งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

บทที่ 1 ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "บทที่ 1 ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต"— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 บทที่ 1 ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต
ชีววิทยา เล่ม 1 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

2 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
เนื้อหาสาระ สิ่งมีชีวิตคืออะไร ชีววิทยาคืออะไร ชีววิทยากับการดำรงชีวิต ชีวจริยธรรม การศึกษาชีววิทยา คำถามท้ายบทที่ 1 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

3 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
ผลการเรียนรู้ สืบค้นข้อมูล วิเคราะห์ อภิปราย และสรุปเกี่ยวกับหลักฐานการเกิดวิวัฒนาการและแนวคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการ สืบค้นข้อมูล วิเคราะห์ อภิบาย และสรุปเกี่ยวกับพันธุศาสตร์ประชากรและการกำเนิดสปีชีส์ สืบค้นข้อมูล วิเคราะห์ อภิปราย และสรุปเกี่ยวกับวิวัฒนาการของมนุษย์ ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

4 1.1สิ่งมีชีวิตคืออะไร ในการตอบคำถามนี้ แต่ละคนอาจตอบได้แตกต่างกันบางตนอาจตอบว่า สิ่งมีชีวิต คือ สิ่งที่เคลื่อนไหวได้ หายใจได้ สืบพันธุ์ได้ เจริญเติบโตได้ ซึ้งคำตอบเหล่านี้เป็นลักษณะของสิ่งมีชีวิตทั้งสิ้น สิ่งต่างๆ ที่พบเห็นอยู่ทั่วไป ทุกคนคงสามารถแยกได้ว่าสิ่งใดเป็นสิ่งมีชีวิต ซากของสิ่งมีชีวิต หรือสิ่งไม่มีชีวิตอาจมีสิ่งมีชีวิตบางชนิดที่หลายคนอาจบอกไม่ได้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่ เช่น ฟองน้ำ กัลปังหา ปะการัง ไดอะตอม ดาวมงกุฎหนาม เป็นต้น จึงเป็นสิ่งที่น่าสงสัยว่า นักชีววิทยาใช้เกณฑ์อะไรในการจำแนกสิ่งที่พบเห็นว่าเป็นสิ่งมีชีวิต

5 1.1.1สิ่งมีชีวิตมีการสืบพันธุ์
มีผู้สังเกตแหนในอ่างดินที่อยู่ในบริเวณที่มีแสงแดด พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงดังภาพที่ 1-2 แหนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร โดยวิธีใด ตอบ

6 1.1.1สิ่งมีชีวิตมีการสืบพันธุ์
จากการสังเกตภาพที่ 1-2 นักเรียนคงทราบว่าเมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 1 เดือน แหนมีการเพิ่มจำนวนขึ้นโดยการแตกหน่อ ในทำนองเดียวกันคนที่ชอบเลี้ยงปลาหางนกยูงคงพบว่า จากการเริ่มต้นเลี้ยงปลาเพียง 4-5 คู่ หลังจากนั้นประมาณ 1 เดือน จะมีลูกปลาหางนกยูงเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก เกิดการปฏิสนธิกลายเป็นไซโกต ซึ่งเจริญเป็นเอ็มบริโอและตัวเต็มวัยที่มีรูปร่างลักษณะคล้ายคลึงกันกับพ่อแม่ การเพิ่มจำนวนของสิ่งมีชีวิต เช่น ปลาหางนกยูงจึงจัดเป็นการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

7 กิจกรรมที่ 1.1 การงอกใหม่
นักเรียนจงสังเกตการเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิตในแผนภาพข้างล่างนี้ การเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิตในภาพ ก.และ ข.มีลักษณะที่เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ตอบ การงอกใหม่ของสัตว์ชนิดใดถือว่าเป็นการสืบพันธุ์ เพราะเหตุใด ตอบ

8 1.1.2สิ่งมีชีวิตต้องการสารอาหารและพลังงาน
ในธรรมชาติปลาที่ถูกขังอยู่รวมกันจำนวนมากนักเรียนแยกได้ไม่ว่า ตัวใดยังมีชีวิตอยู่ตัวตายไปแล้ว นักเรียนคงบอกได้ว่าตัวที่ตายแล้ว คือตัวที่ลอยขึ้นมาเหนือน้ำและไม่หายใจ เมื่อไม่หายใจก็ไม่มีพลังงานในการทำกิจกรรมต่างๆ พลังงานสำคัญต่อการมีชีวิตอย่างไร ในอาหารมีสารอาหารช่วยเสริมสร้างให้ร่างกายเจริญเติบโต ซ่อมแซม เนื้อเยื่อที่ชำรุด สารอาหารเหล่านี้บางชนิดสลายแล้วให้พลังงานเพื่อใช้ในการทำกิจกรรมต่างๆ ของร่างกาย เช่น การเคลื่อนไหวร่างกาย การงอกของรากพืช รวมทั้งปฏิกิริยาทางเคมีภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า เมแทบอลิซึม(metabolism)ก็ต้องใช้พลังงานจากสารอาหาร พลังงานที่อยู่ในสารอาหารมาจากไหน

