งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

โครงสร้างและหน้าที่ของใบ

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "โครงสร้างและหน้าที่ของใบ"— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 โครงสร้างและหน้าที่ของใบ

2 สมาชิก นางสาวเบญญพร ฤทธิฤๅธร ม.5/1 เลขที่ 12ก นางสาวธนัญชญา ศิริจรรยานนท์ ม.5/1 เลขที่ 8ข นางสาวภวรัญชน์ ณัฐคุณานนท์ ม.5/1 เลขที่ 9ข

3 ใบพืชมีรูปร่างและขนาดแตกต่างกันไปตามชนิดของพืช นอกจากนี้ ใบยังทำหน้าที่ในการแลกเปลี่ยนแก๊สและคายน้ำ โครงสร้างของใบจึงมีลักษณะเป็นแผ่นแบนสีเขียวที่เหมาะสมหรือเอื้อต่อการทาหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ส่วนของใบประกอบด้วยส่วนที่เรียกว่า ก้านใบ (petiole) และแผ่นใบ (lamina หรือ blade) ดังรูป นอกจากนี้ ในพืชบางชนิดอาจพบหูใบ (stipule) ที่บริเวณโคนก้านใบหรือระหว่างก้านใบ

4 การจัดระเบียบของเส้นใบ (venation)
เป็นลักษณะการเรียงของเส้นใบบนแผ่นใบ แบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้แก่ 1. การเรียงของเส้นใบแบบขนาน (parallel venation) ส่วนมากพบในใบของพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เช่น หญ้า ข้าว ข้าวโพด เส้นใบจานวนมากจะเรียงขนานกันตลอดความยาวของใบ การเรียงของเส้นใบแบบนี้มักไม่เห็นเส้นกลางใบชัดเจน เส้นใบจะแยกออกจากโคนใบขนานกันไปสู่ปลายใบ นอกจากนี้ การเรียงแบบขนานยังมีแบบที่เห็นเส้นกลางใบชัดเจน เช่น ใบกล้วย ใบพุทธรักษา ซึ่งจากเส้นกลางใบจะมีเส้นแขนงใบแยกออกมา แต่ละเส้นขนานกันจนถึงขอบใบ

5 การจัดระเบียบของเส้นใบ (venation)
2. การเรียงของเส้นใบแบบร่างแห (reticulate venation) มักพบในใบของพืชใบเลี้ยงคู่ เส้นใบย่อยจะแยกแขนงและเชื่อมต่อคล้ายร่างแห ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 แบบย่อย ได้แก่ 2.1 ร่างแหแบบขนนก (pinnate-reticulate venation) ใบจะมีเส้นกลางใบชัดเจน เส้นแขนงใบแยกจากเส้นกลางใบทั้งสองข้าง แล้วเส้นใบย่อยที่แยกจากเส้นแขนงใบจะเชื่อมต่อกันดูคล้ายเป็นร่างแห (รูปที่ 7ก) เช่น เส้นใบของมะม่วง ชบา เข็ม 2.2 ร่างแหแบบนิ้วมือ (palmate-reticulate venation) ใบจะมีเส้นใบหลักหลายเส้น ขนาดใกล้เคียงกันแยกออกจากโคนใบตรงก้านใบลักษณะคล้ายนิ้วมือ เส้นใบย่อยที่แยกออกมาจะเชื่อมต่อกันดูคล้ายเป็นร่างแห เช่น เส้นใบของพลู ชงโค

6 การเปลี่ยนโครงสร้างใบเพื่อทำหน้าที่เฉพาะ
โดยปกติหน้าที่หลักของใบ คือ การสร้างอาหารจากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง แต่ในพืชบางกลุ่ม ใบอาจมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างไปเพื่อทำหน้าที่เฉพาะบางอย่าง เช่น ต้นกระบองเพชร ใบลดรูปเป็นหนามเพื่อลดการสูญเสียน้ำและยังช่วยป้องกันลาต้นไม่ให้สัตว์มากัดกินต้นพืช นอกจากนี้ ใบพืชบางชนิดอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปทำหน้าที่อื่นได้อีก เช่น ต้นดองดึงมีใบที่ปลายใบเปลี่ยนเป็นเส้นยาวเพื่อช่วยในการยึดเกาะพยุง ลำต้น ว่านหางจระเข้มีใบที่อวบหนาทาหน้าที่เก็บน้ำและสะสมอาหาร

