งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

องค์การและการจัดการ Organization and management (Mpp 5504)

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "องค์การและการจัดการ Organization and management (Mpp 5504)"— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 องค์การและการจัดการ Organization and management (Mpp 5504)
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. นัทนิชา หาสุนทรี สาขา รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

2 ความหมายของ องค์การ (Organization)
องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

3 องค์การ คืออะไร (What is Organization?)
1. องค์การทางสังคม ได้แก่ ครอบครัว โรงเรียน มหาวิทยาลัย ศาสนา (วัด) สมาคม สโมสร ชมรม และกลุ่มกิจกรรมต่างๆ 2. องค์การทางราชการได้แก่หน่วยงาน ราชการต่างๆ ซึ่งครอบคลุมถึงกระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ ที่เรียกกันว่า ระบบ ราชการ (Bureaucracy) ซึ่งเป็นองค์การที่มี ขนาดใหญ่โตมีโครงสร้างที่สลับซับซ้อนมาก 3. องค์การเอกชนได้แก่ บริษัท ร้านค้าต่างๆ ที่ดำเนินกิจกรรมเพื่อประโยชน์ทางการค้า องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

4 ความหมายขององค์การ กลุ่มคนที่ร่วมมือกันทำให้บรรลุเป้าหมาย เดียวกันด้วยวิธีการที่มีระบบที่ช่วยประสานงาน มีระบบในการจัดระเบียบ กิจกรรม โครงสร้างและภาระหน้าที่ รวมทั้งบุคลากรที่ ประกอบด้วยคนสองคนขึ้นไป เพื่อให้เกิด ความสอดคล้องและเป็นเอกภาพในการทำงาน องค์การสามารถแบ่งๆได้ 2 ชนิดใหญ่ๆ ตาม เป้าหมายคือ องค์การที่มุ่งแสวงหาผลกำไร (Profit Organization) องค์การที่ไม่มุ่งแสวงหาผลกำไร (Not- for-Profit Organization) องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

5 ลักษณะสำคัญขององค์การ
จุดมุ่งหมายที่เด่นชัด บุคคลหรือสมาชิกในองค์การ โครงสร้างที่เหมาะสม มีความชัดเจน รัดกุม ยืดหยุ่นได้ โครงสร้างองค์การอาจประกอบด้วย องค์การแบบดั้งเดิม มุ่งที่กฎเกณฑ์ ข้อกำหนด และตำแหน่งงานซึ่งอำนาจตัดสินใจอยู่ที่ผู้บังคับบัญชา องค์การแบบใหม่ พัฒนามาจากแบบดั้งเดิมโดยมีความยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้ มุ่งความสำคัญที่ทีมงาน ข้อกำหนด รายละเอียดของงาน และทักษะ อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่ทีมงานซึ่งมีความสัมพันธ์แบบแนวนอนและแบบเครือข่าย องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

6 องค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญขององค์การ
1. ประกอบดวยบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป 2. บุคคลเหล่านั้นต้องปฏิสัมพันธ์หรือการกระทำ อย่างใดอย่างหนึ่งเกี่ยวข้องกันและกัน 3. ลักษณะการปฏิสัมพันธ์เป็นการทำงานร่วมกัน ของคนในองค์การตามที่ระบุไว้ในโครงสร้าง 4. ทุกคนมีวัตถุประสงค์ส่วนตัวอันเป็นเหตุจูงใจใน การทำงาน และคาดหวังว่าความร่วมมือกันจะทำ ให้บรรลุวัตถุประสงค์ส่วนตัวได้ 5. การปฏิสัมพันธ์กันในส่วนต่างๆจะนำไปสู่การ บรรลุวัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายในการก่อตั้ง องค์การ นำไปสู่ผลผลิตขององค์การในที่สุด องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

7 Herbert G. Hicks. (1972) อธิบาย องค์การคือ กระบวนการจัดโครงสร้างให้บุคคลเกิดปฏิสัมพันธ์ ในการทำงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ กำหนดไว้ ซึ่งสอดคล้องกับความหมายของ องค์การที่ Joseph L. Massie กล่าวว่า องค์การ คือ โครงสร้างหรือกระบวนการที่กลุ่มจัดตั้งขึ้น มีการทำกิจกรรมหรืองานออกเป็นประเภทต่างๆ และมอบหมายความรับผิดชอบในกิจกรรมนั้นๆ ให้แก่สมาชิกได้ดำเนินการปฏิบัติเพื่อบรรลุ เป้าหมายที่กำหนดไว้ขณะเดียวกัน Lyndall Urwick ได้ให้ความหมายขององค์การในลักษณะ ที่ใกล้เคียงกัน โดยกล่าวว่าองค์การ คือ การ กำหนดกิจกรรมต่างๆ ให้สอดคล้องกับเป้าหมาย แล้วจำแนกแบ่งกิจกรรมหรืองานนั้นๆ ให้บุคคล ในกลุ่มดำเนินการ องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

8 Chester I Barnard (1970) กล่าวว่า องค์การคือ ระบบที่บุคคลสองคนหรือมากกว่านั้นร่วมแรงร่วม ใจกันทำงานอย่างมีจิตสำนึก จากความหมาย ขององค์การที่บาร์นารด์ กล่าวไว้ ยังพบว่ามี บุคคลอื่นๆ อีกที่ให้ความหมายขององค์การใน ลักษณะคล้ายคลึงกันอาทิเช่น James D. Mooney ได้แสดงทัศนะว่าองค์การคือวิธีการหนึ่ง ที่บุคคลรวมตัวกัน เพื่อทำงานให้บรรลุ วัตถุประสงค์ร่วมกัน สำหรับ Frank Sherwood อธิบายความหมายขององค์การว่าเป็นวิธีการที่ บุคคลจำนวนมากร่วมแรงร่วมใจกันทำงานที่มี ความซับซ้อนอย่างมีระบบเพื่อให้งานสำเร็จตาม เป้าหมายที่กำหนดร่วมกัน องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

9 ทรัพยากรพื้นฐานขององค์การ ได้แก่ 6 M+IT
1. Man : ทรัพยากรมนุษย์ 2. Money : ทรัพยากรการเงิน 3. Machine : เครื่องจักรและสินทรัพย์ถาวร 4. Material : วัตถุดิบ, วัสดุอุปกรณ์ 5. Method : วิธีการ , กระบวนการ 6. Market : ตลาด 7. Information : ข้อมูลข่าวสาร องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

10 การจัดการ หมายถึง การทำให้กลุ่มบุคคลในองค์การเข้ามา ทำงานร่วมกันเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกันของ องค์กร การจัดการประกอบด้วยการวางแผน การ จัดการองค์กร การสรรหาบุคลากร การนำหรือการ สั่งการ และการควบคุมองค์กรและยังหมายความ รวมถึงการพยายามที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกัน การจัดการทรัพยากร ซึ่งประกอบด้วยการใช้งาน และการจัดวางทรัพยากรบุคคล ทรัพยากรการเงิน ทรัพยากรเทคโนโลยี และทรัพยากรธรรมชาติ องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

11 ความหมายของการบริหาร
คำว่า “การบริหาร” (Administration) จะใช้ในการ บริหารระดับสูง โดยเน้นที่การกำหนดนโยบายที่ สำคัญและการกำหนดแผนของผู้บริหารระดับสูง เป็นคำนิยมใช้ในการบริหารรัฐกิจ (Public Administration) หรือใช้ในหน่วยงานราชการ และคำว่า การบริหาร คือกลุ่มของกิจกรรม ประกอบด้วย การวางแผน (Planning) การจัด องค์กร (Organizing) การสั่งการ (Directing) และ การควบคุม (Controlling) ซึ่งจะมีความสัมพันธ์ โดยตรงกับทรัพยากรขององค์กร (6M’s) เพื่อ นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์และด้วยจุดมุ่งหมายสำคัญ ในการบรรลุความสำเร็จ ตามเป้าหมายขององค์กร อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผลครบถ้วน องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

12 ความแตกต่าง การจัดการ (Management)หมายถึง ชุดของหน้าที่ต่างๆ ที่ กำหนดทิศทางในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทั้งหลายอย่างมี ประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพื่อให้บรรลุเป้าหมายขององค์กร การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ (Efficient) หมายถึง การใช้ ทรัพยากรอย่างเฉลียวฉลาด และคุ้มค่า ส่วนการใช้ทรัพยากรอย่าง มีประสิทธิผล (Effective) หมายถึงการตัดสินใจอย่างถูกต้อง และมี การปฏิบัติการได้สำเร็จตามแผนที่กำหนดไว้ ดังนั้น ผลสำเร็จของ การจัดการต้องมีทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผลควบคู่กันไป การบริหาร (Administration) หมายถึง ศิลปะในการทำให้สิ่งต่าง ๆ ได้รับการกระทำจนเป็น ผลสำเร็จ กล่าวคือ ผู้บริหารไม่ใช้ เป็นผู้ปฏิบัติ แต่เป็นผู้ใช้ศิลปะทำให้ผู้ปฏิบัติทำงานจนสำเร็จตาม จุดมุ่งหมายที่ผู้บริหารตัดสินใจเลือกแล้ว “การบริหาร” นิยมใช้กับองค์การทางรัฐกิจ หรือราชการ มีหัวหน้า ที่เรียกว่า “ผู้บริหาร” (Administrator) รับผิดชอบ ส่วนอีกด้านหนึ่ง มีการใช้คำว่า “การจัดการ” นิยมใช้กับองค์การทางธุรกิจ มีหัวหน้า ที่เรียกว่า “ผู้จัดการ” (Manager) ทั้งสองคำมีความหมายเหมือนกัน แต่นิยมใช้ต่างกัน องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

13 Level of management องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

14 โดยทั่วไปองค์กรจะแบ่งฝ่ายบริหารออกเป็น 3 ระดับ
โดยทั่วไปองค์กรจะแบ่งฝ่ายบริหารออกเป็น 3 ระดับ 1. ผู้บริหารระดับสูง (Top Management Level) โดยเน้นการกำหนดนโยบายและการวางแผนระยะยาว มีวิสัยทัศน์ ภาวะผู้นำ และมีอำนาจในการมอบหมายงาน 2. ผู้บริหารระดับกลาง (Middle Management Level) รับนโยบายจากผู้บริหารระดับสูงไปปฏิบัติ มีทักษะไหวพริบ แก้ไขปัญหาเฉพาะได้ มีความสามารถในการจัดการรับผิดชอบงานเฉพาะในฝ่ายของตน 3. ผู้บริหารระดับต้นหรือระดับปฏิบัติงาน (Low Management Level) มีหน้าที่ควบคุมดูแลรับผิดชอบการปฏิบัติงานของคนงาน ซึ่งจะต้องติดต่อกับคนงานสม่ำเสมอเพื่อให้การปฏิบัติงานนั้นลุล่วงไปด้วยดี มีความสามารถในการควบคุมอารมณ์ และมีทักษะในการสอนงานให้แก่พนักงานในระดับปฏิบัติการ องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

15 หน้าที่ของผู้บริหาร องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

16 หน้าที่ของผู้บริหาร ผู้บริหารมีหน้าที่หลักๆ ในการ บริหารองค์กรคือ
การวางแผน (Planning : P) การจัดองค์กร (Organizing : O) การจัดคนเข้าทำงาน (Staffing : S) การอำนวยการ (Directing : D) การควบคุมงาน (Controlling : C) องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

17 วิวัฒนาการของการจัดการ
การจัดการเป็นศาสตร์ (Management is a Science) เพราะความรู้ที่ได้มาเป็นระบบ เป็นหลักการ กฎ ทฤษฎี หลังจากได้พิสูจน์ ทดสอบ และนำไปใช้แก้ปัญหาได้แล้ว และนำความรู้ต่าง ๆ นี้มาพัฒนาต่อไป เช่น วิชารัฐ ประศาสนศาสตร์ (Public Administration) , การ บริหารธุรกิจ (Business Administration) เป็นต้น การจัดการเป็นศิลปะ (Management is also an art) เพราะการนำเอาความรู้ประยุกต์ใช้งานหรือเป็นเทคนิคใน การพัฒนาองค์การให้เกิดผลตามที่องค์การต้องการ โดย ให้มีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่จริง ศาสตร์ และศิลปะเป็นสิ่งประกอบให้เกิดผล และต้องมีการพัฒนา ความรู้ใหม่ๆ และนำมาประยุกต์ใช้ นำมาแก้ปัญหาใน การจัดการบุคคล เงิน เครื่องจักร และวัสดุ ของ องค์การให้ดำเนินไปตามเป้าประสงค์ที่ได้วางไว้ วิวัฒนาการของการจัดการนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับ อารยธรรมของมนุษย์ที่สืบเนื่องเรื่องราวต่างๆ ในอดีตที่ เก่าแก่ซึ่งเมื่อมีกลุ่มก็จะมีผู้นากลุ่มหรือหัวหน้าแสดงบทบาท เป็นผู้นาของกลุ่มเพื่อให้กลุ่มอยู่ได้ด้วยความเป็นระเบียบ ซึ่งการศึกษาทั้งทฤษฎีและหลักเกณฑ์ทางการจัดการที่เป็น รูปแบบเพิ่มจะเริ่มขึ้นในศตวรรษที่ 18 ภายหลังจากการมี อุตสาหกรรม องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

18 1. การจัดการในระยะเริ่มต้น
ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 ได้มีนักปราชญ์ชาวเยอรมัน และออสเตรียกลุ่มหนึ่งมีความสนใจในการจัดระเบียบ บริหารงานของรัฐ ซึ่งเรียกตัวเองว่าแคเมอรัลลิสต์ (Cammeralist) ประกอบด้วยนักวิชาการและนักบริหาร เป็นกำลังที่สำคัญ ระยะนี้ตรงกับสมัยพระเจ้าเฟรเด อริก วิลเลียมที่ 1 แห่งปรัสซัย (ค.ศ ) และพระนางมาเรีย เทเรชา แห่งออสเตีย (ค.ศ ) บุคคลกลุ่มนี้ได้ศึกษาและวางหลักในการ บริหารงานของรัฐ ยังผลให้มีการปฎิรูประบบเศรษฐกิจ และการบริหารงานไปพร้อมๆกัน มีการรวบรวมความรู้ ทางการบริหาร มีผู้สนใจศาสตร์ทางการบริหารมาก ขึ้น ในช่วงระยะเวลานี้ได้มีการใช้คำว่า การบริหาร และ การจัดการ ในความหมายเดียวกันโดยหมายถึง การบริหารงานทุกประเภท จึงถือว่าผลงานของ นักวิชาการหรือกลุ่มแคเมอรัลลิสต์เป็นการวางรากฐาน การบริหารราชการของรัฐหรือรัฐประศาสนศาสตร์ องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

