่ในหนึ่งมิติ
อาการของมะเร็งเต้านม ที่กลับเป็นซ้ำ และ หรือ แพร่กระจาย
บทที่ 3 การเคลื่อนที่ในหนึ่งมิติ
จงลุกขึ้น ... ฉายแสง ภารกิจที่ท้าทาย ผู้วินิจฉัย 6: 12.
1.ศุภิสรายืนอยู่บนพื้นสนามราบ เขาเสริฟลูกวอลเล่บอลขึ้นไปในอากาศ ลูกวอลเล่ย์ลอยอยู่ในอากาศนาน 4 วินาที โดยไม่คิดแรงต้านของอากาศ ถ้าลูกวอลเล่ย์ไปได้ไกลในระดับ.
ใบงาน Work Shop หน่วยงานสนับสนุน
Forces and Laws of Motion
แรง มวลและกฎการเคลื่อนที่
Determine the moment about point A caused by the 120 kN
เมื่อออกแรงผลักวัตถุ แล้วปล่อยให้วัตถุไถลไปตามพื้นราบในแนวระดับ
กลศาสตร์และการเคลื่อนที่ (1)
ใบสำเนางานนำเสนอ:

งานและพลังงาน

ความหมายของงาน

ความหมายของงาน    ความหมายของงานที่เราจะได้เรียนต่อไปนี้ จะมีความหมายแตกต่างไปจากงานที่เราได้คุ้นเคย ในการออกแรงอาจมีงานเกิดขึ้นหรือไม่เกิดเลยก็ได้ และยังพบอีกว่า ถ้าแนวของแรงมากระทำต่อวัตถุกับแนวของการกระจัดทำมุมต่างกันไป ก็จะส่งผลทำให้งานแตกต่างกันไปด้วย    งานเป็นปริมาณสเกลาร์ สามารถคำนวณหาได้จากผลคูณของแรงหรือองค์ประกอบของแรงกับขนาดของการกระจัดที่อยู่ในแนวเดียวกัน มีหน่วยเป็นจูล กรณีที่แรงตั้งฉากกับการกระจัดงานจะมีค่าเป็นศูนย์หรือไม่มีงานเกิดขึ้น เพราะไม่มีองค์ประกอบของแรงในทิศทางเดียวกับการกระจัด เมื่อหาค่าของงานตามนิยามค่าที่ได้จึงมีค่าเป็นศูนย์

งานในความหมายทางฟิสิกส์ เกี่ยวข้องกับงานเชิงกล เช่นออกแรงกระทำต่อวัตถุ ส่งผลให้วัตถุย้ายตำแหน่ง เรียกว่า ทำงาน พลังงานเป็นความสามารถที่จะทำงาน วัตถุที่มีพลังงานสามารถทำงานได้ พลังงานเป็นปริมาณอนุรักษ์ พลังงานอยู่ได้หลายรูป เช่น พลังงานกล พลังงานไฟฟ้า พลังงานความร้อน พลังงานเคมี พลังงานนิวเคลียร์ อื่น ๆ พลังงานสามารถเปลี่ยนรูปได้ ไม่สามารถสร้างใหม่หรือทำลายให้หายไปได้

งานเนื่องจากแรงค่าคงตัว งานหมายถึงผลของการออกแรงกระทำ กำหนดให้มีค่าเท่ากับ แรง คูณกับการกระจัด ตามแนวแรง เช่น มีแรง F กระทำต่อวัตถุโดยทำมุม θ กับแนวระดับ แล้ววัตถุมีการเคลื่อนที่ตามแนวระดับ ได้ระยะทาง S ดังรูป งานจะมีค่าเท่ากับ W=(Fcos )S W=FScos

งาน (Work) เมื่อมีการออกแรงกระทำกับวัตถุอย่างต่อเนื่อง ให้วัตถุเคลื่อนที่ไป ได้ระยะทางหนึ่ง ถือว่าเกิด งาน