7 ว่านหางจระเข้มีใบที่อวบหนาทำหน้าที่เก็บน้ำและสะสมอาหารและต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงมีใบที่ปลายใบเปลี่ยนรูปร่างเป็นถุงหรือกระเปาะสำหรับดักแมลงและสัตว์เล็ก ๆ นอกจากนี้ ใบของพืชบางชนิดยังมีสมบัติพิเศษที่เนื้อเยื่อของใบสามารถพัฒนาไปเป็นหน่อเล็กๆ ที่สามารถเจริญเติบโตต่อไปเป็นต้นใหม่ได้ ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ เช่น เศรษฐีพันล้าน คว่ำตายหงายเป็น ที่ขอบใบมีการสร้างหน่อเล็กจำนวนมาก ซึ่งสามารถเจริญเป็นต้นใหม่ต่อไปได้ ว่านหางจระเข้

8 โครงสร้างภายในของใบ โครงสร้างภายในของแผ่นใบโดยทั่วไปมักคล้ายคลึงกัน ถึงแม้ว่าใบพืชจะมีขนาดและรูปร่างหลากหลายแตกต่างกันไปในพืชแต่ละชนิด กล่าวคือ ประกอบด้วย มีโซฟิลล์ (mesophyll) ซึ่งเป็นชั้นของเนื้อเยื่อพื้นที่อยู่ระหว่างชั้นเนื้อเยื่อผิวด้านบน (upper epidermis) และชั้นเนื้อเยื่อผิวด้านล่าง (lower epidermis)

9 ชั้น cuticle ของใบหนวดปลาหมึก
1 . ชั้นเนื้อเยื่อผิว (epidermis) โดยปกติจะมีเซลล์ผิว (epidermal cell) เพียงชั้นเดียว เซลล์ผิวที่ชั้นเนื้อเยื่อผิวด้านบนและที่ชั้นเนื้อเยื่อผิวด้านล่างอาจมีขนาดหรือรูปร่างเซลล์ที่แตกต่างกันหรือเหมือนกัน และถัดจากผนังเซลล์ด้านนอกของเซลล์ผิวมักมีสารคิวทิน (cutin) เคลือบอยู่เป็นชั้น เรียกว่า cuticle ทำหน้าที่ป้องกันการสูญเสียน้ำ ชั้น cuticle ของใบหนวดปลาหมึก

10 นอกจากเซลล์ผิวแล้วยังพบปากใบ (stoma) ที่ชั้นเนื้อเยื่อผิวอีกด้วย โดยทั่วไปมักพบปากใบที่ชั้นเนื้อเยื่อผิวด้านล่างและมีจำนวนมากทำหน้าที่ควบคุมการคายน้ำและแลกเปลี่ยนแก๊ส ในพืชบางชนิดอาจพบปากใบได้ทั้งในเนื้อเยื่อผิวด้านบนและด้านล่าง เช่นข้าว อ้อย แต่พืชน้ำบางชนิด เช่น บัวสาย จะพบปากใบเฉพาะในเนื้อเยื่อผิวด้านบนเท่านั้น ใบบัวสาย