19 2. การจัดการเชิงวิทยาศาสตร์
การศึกษาค้นคว้าทางด้านการจัดการเจริญก้าวหน้า อย่างรวดเร็ว มีการตั้งทฤษฎี ตั้งกฎเกณฑ์ทางการ จัดการ มีการนำเอาวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ เป็นเครื่องมือแสวงหาวิธีทำงานให้มีประสิทธิภาพ สูงสุด (สมคิด บางโม หน้า 65) 2.1 แนวคิดของแฮรี่ ทาวน์ 2.2 แนวคิดของเฟรเดอริก เทย์เลอร์ 2.3 แนวคิดของอองรี ฟาโยล องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

20 2.1 แนวคิดของแฮรี่ ทาวน์ เมื่อเฮนรี่ ทาวน์ (Henry Town) ประธานบริษัทเยลแอนด์ทาวน์ ในสหรัฐอเมริกา เสนอบทความเกี่ยวกับการจัดการต่อที่ประชุมสมาคมวิศวกรรมเครื่องกลแห่งสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ เน้นให้เห็นความสำคัญของการจัดการว่ามีความสำคัญไม่น้อยกว่าการผลิต จุดเริ่มต้นของการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์ (Scientific Management) ซึ่งเป็นจุดที่เริ่มขึ้นของการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์ องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

21 2.3 แนวคิดของอองรี ฟาโยล ในขณะที่เทย์เลอร์และคณะทำการศึกษาค้นคว้าอยู่นั้น ผู้นำคน สำคัญอีกคนหนึ่งในกลุ่มนี้คือ อองรี ฟาโยล วิศวกรและ นักวิชาการชาวฝรั่งเศส ได้ศึกษาค้นคว้าหลักเกณฑ์การจัดการที่ เป็นสากลโดยได้เสนอแนวความคิดไว้ว่า องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

22 แนวคิดหัวใจของการบริหารจัดการเพื่อให้งานสำเร็จตาม เป้าหมายนั้น มีองค์ประกอบด้วยกัน 5 ปัจจัย ของอองรี ฟาโยล (POCCC) การวางแผน Planning การจัดองค์การ Organizing การบังคับบัญชา Commanding การประสานงาน Coordinating การควบคุม Controlling องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

23 แนวคิดหัวใจของการบริหารจัดการเพื่อให้งาน สำเร็จตามเป้าหมายนั้น มีองค์ประกอบด้วยกัน 5 ปัจจัย ของอองรี ฟาโยล (POCCC) P = Planning การวางแผน เป็นการวางเค้าโครงกิจกรรมซึ่งเป็นการเตรียมการก่อนลงมือ ปฏิบัติเพื่อให้การดำเนินการสามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้อย่างมี ประสิทธิภาพ O = Organizing การจัดองค์การ เป็นการกำหนดโครงสร้างขององค์การโดยพิจารณาให้เหมาะสม กับงาน เช่น การแบ่งงาน (Division of work) เป็นกรม กอง หรือแผนก โดยอาศัยปริมาณงาน คุณภาพของงาน หรือจัด ตามลักษณะเฉพาะของงาน (Specialization) นอกจากนั้นอาจ พิจารณาในแง่ของการควบคุม (Span of control) หรือพิจารณา ในแง่ของหน่วยงาน เช่น หน่วยงานหลัก (Line) และหน่วยงาน ที่ปรึกษา (Staff) เป็นต้น องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

24 แนวคิดหัวใจของการบริหารจัดการเพื่อให้งาน สำเร็จตามเป้าหมายนั้น มีองค์ประกอบด้วยกัน 5 ปัจจัย ของอองรี ฟาโยล (POCCC) C = Commanding การจัดวางคนตามความเหมาะสม ทั้งด้านความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ ความถนัด ฯลฯ ให้เต็มอัตรากับงานที่เราจัดแบ่งไว้ โดยคนที่รับผิดชอบหน่วยงานที่ใหญ่กว่า ก็จะต้องสามารถสั่งการคนที่ รับผิดชอบหน่วยงานเล็กกว่า การวางคนให้สามารถสั่งการกันได้นี้ เรา นิยมเรียกว่า สายการบังคับบัญชา (Command) เพื่อให้คนที่เราจัด วางกำลังเหล่านี้ ทำงานที่ได้รับมอบหมาย ให้สำเร็จลุล่วง บรรลุตาม แผน C = Coordinating ต้องมีการประสานงานกันในส่วนต่างๆ ของกระบวนการทำงาน ให้มีความต่อเนื่องกันเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความ เรียบร้อย และราบรื่น C = Controlling การควบคุมให้หน่วยงาน กำลังคน การประสาน สามารถดำเนินให้แล้ว เสร็จตามแผนที่วางไว้ ในเวลาและค่าใช้จ่ายที่กำหนด องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

25 3. การจัดการเชิงมนุษยสัมพันธ์
แนวความคิดของการจัดการเชิงมนุษยสัมพันธ์ (Human relation management) เริ่มพัฒนาขึ้นราว ค.ศ ถือว่าการจัดการเป็นกิจกรรมของคนกับ คน มนุษย์เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการทำงาน ความต้องการทางใจ กำลังใจ ความพึงพอใจ เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างเสริมประสิทธิภาพของ งานไม่น้อยกว่าปัจจัยอื่นๆ บุคคลแรกที่มีบทบาท สำคัญของแนวความคิดในกลุ่มนี้คือ (สมคิด บาง โม, 2558) 3.1 แมรี ปาร์กเกอร์ ฟอลเลต (Mary Parker Follett) 3.2 เอลตัน เมโย (Elton Mayo) องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

26 3.1 แมรี ปาร์กเกอร์ ฟอลเลต (Mary Parker Follett)
ผลงานที่ตกทอดสู่คนรุ่นหลัง มีอยู่หลายชิ้น โดยเฉพาะ แนวคิดที่เรียกว่า “Cutting edge” ในเรื่องของทฤษฎีองค์กร และการบริหารงานบุคคล และถูกนำมาต่อยอดเป็นหลักการ ชนะ–ชนะ หรือ win–win หรือแม้กระทั่งภาวะผู้นำ หรือการ เป็นนักทฤษฎีผู้เริ่มต้นบุกเบิกแนวคิด เรื่องการบริหารแบบมี ส่วนร่วม (Participative Management) และ การจัดการความ ขัดแย้ง (Conflict Management) องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

27 3.1 แมรี ปาร์กเกอร์ ฟอลเลต (Mary Parker Follett)
การจัดการหรือการบริหารงานจำเป็นต้องมีการประสานงาน 4 ชนิด ดังต่อไปนี้ การประสานงาน โดยการติดต่อโดยตรงกับตัวบุคคลที่ รับผิดชอบงานนั้นๆ การประสานงานในระยะเริ่มแรกหรือในขั้นวางแผน กิจกรรมต่างๆ การประสานงาน ที่เป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ซึ่ง กันและกันในกิจกรรมทุกอย่างที่กระทำ การประสานงานที่กระทำเป็นกระบวนการต่อเนื่อง องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

28 Mary Parker Follett ถ่ายทอดแนวคิดเกี่ยวกับการบริหารความขัดแย้งของคนในองค์กร 6 ส่วนด้วยกัน
Follett’s lectures Constructive Conflict  The Giving of Orders  Business as an Integrative Unity Power Law of Situation Law of Integration องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

29 แนวคิดการบริหารความขัดแย้งของคนในองค์กรของ Mary Parker Follett
1. Constructive Conflict ในการบริหารงาน ความขัดแย้งเป็นสิ่งที่ไม่ สามารถหลีกเลี่ยงได้ จึงปรากฏให้เห็นได้เสมอในสังคมมนุษย์ ความ ขัดแย้งไม่ใช่ความเลวร้าย หากอยู่ในระดับที่สามารถจัดการได้ความ ขัดแย้งนำไปสู่แนวทางแก้ปัญหาอย่างบูรณาการ การพยากรณ์ความขัดแย้ง (anticipating conflict) อุปสรรคต่อการบูรณาการ (obstacles to integration) 2. The Giving of Orders การออกคำสั่งภายในองค์การ มักก่อให้เกิด ความขัดแย้งเสมอๆ ระหว่างผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา 3. Business as an Integrative Unity ผู้นำควรเป็นบุคคลที่มี ความสามารถในการคิดล่วงหน้า ความสามรถในการบูรณาการ ขจัดความขัดแย้ง เชื่อมโยงกิจกรรมในองค์กร สามารถควบคุมผู้ใต้บังคับบัญชา ความสามารถในการประสานงาน องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

30 แนวคิดการบริหารความขัดแย้งของคนในองค์กรของ Mary Parker Follett
4. Power จะทำอย่างไรให้ Power over/ coercive (โดนครอบงำ / ลด การครอบงำ) 5.กฎของสถานการณ์ (Law of Situation) โดยทำให้หัวหน้า และลูกน้อง เข้าใจในสภาพการทำงานที่เป็นอยู่ โดยไม่รู้สึกว่าตนถูกบังคับ เนื่องจาก การติดต่อสื่อสารและการเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหาร ความสำคัญของการติดต่อสื่อสารในแนวราบ (Horizontal Communication) การเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการบริหาร (Participative Managing) การตัดสินใจที่มีระบบ การบริหารที่มีระบบ 6.กฎของการรวมตัวกัน (Law of Integration) โดยเห็นว่าเมื่อมีข้อ โต้แย้งเกิดขึ้นในองค์การ มีทางออกเสมอ การครอบงำทางความคิด (Domination) ขจัดความขัดแย้ง การบังคับให้อีกฝ่ายหนึ่งยอมรับ/ประนีประนอม (Compromising) การรวมตัวกัน (Integration) องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

31 3.2 เอลตัน เมโย (Elton Mayo)
เป็นบิดาคนหนึ่งในขบวนการมนุษย์สัมพันธ์ เขาให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างคนงาน ด้วยกันเอง หรือระหว่างกลุ่มของคนงานในอันที่จะ เพิ่มผลผลิตในองค์การ การมีการติดต่ออย่างเปิด กว้างระหว่างหัวหน้ากับลูกน้อง การให้โอกาสกับ ผู้ใต้บังคับบัญชาเข้ามาร่วมตัดสินใจอย่างเป็น ประชาธิปไตย การให้ความสำคัญกับผู้ปฏิบัติงาน ทุกระดับและเอาใจใส่ดูแลเขา ให้ความเป็นกันเอง กับเขามากกว่าคนงาน ย่อมทำให้มีผลงานเพิ่มขึ้น องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

32 รางวัลทางจิตใจมีผลต่อการจูงในในการทำงานไม่ น้อยไปกว่าเงิน
แนวความคิดของ Mayo จากการทดลองที่ Hawthorn ใกล้เมือง Chicago U.S.A สรุปได้ดังนี้ คนเป็นสิ่งมีชีวิต เรื่องจิตใจ ขวัญและกำลังใจเป็น สิ่งที่สำคัญสำหรับการทำงาน จะปฏิบัติต่อคนงาน เหมือนเครื่องจักรไม่ได้ รางวัลทางจิตใจมีผลต่อการจูงในในการทำงานไม่ น้อยไปกว่าเงิน ความสามารถในการทำงานของคนงานไม่ได้อยู่กับ สภาพแวดล้อมทางกายภาพอย่างเดียวแต่ขึ้นอยู่กับ สภาพแวดล้อมทางสังคมของหน่วยงานด้วย อิทธิพลของกลุ่มนี้มีความสำคัญต่อการดำเนินงานของ หน่วยงาน การวิจัยที่โรงงานฮอว์ทอร์นนี้ยืนยันว่ามนุษย์สัมพันธ์ เป็นสิ่งที่ช่วยในการจัดการงานได้ดีหน่วยงานใดถ้ามี มนุษย์สัมพันธ์กันดี โดยฝ่ายจัดการให้ความเอาใจใส่ เอาอกเอาใจพนักงาน งานก็จะมีประสิทธิภาพดีขึ้น องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

33 การประยุกต์ใช้แนวความคิดทฤษฎีความสัมพันธ์ของ Elton Mayo
1.แนวคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล 1.1) การปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล 1.2)ทฤษฎีสามมิติของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล 1.3) การสนับสนุนจากสังคม 2.ทักษะการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล 2.1) รู้จักและไว้วางใจผู้อื่น 2.2) รู้จักการติดต่อบุคคลอย่างตรงไปตรงมา 2.3) การยอมรับและสนับสนุนซึ่งกันและกัน 2.4) การแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

34 การประยุกต์ใช้แนวความคิดทฤษฎีความสัมพันธ์ของ Elton Mayo
3.การสร้าง ความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้บังคับบัญชา 3.1) การทำงานมีลักษณะ เป็นประชาธิปไตย 3.2) ให้อิสระในการคิดแก ไขปัญหาแก่ผู้ร่วมงาน 3.3) ให้ผู้ร่วมงานเกิด ศรัทธา 3.4) ให้รู้จุดมุ่งหมายของ งาน 3.5) ความสำเร็จของงาน เป็นของทุกคน 3.6) สร้างความสัมพันธ์ให้ ผู้เข้าร่วมงานเกิดความรักผูกพัน 3.7) มอบหมายงานที่เขาพอใจ สนใจและอยากทำ 3.8) ให้มีการแบ่งปัน ผลประโยชน์ร่วมกัน 3.9.ให้ความรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่ง ของกลุ่ม 3.10) การทำงานควรมีการ ประชุมปรึกษาหารือกัน 3.11) ให้เขามีความรู้สึก รับผิดชอบและรักษา ผลประโยชน์ 3.12) ส่งเสริมให้พนักงานมี ความก้าวหน้า องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