งาน งานที่เกิดขึ้นหาได้จากแรงที่กระทำขนานไปกับระยะทางที่เคลื่อนที่ คูณกับระยะทางนั้น เนื่องจากเราพิจารณาทิศทางการเคลื่อนที่ด้วย ระยะทางดังกล่าวก็คือการกระจัดนั่นเอง W คืองาน มีหน่วยเป็นจูล(Joule) ซึ่งหมายถึง หน่วย Nm หรือ การออกแรง F= 1 N กับวัตถุที่เคลื่อนที่ไปได้ระยะทาง d=1 เมตร จะได้งาน 1 จูล คือมุมที่แนวแรงกระทำกับการกระจัด มีค่าเท่ากับ 0 เมื่อแรงและการกระจัดเป็นแนวเดียวกัน

การหางานรวมเนื่องจากแรงย่อยหลายแรงกระทำต่อวัตถุ หาได้จาก การหางานเนื่องจากแรงย่อยเหล่านั้นรวมกัน Wtotal = W1+W2+W3+……. = ∑Wi หรือ รวมแรงเหล่านั้นเป็นแรงลัพธ์แล้วนำมาหางานรวม Wtotal=Fลัพธ์Scos

งานที่เกิดจากแรงหลายแรง f N mg mgsin วัตถุเคลื่อนที่ลงพื้นเอียง เกิดงานย่อยดังนี้ 1.งานเนื่องจากแรงปฏิกิริยา (WN) 2.งานเนื่องจากแรงโน้มถ่วง ( Wmg) 3.งานเนื่องจากแรงเสียดทาน (Wf)

แบบฝึกหัด 1.ออกแรงลากกล่อง 10 N ไปตามแนวราบ ได้ระยะทาง 5 เมตร อยากทราบงานที่เกิดขึ้น 2.ออกแรงยกกล่อง 10 N แล้วเดินไปตามแนวราบ ได้ระยะทาง 5 เมตร 3.นาย ก. มวล 50 kg ไต่เชือกขึ้นในแนวดิ่งได้ความสูง 20 m อยากทราบงานที่นาย ก. ทำได้ 4.จงหางานเนื่องจากแรง 12 N ที่ทำให้วัตถุเคลื่อนที่เป็นเส้นตรงได้ ระยะทาง 7 เมตร โดยแรงกระทำในทิศ 0 ,60 ,90 องศา กับระยะทาง

Homework 1 1.An intern pushes a 72-kg patient on a 15-kg gurney ,producing an acceleration of 0.60 m/s2 . How much work does the intern do by pushing the patient and gurney through a distance of 2.5 m ? Assume the gurney moves without friction. 2.A car of mass m coasts down a hill inclined at an angle below the horizontal. The car is acted on by three forces: (i) the normal force N exerted by the road , (ii) a force due to air resistance, Fair , and (iii) the force of gravity , mg . Find the total work done on the car as it travels a distance d along the road. Practice Problem Calculate the total work done on a 1550-kg car as it coasts 20.4 m down a hill with = 30° . Let the force due to air resistance be 15.0 N .

การหางานจากพื้นที่ใต้กราฟเนื่องจากแรงค่าคงตัว F (N) W= พื้นที่ใต้กราฟระหว่าง พื้นที่ใต้กราฟระหว่าง แรงกับการกระจัด F W S (m) S งานจากพื้นที่ใตกราฟของแรงกับการกระจัด = F∆s = F (s-0) = Fs

การหางานจากพื้นที่ใต้กราฟเนื่องจากแรงไม่คงที่ (เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ) เช่น วัตถุมวล m อยู่บนพื้นเกลี้ยงถูกแรงกระทำด้วยแรง F ซึ่งไม่คงที่ดังกราฟ ให้เคลื่อนที่จาก A ไป B ได้ระยะการกระจัด x ต้องการหางานที่ต้องเกิดขึ้นกับวัตถุ F พื้นที่ใต้กราฟ= F m A B x F S x W= Fs = พื้นที่ใต้กราฟ FS W=