11 ปากใบเป็นช่องเปิดขนาดเล็กบริเวณชั้นเนื้อเยื่อผิว เกิดจากเซลล์ในชั้นเนื้อเยื่อผิว 2 เซลล์ที่ pore ภายในเซลล์คุมนี้เราอาจสังเกตเห็นคลอโรพลาสต์เปลี่ยนแปลงรูปร่างไปคล้ายรูปเมล็ดถั่วหรือรูปไต เรียก เซลล์คุม หรือ guard cell ซึ่งอยู่เป็นคู่ประกบกันเกิดช่องเปิดเล็กๆ เรียกว่า รูปากใบ หรือ stomatal และติดกับเซลล์คุม เรียกว่า เซลล์ข้างเซลล์คุม หรือ subsidiary cell เป็นเซลล์ที่มีรูปร่างและการจัดเรียงตัวที่ค่อนข้างแตกต่างจากเซลล์ผิว ดังรูป จำนวนและการจัดเรียงตัวของเซลล์ข้างเซลล์คุมอาจมีได้หลายแบบ ทำให้เกิดรูปแบบของปากใบแตกต่างกันออกไปได้ในพืชแต่ละชนิด ปากใบว่านกาบหอย

12 2. มีโซฟิลล์ (mesophyll) เป็นชั้นที่อยู่ระหว่างชั้นเนื้อเยื่อผิวทั้งสองด้าน ประกอบด้วยเนื้อเยื่อพื้นที่มีหน้าที่ในการสังเคราะห์ด้วยแสงเป็นส่วนใหญ่ และมีมัดเนื้อเยื่อท่อลำเลียงแทรกอยู่ ทำหน้าที่ในการลำเลียงน้ำและแร่ธาตุมาให้ใบและลำเลียงอาหารที่ได้จากการสังเคราะห์ด้วยแสงไปยังส่วนต่าง ๆ ของพืช บริเวณเนื้อเยื่อพื้นประกอบด้วยเนื้อเยื่อพาเรงคิมา (parenchyma) ที่ภายในเซลล์มีคลอโรพลาสต์จำนวนมาก เซลล์มักมีรูปร่างเป็นแท่งค่อนข้างยาว เรียงเป็นชั้นถัดจากชั้นเนื้อเยื่อผิวด้านบนเรียกว่า palisade parenchymaหรือ palisade mesophyll ถัดลงมาและติดกับชั้นเนื้อเยื่อผิวด้านล่างเป็น spongy parenchyma หรือ spongy mesophyll ประกอบด้วยเซลล์พาเรงคิมาที่มีรูปร่างไม่แน่นอน เรียงกันอยู่แบบหลวม ๆ มักจะมีช่องว่างระหว่างเซลล์ (intercellular space) ขนาดใหญ่เกิดขึ้น (รูป ก.)

13 รูป ก. โครงสร้างภายในของใบชบา (พืชใบเลี้ยงคู่)

14 3. เนื้อเยื่อท่อลำเลียง (vascular tissue) ในแผ่นใบจะพบได้ในบริเวณเส้นกลางใบ เส้นแขนงใบ และเส้นใบย่อย ประกอบด้วยเนื้อเยื่อไซเล็มและโฟลเอ็มที่เชื่อมต่อมาจากเนื้อเยื่อท่อลำเลียงในก้านใบ จากภาคตัดขวางของแผ่นใบ จะเห็นเนื้อเยื่อท่อลำเลียงแทรกอยู่ในชั้นมีโซฟิลล์ (รูป ก.) โดยทั่วไปพืชใบเลี้ยง คู่จะมีมัดท่อลำเลียงหลักขนาดใหญ่อยู่ตรงเส้นกลางใบ ส่วนในเส้นแขนงใบและเส้นใบย่อยมัดท่อลำเลียงจะมีขนาดเล็กลงตามลำดับ เนื้อเยื่อท่อลำเลียงประกอบด้วยไซเล็มอยู่ทางด้านบน และโฟลเอ็มอยู่ถัดลงมาจากไซเล็มหรืออยู่ทางด้านล่างของเส้นใบ ส่วนใบของพืชใบเลี้ยงเดี่ยว โดยเฉพาะพืชวงศ์หญ้ามีเส้นใบขนาดเท่าๆ กันเรียงขนานตามความยาวของใบ มีโครงสร้างบางส่วนที่แตกต่างไปจากพืชใบเลี้ยงคู่ เมื่อตัดตามขวางแผ่นใบ เส้นใบหรือมัดท่อลำเลียงจะถูกตัดพอดี จึงสามารถเห็นมัดท่อลำเลียงทุกมัดได้ชัดเจน โดยจะมีขนาดใกล้เคียงกัน แทรกอยู่ตลอดแผ่นใบในชั้นมีโซฟิลล์ ไซเล็มประกอบด้วยเวสเซล (vessel member)ขนาดใหญ่ 2-3 เซลล์ ส่วนโฟลเอ็มอยู่ถัดลงมา