35 การประยุกต์ใช้แนวความคิดทฤษฎีความสัมพันธ์ของ Elton Mayo
4.การสร้าง ความสัมพันธ์ระหว่าง เพื่อนร่วมงาน 4.1) เมื่อเพื่อนพูดให้รับฟัง อย่างเต็มใจ 4.2)ให้ความเป็นกันเอง และเป็นมิตร 4.3) ยกย่องชมเชยเพื่อน ร่วมงานด้วยความจริงใจ 4.4) อย่าแสดงว่าตน เหนือกว่าเพื่อนร่วมงาน 4.5) มีความจริงใจเสมอต้น เสมอปลาย 4.6) ให้ความช่วยเหลือเมื่อมี ทุกข์ร้อน 4.7) มีโอกาสในการพบประ สังสรรค์นอกเวลาทำงาน 4.8.ยิ้มแย้มแจ่มใสและเป็นมิตร กับเพื่อนร่วมงาน 4.9) ไม่โยนความผิดหรือซัด ทอดความผิดให้กับเพื่อน ร่วมงาน 4.10) ใจกว้างและยอมรับ ความสามารถของเพื่อนร่วมงาน องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

36 การประยุกต์ใช้แนวความคิดทฤษฎีความสัมพันธ์ของ Elton Mayo
5.การสร้างทีม 5.1) มีความสัมพันธ์ที่ดี ระหว่างสมาชิก 5.2) สมาชิกเข้าใจบทบาท ของตน 5.3) สมาชิกเข้าใจในกติกา กฎระเบียบ 5.4) การติดต่อสื่อสารที่ดี 5.5) มีการสนับสนุน ระหว่างสมาชิก 5.6) สมาชิกเข้าใจกระบวนการ ทำงาน 5.7) สมาชิกมีความสามารถใน การแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง 5.8) มีความร่วมมือในการ ทำงาน 5.9) มีการเพิ่มพูนทักษะความรู้ ความสามารถ 5.10) มีความรู้สึกพึ่งพาอาศัยซึ่ง กันและกัน องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

37 การประยุกต์ใช้แนวความคิดทฤษฎีความสัมพันธ์ของ Elton Mayo
6.บทบาทของสมาชิก ในทีม 6.1) บทบาทของแต่ละคน ในทีม 6.2) พฤติกรรมในด้าน ความสัมพันธ์ระหว่าง บุคคล 6.3) บทบาทของพฤติกรรม การทำงานเป็นทีม 7.ทีมงานที่มีประสิทธิภาพ 7.1) ความจำเป็นต้องมีความ รับผิดชอบและผูกพัน 7.2) ความจำเป็นในการพัฒนา ทักษะ 7.3) ความจำเป็นต้องพัฒนา ความเข้าใจ 7.4) มีสิ่งอำนวยความสะดวก ให้กับทีมงาน องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

38 การประยุกต์ใช้แนวความคิดทฤษฎีความสัมพันธ์ของ Elton Mayo
8.การสร้าง ความสัมพันธ์ใน ทีมงาน 8.1) ให้เกิดความ รับผิดชอบในทีม 8.2) ให้เกิดความร่วมมือในการ ทำงานและปทัสถานสังคม 8.3) ให้เกิดความเข้าใจในการ เผยแพร่ข่าวสาร 8.4) ให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดี ระหว่างกัน 8.5) มีการแข่งกันในการบริหาร 8.6) ไม่มีการแบ่งแยกศาสนา 8.7) ไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติ 9. แรงจูงใจในการทำงาน 9.1) แรงจูงใจในการทำงานและ บริหารงานบุคคล9.2) ปัจจัยของ แรงจูงใจในการทำงาน 9.3) แรงจูงใจกับความต้องการ ของบุคคล องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

39 4. การจัดการเชิงพฤติกรรมศาสตร์
ปัจจุบันแนวความคิดในการจัดการถือว่าการจัดการเป็น เรื่องที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ เป็นกิจกรรมของ กลุ่ม การดำเนินการใดๆก็ตามผู้จัดการทำคนเดียว ไม่ได้ ต้องมีกลุ่มคนร่วมด้วยงานจึงจะบรรลุเป้าหมาย แนวความคิดนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นในราวปี ค.ศ โดยผู้นำการจัดการเชิงพฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral management) ที่สำคัญหลายคน (สมคิด บางโม, 2558) 4.1 เกทเซลส์ และกูบา (Getzels & Guba) 4.2 เชสเตอร์ บาร์นาร์ด (Chester Barnard) องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

40 ทฤษฎีของ เกทเซลส์ และกูบา (Getzels & Guba)
เรียกอีกชื่อว่า ทฤษฎีระบบสังคม (Social System Theory) ได้สร้างขึ้นเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมใน องค์การต่างๆ ที่จัดขึ้นเป็นระบบสังคม แบ่ง ออกเป็น 2 ด้าน คือ ด้านสถาบันมิติ (Nomothetic Dimension) และด้านบุคลามิติ (Idiographic Dimension) องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

41 ด้านสถาบันมิติ ประกอบด้วย
สถาบัน ได้แก่ หน่วยงานหรือองค์การ ซึ่งจะเป็น กรม กอง โรงเรียน โรงพยาบาลบริษัทร้านค้า หรือโรงงานต่าง ๆ ที่มีวัฒนธรรมของหน่วยงาน หรือองค์การนั้นครอบคลุมอยู่ บทบาทตามหน้าที่ สถาบันจะกำหนดบทบาท หน้าที่ และตำแหน่งต่าง ๆ ให้บุคคลปฏิบัติ มี กฎและหลักการอย่างเป็นทางการ และมีธรรมเนียม (Ethics) การปฏิบัติที่มีอิทธิพลต่อบทบาทอยู่ ความคาดหวังของสถาบันหรือบุคคลภายนอก เป็น ความคาดหวังที่สถาบันหรือบุคคลภายนอกคาดว่า สถาบันจะทำงานให้บรรลุเป้าหมาย เช่น โรงเรียน มีความคาดหวังที่จะต้องผลิตนักเรียนที่ดีมีคุณภาพ ความคาดหวังมีค่านิยม (Values) ของสังคม ครอบคลุมอยู่ องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

42 ด้านบุคลามิติ ประกอบด้วย
บุคลากรแต่ละคนซึ่งปฏิบัติงานอยู่ในสถาบันนั้นๆ เป็นบุคคลในระดับต่างๆเช่น ในโรงเรียนมีผู้บริหาร โรงเรียน ครู อาจารย์ คนงาน ภารโรง มี วัฒนธรรมย่อยที่ครอบคลุมต่างไปจากวัฒนธรรมโดย ส่วนรวม บุคลิกภาพ หมายถึง ความรู้ ความถนัด ความสามารถ เจตคติ อารมณ์ และแนวคิด ซึ่ง บุคคลที่เข้ามาทำงานในสถาบันนั้นจะมีความแตกต่าง ปะปนกันอยู่และมีขนบธรรมเนียมของแต่ละบุคคลเป็น อิทธิพลครอบงำอยู่ ความต้องการส่วนตัว (Need - dispositions) บุคคล ที่มาทำงานสถาบันมีความต้องการที่แตกต่างกันไป บางคนทำงานเพราะต้องการเงินเลี้ยงชีพ บาง คนทำงานเพราะความรัก บางคนต้องการเกียรติยศ ชื่อเสียง ความก้าวหน้า บางคนต้องการการยอมรับ บางคนต้องการ ความมั่นคงปลอดภัย เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีค่านิยมของตนเองครอบคลุมอยู่ องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

43 เชสเตอร์ บาร์นาร์ด (Chester Barnard)
ได้ศึกษาวิเคราะห์องค์การในเชิงระบบตั้งแต่ปี ค.ศ แล้วนำมาเขียนหนังสือชื่อ “The Functions of the Executive” เป็นหนังสือที่เกี่ยวกับการบริหารองค์การในสมัย ปัจจุบัน โดยเห็นว่าองค์การเป็นระบบสังคมที่เปลี่ยนแปลงได้ ภายในระบบดังกล่าวจะมีความเกี่ยวพันที่ประสานกันโดยมี เป้าหมายของการตอบสนองความต้องการส่วนบุคคล และ เห็นว่าบุคคลแต่ละคน องค์การ ผู้ขาย และลูกค้า ต่างก็ เป็นส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อม หลักการสำคัญของแนวคิดนี้ 1. เน้นความสัมพันธ์แบบไม่เป็นทางการ (Informal Organization) 2. มีการกระจายความพึงพอใจของบุคลากรในองค์การ ออกไปอย่างเท่าเทียมกัน (The contribution satisfaction equilibrium) : โดยเห็นว่าการสื่อสารในองค์การเป็นปัจจัย สำคัญในการสร้างดุลภาพของความต้องการระหว่างบุคคล กับองค์การ (Inducement) เพื่อโน้มน้าวให้บุคคลทำงาน ด้วยความต้องการขององค์การ ในจุดที่องค์การต้องสร้าง ความพึงพอใจแก่บุคคลในการทำงานด้วย องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

44 การจัดองค์การ (Organizing)
องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

45 การจัดองค์การ (Organizing)
Edwin B. Flippo (1970 : 129) กล่าวไว้ว่า การจัดองค์การ หมายถึง การจัดความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่างๆ คือ ตัวบุคคลและหน้าที่การงาน เพื่อรวมกันเข้าเป็นหน่วยงานที่มีประสิทธิภาพ สามารถทำงานบรรลุเป้าหมายได้ องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

46 ความหมาย “การจัดองค์การ” (Organizing)
ธงชัย สันติวงษ์ (2537 : 63) กล่าวไว้ว่า การจัด องค์การ คือ การจัดระเบียบกิจกรรมให้เป็นกลุ่ม ก้อนเข้ารูป และการมอบหมายงานให้คนปฏิบัติ เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของงานที่ตั้งไว้ การจัดองค์การจะเป็นกระบวนการที่เกี่ยวกับการจัด ระเบียบความรับผิดชอบต่างๆ ทั้งนี้เพื่อให้ทุกคนต่าง ฝ่ายต่างทราบว่า ใครต้องทำอะไร และใครหรือ กิจกรรมใดต้องสัมพันธ์กับฝ่ายอื่นๆอย่างไรบ้าง สมคิด บางโม (2538 : 94) กล่าวไว้ว่า การจัด องค์การ หมายถึง การจัดแบ่งองค์การออกเป็น หน่วยงานย่อยๆให้ครอบคลุมภารกิจและหน้าที่ของ องค์การ พร้อมกำหนดอำนาจหน้าที่และ ความสัมพันธ์กับองค์กรย่อยอื่นๆไว้ด้วย ทั้งนี้ เพื่อ อำนวยความสะดวกในการบริหารให้บรรลุเป้าหมาย ขององค์การ องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

47 การจัดองค์การ (Organizing) (ต่อ)
การจัดความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่าง ๆ คือ ตัว บุคคล และหน้าที่การงาน เพื่อทำให้เกิดการ ทำงานที่มีประสิทธิภาพสามารถบรรลุเป้าหมายได้ จะสามารถกำหนดได้จากโครงสร้างองค์กร (Organization Structure) หรือแผนภูมิขององค์กร (Organization Chart) ซึ่งเป็นแผนภูมิที่แสดงให้ เห็นถึงความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการระหว่าง หน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจถึงอำนาจ หน้าที่ ความรับผิดชอบ ของแต่ละบุคคล การจัดระบบความสัมพันธ์ระหว่างส่วนงานต่างๆ และบุคคลในองค์การ โดยกำหนดภารกิจ อำนาจ หน้าที่และความรับผิดชอบให้ชัดแจ้ง เพื่อให้การ ดำเนินงานตามภารกิจขององค์การบรรลุ วัตถุประสงค์และเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

48 การจัดองค์กรทำเพื่ออะไร ?
เพื่อช่วยให้สมาชิกในองค์กรทราบถึง ขอบเขตของงาน เพื่อแสดงให้เห็นถึงการประสานงานตาม สายการบังคับบัญชา เพื่อป้องกันการทำงานที่ซ้ำซ้อน และขจัดข้อ ขัดแย้งในหน้าที่การงาน ช่วยให้มองภาพความสัมพันธ์ระหว่างงาน ผู้ปฏิบัติงาน และเป้าหมายขององค์กร การจัดองค์กรที่ดีช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานได้ ทำงานตามความถนัดหรือตามความ เหมาะสม องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

49 หลักการจัดองค์การ ของ Henri Fayol
ซึ่ง Fayol ได้เขียนหลักของการจัดองค์การไว้ 5 ข้อ เมื่อนำเอาตัวอักษรตัวแรกของคำทั้ง 5 มาเรียงต่อกัน จะทำให้สะกดได้คำว่า OSCAR ถือเป็นหลักในการจัดองค์การที่ดี ประกอบด้วย Objective Specialization Coordination Authority Responsibility องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

50 หลักการจัดองค์การ ของ Henri Fayol
1.หลักวัตถุประสงค์ (Objective) กล่าวว่า องค์การ ต้องมีวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน นอกจากนั้นตำแหน่งยังต้องมีวัตถุประสงค์ย่อย กำหนดไว้เพื่อว่าบุคคลที่ดำรงตำแหน่งจะได้พยายาม บรรลุวัตถุประสงค์ย่อย ซึ่งช่วยให้องค์การบรรลุ วัตถุประสงค์รวม 2.หลักความรู้ความสามารถเฉพาะอย่าง (Specialization) กล่าวว่า การจัดแบ่งงานควรจะ แบ่งตามความถนัด พนักงานควรจะรับมอบหน้าที่ เฉพาะเพียงอย่างเดียวและงานหน้าที่ที่คล้ายกันหรือ สัมพันธ์กัน ควรจะต้องอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของ คนคนเดียว 3.หลักการประสานงาน (Coordination) คือ การ หาทางทำให้ทุกๆฝ่ายร่วมมือกันและทำงานสอดคล้อง กัน โดยใช้หลักสามัคคีธรรม เพื่อประโยชน์ของ องค์การ องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

51 หลักการจัดองค์การ ของ Henri Fayol
4.หลักของอำนาจหน้าที่ (Authority) กล่าวว่า ทุก องค์การต้องมีอำนาจสูงสุด จากบุคคลผู้มีอำนาจ สูงสุดนี้ จะมีการแยกอำนาจออกเป็นสายไปยัง บุคคลทุกๆคนในองค์การ หลักนี้บางทีเรียกว่า Scalar Principle (หลักความลดหลั่นของอำนาจ) บาง ทีเรียกว่า Chain of command (สายการบังคับ บัญชา) การกำหนดสายการบังคับบัญชานี้ก็เป็นวิธี ประสานงานอย่างหนึ่ง 5.หลักความรับผิดชอบ (Responsibility) กล่าวว่า อำนาจหน้าที่ควรจะเท่ากับความรับผิดชอบ คือ บุคคลใดเมื่อได้รับมอบหมายความรับผิดชอบก็ควรจะ ได้รับมอบหมายอำนาจให้เพียงพอ เพื่อทำงานให้ สำเร็จด้วยดี องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