ตัวอย่างของแรงไม่คงที่ แรงดึงสปริงกลับสู่ตำแหน่งสมดุล F = -kx แรงที่ใส่ให้สปริง F’ = kx

การหางานจากพื้นที่ใต้กราฟเนื่องจากแรงไม่คงที่ (มีขนาดไม่สม่ำเสมอ) งานรวมหาได้จาก โดยที่

กำลัง (Power) กำลัง คือ อัตราการทำงานหรืองานที่เกิดขึ้นในหนึ่งหน่วยเวลา กำหนดให้ W คือ งานที่ทำได้ มีหน่วยเป็นจูล (J) t คือ เวลาที่ใช้ในการทำงาน มีหน่วยเป็นวินาที (s) P คือ กำลัง จากนิยามของกำลังเขียนเป็นสมการได้ว่า หน่วยของกำลัง คือ J/s หรือ เรียกว่า Watt (วัตต์) “ W ”

การหากำลังของวัตถุที่เคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็ว V จาก แต่ ดังนั้น ( เมื่อ ) ได้ว่า *หมายเหตุ กำลัง 1 กำลังม้า (hp) หรือแรงม้า มีค่า 746 วัตต์

พลังงาน (Energy) พลังงานเป็นสมบัติอย่างหนึ่งของระบบที่บ่งถึงขีดความสามารถในการทำงานหรือความสามารถในการทำให้เปลี่ยนแปลง ในทางใดทางหนึ่ง พลังงานของวัตถุจึงวัดได้จากงานของวัตถุที่ทำได้ พลังงานมีหลายรูปแบบ เช่น พลังงานกล พลังงานเคมี พลังงานไฟฟ้า พลังงานนิวเคลียร์ พลังงานแผ่รังสี พลังงานความร้อน เป็นต้น ในบทนี้จะเป็นการศึกษาพลังงานในรูปแบบที่ง่าย ๆ ก่อนคือพลังงานกล จำแนกเป็น 2 ประเภทคือ พลังงานจลน์ และพลังงานศักย์ พลังงานมีหน่วยวัดเป็น จูล(Joules) “ J ”

พลังงานจลน์ (Kinetic Energy) พลังงานจลน์ คือพลังงานที่สะสมอยู่ในวัตถุอันเนื่องจากอัตราเร็วของวัตถุขึ้นอยู่กับการเคลื่อนที่ของวัตถุ ใช้สัญลักษณ์ (Ek) หาพลังงานจลน์ได้จาก ปริมาณงานที่ทำได้ทั้งหมด ของวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่ไปทำงานอย่างหนึ่ง จนกระทั่งวัตถุหยุดนิ่ง จากนิยามเขียนเป็นสมการได้ว่า

เส้นกราฟพลังงานจลน์ Ek พาราโบลา v

ความสัมพันธ์ระหว่างงานและพลังงานจลน์ หากมีแรง F กระทําต่อวัตถุ จนขนาดของความเร็วของวัตถุเปลี่ยนไป ทําให้พลังงานจลน์ของวัตถุเปลี่ยนไปจากเดิม พบว่างานที่แรงนั้นกระทําต่อวัตถุมีค่าเท่ากับพลังงานจลน์ของวัตถุที่เปลี่ยนไป หรือ เรียกคํากล่าวนี้ว่า หลักของงาน-พลังงานจลน์ (Work-Kinetic Energy Theorem)

4.2 ทฤษฎีบทงาน-พลังงาน W = ½ m v2 - ½ m u2 = Ek2 – Ek1 4.2 ทฤษฎีบทงาน-พลังงาน W = ½ m v2 - ½ m u2 = Ek2 – Ek1 ทฤษฎีบทงาน-พลังงาน งานเนื่องจากแรงคงที่ = การเปลี่ยนแปลงพลังงานจลน์ ปริมาณงาน W มีค่ามากกว่า 0  พลังงานจลน์ Ek เพิ่มขึ้น ปริมาณงาน W มีค่าน้อยกว่า 0  พลังงานจลน์ Ek ลดลง