9 1.1.3 สิ่งมีชีวิตมีการเจริญเติบโต มีอายุขัยและขนาดจำกัด
นักเรียนคงแปลกใจถ้าทราบว่าเซลล์ไข่ของคนมีขนาด 10ไมโครเมตร (µm) ซึ่งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เมื่อเกิดการปฏิสนธิแล้วเจริญเป็นไซโกต และเอ็มบอริโอจนกระทั่งพัฒนาและคลอดออกมาเป็นทารก มีความยาว เซนติเมตรและมีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ กรัม เมื่อมีการเจริญเติบโตจนถึงวัยผู้ใหญ่ บางคนอาจมีร่างกายสูงถึง เซนติเมตร และมีน้ำหนักตัวมากถึง 50 กิโลกรัมหรือมากกว่านี้ การเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิต เซลล์มีการเพิ่มจำนวน มีการเพิ่มขนาด มีการเปลี่ยนแปลง เพื่อทำหน้าที่เฉพาะอย่างและมีการรวบรวมกลุ่มของเซลล์เพื่อพัฒนาเป็นเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ

10 1.1.3 สิ่งมีชีวิตมีการเจริญเติบโต มีอายุขัยและขนาดจำกัด
สิ่งมีชีวิตบางชนิดขณะเจริญเติบโต ไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ตีสิ่งมีชีวิตบางชนิดขณะเจริญเติบโตมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างและโครงสร้างของร่างกายแตกต่างไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัดเจน เช่น ยุง กบ เป็นต้น ดังภาพที่ 1-3 ภาพที่ 1-3 การเจริญเติบโตของผีเสื้อไหม

11 1.1.3 สิ่งมีชีวิตมีการเจริญเติบโต มีอายุขัยและขนาดจำกัด
เมื่อสิ่งมีชีวิตเจริญเติบโตระยะหนึ่งก็ตายไป อายุของสิ่งมีชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายเรียกว่า อายุขัย (life span) อายุขัยของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดแตกต่างกันอย่างไร สิ่งมีชีวิต แต่ละชนิดมีอายุขัยกำจัด ดังตารางที่ 1.1 ตารางที่ 1.1 อายุขัยสูงสุดของสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ

12 1.1.3 สิ่งมีชีวิตมีการเจริญเติบโต มีอายุขัยและขนาดจำกัด
จากตารางที่ 1.1 นักเรียนสรุปได้ว่าอย่างไร ตอบ สัตว์แต่ละชนิดมีอายุขัยที่ต่างกัน สัตว์ชนิดใดมีอายุสั้น และสัตว์ชนิดใดบ้างที่มีอายุขัยยาวกว่าสัตว์อื่น ตอบ หนูจะอายุที่สั้น ส่วนเตากาลาปากอสจะมีอายุขัยยาวกว่าสัตว์อื่น อายุขัยของพืชมีความแตกต่างกัน เราอาจจะพิจารณาเป็นกลุ่ม พืชที่มีช่วงอายุสั้น เช่น บานชื่น ดาวเรือง บานเย็น แพงพวยฝรั่ง เป็นตัน บางกลุ่มเป็นพืชปีเดียว เช่น อ้อย ข้าว สับปะรด เป็นตัน บางกลุ่มเป็นพืชสองปี พืชพวกนี้มักมีลำตันใต้ดินเช่น ว่านสี่ทิศ หอม กระเทียม เป็นต้น กลุ่มพืชหลายปี อาจเป็นไม้พุ่มหรือต้นไม้ เช่น มะม่วง โพธิ์ หางนกยูง เป็นต้น การนับอายุของต้นไม้อาจนับได้จากจำนวนวงปี พืชหลายปีบางชนิดเมื่อออกดอกและผลแล้วก็ตาย เช่น ไผ่ ลาน เป็นต้น

13 1.1.3 สิ่งมีชีวิตมีการเจริญเติบโต มีอายุขัยและขนาดจำกัด
จากที่กล่าวมาแล้วสิ่งมีชีวิตมีอายุขัยจำกัด สิ่งที่น่าสงสัยคือ ขนาดของสิ่งมีชีวิตมีขนาดจำกัดหรือไม่ นักเรียนเคยเห็นยุงมีขนาดเท่ากับนก หรือต้นพริกสูงเท่ากับต้นมะม่วงหรือไม่ ถ้าเราสังเกตดูความยาวหรือความสูงจะเพิ่มขึ้นอีก ดังภาพที่1-4 ภาพที่ 1-4 ขนาดของสัตว์เลื้อยคลานที่โตเต็มที่ 3 ชนิด ก. จิ้งจก ข. กิ้งก่า ค. จระเข้

14 1.1.3 สิ่งมีชีวิตมีการเจริญเติบโต มีอายุขัยและขนาดจำกัด
จากภาพที่ 1-4 จะเห็นได้ว่าสัตว์เลื้อยคลานทั้ง 3 ชนิด มีลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะมีขนาดแตกต่างกัน จึงไม่เคยเห็นจิ้งจกเท่ากิ้งก่า และไม่เคยเห็นกิ้งก่าตัวเท่ากับจระเข้ ในพืชก็เช่นกัน เรือนยอดของต้นไม้ในป่าจะมีความสูงแตกต่างกัน และขนาดเส้นรอบวงลำต้นก็จะมีขนาดแตดต่างกันด้วย ถ้าพิจารณาลำต้นตามความสูงเมื่อพืชโตเต็มที่อาจแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ ไม้ล้มลุก ซึ่งมีความสูงไม่เกิน 120 เซนติเมตร ไม้พุ่ม มีความสูงประมาณ เซนติเมตร และพวกที่มีความสูงมากกว่านี้จัดเป็นไม้ต้น จากการสังเกตขนาดของสัตว์และพืชชนิดต่างๆ