52 หลักในการจัดองค์การที่ดีมีองค์ประกอบและแนวปฏิบัติเพิ่มเติมอีกดังต่อไปนี้ (ศิริอร ขันธหัตถ์, 2536)
6.หลักความสมดุล (Balance) จะต้องมอบหมายให้หน่วยงาน ย่อยทำงานให้สมดุลกันกล่าวคือปริมาณงานควรจะมีปริมาณที่ ใกล้เคียงกัน รวมทั้งความสมดุลระหว่างงานกับอำนาจหน้าที่ ที่จะมอบหมายด้วย 7.หลักความต่อเนื่อง (Continuity) ในการจัดองค์การเพื่อ การบริหารงานควรจะเป็นการกระทำที่ต่อเนื่อง 8.หลักการโต้ตอบและการติดต่อ (Correspondence) ตำแหน่งทุกตำแหน่งจะต้องมีการโต้ตอบระหว่างกันและ ติดต่อสื่อสารกัน องค์การจะต้องอำนวยความสะดวก จัดให้ มีเครื่องมือและการติดต่อสื่อสารที่เป็นระบบ 9.หลักขอบเขตของการควบคุม (Span of control) เป็นการ กำหนดขีดความสามารถในการบังคับบัญชาของ ผู้บังคับบัญชาคนหนึ่ง ๆ ว่าควรจะควบคุมดูแล ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือจำนวนหน่วยงานย่อยมากเกินไป โดย ปกติหัวหน้าคนงานไม่เกิน 4 หน่วยงาน องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

53 10.หลักเอกภาพในการบังคับบัญชา (Unity of command) ในการจัดองค์การที่ดี ควรให้เจ้าหน้าที่รับคำสั่งจาก ผู้บังคับบัญชาหรือหัวหน้างานเพียงคนเดียวเท่านั้น เพื่อให้ เกิดเอกภาพในการบังคับบัญชาจึงถือหลักการว่า "One man One boss" 11.หลักตามลำดับขั้น (Ordering) ในการที่นักบริหารหรือ หัวหน้างานจะออกคำสั่งแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา ควรปฏิบัติการ ตามลำดับขั้นของสายการบังคับบัญชาไม่ควรออกคำสั่งข้าม หน้าผู้บังคับบัญชา หรือผู้ที่มีความรับผิดชอบโดยตรง เช่น อธิการจะสั่งการใด ๆ แก่หัวหน้าภาควิชาควรที่จะสั่งผ่าน หัวหน้าคณะภาควิชานั้นสังกัดอยู่ อย่างน้อยที่สุดก็ควรจะได้ แจ้งหัวหน้าคณะวิชานั้น ๆ ทราบด้วย เพื่อป้องกันความ เข้าใจผิด และอาจจะเป็นการทำงายขวัญและจิตใจในการ ทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชาโดยไม่ตั้งใจ 12. หลักการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง (Promotion) ในการ พิจารณาความดีความความชอบและการเลื่อนตำแหน่งควรถือ หลักว่า ผู้บังคับบัญชาโดยตรงย่อมเป็นผู้ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับ ผู้ใต้บังคับบัญชาของตนโดยใกล้ชิดและย่อมทราบพฤติกรรม ในการทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชาได้ดีกว่าผู้อื่น องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

54 ประเภทขององค์การ (Types of Organization)
การจำแนกองค์การโดยยึดโครงสร้าง (สมคิด บางโม, 2538) แบ่งออกเป็น 2 แบบ 1.องค์การแบบเป็นทางการ (formal organization) เป็น องค์การที่มีการจัดโครงสร้างอย่างเป็นระเบียบแบบแผน แน่นอน การจัดตั้งมีกฎหมายรองรับ บางแห่งเรียกว่า องค์การรูปนัย ได้แก่ บริษัท มูลนิธิ หน่วยราชการ กรม โรงพยาบาล โรงเรียน ฯลฯ ซึ่งการศึกษาเรื่ององค์การและ การจัดการจะเป็นการศึกษาในเรื่องขององค์การประเภทนี้ ทั้งสิ้น 2.องค์การแบบไม่เป็นทางการ (informal organization) เป็นองค์การที่รวมกันหรือจัดตั้งขึ้นด้วยความพึงพอใจและมี ความสัมพันธ์กันเป็นส่วนตัว ไม่มีการจัดระเบียบโครงสร้าง ภายใน มีการรวมตัวกันอย่างง่ายๆ และเลิกล้มได้ง่าย องค์การแบบนี้เรียกว่า องค์การอรูปนัย หรือ องค์การนอก แบบ เช่น ชมรมต่างๆหรือกลุ่มต่างๆ อาจเป็นการรวมกลุ่ม กันตามความสมัครใจของสมาชิกกลุ่ม ซึ่งเนื่องมาจากรายได้ อาชีพ รสนิยม ศาสนา ประเพณี ตำแหน่งงาน ฯลฯ องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

55 หลักการของการจัดองค์กร
การสร้างโครงสร้างองค์กร หรือ แผนภูมิองค์กร (Organization Structure or Organization Chart) ความรับผิดชอบและอำนาจหน้าที่ (Responsibility and Authority) ผู้ที่ได้รับมอบหมายถ้ามีความ รับผิดชอบใด ๆ จะต้องสามารถมีอำนาจหน้าที่ใน การสั่งการควบคู่ไปด้วย เพื่อที่จะสามารถทำงาน ให้บรรลุความรับผิดชอบที่ได้รับมอบหมายมา การกำหนดความสามารถและลักษณะจำเป็น (Matching Abilities and Requirements) ในแต่ ละตำแหน่งงานควรกำหนดความสามารถหรือ ลักษณะของบุคคลที่จะมารับตำแหน่งงานนั้น เพื่อที่จะสามารถจัดหาบุคคลแทนได้ องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

56 การสร้างโครงสร้างองค์กร หรือ แผนภูมิองค์กร
การออกแบบโครงสร้างองค์การ ( สมคิด บางโม, 2538) มีสิ่งหนึ่งที่ควรคำนึง คือ ความสูง และความ กว้างของโครงสร้าง ถ้าโครงสร้างขององค์การมีการ บังคับบัญชากันหลายชั้นหลายระดับ กระบวนการ ทำงานย่อมช้า แต่ถ้าโครงสร้างองค์การมีระดับการสั่ง การน้อยกระบวนการทำงานย่อมรวดเร็วกว่า ช่วงการควบคุม (Span of Control) คือ จำนวนผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาที่ถูกควบคุมหรือสั่งการ จากผู้บังคับบัญชาคนหนึ่ง ตัวอย่างเช่น A เป็นประธานบริษัท และมี B เป็นรองประธาน บริษัทเพียงคนเดียว แสดงว่าช่วงของการควบคุมของ ประธานคือมีเพียง 1 แต่ถ้าบริษัทนี้มีรองประธาน 3 คน แสดงว่าช่วงของการควบคุมของประธานมีเท่ากับ 3 เป็น ต้น องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

57 ช่วงการควบคุม (Span of Control)
ช่างพ่นสี องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

58 ระดับชั้นขององค์กร (Organization Level)
ในองค์กรต่างๆ จะมีระบบงานหลัก (Core Functions) ของระดับชั้นการบริหาร 4 ระดับ ดังนี้ ระดับชั้นกลยุทธ์ (Strategic Level) ได้แก่ ผู้บริหาร ระดับสูง (Senior Manager) ระดับการบริหาร (Management Level) ได้แก่ ผู้บริหาร ระดับกลาง (Middle Manager) ระดับผู้ชำนาญการ (Knowledge and Data Worker Level) ได้แก่ กลุ่มพนักงานที่ใช้ความรู้และข้อมูล ระดับปฏิบัติการ (Operational Level) ได้แก่ผู้จัดการ ระดับปฏิบัติการ (Operational Manager) ซึ่งคอย ควบคุมงานตามหน้าที่ต่างๆ เช่น กลุ่มงานขายและ การตลาด กลุ่มการเงินและบัญชี กลุ่มการจัดการ ทรัพยากรมนุษย์ และกลุ่มการผลิต องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

59 Organization Level องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

60 การจัดโครงสร้างองค์การ การออกแบบองค์การ
องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

61 วัตถุประสงค์ของการจัดองค์การ
เพื่อให้ทราบความหมายและ ความสำคัญของการจัดองค์การ เพื่อให้ทราบถึงหลักในการจัด องค์การ เพื่อให้เข้าใจการจัดองค์การใน รูปแบบต่างๆดังนี้ การจัดองค์การตามหน้าที่ (Functional Structure) การจัดองค์การตามพื้นที่ (Geographical Structure) องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

62 ความหมายของการจัดองค์การ
การวางแผนการทำงานให้กับผู้ทำงานว่าใครต้อง ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร รวมทั้งเป็นการกำหนด สายบังคับบัญชาอีกด้วยว่าใครเป็นหัวหน้างาน ของใครและเป็นการกำหนดกฎ ระเบียบแบบ แผนในการปฏิบัติงานและการอยู่ร่วมกันของ สังคม การจัดองค์การ เป็นการแบ่งงานและการจัด ทรัพยากรเพื่อให้งานบรรลุผลสำเร็จ เป็นหน้าที่ ในการรวบรวมและประสานทรัพยากรมนุษย์ การเงิน สภาพแวดล้อมทางกายภาพ ข้อมูล และ ทรัพยากรต่างๆที่จำเป็นต้องใช้เพื่อให้บรรลุ เป้าหมาย องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

63 การจัดองค์การ บทบาทของการจัดองค์การ ต้องมีความชัดเจน ในเรื่องจุดประสงค์ขององค์การ การวางแผนใน การปฏิบัติ กิจกรรมที่ต้องปฏิบัติ หน้าที่หลักของ องค์การ ขอบเขตของอำนาจ หน้าที่ กฎ ระเบียบ รวมถึงการปรับตัวในองค์การให้ก้าวทันยุค โลกาภิวัฒน์และปรับเปลี่ยนเพื่อให้สามารถ แข่งขันกับคู่แข่งได้ ความสำคัญของการจัดองค์การ ทำให้ทราบ แนวทางปฏิบัติงาน พนักงานไม่ทำงานซ้ำซ้อน หรือขัดแย้งในหน้าที่ ช่วยให้พนักงานทราบ ขอบเขตของงาน ติดต่อประสานงานกันได้ สะดวกขึ้น และช่วยให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจ ได้ถูกต้องและรวดเร็ว องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

64 หลักสำคัญในการจัดองค์การ 4 ประการ
หลักสำคัญในการจัดองค์การ 4 ประการ 1. การแบ่งงานออกเป็นส่วนๆ (Division of Work) 2. การกำหนดหน้าที่การทำงาน (Authority) 3. การจัดวางความสัมพันธ์ต่างๆ (Relationship) 4. การประสานงานหน้าที่ต่างๆไว้ ด้วยกัน (Coordination) องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

65 กระบวนการจัดองค์การ (Process of Organizing)
1. การพิจารณาแยกประเภทงาน จัดกลุ่ม งาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำแต่ละคน 2. ระบุขอบเขตของงานและมอบหมาย งาน กำหนดความรับผิดชอบและให้อำนาจ หน้าที่ 3. การจัดวางความสัมพันธ์ องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

66 โครงสร้างองค์การ (Organization Structure)
องค์การแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ การจัดโครงสร้างตามแนวดิ่ง แนวนอน และแผนภูมิองค์การ สายการบังคับบัญชา การมอบหมายอำนาจหน้าที่ / การ มอบหมายงาน การรวมอำนาจและการกระจายอำนาจ ขนาดของการจัดการ / ขนาดของการ ควบคุม การออกแบบองค์การแบบต่างๆ แนวคิดทฤษฎีในการออกแบบโครงการ ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการออกแบบองค์การ องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

67 องค์การแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ
องค์การแบบเป็นทางการ (Formal Organization) เป็นการจัดโครงสร้างตาม บทบาทในการปฏิบัติงานภายในองค์การ สามารถแสดงออกมาเป็นแผนภูมิโครงสร้าง องค์การ มีการวาแผนที่แน่นอนเพื่อให้ ผู้ใต้บังคับบัญชาได้ทราบถึงอำนาจหน้าที่ของตน โดยไม่มีการทำงานซ้ำซ้อนกัน องค์การแบบไม่เป็นทางการ (Informal Organization) เป็นการติดต่อสื่อสารและ ปฏิกริยาระหว่างพนักงานอย่างไม่เป็นทางการ เป็นการรวมกิจกรรมส่วนบุคคลของกลุ่มคนโดย ปราศจากวัตถุประสงค์ร่วมกัน มีการช่วยเหลือ กันภายในองค์การและก่อให้เกิดความสัมพันธ์ องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

68 การจัดโครงสร้างองค์การตามแนวดิ่ง
เป็นการนำกิจกรรมต่างๆมาประสานกันหรือเชื่อมโยงกัน แล้วแบ่งระดับออกเป็นหลายระดับ โดยยึดองค์ประกอบ 4 ประการ คือ (1) สายการบังคับบัญชา เป็นทิศทางอำนาจหน้าที่ จากระดับสูงไประดับต่ำ มีการติดต่อสื่อสารเป็น รายงานจากพนักงานระดับล่างขึ้นสู่ระดับบน ซึ่ง หลักการรายงานแบ่งเป็น 2 ประการ คือ (1) การมี ผู้บังคับบัญชาเพียงคนเดียว (2) การรายงานตาม สายงานบังคับบัญชา (2) การมอบหมายอำนาจหน้าที่ / การมอบหมายงาน ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของงาน โดยอำนาจหน้าที่ จะลดหลั่นลงมาตามสายการบังคับบัญชา ทุก ตำแหน่งจะต้องมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับ มอบหมายองค์การจึงจะบรรลุเป้าหมายได้ องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