ประโยชน์ของทฤษฎีบทงาน-พลังงาน 1) ทราบปริมาณงาน W และอัตราเร็วต้นของวัตถุ u  สามารถคำนวณหาอัตราเร็วปลายของวัตถุ v 2) ทราบปริมาณงาน W และอัตราเร็วปลายของวัตถุ v  สามารถคำนวณหาอัตราเร็วต้นของวัตถุ u 3) ทราบอัตราเร็วต้นของวัตถุ u และอัตราเร็วปลายของวัตถุ v  สามารถคำนวณหาปริมาณงาน W

ปัญหาตัวอย่างที่ 2 โจทย์ u = 10 m/s v = 0 s = 10 m

ปัญหาตัวอย่างที่ 2 (ต่อ) Ex กล่องใบหนึ่งเริ่มต้นไถลด้วยอัตราเร็วต้น u = 10 m/s ไปบนพื้นที่มีความฝืดได้ไกลสุด 10 m จงหาค่าสัมประสิทธิ์ความเสียดทานจลน์ระหว่างกล่องและพื้น  วิธีทำ พิจารณาแรงที่กระทำต่อวัตถุ f = - Ny = - mg s = 10 N = f W

ปัญหาตัวอย่างที่ 2 (ต่อ) เนื่องจากแรง N และ W ตั้งฉากกับระยะขจัด N  s = 0 = W  s เพราะฉะนั้น แรง N และ W ไม่ทำให้เกิดงาน จากทฤษฎีบทงาน-พลังงาน W = f  s = ½ m v2 - ½ m u2 (-  mg )  (10 ) = - ½ m u2   = u2/20g = 0.5

การบ้าน 1.วัตถุชิ้นหนึ่งมีมวล 10 kg อยู่นิ่งบนพื้นระดับผิวเกลี้ยง ต่อมามีแรง 40 นิวตัน มาฉุดให้เคลื่อนที่เป็นระยะทาง 6 เมตร แล้วจึงเปลี่ยนเป็นแรง 10 นิวตัน ฉุดต่อไปอีก 8 เมตร ในทิศทางเดิม จงหาพลังงานจลน์และอัตราเร็วของวัตถุนี้ ภายหลังจากถูกแรงกระทำทั้งสองครั้ง 2. วัตถุมวล 2 กิโลกรัม เคลื่อนที่ตาม แนวราบด้วย ความเร็ว 10 m/s พุ่งเข้ากดสปริง กราฟของแรงกระทำและระยะหดของสปริงเป็นดังรูปขณะที่สปริงหดเข้าไป 1 เมตร พลังงานจลน์ของวัตถุเหลือเท่าไร

3.ลากกล่องบนพื้นฝืดระดับด้วยแรง 100 เอียงทำมุม 60° กับระดับ จากแผนภาพแทนแรง แรงที่กระทำต่อวัตถุคือ น้ำหนัก W แรงปฏิกิริยาที่พื้นกระทำต่อกล่อง N แรงเสียดทาน f = 5 N กล่องเคลื่อนที่ไปทางขวาเป็นระยะทาง S ถ้ากล่องมีความเร็วต้น u = 4 1m/s ให้มวลของกล่อง = 10 kg จงหาความเร็วสุดท้ายของกล่อง จากความสัมพันธ์ของงานและพลังงาน

4. ออกแรง F สม่ำเสมอขนาด 70 N กระทำต่อบล็อกในแนวทำมุม 250 กับพื้นระดับ ทำให้บล็อกมวล 15 kg เลื่อนไปบนพื้น ถ้าสัมประสิทธิ์ความเสียดทานจลน์ระหว่างพื้นกับบล็อกเป็น 0.3 ในขณะที่บล็อกเคลื่อนที่จากสภาพนิ่งได้ระยะ 5.0 m จงหา ก) งานของแรง F ข) งานของแรงเสียดทาน ค) งานสุทธิที่ทำต่อบล็อก ง) พลังงานจลน์ของบล็อก