15 1.1.4 สิ่งมีชีวิตมีการตอบสนองต่อสิ่งเร้า
พืชหลายชนิดที่เลื้อยพันหลัก เช่น บวบ น้ำเต้า ฟัก ถั่วฝักยาว เป็นตัน อาศัยลำต้นพันไปรอบๆ หลัก และมีมือเกาะ พันรอบกิ่งไม้ที่อยู่ใกล้ๆ เพื่อพยุงลำต้นขึ้น ที่สูงเพื่อให้ใบได้รับแสง ต้นไม้บางชนิด เช่น ทานตะวันหันหน้าเข้าหาแสงอาทิตย์ ดอกบัวบางชนิดจะบานในตอนเช้าจะหุบในตอนเย็น เป็นต้น นักเรียนจะเห็นได้ว่า สิ่งมีชีวิตมีการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อหาอาหาร หลบหลีภัยจากศัตรู ละมีการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม สภาพของสิ่งแวดล้อมที่ทำให้สิ่งมีชีวิตแสดงพฤติกรรม เรียกว่า สิ่งเร้า และการแสดงออกของสิ่งมีชีวิตต่อสิ่งเร้า เรียกว่า การตอบสนอง

16 กิจกรรมที่ 1.2 การตอบสนองต่อสิ่งเร้าของสิ่งมีชีวิต
นักเรียนจงเลือกสิ่งมีชีวิตที่สนใจจะศึกษามาอย่างน้อย 1 ชนิด ออกแบบการทดลองเพื่อศึกษาดูว่าสิ่งมีชีวิตนั้นๆ สามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้า เช่น อุณหภูมิ สี สารเคมี อาหาร ดำเนินการทดลอง บันทึกผล นำผลการทดลองมาเสนอและอภิปรายในชั้นเรียน สิ่งมีชีวิตที่นักเรียน ศึกษาตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้หรือไม่ อย่างไร ตอบ ผลการทดลองของนักเรียนและของกลุ่มอื่นๆ สรุปได้ว่าอย่างไร

17 1.1.5 สิ่งมีชีวิตมีการรักษาดุลยภาพของร่างกาย
จากการนำสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว เช่น อะมีบา พารามีเซียม มาใส่ในสารละลายที่มีความเข้มข้นต่ำกว่าสารละลายภายในเซลล์ พบว่าโครงสร้างภายในของเซลล์ ที่เรียกว่า คอนแทร็กไทล์แวคิวโอล มีการเปลี่ยนแปลงทั้งขนาดและรูปร่าง คอนแท็กไทล์แวคิวโอลจะเปลี่ยนแปลงขนาดและรูปร่างเนื่องจากสารละลายในสภาพแวดล้อมภายนอกเซลล์มีความเข้มข้นน้อยกว่าสารละลายภายในเซลล์จึงเกิดการออสโมซิสของน้ำภายนอกเข้าสู่ภายในเซลล์ตลอกเวลา และถ้ำน้ำเข้าไปในเซลล์ มากขึ้นเซลล์จะขยายขนาดจนทำให้เซลล์แตก

18 1.1.5 สิ่งมีชีวิตมีการรักษาดุลยภาพของร่างกาย
สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ก็เช่นกัน จำเป็นต้องมีกลไกลในการรักษาดุลยภาพในร่างกาย ให้อยู่ในสภาพที่สมดุล ซึ่งรวมถึงการรักษาสมดุลของน้ำ อุณหภูมิ เป็นต้น การรักษาดุลยภาพของร่างกายคน เช่น เมื่อดื่มน้ำเข้าไปมากๆ ร่างกายจะขับน้ำออกมาจากร่างกายมากตามไปด้วย ทำให้ต้องปัสสาวะบ่อยครั้งขึ้น หรือการที่ร่างกายมีอุณหภูมิคงที่ประมาณ 37 องศาเซลเซียส ไม่ว่าอากาศภายนอกจะร้อนหรือเย็น เป็ฯการรักษาสมดุลของอุณหภูมิของร่างกาย นักเรียนทราบหรือไม่ว่า พืชมีการรักษาสมดุลของน้ำได้อย่างไร ซึ่งนักเรียนจะได้ศึกษารายละเอียดในบทต่อไป

19 กิจกรรมเสนอแนะ อุณหภูมิกับการรักษาดุลยภาพของปลา
วัสดุอุปกรณ์ 1. ปลาน้ำจืดที่มีเกล็ด เช่นปลาตะเพียน 2. น้ำ 3.น้ำเย็น 4.น้ำอุ่น 5.บีกเกอร์ 6.เทอร์มอมิเตอร์ วิธีการทดลอง ให้นักเรียนออกแบบ และดำเนินการทดลองเพื่อแสดงให้เห็นว่าอุณหภูมิมีผลต่อการรักษาสมดุลยภาพของปลาชนิดนั้น