69 การจัดโครงสร้างองค์การตามแนวดิ่ง
(3) การรวมอำนาจและการกระจายอำนาจ การรวม อำนาจภายในองค์การอยู่ในรูปของ (ก) การรวม อำนาจในการปฏิบัติงานโดยถือเกณฑ์พื้นที่หรือตาม ลักษณะภูมิศาสตร์ (ข) การรวมอำนาจของแผนก งานโดยรวมกลุ่มกิจกรรมเฉพาะอย่างไว้ที่แผนก (ค) การรวมอำนาจในรูปแบบของการจัดการซึ่งการ ตัดสินใจมาจากผู้บริหารระดับสูง (4) ขนาดของการจัดองค์การ คือจำนวนของ ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ขึ้นตรงต่อผู้จัดการซึ่งทำให้เกิด การบริหารจัดการที่มีประสิทธิผล องค์การที่มีขนาด ใหญ่และสลับซับซ้อนมักเกิดความขัดแย้งและ อุปสรรคในด้านต่างๆ จึงจำเป็นต้องลดระดับการ บังคับบัญชาในระดับต่างๆ เพื่อให้ทำงานร่วมกัน อย่างมีประสิทธิภาพ ขนาดของการจัดองค์การ แบ่งเป็น 2 แบบ คือ ขนาดของการจัดองค์การแบบแคบ ขนาดของการจัดองค์การแบบกว้าง องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

70 ขนาดของการจัดองค์การ
การจัดองค์การแบบแคบ องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

71 ขนาดของการจัดองค์การ
การจัดองค์การแบบแคบ องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

72 ขนาดของการจัดองค์การ
การจัดองค์การแบบ กว้าง องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

73 ปัจจัยที่ใช้พิจารณาขนาดขององค์การที่มีประสิทธิภาพ
การอบรมผู้ใต้บังคับบัญชา การมอบหมายอำนาจหน้าที่ต้องชัดเจน ความชัดเจนของแผนงาน การใช้วัตถุประสงค์เป็นมาตรฐาน เทคนิคการติดต่อสื่อสาร จำนวนของการติดต่อระหว่างบุคคลในฝ่าย ต่างๆ ความผันแปรของระดับองค์การ องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

74 การจัดโครงสร้างองค์การตามแนวนอน
การประสานงานในแนวนอน โครงสร้างองค์การใน แนวนอนหรือในระดับเดียวกันมีการถ่ายทอดข้อมูล ข่าวสารร่วมกันแบบความร่วมมือโดยการพึ่งพาอาศัย กันของแต่ละแผนกได้ 3 วิธี ดังนี้ (1) การพึ่งพาอาศัยทรัพยากรร่วมกัน แต่ละ หน่วยที่เป็นอิสระต่อกันจะต้องนำทรัพยากรมาใช้ ร่วมกัน เพื่อทำให้องค์การบรรลุเป้าหมาย (2) การพึ่งพาอาศัยแบบตามลำดับ เป็นการร่วมมือ แบบพึ่งพาอาศัยกัน โดยที่ผลลัพธ์ของหน่วยหนึ่ง จะกลายเป็นวัตถุดิบที่สำคัญของอีกหน่วยหนึ่งที่จะ นำไปใช้ต่อไปอย่างต่อเนื่องจนงานสำเร็จ (3) การพึ่งพาอาศัยแบบแลกเปลี่ยน เป็นลักษณะ การพึ่งพาที่ซับซ้อน แต่ละหน่วยจะมีการให้และรับ ผลลัพธ์จากหน่วยอื่นเป็นการแลกเปลี่ยนแบบ สองทิศทาง องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

75 การออกแบบองค์การ (Organization design)
เป็นกระบวนการในการกำหนดและปรับเปลี่ยน โครงสร้างขององค์การ ควรคำนึงถึงส่วนประกอบ สำคัญ 6 ประการ ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของงาน หรืองานเฉพาะด้าน ได้แก่ 1. การจัดแบ่งงาน (Work specialization) เป็น การแบ่งงานแยกออกไปตามลักษณะงานเฉพาะ ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “Division of labor” (Adam Smith) เป็นการจัดแบ่งงานให้สมาชิกใน องค์การเพื่อปฏิบัติโดยพิจารณาถึงความถนัด ความรู้ความสามารถเฉพาะบุคคล อันก่อให้เกิด ประสิทธิภาพในการทางาน และสามารถเพิ่มพูน ประสิทธิภาพ โดยการฝึกอบรมและส่งเสริมให้มี การปรับปรุงวิธีการทางานให้ดีขึ้นอีกด้วย องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

76 การออกแบบองค์การ (Organization design)
2. การจัดแบ่งแผนกงาน (Departmentalization) เป็นกระบวนการในการจัดตั้งแผนกงานหรือจัดกลุ่ม งานภายในระบบการบริหาร เพื่อบรรลุเป้าหมายของ องค์การ วิธีการจัดแผนกงานขององค์การมีดังนี้ : ตามหน้าที่ของกิจการ (Enterprise function or Function Departmentalization) การจัดแบ่งกลุ่มตามการผลิต การขาย การเงิน หรือหน้าที่เหล่านั้น ซึ่งเป็นไปตามปกติของกิจการ ตามขอบเขตพื้นที่ หรือภูมิศาสตร์ (Territory หรือ Geography) เช่น ผู้จัดการภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคใต้ ตามชนิดของลูกค้า (Customer) ยึดหลักบนพื้นฐานตามลักษณะหรือกลุ่มของลูกค้า เพื่อสะดวกในการให้บริการ เช่น ลูกค้าหน่วยงานราชการ เอกชน องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

77 ตามผลิตภัณฑ์ (Product) โดยยึดหลักตามผลิตภัณฑ์หรือสายการผลิต
ตามอุปกรณ์หรือกระบวนการ (Process or equipment) การจัดแบ่งกลุ่มตามกระบวนการผลิตหรือบริการ หรือประเภทของอุปกรณ์ใช้ในการผลิต ตามผลิตภัณฑ์ (Product) โดยยึดหลักตามผลิตภัณฑ์หรือสายการผลิต โดยจำนวนธรรมดา (Simple numbers) บุคคลที่ทำหน้าที่เหมือนกันรวมเป็นกลุ่มเดียวกัน โดยเวลา (Time) การจัดกลุ่มของกิจกรรมโดยแบ่งวันออกเป็นกะ (Shift) Cross – functional teams เป็นการจัดการบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านจากหน่วยงานต่างๆ กันมา ทางานร่วมกัน บางครั้งเรียก hybrid (แบบผสมผสาน) การรวมกันของการแบ่งแผนกงานตามหน้าที่และตามผลิตภัณฑ์ในโครงสร้างองค์การเดียวกัน องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

78 การออกแบบองค์การ (Organization design)
3. สายการบังคับบัญชา (Chain of Command) เป็นสายงานของอำนาจหน้าที่ ซึ่งไม่สามารถ แบ่งแยกได้ โดยเริ่มจากระดับสูงขององค์การ มายังระดับล่างโดยระบุการรายงานไว้อย่างชัดเจน ซึ่งต้องพิจารณาสิ่งต่อไปนี้ อำนาจหน้าที่ (Authority) คือ สิทธิอันชอบธรรมโดยตำแหน่งซึ่งบุคคลใช้อำนาจผ่านตำแหน่งงานอย่างสุขุมรอบคอบ ความรับผิดชอบ (Responsibility) เป็นภาระกิจหรือความคาดหวังที่จะกระทำ เอกภาพในการบังคับบัญชา (Unity of Command) เป็นหลักการบริหารยุคดั้งเดิมของ Henry Fayol ซึ่งระบุว่าผู้ใต้บังคับบัญชาควรมีหัวหน้าเพียงคนเดียวที่รับผิดชอบโดยตรง องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

79 อำนาจ (Power) คือ ความสามารถในการที่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลมีอิทธิผลต่อความเชื่อถือการกระทำของผู้อื่น ประเภทของอำนาจหน้าที่ (Type of Authority) ได้แก่ อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานหลัก (Line authority) คือ ความสัมพันธ์ ซึ่งผู้บังคับบัญชาให้ควบคุมโดยตรงต่อผู้ใต้บังคับบัญชา อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานรอง (Staff relationship) ประกอบด้วยการให้คำแนะนาและคำปรึกษา อำนาจหน้าที่ แบ่งตามหน้าที่ (Functional authority) คือสิทธิที่จะควบคุมกระบวนการที่ได้เลือกสรรแล้ว การปฏิบัติ นโยบาย หรือเรื่องอื่นๆ ในแผนก นอกเหนือไปจากที่เป็นของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

80 ภาระหน้าที่ (Accountability) เป็นปรัชญาทางการบริหารที่แต่ละคนยึดมั่นหรือรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจหน้าที่ดีอย่างไร หรือการตั้งมั่นอยู่บนความรับผิดชอบในการกระทำกิจกรรมที่มีการตัดสินใจล่วงหน้าซึ่งความรับผิดชอบจำเกี่ยวข้องกับ การแบ่งกิจกรรมของงาน ซึ่งนิยมใช้วิธีจัดงานที่เหมือนกันไว้ด้วยกัน แต่ต้องระวังการก้าวก่ายความรับผิดชอบ และช่องว่างความรับผิดชอบจะเกิดขึ้น หากการแบ่งนั้นไม่ชัดเจน ระบุกิจกรรมของงานของผู้บริหารอย่างชัดเจน คือ กำหนดไว้ว่าผู้บริหารสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมแค่ไหนกับผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงานและลูกน้องโดยอธิบายไว้อย่างมีระบบ โดยกำหนดว่ามีงานอะไรต้องกระทำ และจะต้องมีบทบาทอย่างไรต่อความสัมพันธ์กับกลุ่มทำงานในองค์การ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้บริหารได้ทำงานตามความรับผิดชอบของตน โดยเฉพาะจะไม่ก่อให้เกิดความก้าวก่ายหรือมีช่องว่างของความรับผิดชอบเกิดขึ้น การมีความรับผิดชอบ ทุกคนที่ได้รับมอบหมายไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามต้องรับผิดชอบต่องานนั้นๆ ความรับผิดชอบจะเป็นทางนำไปสู่ความสำเร็จ องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

81 การฝึกอบรมผู้ใต้บังคับบัญชา การมอบหมายอำนาจหน้าที่เป็นไปอย่างชัดเจน
4. ช่วงการควบคุม (Span of Control) คือ จำนวนของ ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ผู้บริหาร สามารถดูแลได้อย่างมี ประสิทธิภาพและประสิทธิผล ปัจจัยที่กำหนดช่วงการ ควบคุมอย่างมีประสิทธิผล การฝึกอบรมผู้ใต้บังคับบัญชา การมอบหมายอำนาจหน้าที่เป็นไปอย่างชัดเจน แผนงานชัดเจน การใช้มาตรฐานตามจุดมุ่งหมาย อัตราการเปลี่ยนแปลง เทคนิคการติดต่อสื่อสาร จำนวนของการติดต่อส่วนบุคคลที่จำเป็น ความผันผวนตามระดับขององค์การอื่นๆ เช่น สมรรถนะของการบริหาร ความสลับซับซ้อนของงาน และวุฒิภาวะของผู้ใต้บังคับบัญชา ความสมดุลของปัจจัยตามที่กล่าวมาข้างต้น องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

82 5. การมอบหมายงาน (Delegation) คือ กระบวนการของการมอบหมายกิจกรรมของงานและ อำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้คนใดคนหนึ่ง โดยเฉพาะในองค์การ การกระจายอำนาจ (Decentralization) คือ สถานการณ์ในการมอบหมายกิจกรรมของงานและอำนาจหน้าที่จำนวนมากให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา หรือมีแนวโน้มที่จะกระจายอำนาจหน้าที่ของการตัดสินใจในโครงสร้างที่ได้จัดไว้ หรือเป็นการให้ผู้บริหารระดับรองๆ ลงมา ได้มีอำนาจหน้าที่ในการตัดสินใจมากขึ้น การรวมอำนาจ (Centralization) ได้แก่ การรวมอานาจในการปฏิบัติงาน การรวมอานาจของแผนกงาน การรวมอานาจในการบริหาร การมอบหมายงาน (Delegation) การกำหนดระดับของการมอบหมายอำนาจหน้าที่ ความสมดุลเป็นกุญแจสำคัญในการกระจายอำนาจที่เหมาะสม องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

83 โครงสร้างขององค์กรหรือแผนภูมิขององค์กร
โครงสร้างองค์การตามหน้าที่การงาน (Functional Organization Structure) คือ โครงสร้างที่จัดตั้งขึ้นโดยแบ่งไปตามประเภทหรือหน้าที่ การงาน เพื่อแสดงให้เห็นว่าในแต่ละแผนกนั้นมีหน้าที่ต้องกระทำ อะไรบ้าง ซึ่งผลดีก่อให้เกิดการได้คนมีความสามารถทำงานในแผนก นั้น ๆ ทั้งยังฝึกบุคคลในแผนกนั้นๆ ให้มีความเชี่ยวชาญกับหน้าที่ ของงานนั้นอย่างลึกซึ้ง สำหรับฝ่ายบริหารระดับสูงนั้นเป็นเพียงแต่กำหนดนโยบายไว้ กว้างๆ เพราะมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคอยป้อนข้อมูลที่ถูกต้องให้ พิจารณาตัดสินใจและให้มีความผิดพลาดได้น้อยมาก ในแต่ละแผนก นั้น เมื่อทุกคนมีความเชี่ยวชาญงานในหน้าที่ชนิดเดียวกัน ย่อม ก่อให้เกิดการประสานงานได้ง่ายเนื่องจากแต่ละคนมีความสนใจใน งานและใช้ภาษาเดียวกัน ทำให้สามารถสร้างบรรยากาศการทำงานที่ ดีได้ง่ายนอกจากนั้น การบริหารงานก็เกิดความประหยัดด้วย เพราะ แต่ละแผนกได้ใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านสร้างผลิตผลได้เต็มเม็ด เต็มหน่วย การใช้เครื่องจักรและแรงงานก็ใช้ได้ผลคุ้มค่า การจัดรูปแบบองค์การแบบนี้ มีผลเสียในทางการบริหาร หลายประการ อาทิเช่น การแบ่งงานออกเป็นหลายแผนกและมี ผู้เชี่ยวชาญหลายคน ทำให้การวางแผนงานยุ่งยากขึ้น อาจมีการ ปัดความรับผิดชอบได้ นอกจากนั้นการจัดองค์การรูปแบบนี้มักเน้นที่ การรวมอำนาจไว้ ณ จุดที่สูงที่สุด ไม่มีการกระจายอำนาจในการ บริหารให้ลดหลั่นลงไป องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

84 ตัวอย่าง โครงสร้างองค์การตามหน้าที่การงาน
องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