15 นอกจากนี้ ชั้นมีโซฟิลล์ของพืชใบเลี้ยงเดี่ยวมักจะไม่แยกเป็น palisade mesophyll และ spongy mesophyll อย่างชัดเจน เซลล์มีรูปร่างคล้าย ๆ กัน และมีช่องว่างระหว่างเซลล์น้อย บริเวณรอบมัดท่อลำเลียงมักมีเซลล์พาเรงคิมาขนาดใหญ่ล้อมรอบอยู่ เรียกว่า bundle sheath ซึ่งในพืชใบเลี้ยงเดี่ยวที่เป็นพืช C4 เช่น กก ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ภายในเซลล์ของ bundle sheath จะมีคลอโรพลาสต์ขนาดใหญ่และจำนวนมาก นอกจากนี้ ใบของพืชวงศ์หญ้า ที่บริเวณเนื้อเยื่อผิวด้านบนอาจพบเซลล์ยนต์ หรือ bulliform cell ซึ่งเป็นกลุ่มเซลล์ผิวที่มีขนาดใหญ่ ผนังเซลล์บาง ท าหน้าที่ช่วยในการม้วนของแผ่นใบ เพื่อลดการสูญเสียน้ำในช่วงที่แห้งแล้งหรือมีน้ำน้อย

16 การปรับตัวของโครงสร้างภายในของใบ
นอกจากพืชจะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายนอกให้เหมาะสมกับหน้าที่แล้ว พืชยังมีการปรับตัวของโครงสร้างภายในของใบทำให้พืชนั้นสามารถเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ได้ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมต่าง ๆ ดังเช่น พืชที่ขึ้นในที่แห้งแล้ง นอกจากจะมีการลดรูปของใบให้เล็กลงหรือกลายเป็นหนาม แล้วใบพืชยังมีการปรับตัวของโครงสร้างภายในของใบเพื่อลดการสูญเสียน้ำ โดยชั้นเนื้อเยื่อผิวจะมีคิวติเคิลหนา มีปากใบแบบ sunken stomata ที่เซลล์คุมอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเซลล์ผิว

17 ในพืชบางชนิดมีโครงสร้างพิเศษ เรียกว่า stomatal crypt โดยชั้นเนื้อเยื่อผิวเว้าเป็นแอ่ง มีปากใบอยู่ใน บริเวณนี้ และยังมีขนยาวปกคลุมไว้อีกชั้นหนึ่ง ดังรูป

18 นอกจากนี้ พืชที่ขึ้นในที่แห้งแล้งบางชนิด โครงสร้างภายในของใบบริเวณเนื้อเยื่อผิวหรือบริเวณเนื้อเยื่อพื้นในมีโซฟิลล์ อาจมีเซลล์ขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่เก็บสะสมน้ำเรียกว่า water storage tissue ส่วนพืชที่ขึ้นอยู่ในน้ำหรือใกล้แหล่งนำก็มีการปรับตัวของ โครงสร้างเหมือนกัน โดยในชั้นมีโซฟิลล์มักจะมีช่องว่างระหว่างเซลล์ (intercellular space) จำนวนมากหรือมีขนาดใหญ่ เพื่อกักเก็บอากาศ ช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนและช่วยให้พืชลอยน้ำได้ ดังรูป

19 อ้างอิง

20


ดาวน์โหลด ppt โครงสร้างและหน้าที่ของใบ

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google