20 1.1.5 สิ่งมีชีวิตมีการรักษาดุลยภาพของร่างกาย
อัตราการขยับแผ่นปิดเหงือก ของปลาก่อนและหลังการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของน้ำแตกต่างกันหรือไม่ เพราะเหตุใด ตอบ นักเรียนอธิบายได้หรือไม่ว่า การขยับแผ่นปิดเหงือกของปลาเกี่ยวข้องกับการรักษาดุลยภาพของปลาอย่างไร

21 1.1.6 สิ่งมีชีวิตลักษณะเฉพาะ
จากภาพที่ 1-7 ทุกคนคงสามารถระบุชื่อของสิ่งมีชีวิตได้ถูกต้อง เพราะสิ่งมีชีวิตจะมี ลักษณะจำเพาะ อาจสังเกตได้จากลักษณะภายนอก เช่น รูปร่าง ขนาด ความสูง เป็นต้น ลักษณะบางอย่าง ต้องตรวจสอบด้วยการชิมรส การดมกลิ่น หรือแม้แต่เสียงร้องของสัตว์ แสดงว่าสัตว์แต่ละชนิดก็จะมีลักษณะจำเพาะเป็นเอกลักษณ์ตามลักษณะของสิ่งมีชีวิตนั้นๆ ซึ่งแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น

22 1.1.7 สิ่งมีชีวิตมีการจัดระบบ
สิ่งมีชีวิตแม้ประกอบด้วยเซลล์เดียวก็มีการจัดระบบ หน้าที่ในการทำงานของโครงสร้างต่างๆ ภายในเซลล์ เช่น คลอโรพลาสต์ทำหน้าที่สร้างอาหารให้แก่เซลล์ ไมโทคอนเดียเป็นแหล่งให้พลังงาน แวคิวโอลควบคุมสมดุลของน้ำหรือเป็นที่เก็บผลึกของสาร นิวเคลียสทำหน้าทีควบคุมการทำกิจกรรมต่างๆ ของเซลล์ เป็นต้น สิ่งมีชีวิตที่มีหลายเซลล์ก็มีการจัดระบบภายในร่างกายและมีการทำงานร่วมกัน การจัดระบบภายในเซลล์หรือภายในร่างกายของสิ่งมีชีวิตมีความสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตนั้นอย่างไร ตอบ

23 1.2 ชีววิทยาคืออะไร ชีววิทยา เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต ซึ่งประกอบด้วยส่วนที่เป็นกระบวนการค้นหาความรู้ ชีววิทยามาจะคำว่า ชีวะ ภาษากรีก แปลว่าชีวิต และ วิทยา ภาษากรีก แปลว่า ความคิดและเหตุผล นักวิชาการจำแนกสาขาย่อยๆโดยยึดประเภทหรือกลุ่มของสิ่งมีชีวิต แล่งเป็น ดังภาพที่1-9

24 1.3 ชีววิทยากับการดำรงชีวิต
ในการดำรงชีวิตของมนุษย์ เช่น การดูแลสุขภาพ ของร่างกาย การป้องกันรักษาโรค การผลิตอาหาร การรู้จักพฤติกรรมของสัตว์ต่างๆ ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับชีววิทยาทั้งสิ้น นักวิชาการซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขาได้ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต เช่นพันธุ์พืชที่ต้านทานโรคและแมลง ผลไม้ที่รสชาติอร่อยหรือผลที่มีขนาดใหญ่ สัตว์เจริญเติบโตเร็ว ให้ผลิตภัณฑ์ในปริมาณมากเช่น น้ำนม และ ไข่ ทำให้มนุษย์มีอาหารที่เพียงพอหรือเป็นสินค้าทำรายได้เป็นอย่างดี

25 1.3 ชีววิทยากับการดำรงชีวิต
ถ้าได้ติดตามการทำงานตามโครงการพระราชดำริ โครงการส่วนพระองค์ หรือ โครงการหลวง ทำให้ทราบว่า มีการขยายพันธุ์ที่ควรอนุรักษ์ โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เช่น ขนุนไพศาลทักษิณ และการปรับปรุงพันธุ์ เช่น เมล็ดถั่วแดงหลวงจากเมล็ดที่มีขนาดเล็กให้ได้เมล็ดที่มีขนาดใหญ่

26 1.3 ชีววิทยากับการดำรงชีวิต
การศึกษาชีววิทยา นอกจากนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ทางด้านเกษตรแล้วยังนำไปใช้ประโยชน์ทางด้านใดได้อีกบ้าง ตอบ ทางด้านการแพทย์ ในการรักษาโรค นักวิชาการทางด้านการเกษตร ได้พัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพต่างๆ มาใช้ให้เกิดประโยชน์อีก เช่น การถ่ายฝากตัวอ่อนของสัตว์ การผลิตปุ๋ยชีวภาพ เป็นต้น การศึกษาวัฏจักรชีวิต โครงสร้าง รูปร่าง ลักษณะและพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิต ช่วยให้สามารถเข้าใจการปรับตัวของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้เพื่อการดำรงชีวิต การศึกษาสาเหตุของโรคที่เกิดจากสิ่งมีชีวิตนำไปสู่การศึกษาวิจัยตัวยาที่นำมารักษาโรคและวิธีป้องกันโรค เทคโนโลยี ชีวภาพสมัยใหม่ทางการแพทย์ส่วนใหญ่ได้ความรู้มาจากชีววิทยา การศึกษาในปัจจุบันก้าวหน้าจนสามารถตัดต่อยีนจากสิ่งมีชีวิตในกระบวนการ