5. วัตถุมวล 6.0 กิโลกรัม ผูกติดปลายสปริงที่มีค่าคงตัวสปริง 1,200 นิวตันต่อเมตร วางอยู่บนพื้นราบ ถ้าค่าสัมประสิทธ์ความเสียดทานจลน์ระหว่างวัตถุกับพื้นเท่ากับ 0.3 แล้ว จงคำนวณหางานจากแรงดึงวัตถุออกไปจากตำแหน่งสมดุลเป็นเสาชิงช้าหน้าวัดสุทัศน์สูง 20 เมตร ถ้า 6.แกว่งชิงช้าจนถึง 90 อัตราเร็วของชิงช้าตอนผ่านจุดต่ำสุดจะเป็นกี่กิโลเมตร/ชั่วโมงระยะ 16 เซนติเมตร

พลังงานศักย์ (Potential Energy) พลังงานศักย์ (Ep) คือ พลังงานที่ถูกเก็บสะสมไว้และพร้อมที่จะนำมาใช้ ในบทเรียนนี้จะศึกษาพลังงานศักย์ 2 ประเภท คือ 1.พลังงานศักย์โน้มถ่วง 2.พลังงานศักย์ยืดหยุ่น

พลังงานศักย์โน้มถ่วง (Gravitational Potential Energy) พลังงานศักย์โน้มถ่วง คือ พลังงานที่สะสมอยู่ในวัตถุ เกิดจากแรงโน้มถ่วงและตำแหน่งของวัตถุตามระดับความสูง เมื่อปล่อยวัตถุซึ่งอยู่สูงจากพื้น h เคลื่อนที่ตกลงมา พบว่าเกิดงานเนื่องจากแรงโน้มถ่วงของโลกต่อวัตถุ มีค่าเท่ากับ mgh แสดงว่าวัตถุที่อยู่สูงจากพื้น h มีพลังงาน เพราะว่าสามารถทำงานได้เรียกว่า พลังงานศักย์โน้มถ่วง ซึ่งมีค่าเท่ากับ mgh นั่นเอง เขียนสมการได้ว่า m h mg

พิจารณาเมื่อยกวัตถุมวล m จากระดับอ้างอิง ซึ่งก็คือพื้นเป็นระยะทาง h ด้วยความเร็วคงตัวซึ่งจะต้องออกแรง F มีขนาดเท่ากับขนาดของน้ำหนักของวัตถุ mg ดังรูป จากรูป แรง F มีทิศเดียวกับการเคลื่อนที่ แสดงว่างานจะต้องเป็นบวก WF = Fh ดังนั้น WF = mgh ปริมาณ mgh เป็นงานของแรงภายนอกเอาชนะแรงของสนามโน้มถ่วง ถือว่าเป็นพลังงานศักย์ของวัตถุนั่นเอง Ep = mgh

กราฟความสัมพันธ์พลังงานศักย์กับความสูง Ep Ep=mgh mg h

พลังงานศักย์ยืดหยุ่น ( Elastic Potential Energy) พลังงานศักย์ยืดหยุ่น คือ พลังงานศักย์ของสปริงขณะที่ยืดออก หรือหดเข้าจากตำแหน่งสมดุล ถูกเขียนแทนด้วยสัญลักษณ์ “ Ep (elastic) ” หาได้จากสมการ

ถ้าสปริงยืดหรือหดออกจากตำแหน่งสมดุลแล้ว จะเกิดแรงฉุดให้กลับสู่ตำแหน่งสมดุลโดยแรงนั้นจะมีขนาดแปรผันตรงกับระยะยืด หรือหดจากตำแหน่งสมดุล F พื้นที่ใต้กราฟระหว่างแรง (F) และระยะการกระจัด (x) คือ งาน (w) x