85 การจำแนกกลุ่มของกิจกรรม (Subdividing Activities)
ในการจัดองค์กรจำเป็นที่จะต้องจำแนกหน่วยงานต่าง ๆ ออกเป็นกลุ่มก่อน โดยสามารถจำแนกได้จาก หน้าที่ของงาน (Function) เช่น ฝ่ายการตลาด , ฝ่าย ขาย , ฝ่ายผลิต ทำเล (Location) เช่น ในเมือง , ต่างจังหวัด , ใน ประเทศ , ต่างประเทศ ผลิตภัณฑ์ (Product) เช่น กลุ่มอาหาร , กลุ่มเครื่องดื่ม , กลุ่มผลิตภัณฑ์แปรรูป กลุ่มของลูกค้า (Classes of Customers) เช่น ลูกค้า ปลีก , ลูกค้าส่ง , ลูกค้าหน่วยงาน กระบวนการ (Process)เช่น ภายในฝ่ายผลิตสามารถ แบ่งกลุ่มเป็นกระบวนการอบชุบ, กระบวนการฟอก, กระบวนการกลั่น เป็นต้น อุปกรณ์ (Equipment) เช่น กลุ่มเครื่องจักรหนัก , กลุ่ม อิเล็กทรอนิค เป็นต้น องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

86 โครงสร้างขององค์กรหรือแผนภูมิขององค์กร โดยทั่วไปมีอยู่ 4 แบบ
2. โครงสร้างแบบสายงานหลัก (Line Organization) มีการแบ่งหน่วยงานย่อยออกมาเป็นสายบังคับบัญชาแบบตรง ๆ ลักษณะไม่ซับซ้อนมากนัก จึงเหมาะกับองค์กรที่เพิ่งจะ เริ่มก่อตั้งและมีขนาดเล็กไม่มีหน่วยงานที่ปรึกษาหรือ คณะกรรมการมาช่วยผู้บังคับบัญชาสูงสุดในการทำงาน การจัดรูปแบบโครงสร้างให้มีสายงานหลัก และมีการบังคับ บัญชาจากบนลงล่างลดหั่นเป็นขั้น ๆ จะไม่มีการสั่งการแบบ ข้ามขั้นตอนในสายงาน ซึ่งโครงสร้างแบบนี้เหมาะสมสำหรับ องค์การต่าง ๆ ที่ต้องการให้มีการขยายตัวในอนาคตได้ เพราะเพียงแต่เพิ่มเติมโครงสร้างในบางสายงานให้มีการ ควบคุมบังคับบัญชาลดหลั่นลงไปอีกได้ การจัดองค์การแบบนี้ อาจจะคำนึงถึงสภาพของงานที่เป็น จริง เช่น แบ่งตามลักษณะของผลิตภัณฑ์ หรือแบ่งตาม อาณาเขต หรือแบ่งตามประเภทของลูกค้า หรือแบ่งตาม กระบวนการ องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

87 โครงสร้างแบบสายงานหลัก (Line Organization)
องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

88 1. ลักษณะโครงสร้างเข้าใจง่าย
ข้อดี 1. ลักษณะโครงสร้างเข้าใจง่าย 2. สายการบังคับบัญชาชัดเจน ซึ่งส่งผลทำให้เห็น อำนาจหน้าที่ชัดเจนด้วย 3. สะดวกในการติดต่อประสานงาน และติดต่อได้ รวดเร็ว ข้อเสีย ผู้บังคับบัญชาสูงสุดรับภาระมาก 2. การดำเนินงานไม่สามารถแบ่งย่อยลงไป ทำให้ ยากแก่การควบคุม องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

89 โครงสร้างขององค์กรหรือแผนภูมิขององค์กร (ต่อ)
3. โครงสร้างองค์การแบบคณะที่ปรึกษา (Staff Organization Structure) การจัดโครงสร้างโดยการให้มีที่ปรึกษาเข้ามาช่วยการ บริหารงาน เช่น ที่ปรึกษานายก ฯ ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. เป็นต้น เพราะว่าที่ปรึกษามีความรู้ ความชำนาญเฉพาะด้าน โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ มาช่วยหรือคอยแนะนำ ทำให้องค์การมองเห็นความสำคัญของ การมีที่ปรึกษาขึ้น อย่างไรก็ตาม พวกที่ปรึกษาไม่มีอำนาจใน การสั่งการใด ๆ นอกจากคอยป้อนข้อมูลให้ผู้บริหารเป็นผู้ชี้ ขาดอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งการจัดองค์การรูปแบบนี้มีผลดีคือ ทำให้ การดำเนินงานต่าง ๆ มีการวางแผนและประเมินสถานการณ์ ล่วงหน้าได้ มีที่ปรึกษาคอยให้ความกระจ่างและประสานงานกับ หน่วยงานอื่นๆ และทำให้การทำงานใช้หลักเหตุและผลมากขึ้น มีการใช้เครื่องมือที่ทันสมัย และคนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนั้น ยังทำให้งานตามสายงานและงานของคณะที่ ปรึกษาสัมพันธ์กัน และเข้าใจบทบาทซึ่งกันและกัน แต่ผลเสีย ของการใช้ที่ปรึกษาอาจมีการปีนเกลียวกัน เนื่องจากความเห็น ไม่ลงรอยกัน และฝ่ายคณะที่ปรึกษาอาจท้อถอยในการทำงาน ได้ เพราะมีหน้าที่เพียงเสนอแนะแต่ไม่มีอำนาจสั่งการ องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

90 โครงสร้างองค์การแบบคณะที่ปรึกษา
องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

91 2. ลดภาระหน้าที่ของผู้บริหาร
ข้อดี 1. ความผิดพลาดจากการทำงานจะลดน้อยลง เนื่องจากมีหน่วยงานที่คอยให้คำปรึกษา 2. ลดภาระหน้าที่ของผู้บริหาร ข้อเสีย 1. อาจเกิดการขัดแย้งระหว่างหน่วยงานหลักและ หน่วยงานที่ปรึกษา 2. การติดต่อสื่อสารและดำเนินการล่าช้า 3. พนักงานมีความลังเลใจในการปฏิบัติตามคำสั่ง 4. ลดความสำคัญของผู้บริหาร ถ้าหน่วยงานที่ปรึกษา มีบทบาทมากขึ้น องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

92 โครงสร้างขององค์กรหรือแผนภูมิขององค์กร (ต่อ)
4. โครงสร้างองค์การแบบคณะกรรมการบริหาร (Committees Organization Structure) การจัดโครงสร้างองค์การโดยให้มีการบริหารงานใน ลักษณะคณะกรรมการ เช่น คณะกรรมการบริหารงานรถไฟแห่ง ประเทศไทย คณะกรรมการบริหารบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ เป็น ต้น การบริหารงานองค์การโดยให้มีคณะกรรมการบริหารเช่นนี้ ผลดีจะช่วยขจัดปัญหา การบริหารงานแบบผูกขาดของคนๆ เดียว หรือการใช้แบบเผด็จการเข้ามาบริหารงาน นอกจากนั้น การตั้งคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยบุคคลมาจากหลายๆ ฝ่ายจะ ทำให้ทุกคนเข้าใจปัญหาและก่อให้เกิดการยอมรับในปัญหาที่ฝ่าย อื่นเผชิญอยู่ทำให้การประสานงานเป็นไปได้ง่ายขึ้น ข้อเสียของการใช้ระบบคณะกรรมการก็คือเกิดการสูญเสีย ทรัพยากรโดยใช่เหตุ เนื่องจากเวลาส่วนใหญ่ใช้ไปในการประชุม ถกเถียงกัน กว่าจะได้ข้อยุติอาจไม่ทันการต่อการวินิจฉัยสั่งการได้ หรืออาจเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ในระดับคณะกรรมการ หรือยอมประนีประนอมกันเพื่อให้ได้ข้อยุติที่รวดเร็ว ทำให้การตั้ง คณะกรรมการไร้ผล องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

93 โครงสร้างขององค์กรหรือแผนภูมิขององค์กร
5. โครงสร้างองค์การงานอนุกร (Auxiliary) คือหน่วยงานช่วย บางทีเรียกว่าหน่วยงานแม่บ้าน (House-keeping agency) ซึ่งเป็นงานเกี่ยวกับธุรการ และ อำนวยความสะดวก เช่น งานเลขานุการ และงาน ตรวจสอบภายใน เป็นต้น องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

94 โครงสร้างองค์การงานอนุกร (Auxiliary)
องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

95 โครงสร้างขององค์กรหรือแผนภูมิขององค์กร
6. โครงสร้างองค์กรแบบเมตริกซ์ (Matrix Organization) เป็นโครงสร้างที่เหมาะกับองค์กรขนาดใหญ่และมี รูปแบบการทำงานเป็นโครงงานต่างๆ อย่าง สม่ำเสมอ องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

96 องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

97 ข้อดี มีการใช้บุคลากรอย่างคุ้มค่า ข้อเสีย ขาดเอกภาพในการบังคับบัญชา
จะเห็นได้ว่าพนักงาน 1 คน จะอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาตามกลุ่มหน้าที่การงานและภายใต้ผู้บริหารโครงงานที่ได้จัดทำไว้ ทำให้เกิดการไม่มีเอกภาพของการบังคับบัญชา(Unity of Command) ข้อดี มีการใช้บุคลากรอย่างคุ้มค่า ข้อเสีย ขาดเอกภาพในการบังคับบัญชา องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

98 ทฤษฎีองค์การและการจัดการ
องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

99 ทฤษฎี หมายถึง ทฤษฎี คือ การกำหนดข้อสันนิษฐานซึ่งได้ จากวิธีการของตรรกวิทยาศาสตร์ ทำให้เกิด กฎเกณฑ์ที่ได้จากการสังเกตและการทดลองมิใช่ การศึกษา (Feigl, 1951) คือชุดของข้อความที่ เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งบ่งชี้ถึง กฎเกณฑ์ที่ได้รับการยอมรับทั่วไปบางประการ และสามารถนำไปพิสูจน์ได้ในเชิงประจักษ์ (Rudner, 1975) ชุดของข้อความและแนวคิดซึ่งมีความสัมพันธ์ซึ่ง กันและกัน แสดงถึงภาพรวมของบุคคล กลุ่ม ย่อย และกลุ่มต่างๆ ภายในองค์การอย่างเป็น ระบบ แสดงถึงปฎิสัมพันธ์ของรูปแบบ ความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่างๆ ของกิจกรรมใน องค์การ (Henry, 1975) เป็นกรอบของแนวคิด ทฤษฎีต่างๆ ที่ศึกษาเฉพาะเรื่องโครงสร้างของ องค์การ เพื่ออธิบายถึงการจัดโครงสร้างและ การออกแบบองค์การ รวมทั้งการเสนอทางเลือก ในการบริหารองค์การ เพื่อให้องค์การบรรลุถึง ประสิทธิผลและประสิทธิภาพ องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

100 ประเภทของทฤษฎีองค์การ
1. กลุ่มนักปฏิบัตินิยม ได้แก่ หลักองค์การที่ เกิดจากผู้มีประสบการณ์จากการปฏิบัติงาน แล้วนำมาเขียนและสร้างเป็นทฤษฎีเพื่อใช้ ในการบริหารงาน 2. กลุ่มนักวิชาการนิยม ได้แก่ กลุ่มผู้สนใจ ในการบริหารงานเฉพาะส่วนที่เป็นศาสตร์ ใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์ในการวิเคราะห์ เน้น สร้างทฤษฎีให้คนนำไปใช้ในการบริหารงาน องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

101 ประโยชน์ของทฤษฎีองค์การ
ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของงาน ช่วยผู้บริหารในการวิเคราะห์งาน เพื่อ ปรับปรุงงานให้ดีขึน ช่วยในการวิจัยปัญหาขององค์การเพื่อ ความก้าวหน้า สามารถตอบสนองความต้องการของ สังคมที่แท้จริงได้ ปรับตัวได้และทันสมัยกับโลกที่กำลัง พัฒนา องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

102 วิวัฒนาการของทฤษฎีการจัดการ
องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

103 แนวคิดทฤษฎีองค์การสมัยดั้งเดิม (Classical Theory)
เกิดขึ้นจากนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรซึ่งใช้ ปฏิบัตงานในโรงงานกับหน่วยงานของรัฐในยุค ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นเรื่องของความ ชำนาญในการทำงานที่เน้นประสิทธิภาพในกร บริหารงาน เปรียบเทียบทรัพยากรที่ใส่เข้าไปและ ผลผลิตที่ได้ออกมาให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดย ใช้ Scientific Method มาวิเคราะห์ปัญหาและการ แก้ปัญหา แนวคิดยุคดั้งเดิมแบ่งเป็น 3 ทฤษฎี คือ 1. ทฤษฎีการบริหารที่มีหลักเกณฑ์ (Scientific Management) 2. ทฤษฎีการบริหาร (Administrative Theory) 3. ทฤษฎีระบบราชการ (Bureaucratic Theory) องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

104 ทฤษฎีการบริหารที่มีหลักเกณฑ์หรือเชิงวิทยาศาสตร์ (Scientific Management)
Frederick Winslow Taylor เป็นวิศวกรชาวอเมริกันที่พัฒนาทฤษฎีจาก ประสบการณ์ทำงานในหลายบริษัท และเห็นว่าการ บริหารงานของโรงงานมีความบกพร่องหลายประการ เช่น ผู้จัดการไม่มีแนวคิดที่ชัดเจนเกี่ยวกับความ รับผิดชอบระหว่างคนงานกับฝ่ายจัดการ , ไม่มี มาตรฐานการทำงานที่มีประสิทธิภาพ , ไม่มีสิ่งจูงใจ เพื่อปรับปรุงงานให้ดีขึ้น, มีการกวดขันเข้มงวด เกินไป และ การตัดสินใจของฝ่ายจัดการอาศัยสามัญ สำนึกและประสบการณ์แก้ปัญหาเฉพาะหน้า เป็นต้น องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