27 1.3 ชีววิทยากับการดำรงชีวิต
พันธุวิศกรรม ซึ่งสามารถมาใช้ทางการแพทย์ เช่น สามารถใช้ยีสต์ผลิตฮอร์โมนอินซูลินเพื่อรักษาโรคเบาหวาน สามารถใช้สุกรสร้างโกรทฮอร์โมน เพื่อรักษาเด็กที่เตี้ยกว่าปกติให้มีความสูงเป็นปกติ ความรู้จากการศึกษาสรรพคุณของพืชชนิดต่างๆ โดยแพทย์แผนโบราณสามารถนำปรุงยาสมุนไพรใช้รักษาโรค นับว่าเป็นภูมิปัญญาไทยที่น่าภูมิใจ และปัจจุบันได้มีการศึกษาวิจัยให้ได้มาตรฐานสากล การเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับร่างกายของเรา ทำให้เข้าใจการทำงานของอวัยวะต่างๆ และเข้าใจวิธีการดูแลรักษาสุขภาพของตนและผู้ใกล้ชิด ความรู้ทางชีววิทยาอาจนำมาใช้ในการขายพันธุ์สัตว์เศรษฐกิจ ในปัจจุบันนี้มีสัตว์ประเภทใดบ้างที่มีการโคลนและประสบความสำเร็จ ยกตัวอย่าง 2ชนิด ตอบ

28 1.3 ชีววิทยากับการดำรงชีวิต

29 1.3 ชีววิทยากับการดำรงชีวิต
ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ทำให้เราตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อมวลมนุษยชาติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงค้นพบว่าหญ้าแฝกเป็นพืชที่มีรากยาวมากแข็งแรงมากและหนาแน่น ดังภาพที่ สามารถปลูกเพื่อช่วยป้องกันการกัดเซาะและการพังทลายของดิน

30 1.3 ชีววิทยากับการดำรงชีวิต
ความรู้ทางด้านชีววิทยาสามารถนำมาใช้ดูแลรักษาและป้องกันสิ่งแวดล้อมได้ ถ้าขาดความรู้อาจเกิดผลเสียดังกรณีเหตุการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นที่อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2544 เนื่องจากเกิดจากการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งเป็นแหล่งของต้นน้ำลำธารและแหล่งซับน้ำในดิน ถ้าเราไม่ช่วยกันควบคุมดูแลภัยต่างๆ ก็จะเกิดขึ้นดังภาพที่ 1-14

31 4 ชีวจริยธรรม

32 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
4 ชีวจริยธรรม จากที่ได้มาแล้วว่า การศึกษาทางชีววิทยามีประโยชน์อย่างมาก แต่เนื่องจารการศึกษาชีววิทยาเป็นการศึกษาเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตดังนั้นการนำความรู้ทางชีววิทยาไปใช้ ย่อมส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตโดยตรง จึงต้องคำนึงถึงจริยธรรม เช่น การใช้สัตว์ทดลอง นักเรียนจะต้องหลีกเลี่ยงการทรมานสัตว์ ตามข้อกำหนดในจรรยาบรรณการใช้สัตว์ทดลอง โดยผู้ใช้สัตว์ทดลองต้องตระหนักถึงคุณค่าของสัตว์ และตระหนักว่าสัตว์เป็นสิ่งมีชีวิตเช่นเดียวกับมนุษย์ ต้องใช้สัตว์จำนวนน้อยที่สุด และการใช่สัตว์ป่าต้องไม่ขัดต่อกฏหมาย ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

33 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
4 ชีวจริยธรรม ปัจจุบันมีความก้าวหน้าด้านชีววิทยาอย่างมาก มีการ ใช้เทคนิคการโคลนกับสิ่งมีชีวิตอย่างหลากหลาย ทั้งระดับจุลินทรีย์ พืช และสัตว์ เพื่อเพิ่มผลผลิตที่เป็นแหล่งอาหาร เช่น การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช เป็นต้น ส่วนการโคลนสัตว์ทั้งตัวนั้นมีการศึกษาวิจัยกันมาหลายสิบปีแล้ว แต่ทำสำเร็จกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเมื่อไม่นานมานี้ ประเด็นที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากด้านชีวจริยธรรม คือ การโคลนมนุษย์ อาจจะโคลนในระดับเอ็มบริโอเพื่อจะนำอวัยวะของเอ็มบริโอมาปลูกถ่ายให้แก่ผู้ป่วยหรือเพื่อการวิจัย การโครนมนุษย์ทั้งตัวเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณากันอย่างมาก เพราะว่าเอ็มบริโอก็คือเอ็มบริโอของมนุษย์ และถ้ามีมนุษย์ที่ได้จากการโคลนจะมีปัญหาต่อสถาบันครอบครัวอย่างไร และสิ่งที่ต้องพิจารณาอีกประการหนึ่งก็คือ มีความเสี่ยงเพียงใดที่จะเกิดมนุษย์ที่มียีนผิดปกติจากกระบวนการโคลนที่ขาดประสิทธิภาพ ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