อาจหางานที่กระทำจากแรงเฉลี่ยคูณกับการกระจัดได้ เนื่องจากแรงที่ดึงเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ค่าแรงเฉลี่ยจะเท่ากับ และงานที่ได้จึงเป็น = พลังงานศักย์ยืดหยุ่นในสปริงหาได้จากงานที่กระทำโดยแรงภายนอกที่ใช้ดึงหรือกดสปริง ฉะนั้น

แบบฝึกหัด 1.กล่องใบหนึ่งมีมวล 20 กิโลกรัม วางอยู่บนโต๊ะซึ่งสูงจากพื้นห้อง 1 เมตร ถ้ายกกล่องใบนี้ขึ้นไปวางบนชั้นสูงจากพื้นห้อง 3 เมตร จงคำนวณงานที่ใช้ในการยกและหาพลังงานศักย์โน้มถ่วงของกล่องที่สูงขึ้นถ้าเส้นทางของการยกเฉียงดังรูป 2.ชายผู้หนึ่งออกแรง 100 นิวตันดึงสปริง แล้วเพิ่มแรงดันเป็น 500 นิวตัน ทำให้สปริงยืดออกจากตำแหน่งเดิม 1.2 เมตร สปริงมีพลังงานศักย์เพิ่มขึ้นเท่าใด

กฎการอนุรักษ์พลังงาน พลังงานรูปหนึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่น ๆ ได้ พลังงานที่มาจากการเปลี่ยนรูปนี้จะมีค่าเท่ากับพลังงานเดิม ซึ่งเป็นไปตาม กฎการอนุรักษ์พลังงาน ( law of conservation of energy ) ขณะที่โยนลูกบอลขึ้นจากพื้น พลังงานเคมีในร่างกายบางส่วนจะเปลี่ยนเป็นพลังงานจลน์ของลูกบอลจึงทำให้ลูกบอลเคลื่อนที่ได้เมื่อลูกบอลเคลื่อนที่สูงขึ้น ความเร็วจะลดลง นั่นคือพลังงานจลน์ของลูกบอลจะลดลงโดยเปลี่ยนไปเป็นพลังงานศักย์โน้มถ่วง ณ ตำแหน่งสูงสุด ของการเคลื่อนที่ พลังงานจลน์ของลูกบอลเป็นศูนย์และพลังงานศักย์โน้มถ่วงมีค่าสูงสุด ขณะที่ลูกบอลเคลื่อนที่ลง พลังงานศักย์โน้มถ่วงจะเปลี่ยนเป็นพลังงานจลน์ และเมื่อลูกบอลกระทบพื้นพลังงานจลน์จะเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนและเสียง เรียกแรงที่กระทำแล้วพลังงานกลไม่เปลี่ยนนี้ว่า แรงอนุรักษ์

กฎการอนุรักษ์พลังงานกล ถ้าไม่มีแรงภายนอกมากระทำกับวัตถุ (งานรวม=0) แล้วผลรวมของพลังงานที่สะสมภายในวัตถุจะคงที่ เนื่องจาก ผลรวมของพลังงานศักย์ และพลังงานจลน์ของวัตถุ เรียกว่าพลังงานกลของวัตถุซึ่งเป็นพลังงานที่สะสมภายในวัตถุ จะได้สมการงานและพลังงานดังนี้ = คงที่ โดยที่ และ

กฎการอนุรักษ์พลังงานกล ฉะนั้น

ถ้ามีแรงภายนอกมากระทำต่อวัตถุ (งานรวม ≠0) แล้วสมการงานและพลังงานจะกลายเป็นดังนี้ ซึ่งก็คือ