105 การศึกษาเกี่ยวกับเวลาที่ใช้ในการทำงานชิ้นหนึ่งๆ ด้วยวิธีจับเวลา
การบริหารที่มีหลักเกณฑ์ (Scientific management) โดยวิเคราะห์เวลาและการ เคลื่อนไหวในการทำงาน (Time and Motion Study) การศึกษาเกี่ยวกับเวลาที่ใช้ในการทำงานชิ้นหนึ่งๆ ด้วยวิธีจับเวลา การศึกษาการเคลื่อนไหวในการทำงานเพื่อนำมาปรับปรุงวิธีการทำงาน การแยกงานออกเป็นขั้นตอนต่างกัน เพื่อให้คนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลักในการบริหารที่มีหลักเกณฑ์ การเลือกคนงานที่มีความสามารถสูงสุด (Selection) การฝึกอบรมให้คนงานทำงานได้อย่างถูกวิธี (Training) การหาสิ่งจูงใจให้เกิดกำลังใจในการทำงาน (Motivation) องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

106 นักทฤษฎี Henry L., Gantt 1. สร้างแผนภูมิการทำงาน (Gantt Chart) ใช้ ควบคุมและบันทึกการทำงานของคนงาน 2. ความคิดมนุษยนิยมในการปฏิบัติต่อคนงานและ การจ่ายค่าจ้าง 3. การสอนและการฝึกอบรมคนงาน การสร้างนิสัย ในการทำงาน 4. การจัดการด้านการบริหาร องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

107 องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

108 นักทฤษฎี Frank, Gilbreth and Lillian
1. การศึกษาการเคลื่อนไหวและเวลาเพื่อลดกฎเกณฑ์ ในการทำงาน 2. การหาทางปรับปรุงสวัสดิการคนงาน องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

109 นักทฤษฎี Frank, Gilbreth and Lillian
การศึกษาการเคลื่อนไหวและเวลา (Time – and – motion study) หรือเรียกว่า การศึกษาการทำงาน (Work study) เป็นการศึกษาการเคลื่อนที่ของพนักงานรอบๆ บริเวณที่ ปฏิบัติงาน และความสัมพันธ์กันระหว่างพนักงานกับ เครื่องมือเครื่องใช้ หรือความสัมพันธ์กันระหว่างพนักงาน กับพนักงานในการปฏิบัติงานแบบกลุ่ม การพิจารณาการ เคลื่อนที่ของพนักงาน และวัสดุโดยกว้างๆ จะเกี่ยวข้องกับ การพยายามที่จะใช้ลักษณะงาน และเครื่องจักรที่มีอยู่แล้ว ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยกำจัดเวลาว่างของงานออกไป ให้มากที่สุด ขจัดการเคลื่อนที่ที่ไม่จำเป็น หรือที่ใช้เวลา มากออกไป และพิจารณาความเหนื่อยล้าของพนักงานเป็น หลัก องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

110 นักทฤษฎี Frank, Gilbreth and Lillian
แนวทาง Therbligs เป็นหลักการของการบริหารจัดการด้าน คุณภาพ และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องที่มีอยู่แทบทุก ระบบงานที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เช่น TQM, QCC, Six Sigma หรือ ISO 9000 Therbligs เป็นวิธีการทำงานที่รวดเร็วขึ้น เริ่มที่การแบ่งขั้นตอนการทำงานออกเป็นส่วนๆ และกำจัด ขั้นตอนที่ไม่จำเป็นที่ทำให้เสียทั้งแรงงาน และเวลาออกไป ซึ่งการทำเช่นนี้จะเป็นผลดี ต่อผู้ปฏิบัติงาน เพราะงาน จะสบายขึ้น Therbligs คือ การปฏิบัติงานโดยรวมของงาน อย่างหนึ่ง ก็คือการประกอบรวมกันของประเภทของการ เคลื่อนไหวองค์ประกอบพื้นฐาน Gilbreth ได้กำหนดขั้นตอนการทำงานไว้ 18 ขั้น เพื่อให้ ผู้สนใจได้ใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนางานโดยสัญลักษณ์ นั้นแยกตามประเภทตามจุดประสงค์ของการเคลื่อนไหว ดังนั้นจะต้องเลือก Therbligs ให้ถูกต้องโดยคำนึงถึงว่าการ เคลื่อนไหวนั้นดำเนินการไป“เพื่ออะไร” องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

111 นักทฤษฎี Harrington Emerson
1. เน้นเรื่องการสร้างองค์การ 2. เน้นวัตถุประสงค์ของบริษัทและ ความสัมพันธ์กับองค์การ 3. ให้ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายสมอง ฝ่ายปรึกษา และ อื่นๆ ที่คลายคลึงกันเพื่อพัฒนาการทำงาน ให้มีมาตรฐาน 4. หลักการของความมีประสิทธิภาพ 12 ประการ องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

112 หลักการของความมีประสิทธิภาพ 12 ประการ
1.กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน (Clearly defined ideals) 2.ใช้หลักเหตุผลทั่วไป พิจารณาจากความน่าจะ เป็นไปได้ของงาน (Common sense) 3.ให้คำแนะนำที่ดี ที่ถูกต้องสมบูรณ์ (Competent counsel) 4.รักษาระเบียบวินัยในการทำงาน (Discipline) 5.ปฏิบัติงานด้วยความยุติธรรม (Fair deal) 6.มีข้อมูลพร้อมทำงานที่เชื่อถือได้ (Reliable information) องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

113 หลักการของความมีประสิทธิภาพ 12 ประการ
7.มีการรายงานผลการดำเนินงานทุกระยะ (Dispatching) 8. มีมาตรฐานงานเสร็จตามเวลา (Standard and Schedule) 9.ผลงานได้มาตรฐาน (Standardized condition) 10.ดำเนินงานถือเป็นมาตรฐานได้ (Standardized operation) 11.มาตรฐานที่กำหนดสามารถปฏิบัติได้ (Standardized directing) 12. ให้บำเหน็บรางวัล แก่ผู้ปฏิบัติงานดี (Efficiency reward) องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

114 Administration & Management Theory
องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

115 Henry Fayol : principles of management
สร้างผลงานที่เป็นหลักการบริหารสากล 14 ข้อ - การแบ่งงานกันทำ การ รวมอำนาจ - อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ สายการบังคับบัญชา - วินัย ความมี ระเบียบ - เอกภาพในการบังคับบัญชา ความ เสมอภาค - เอกภาพในการอำนวยการ ความ มั่นคง - ประโยชน์ส่วนรวม ความคิด ริเริ่มสร้างสรรค์ - ผลประโยชน์ตอบแทน ความ สามัคคี องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

116 นักทฤษฎี Luther Gulick and Lyndall Urwick
นักบริหารชาวอังกฤษได้สร้างหลักการบริหาร ดังนี้ เอกภาพในการบังคับบัญชา การใช้ที่ปรึกษา การจัดแบ่งงานในองค์การ อำนาจและหน้าที่ ช่วงกว้างของการบังคับบัญชา บรรจุคนให้เหมาะสมกับโครงสร้างองค์การ องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

117 Lyndall Urwick และ Luther Gulick (เออร์วิกค์ และ กู ลิค)
ได้รวบรวมแนวคิดทางด้านการบริหารต่างๆ เอาไว้ในหนังสือ “Paper on the Science of Administration) โดยเสนอแนวคิด กระบวนการบริหาร ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีชื่อว่า “POSDCoRB” ภาระหน้าที่ที่สำคัญของนักบริหาร 7 ประการ คือ องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

118 “POSDCoRB” ภาระหน้าที่ที่สำคัญของนักบริหาร 7 ประการ
1. Planning การวางแผน เป็นการวางเค้าโครงกิจกรรมซึ่ง เป็นการเตรียมการก่อนลงมือปฏิบัติ เพื่อให้การดำเนินการ สามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. Organizing การจัดองค์การ เป็นการกำหนดโครงสร้าง ขององค์การ โดยพิจารณาให้เหมาะสมกับงาน เช่น การ แบ่งงาน (Division of Work) เป็นกรม กอง หรือแผนก โดยอาศัยปริมาณงาน คุณภาพงาน หรือจัดตาม ลักษณะเฉพาะของงาน (Specialization) 3. Staffing การจัดบุคลากรปฏิบัติงาน เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ การบริหารทรัพยากรมนุษย์ในองค์การนั่นเอง ทั้งนี้เพื่อให้ บุคลากรมาปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับ การจัด แบ่งหน่วยงานที่กำหนดไว้ 4. Directing การอำนวยการ เป็นภาระกิจในการใช้ศิลปะ ในการบริหารงาน เช่น ภาวะผู้นำ (Leadership) มนุษย สัมพันธ์ (Human Relations) การจูงใจ (Motivation) และ การตัดสินใจใจ (Decision making) เป็นต้น องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

119 “POSDCoRB” ภาระหน้าที่ที่สำคัญของนักบริหาร 7 ประการ
5. Coordinating การประสานงาน เป็นการประสาน ให้ส่วนต่างๆ ขอกระบวนการทำงานมีความต่อเนื่องกัน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และ ราบรื่น 6. Reporting การรายงาน เป็นกระบวนการและ เทคนิคของการแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาตามชั้นได้ทราบถึง ผลการปฏิบัติงาน โดยที่มีความสัมพันธ์กับการ ติดต่อสื่อสาร (Communication) ในองค์การอยู่ด้วย 7. Budgeting การงบประมาณเป็นภารกิจที่เกี่ยวกับ การวางแผนการทำบัญชีการควบคุมเกี่ยวกับการเงินและ การคลัง องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

120 ทฤษฎีระบบราชการ (Bureaucratic Theory)
Max Weber นักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน การแบ่งงานกันทำตามความถนัด การจัดโครงสร้างองค์การลดหลั่นตามลำดับขั้น การมีกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ และวิธีปฏิบัติ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเป็นทางการ ไม่ยึดถือตัว บุคคล คุณสมบัติด้านวิชาชีพ ความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ อำนาจหน้าที่ องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

121 แนวคิดทฤษฎียุคพฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral Theory)
มุ่งทำความเข้าใจในเรื่องของคนงานเป็น สำคัญ มีการนำวิชาสังคมวิทยา จิตวิทยา สังคม และวิทยามานุษยวิทยา มาผสมผสาน กัน โดยมุ่งเน้นเรื่องมนุษยสัมพันธ์ การจูงใจ การฝึกอบรม การติดต่อสื่อสาร และภาวะผู้นำ แบ่งการศึกษาออกเป็น 2 แนวทาง คือ กลุ่มมนุษยสัมพันธ์ (Human Relation) กลุ่มพฤติกรรมองค์การนวสมัย (Contemporary Organization Theory) องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

122 กลุ่มมนุษยสัมพันธ์ (Human Relation)
Elton Mayo ได้ศึกษาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาวะ แวดล้อมในการทำงานว่ามีผลกระทบต่อผลผลิตหรือไม่ และพบว่าตัวแปรสำคัญของประสิทธิภาพในการทำงาน คือ 1. ขวัญและกำลังใจ 2. ระดับความปรารถนา 3. ความตระหนักถึงความเป็นจริงในตนเอง หรือ ความประจักษ์ตน 4. ความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน 5. การมีส่วนร่วมในการทำงาน องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

123 กลุ่มพฤติกรรมองค์การนวสมัย (Contemporary Organization Theory)
เน้นส่งเสริมความเข้าใจในบุคคล พฤติกรรมความสัมพันธ์ของกลุ่มคนภายในสถานที่ ทำงาน การจูงใจ และให้ความสำคัญกับงาน การ ติดต่อสื่อสาร ภาวะผู้นำ การแก้ปัญหาความขัดแย้ง ความพึงพอใจในการทำงาน ความร่วมมือ ตลอดจน อิทธิพลของสิ่งแวดล้อมและสิ่งที่กระทบต่อพฤติกรรม โดยแนวคิดนี้เชื่อว่า “งานทุกอย่าง จะสำเร็จได้อยู่ที่มนุษย์ทั้งสิ้น” ต่อมานักบริหารและ นักวิชาการได้ให้ความสนใจศึกษาด้านพฤติกรรมศาสตร์ มากขึ้นโดยเฉพาะพฤติกรรมของบุคคลในองค์การ องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

124 นักทฤษฎี Chester I. Barnard
ได้เสนอหลักการเพื่อเป็นแบบปฏิบัติของการ ประสานงานอย่างมีประสิทธิภาพ 4 ประการ ดังนี้ 1. การประสานงานมีข้อจำกัดความร่วมมือกัน มัก เกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อมทางกายภาพ ชีวภาพ องค์ประกอบด้านสังคม ตัวแปรในบุคคล และอื่นๆ 2. การประสานงานเป็นกระบวนการที่เหนือข้อจำกัด ในการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามจุดมุ่งหมายของ องค์การ 3. การประสานงานจะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับพลังการ ประสานงาน 4. การประสานงานที่ดีขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการ ประสานงาน องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

125 นักทฤษฎี Douglas Mc Gregor
ได้ประยุกษ์ให้เกิดทฤษฎี X และ ทฤษฎี Y โดยแบ่งคนเป็น 2 แบบมีลักษณะสำคัญ ทฤษฎี X ซึ่งมีลักษณะเป็นเผด็จการ และทฤษฎี Y หรือการมีส่วนร่วม แต่ละแบบเกี่ยวข้องกับ สมมุติฐานที่มีต่อลักษณะของมนุษย์ Mc Gregor ได้ค้นพบแนวคิด “พฤติกรรมองค์การ” และสรุปว่า กิกรรมการบริหารจัดการล้วนมีสาเหตุรากฐานมา จากทฤษฎีพฤติกรรมมนุษย์ (human behaviors) ซึ่งเป็นไป ตามกรอบทฤษฎี X และทฤษฎี Y คือ ทฤษฎี X (Theory X) คือ คน ประเภทเกียจคร้าน ในการบริหารจึงควรใช้มาตรการบังคับ มีระเบียบกฎเกณฑ์คอยกำกับ มีการควบคุมการทำงานอย่าง ใกล้ชิด และมีการลงโทษเป็นหลัก ทฤษฎี Y (Theory Y) คือ คน ประเภทขยัน ควรมีการกำหนดหน้าที่การงานที่เหมาะสม ท้าทายความสามารถ สร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานเชิง บวก และควรเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในการบริหารงาน องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

126 นักทฤษฎี Douglas McGregor
Theory X 1. โดยธรรมชาติคนมักไม่ชอบทำงานและมัก หลีกเลี่ยงงาน 2. ผู้บังคับบัญชาจะสั่งงานได้ต้องมีการควบคุม อย่างใกล้ชิด 3. คนส่วนใหญ่มักไม่มีความรับผิดชอบในงาน ต้องการทำงานตามคำสั่งมากกว่าแสดงความ คิดเห็นของตนเอง 4. ต้องนำการลงโทษที่รุนแรงมาใช้ให้เกิดการเกรง กลัวจึงจำทำงานได้ องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