34 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
4 ชีวจริยธรรม ในวงการแพทย์มีปัญหาที่ขัดต่อศาสนาและกฎหมาย คือ การทำแท้ง กรณีที่พบว่า ทารกในครรภ์มีข้อบกพร่องทางพันธุกรรม ควรหรือไม่ที่จะอนุญาตให้มีการวิจัยทารกในครรภ์มารดาและการบำบัดทางพันธุกรรม หลายประเทศมีกฎหมายห้ามการทำแท้งเพราะขัดต่อศาสนา ซึ่งถือว่าทารกในครรภ์มีจิตวิญญาณและเป็นสิ่งมีชีวิต การทำลายชีวิตถือเป็นอาชญากรรม แต่งบางประเทศอนุญาตให้ทำแท้งได้ในช่วง 4 เดือนของการตั้งครรภ์หลาย เพราะเชื่อว่าจิตวิญญาณจะมาจุติหลังจาก 120 วัน ไปแล้ว ในบางประเทศอนุญาตให้ทำแท้งได้ก่อนสัปดาห์ที่ 20 ซึ่งเป็นระยะที่สามารถทำอัลตราซาวด์วินิจจัยเพศของทารกได้แล้ว ถ้าการทำแท้งเพื่อเลือกเพศถือว่าเป็นการละเมิดกฎหมาย ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

35 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
4 ชีวจริยธรรม การใช้ฮอร์โมนให้แก่สัตว์เลี่ยง เช่น ไก่ สุกร เพื่อเร่งการเจริญ ทำให้มีสารพวกฮอร์โมนตกค้างในเนื้อสัตว์ที่นำมาเป็นอาหาร เมื่อคนบริโภคเข้าไปก็อาจทำให้เกิดโรคมะเร็งได้ ซึ่งเป็นผลร้ายต่อร่างกาย นอกจากนี้การใช้สารเคมีที่เป็นพิษ เช่น ฟอร์มาลิน เพื่อรักษาพืชผักและเนื้อสัตว์ให้มีความสดรวมทั้งการใช้สารบอแรกซ์ทำให้อาหารกรอบ การใช้สีย้อมผ้ามาผสมอาหาร ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศเตือนถึงโทษภัยให้ประชาชนทราบแล้วแต่ผู้ประกอบการค้าบางรายยังคงกระทำอยู่ จึงเป็นสิ่งที่ควรทำความเข้าใจให้ผู้ประกอบการค้าตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค และได้รับการลงโทษตามกฎหมายถ้าฝ่าฝืนส่วนประชาชนก็พึงหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารเหล่านี้ ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

36 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
4 ชีวจริยธรรม  สิ่งที่กล่าวถึงด้านชีวจริยธรรมกันมากในปัจจุบันอีกประเด็นหนึ่งก็คือ การนำความรู้ทางชีววิทยามาใช้ในการทำลายล้าง เช่น การใช้สิ่งมีชีวิตซึ่งเรียกว่า อาวุธชีวภาพ ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดชีวจริยธรรม ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

37 5 การศึกษาชีววิทยา

38 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
1.5 การศึกษาชีววิทยา  การศึกษาชีววิทยาในปัจจุบันมีหลากหลายแขนง ดังที่นักเรียนทราบมาแล้ว การทำงานของนักชีววิทยาในแขนงต่างๆ มีการศึกษาที่แตกต่างกันตามความสนใจของแต่ละคน นักชีวะโมเลกุล (molecilar biologist) จะสนใจศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างการทำงานของสารเคมีที่เกี่ยวข้องการสิ่งมีชีวิต เช่น สารพันธุกรรม และสารต่างๆ ภายในเซลล์ นักชีววิทยาเซลล์ (cell biologist) สนใจศึกษาองค์ประกอบของเซลล์แต่ละชนิด กลุ่มของเซลล์การเพาะเลี้ยงเซลล์ภายนอกร่างกายของสิ่งมีชีวิตปฎิสัมพันธ์ระหว่างเซลล์ อิทธิพลของสิ่งแวดล้อมต่อเซลล์ นักชีววิทยาประชากร (population biologist) สนใจศึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงขนาดของประชากร สาเหตุและผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

39 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
1.5 การศึกษาชีววิทยา ถึงแม้ว่านักชีววิทยาสนใจที่จะศึกษาชีววิทยาในสาขาที่แตกต่างกัน แต่การศึกษาของนักชีววิทยาย่อมมีการศึกษาหาความรู้คล้ายคลึงกัน นักเรียนอยากทราบหรือไม่ว่านักชีววิทยาศึกษาชีววิทยาอย่างไร นักเรียนที่เคยสังเกตสิ่งมีชีวิตรอบตัวอาจจะเคยสงสัยว่า นกบินได้อย่างไร ทำไมหิ่งห้อยจึงเรื่องแสงได้ในเวลากลางคืน ผึ้งเมื่อดูดน้ำหวานจากดอกไม้แล้วบินกลับรังอย่างถูกต้องได้อย่างไร ตาของสุนัขสามารถจำแนกสีที่ต่างกันได้หรือไม่ คำถามเหล่านี้น่าสงสัยท่าทายให้ค้นหาคำตอบอย่างยิ่ง นักเรียนอาจพบสิ่งที่น่าสงสัยอีกมากแตกต่างกันไป ท้าทายให้หาคำตอบไม่ว่านักเรียนจะเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือไม่ก็ตาม ย้อมพบปัญหาจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวของนักเรียนได้เสมอ ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