สิ่งที่ควรทราบ 1.พลังงานเนื่องจากแรงภายนอก ให้เป็น 2.ถ้าวัตถุมีมวลเท่ากันกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วขนาดเท่ากัน แต่ทิศต่างกันหรือไม่ต่างกัน แล้วพลังงานจลน์ จะมีค่าเหมือนกันโดยไม่สนใจทิศ 3.ถ้าวัตถุอยู่สูงกว่าตำแหน่งอ้างอิง แล้วพลังงานศักย์โน้มถ่วงจะต้องเป็นบวก ถ้าวัตถุอยู่ต่ำกว่าตำแหน่งอ้างอิง แล้วพลังงานศักย์โน้มถ่วงจะต้องเป็นลบ 4.ไม่ว่าสปริงยืดหรือหด ขอให้ระยะห่างจากตำแหน่งสมดุลเท่ากัน พลังงานสะสมในสปริงจะเท่ากัน แสดงว่า เป็นบวกเสมอ ไม่สนใจว่าสปริงจะยืดหรือหด

เครื่องกล (Machines) เครื่องกล คือ เครื่องมือที่เมื่อนำพลังงานใส่เข้าไป แล้วเครื่องกลนั้นสามารถที่จะทำงานออกมาได้ สิ่งที่ควรทราบ 1.ถ้าเครื่องกลไม่มีความเสียดทานเลย แล้วพลังงานที่ใส่ให้แก่เครื่องกล จะต้องมีค่าเท่ากับงานที่เครื่องกลทำออกมา 2.เนื่องจากความจริงแล้ว เครื่องกลทุกเครื่องจะต้องมีความเสียดทานแน่ ๆ ดังนั้นพลังงานที่ใส่ให้กับเครื่องกลบางส่วนจะต้องเสียไปในการทำลายความเสียดทานเหล่านั้น ทำให้เราทราบว่า สำหรับเครื่องกลทุกเครื่อง งานที่ทำโดยเครื่องกลจะมีค่าน้อยกว่างานที่เราใส่ให้แก่เครื่องกลนั้นเสมอ งานที่ทำโดยแรงที่ให้กับเครื่องกล = งานที่ได้รับจากเครื่องกล + งานที่สูญเสียไปกับความเสียดทาน

สำหรับระบบเครื่องกลที่ดีงานของแรงเสียดทานจะมีค่าน้อยเมื่อเทียบกับงานที่เครื่องกลกระทำเราอาจประมาณได้ว่า งานที่ทำโดยแรงที่ให้กับเครื่องกล = งานที่เครื่องกลได้รับ 3. เครื่องกลพื้นฐานที่จัดเป็นเครื่องกลอย่างง่าย ( simple Machines) มี 6 อย่าง ได้แก่ คาน ล้อกับเพลา รอก พื้นเอียง ลิ่ม และสกรู 4. เครื่องกลเป็นเครื่องที่ใช้สำหรับผ่อนแรง แต่ไม่ได้ผ่อนงาน

การได้เปรียบเชิงกล (Mechanical Advantage : M.A.) คือ “อัตราส่วนระหว่างน้ำหนักบรรทุก W กับแรงความพยายาม” P คือ แรงความพยายาม

อัตราส่วนความเร็ว(Velocity Ratio : VR) คือ อัตราส่วนระหว่างความเร็วของความพยายามกับความเร็วของความต้านทาน V.R. = ความเร็วของความพยายาม ความเร็วของความต้านทาน

ประสิทธิภาพเครื่องกล (Efficiency of Machine : E ) 1.คิดเป็นอัตราส่วน หาได้จาก ประสิทธิภาพเครื่องกล (E) = กำลังที่ได้รับจากเครื่องกล กำลังที่ให้กับเครื่องกล = งานที่ได้รับจากเครื่องกล งานที่ให้กับเครื่องกล

ประสิทธิภาพเครื่องกล (Efficiency of Machine : E ) 2.คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ประสิทธิภาพเครื่องกล (E) = กำลังที่ได้รับจากเครื่องกล x 100 กำลังที่ให้กับเครื่องกล = งานที่ได้รับจากเครื่องกล x 100 งานที่ให้กับเครื่องกล