127 นักทฤษฎี Douglas Mc Gregor
ผู้บริหารแบบ X เชื่อว่า 1. มนุษย์โดยทั่วไปไม่ชอบการทำงาน และพยายาม หลีกเลี่ยงงานถ้าสามารถทำได้ 2. เนื่องจากการไม่ชอบทำงานของมนุษย์ มนุษย์จึง ถูกควบคุม บังคับ หรือข่มขู่ให้ทำงาน ชอบให้สั่ง การและใช้วิธีการลงโทษ เพื่อให้ใช้ความพยายาม ได้เพียงพอ และบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การ 3. มนุษย์โดยทั่วไปพอใจกับการชี้แนะสั่งการหรือการ ถูกบังคับ ต้องการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ มี ความทะเยอทะยานน้อย และต้องการความมั่นคง มากที่สุด ผู้บริหารตามทฤษฎี X จึงต้องสร้าง แรงจูงใจโดยการข่มขู่ และลงโทษ เพื่อทำให้ ลูกน้องใช้ความพยายามให้บรรลุความสำเร็จตาม เป้าหมายขององค์การ องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

128 3. คนมักแสดงหาความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น ปฏิบัติงาน มากกว่ากำหนด
Theory Y 1. คนส่วนใหญ่มักพอใจในการทำงาน ให้ความ ร่วมมือสนับสนุนเพื่อให้งานนั้นสำเร็จ 2. คนชอบควบคุมตนเองและตัดสินใจด้วยตนเอง รับผิดชอบงานให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการได้ 3. คนมักแสดงหาความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น ปฏิบัติงาน มากกว่ากำหนด 4. ต้องการรางวัลในความสำเร็จนั้นๆ 5. มีความสามารถในการแก้ปัญหาต่างๆ โดยอาศัย ทฤษฎี ประสบการณ์ และหลักการ 6. มีความคิดริเริ่ม อยากมีส่วนร่วมในองค์การ องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

129 ผู้บริหารแบบทฤษฎี Y มีความเชื่อว่า
1. การทำงานเป็นการตอบสนองความพอใจ 2. การข่มขู่ด้วยวิธีการลงโทษไม่ได้เป็นวิธีการที่ดีที่สุดใน การจูงใจให้คนทำงาน บุคคลที่ผูกพันกับการบรรลุถึง ความสำเร็จตามเป้าหมายขององค์การ จะมีแรงจูงใจด้วย ตนเองและควบคุมตนเอง 3. ความผูกพันของบุคคลที่มีต่อเป้าหมายขึ้นอยู่กับรางวัล และผลตอบแทนที่พวกเขาคาดหวังว่าจะได้รับเมื่อเป้าหมาย บรรลุถึงความสำเร็จ 4. ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการทำงาน เป็นการ จูงใจให้บุคคลอมรับและแสวงหาความรับผิดชอบ มี ความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

130 ทฤษฎี Y เน้นถึงการพัฒนาตนเองของมนุษย์ ชี้ให้เห็นว่า มนุษย์นั้นรู้จักตัวเองได้ถูกต้อง รู้จักความสามารถของตนเอง ผู้บริหารควรสร้างแรงจูงใจโดยการสร้างสรรค์สถานการณ์ที่จะ ทำให้สมาชิกมีความรู้สึกรับผิดชอบ และมีส่วนร่วมในการ ทำงาน การบริหารนั้น มีการนำทฤษฎีเชิงจิตวิทยามาใช้จำนวนมาก เพราะการบริหารเป็นการทำงานกับ “คน” และทฤษฎีจิตวิทยาก็ พูดเรื่อง “คน” การศึกษาทฤษฎีจิตวิทยาที่เกี่ยวกับการควบคุม กำกับพฤติกรรมของมนุษย์ การสร้างแรงจูงใจในการทำงาน และภาวะผู้นำ จึงเป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้บริหาร องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

131 องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

132 ทฤษฎี Z ของ วิลเลียม โอชิ (Theory Z : william ouchi)
การบริหารงานแบบญี่ปุ่น ที่มีลักษณะเด่น 7 ประการ ได้แก่ 1. การจ้างงานตลอดชีพ (Lifetime Employment) การจ้างงานลักษณะนี้ เพื่อให้พนักงานมีความผูกพันกับองค์กร และมีความรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร คนที่อยู่ในบริษัท (องค์กร) นานๆ อาจได้รางวัล (reward) เป็นหุ้นของบริษัทด้วย 2. การประเมินผลงาน (Evaluation) เป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาระดับสูง ที่ จะต้องประเมินผลงานผู้ใต้บังคับบัญชา และผลงานดังกล่าวจะเกี่ยวกับระบบการจ่ายเงิน โบนัส เป็นการให้รางวัลการปฏิบัติงานตามความรับผิดชอบและความสามารถ 3. การเลื่อนตำแหน่งแบบช้าๆ (Slow Promotion) มีความสัมพันธ์กับระบบการจ้าง งานตลอดชีพ และระบบอาวุโส (Seniority System) ซึ่งขึ้นอยู่กับระยะเวลาการปฏิบัติงาน และผลการปฏิบัติงาน 4. การทำงานที่ถนัด (Non-Specialized Career Paths) พนักงานจะทำงานตรงกับ ความถนัด และความสามารถของตนเอง ไม่นิยมการสับเปลี่ยนตำแหน่งให้พนักงานได้ ทำหน้าที่ต่างๆ ไปเรื่อยๆ (ไม่เห็นด้วยกับ Re-engineering ที่พนักงานจะทำงานหลายๆ อย่าง หรือสลับตำแหน่งไปเรื่อยๆ) 5. มีการควบคุมแบบไม่เด่นชัด (Implicit Control Mechanism) ใช้มากที่สุด คือ มักใช้การควบคุมที่ไม่เป็นทางการ โดยใช้สมุดคู่มือการปฏิบัติงาน การให้รายละเอียด หรือการอธิบายการทำงาน จะใช้วิธีบอกกล่าวมากกว่าเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร 6. การร่วมตัดสินใจ (Collective Decision Making) ลักษณะของการบริหารที่มีการ ร่วมตัดสินใจ ปรากฏไม่เด่นชัด ยิ่งถ้าเป็นบริษัทข้ามชาติที่ร่วมทุนด้วยแล้ว การทำ กิจกรรมในลักษณะที่เป็นกลุ่มๆ ยังไม่ค่อยแพร่หลาย 7. ความผูกพันทั้งหมด (Wholistic Concern) ผู้บริหารขององค์กรจะเข้าร่วม กิจกรรมโดยรวมไม่บ่อยครั้งมากนัก ยิ่งถ้าเป็นบริษัทข้ามชาติด้วยแล้วผู้จัดการจะเข้าร่วม กิจกรรมเป็นครั้งคราวเท่านั้น องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

133 Hugo Munsterberg เป็นผู้ริเริ่มวิธีการเกี่ยวกับจิตวิทยาอุตสาหกรรมหรือโรงงาน หรือ การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับบุคคล เพื่อปรับปรุงการ เพิ่มผลผลิตให้ได้มากที่สุด การศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ จะ เป็นเทคนิคที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับโน้มน้าวจิตใจหรือดึงดูด ใจคนทำงาน Hugo Munsterberg ได้ผนวกทฤษฎีของเขากับ ทฤษฎีการจัดการตามแนววิทยาศาสตร์ของ Frederick W. Taylor เข้าด้วยกันและเน้นว่าควรใช้พลังคนให้เป็นประโยชน์กับ ความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจในโรงงาน อุตสาหกรรมทุกระดับให้เหมาะสม เขากล่าวว่า นักอุตสาหกรรม ทั้งหลายและคนงานอยู่ในฐานะที่จะได้รับประโยชน์จากการใช้ ทฤษฎีทางจิตวิทยากับการอุตสาหกรรมร่วมกัน เราสามารถตัด ทอนเวลาในการทำงานให้น้อยลง แต่ได้งานมากขึ้น และ สามารถปรับปรุงมาตรฐานความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นได้ องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

134 Hugo Munsterberg เครื่องมือนี้คือ Psychology and Industrial Efficiency
การสรรหาบุคลากรที่มีคุณภาพด้านจิตใจและคุณสมบัติ เหมาะสมที่สุดที่จะทำงานนั้น การส่งเสริมสภาวะทางจิตวิทยาของคนในโรงงาน อุตสาหกรรม เพื่อจูงใจให้คนงานทุกระดับมีความสามารถ สร้างผลผลิตได้อย่างเต็มความสามารถเพื่อก่อให้เกิดผลผลิต สูงสุด และเป็นที่น่าพอใจโดยมีการฝึกอบรมคนงานเพื่อให้ เกิดการเรียนรู้และนำประสบการณ์ใหม่ๆ มาใช้ทดแทนอย่าง เหมาะสม การให้ข้อเสนอแนะในการฝึกอบรมคนงาน การบรรจุ แต่งตั้ง หรือการทำให้เกิดอิทธิพลต่อคนงานหรือจูงใจเพื่อให้ เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สูด คือ ค่านิยมร่วมกัน ระหว่างผู้บริหาร และคนงาน องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

135 Abrahum Maslow Maslow's hierarchy of needs เป็นทฤษฎีทางจิตวิทยา เป็นทฤษฎีลำดับความ ต้องการ ที่พัฒนาขึ้นโดย อับราฮัม มาสโลว์ (Abrahum Maslow) นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยแบรนดีส์ เป็นทฤษฎีที่รู้จักกันมากที่สุดทฤษฎีหนึ่ง ซึ่งระบุว่า บุคคลมีความต้องการเรียงลำดับจากระดับพื้นฐานที่สุดไปยังระดับ สูงสุด กรอบความคิดที่สำคัญ ของทฤษฎีนี้ มีสามประการ คือ 1. บุคคลเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความต้องการ ความต้องการมีอิทธิพลหรือเป็นเหตุจูง ใจต่อพฤติกรรม ความต้องการที่ยังไม่ได้รับ การสนองตอบเท่านั้นที่เป็นเหตุจูง ใจ ส่วนความต้องการที่ได้รับการสนองตอบแล้วจะไม่เป็นเหตุจูงใจอีกต่อไป 2. ความต้องการของบุคคลเป็นลำดับชั้นเรียงตามความสำคัญจาก ความ ต้องการพื้นฐาน ไปจนถึงความต้องการที่ซับซ้อน 3. เมื่อความต้องการลำดับต่ำได้รับการสนอบตอบอย่างดีแล้ว บุคคลจะก้าวไปสู่ ความต้องการลำดับที่สูงขึ้นต่อไป มาสโลว์ เห็นว่าความต้องการของบุคคลมีห้ากลุ่มจัดแบ่งได้เป็นห้าระดับจาก ระดับต่ำไปสูง เพื่อความเข้าใจ มักจะแสดงลำดับของความต้องการเหล่านี้ องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

136 องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

137 Maslow’s hierarchy of needs
ความต้องการทางร่างกาย (Physiological Needs) เป็นความต้องการลำดับต่ำสุดและ เป็นพื้นฐานของชีวิต เป็นแรงผลักดันทางชีวภาพ เช่น ความต้องการอาหาร น้ำ อากาศ ที่อยู่อาศัย หากพนักงานมีรายได้จากการปฏิบัติงานเพียงพอ ก็จะสามารถ ดำรงชีวิตอยู่ได้โดยมีอาหารและที่พักอาศัย เขาจะมีกำลังที่จะทำงาน ต่อไป และการ มีสภาพแวดล้อมการทำงานที่เหมาะสม เช่น ความสะอาด ความสว่าง การระบาย อากาศที่ดี การบริการสุขภาพ เป็นการสนองความต้องการในลำดับนี้ได้ ความต้องการความปลอดภัย (Safety Needs) เป็นความต้องการที่จะเกิดขึ้นหลังจาก ที่ความต้องการทางร่างกายได้รับการตอบสนองอย่างไม่ขาดแคลนแล้ว หมายถึง ความต้องการ สภาพแวดล้อมที่ปลอดจากอันตรายทั้งทางกายและจิตใจ ความมั่นคง ในงาน ในชีวิตและสุขภาพ การสนองความต้องการนี้ ต่อพนักงาน ทำได้หลาย อย่าง เช่น การประกันชีวิตและสุขภาพ กฎระเบียบข้อบังคับที่ยุติธรรม การให้มี สหภาพแรงงาน ความปลอดภัยใน การปฏิบัติงาน เป็นต้น ความต้องการความรักและการเป็นเจ้าของ (Love and Belonging Needs) เมื่อมี ความปลอดภัยในชีวิตและมั่นคงในการงานแล้ว คนเราจะต้องการความรัก มิตรภาพ ความใกล้ชิดผูกพัน ต้องการเพื่อน การมีโอกาสเข้าสมาคมสังสรรค์กับผู้อื่น ได้รับ การยอมรับเป็นสมาชิกในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือหลายกลุ่ม องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี

138 Maslow’s hierarchy of needs
ความต้องการเกียรติยศชื่อเสียง (Esteem Needs) เมื่อความ ต้องการทางสังคมได้รับการตอบสนองแล้ว คนเราจะต้องการสร้าง สถานภาพของตัวเองให้สูงเด่น มีความภูมิใจและสร้าง การนับถือ ตนเอง ชื่นชมในความสำเร็จของงานที่ทำ ความรู้สึกมั่นใจใน ตัวเองแลเกียรติยศ ความต้องการเหล่านี้ได้แก่ ยศ ตำแหน่ง ระดับเงินเดือนที่สูง งานที่ท้าทาย ได้รับการยกย่องจากผู้อื่น มี ส่วนร่วมในการตัดสินใจในงาน โอกาสแห่งความก้าวหน้าในงาน อาชีพ เป็นต้น ความต้องการเติมความสมบูรณ์ให้ชีวิต (Self-actualization Needs) เป็นความต้องการระดับสูงสุด คือต้องการจะเติมเต็ม ศักยภาพของตนเอง ต้องการความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนาสูงสุดของ ตัวเอง ความเจริญก้าวหน้า การพัฒนาทักษะความสามารถให้ ถึงขึดสุดยอด มีความเป็นอิสระในการตัดสินใจและการคิด สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ การก้าวสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นในอาชีพและการงาน เป็นต้น องค์การและการจัดการ โดย ผศ.ดร.นัทนิชา หาสุนทรี