40 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
1.5 การศึกษาชีววิทยา การที่นักเรียนตั้งคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่นักเรียนสังเกตแสดงว่านักเรียนอยากทราบคำตอบอยากรู้อยากเห็นเช่นกันการเป็นคนช่างสังเกตจะช่วยให้สามารถตั้งคำถามได้รัดกุม และเป็นแนวทางสู้การค้นพบคำตอบอย่างเป็นระบบ ภาพที่ 1-15 ศ.ดร. วิสุทธิ์ ใบไม้ นักวิทยาศาสตร์ดีเก่น สาขาพันธ์ศาสตร์ พ.ศ. 2533 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

41 กิจกรรมที่ 1.4 การสังเกตและการตั้งคำถาม
ให้นักเรียนเลือกศึกษาสิ่งมีชีวิตชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่น มะม่วง กุหลาบ แมลง เป็นต้น สังเกตลักษณะของสิ่งมีชีวิตที่ศึกษาให้มากที่สุด บันทึกสิ่งที่สังเกตได้ภายในเวลา 5 นาที เขียนคำถามอย่างน้อย 2-3 ข้อ เกี่ยวกับสิ่งที่นักเรียนสังเกตได้ เปรียบเทียบข้อมูลและคำถามที่ได้จากการสังเกตของนักเรียนกับข้อมูลและคำถามของเพื่อนนักเรียนคนอื่น ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

42 กิจกรรมที่ 1.4 การสังเกตและการตั้งคำถาม
ข้อมูลที่นักเรียนบันทึกได้จากการสังเกต เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับเพื่อนๆ แล้วมีข้อมูล ละเอียดครบถ้วนหรือไม่ อย่างไร นักเรียนบางคนอาจบันทึกได้ละเอียดครบถ้วน บางคนอาจบันทึกไม่ครบถ้วน คำถามที่นักเรียนตั้งขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนๆ แล้ว เป็นอย่างไร คำถามบางคำถามอาจนำไปสู่การค้นหาคำตอบที่น่าสนใจ บางคำถามอาจไม่น่าสนใจ ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

43 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
1.5 การศึกษาชีววิทยา นักเรียนจะพบว่าเพื่อนของนักเรียนบางคนสังเกตได้เพียงเล็กน้อย แต่บางคนสังเกตได้รายละเอียดเป็นจำนวนมาก หรือได้ข้อมูลจากการสังเกตที่แตกต่างไปจากคนอื่น นักวิทยาศาสตร์ เป็นผู้ที่มีทักษะในการสังเกตดี ดังนั้นนักเรียนจึงควรสังเกตสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวให้เป็นนิสัย ซึ่งจะทำให้นักเรียนกลายเป็นผู้ช่างสังเกตได้อย่างถี่ถ้วน และจะเป็นผู้ที่มีความรอบคอบมากยิ่งขึ้นสามารถค้นพบปัญหา รู้จักตั้งคำถามที่ดี ค้นหาสาเหตุของปัญหาและวิธีแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง นักจุลชีววิทยาชาวอังกฤษชื่อ อเล็กซานเดอร์ เฟลมิง (Alexander Fleming) สังเกตว่าแบคทีเรียในจากเพาะเชื้อราเพนิซิลเลียม (Penicillium sp.) เจริญอยู่ด้วย เฟลมิงจึงเกิดความ สงสัยและตั้งปัญหาว่า ด้วยเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

44 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
1.5 การศึกษาชีววิทยา การค้นพบของ เฟลมิง ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อมวลมนุษย์ในช่วงเวลาต่อมา ทำให้มีการสกัดสารปฎิชีวนะจากเชื้อราเพนิซิลเลียมใช้เป็นยารักษาโรคที่เกิดจากแบคทีเรีย จากตัวอย่างการค้นพบราเพนิซิเเลียมของเฟลมิง นักเรียนเกิดความคิดอย่างไรบ้าง การเป็นคนช่างสังเกต สามารถค้นพบปัญหา ซึ่งนำไปสู่การค้นหาสาเหตุของปัญหา นักเรียนอาจคิดว่า เฟลมิงโชคดีที่บังเอิญพบเชื้อราเพนิซิลเลียมในจานเพาะเชื้อแบคทีเรีย แต่นักเรียนควรจะคิดด้วยว่าโอกาสเช่นนี้ มีผู้พบเห็นอยู่เสมอตามธรรมชาติ แต่บุคคลที่ช่างสังเกต ช่างคิด ช่างวิเคราะห์ มีความอยากรู้อยากเห็นและมีความรู้กว้างเท่านั้น ที่สามารถหยิบยกโอกาสเหล่านั้นมาเป็นของตนได้ ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