เครื่องกลพื้นฐานที่ควรทราบ มี 6 อย่าง คือ คาน ล้อกับเพลา รอก พื้นเอียง ลิ่ม และสกรู หลักการของการทำงานของเครื่องกลทุกชนิด งานที่ให้ = งานที่ได้รับ 1. รอก (pulley) คือ เครื่องกลที่ใช้สำหรับยกของขึ้นที่สูงแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ รอกเดี่ยว และ รอกพวง w w w รอกเดี่ยวเคลื่อนที่ รอกเดี่ยวตายตัว รอกพวง

2. คาน ( Lever) คือ เครื่องกลที่มีลักษณะเป็นท่อนยาวแข็ง โดยที่คานจะต้องหมุนได้รอบจุดหนึ่ง คานมี 3 แบบดังนี้ แบบที่ 1 จุดหมุนอยู่ระหว่างแรงความพยายาม P กับน้ำหนัก W ที่ต้องการจะยกดังรูป C B A P w เช่น คีม กรรไกร ชะแลง ตาชั่ง พบว่า ถ้า AB ยาวกว่า CB แล้วค่าของ W จะมากกว่า P ซึ่งเป็นการผ่อนแรง

เช่น มีดตัดกระดาษ มีดตัดอ้อย รถเข็นดิน แบบที่ 2 จุดหมุนอยู่ที่ปลายข้างหนึ่ง แรงความพยายาม P อยู่ที่ปลายอีกข้างหนึ่ง และ W อยู่ระหว่าง P กับจุดหมุนดังรูป w A P C B เช่น มีดตัดกระดาษ มีดตัดอ้อย รถเข็นดิน พบว่า ถ้า AB ยาวกว่า CB แล้วค่าของ W จะมากกว่า P ซึ่งเป็นการผ่อนแรง

เช่น พลั่วตักดิน ช้อนส้อม แบบที่ 3 จุดหมุนอยู่ที่ปลายข้างหนึ่ง W อยู่ที่อีกปลายหนึ่งและแรงความพยายาม P อยู่ระหว่าง W กับจุดหมุนดังรูป P B C A w เช่น พลั่วตักดิน ช้อนส้อม พบว่า ถ้า AB ยาวน้อยกว่า CB แล้วค่าของ W น้อยกว่า P ดังนั้นคานแบบนี้จึงไม่ผ่อนแรง

3. พื้นเอียง คือ เครื่องกลที่ใช้สำหรับเคลื่อนที่วัตถุหนัก ๆ ขึ้นสูง โดยออกแรงความพยายามน้อยกว่าน้ำหนักของวัตถุนั้น h P L W พบว่า ถ้าพื้นเอียงนั้นมี L มากกว่า h มาก ๆ แล้วจะผ่อนแรงได้มาก P x L = W x h

F x H = W x L Work Input = Work Output 4.ลิ่ม (Wedge) คือ เครื่องกลที่ใช้สำหรับตอกวัตถุที่ต้องการให้แยกออก จากกัน Work Input = Work Output F x H = W x L

5.สกรู (Screw) คือ เครื่องกลที่เป็นพื้นเอียงที่มีลักษณะวนรอบแกนอันหนึ่งคล้ายบันไดเวียน สกรูจึงมีลักษณะเป็นเกลียว งานในการยก W = งานที่ทำโดย P (นน. x ความสูง 1 เกลียว) = (แรง x ระยะทาง 1 รอบ) จะได้

6. ล้อและเพลา คือ เครื่องกลที่ประกอบไปด้วยล้อและเพลา โดยมีเชือกพันที่ล้อและเพลาอย่างละเส้นในทิศทางที่สวนกัน แรงพยายาม P ฉุดปลายเชือกที่พันรอบล้อ โดยฉุด ก้อนน้ำหนัก W ที่ต้องการจะยกสูงขึ้นผูกอยู่ที่ปลายเชือกซึ่งพันรอบเพลา เมื่อ P มีทิศลง W ก็จะมีทิศขึ้น โมเมนต์ตาม = โมเมนต์ทวน P x R = W x r