45 1.5 การศึกษาชีววิทยา อันที่จริงนักชีววิทยาหลายคน ก็เคยพบเชื้อราเพนิซิลเลียมในจานเพาะเชื้อแบคทีเรียบ่อยๆ แต่ไม่ได้สนใจเนื่องจากต้องการเลี่ยงเฉพาะแบคทีเรียบริสุทธิ์เพื่อใช้ในงานของตน จึงไม่ได้สังเกตเชื้อราที่ปนเปื้อนมาซึ่งสามารถยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียได้ และไม่เกิดความสงสัยเหมือนกับที่เฟลมิงเคยสงสัย นักเรียนคงเห็นแล้วว่า ปัญหา (problem) มักเกิดจากการสงสัยที่ได้จากการสังเกตปรากฎการณ์และการศึกษาข้อเท็จจริงต่างๆที่เกิดขึ้น ภาพที่1-17 อเล็กซานเดอร์ เฟลมิง ภาพที่ 1-18 เชื้อราเพนิซิลเลียมในจานเพาะเชื้อ ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

46 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
1.5 การศึกษาชีววิทยา บางครั้งนักเรียนสามารถตั้งคำถามจากสิ่งที่สังเกต และพยายามคิดหาคำตอบที่อาจเป็นไปได้ที่เรียกว่า สมมติฐาน (hypothesis) บางครั้งนักเรียนไม่สามารถกำหนดสมมติฐานได้ทันที แสดงว่านักเรียนยังไม่เข้าใจปัญหา นักเรียนจำเป็นต้องสังเกตข้อเท็จจริงหรือค้นหาข้อมูลเพิ่มขึ้น เมื่อนักเรียนได้ข้อเท็จจริงมากพอ นักเรียนจะเข้าใจปัญหาดีขึ้นขั้นที่นักเรียนสามารถตั้งสมมติฐานได้ จึงอาจกล่าวได้ว่าปัญหาแนะสมมติฐานให้แก่เรา แอลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) นักวิทยาศาสตร์คนสำคัญของโลกได้กล่าวไว้ว่า “การตั้งปัญหาย่อมสำคัญกว่าการแก้ปัญหา เพราะการแก้ปัญหาอาศัยเพียงทักษะทางคณิตศาสตร์และการทดลองเท่านั้น ส่วนการตั้งปัญหาใหม่ๆ และการกำหนดแนวทางที่อาจเป็นไปได้จากปัญหาเก่าๆ ในทักษะใหม่ย่อมต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งถือว่าเป็นความก้าวหน้าทางวิยาศาสตร์อย่างแท้จริง” ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

47 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
1.5 การศึกษาชีววิทยา นักเรียนเห็นด้วยกับคำกล่าวของแอลเบิร์ต ไอน์สไตน์หรือไม่ เพราะเหตุใด ควรให้นักเรียนตอบอย่างอิสระ โดยควรให้เหตุผลทางวิชาการมาสนับสนุนความคิดเห็นของนักเรียน ภาพที่1-19 แอลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

48 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
กิจกรรมที่ 1.5 การตั้งคำถามจากสถานการณ์ที่เป็นปัญหา นักเรียนจงศึกษาสถานการณ์ต่อไปนี้ นักเรียนสองคนคั่นน้ำสับประรดใส่ขวด ซึ่งมีน้ำเชื่อมบรรจุอยู่คนละขวด แล้วนำไปเก็บไว้ เมื้อนำน้ำสับประรดที่เก็บไว้มาเพื่อจะดื่ม พบว่าน้ำสับประรดขวดหนึ่งมีฟองอากาศเกิดขึ้นมากกว่าอีกขวดหนึ่ง ละเมื่อเปิดฝาน้ำสับประรดทั้งสองขวด และดมกลิ่นพบว่าขวดที่มีฟองอากาศจะมีกลิ่นแอลกอฮอล์มากกว่าอีกขวดหนึ่ง นักเรียนทั้งสองสงสัยว่า เพราะเหตุใดในน้ำสับประรดจึงมีฟองอากาศเกิดขึ้น เกิดกลิ่นแอลกอฮอล์ได้อย่างไร และฟองอากาศที่เกิดขึ้นเป็นฟองของแก๊สอะไร จากการค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมของเขาพบว่า ฟองอากาศที่เกิดขึ้นในขวดน้ำสับประรดเป็นฟองของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเกิดจากกระบวนการสลายน้ำตาลในน้ำสับประรดของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่เรียกว่ายีสต์ ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

49 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
กิจกรรมที่ 1.5 การตั้งคำถามจากสถานการณ์ที่เป็นปัญหา จากสถานการณ์ที่เป็นปัญหานี้นักเรียนคิดว่าคำถามที่อาจเป็นไปได้มีอะไรบ้าง คำถามที่อาจเป็นไปได้ คือ 1. อุณหภูมิของสถานที่เก็บมีผลต่อการสลายน้ำตาลของยีสต์หรือไม่ 2. ความเข้มข้นของน้ำตาลในน้ำสับปะรดมีผลต่อการสลายน้ำตาลของยีสต์หรือไม่ 3. ปริมาณน้ำสับปะรดมีผลต่อการสลายน้ำตาลของยีสต์หรือไม่ 4. ปริมาตรอากาศในขวดมีผลต่อการสลายน้ำตาลของยีสต์หรือไม่ 5. ปริมาณยีสต์ในน้ำสับปะรดมีผลต่อการสลายน้ำตาลของยีสต์หรือไม่ ฯลฯ ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

50 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
1.5 การศึกษาชีววิทยา ตัวอย่างคำถามที่อาจเป็นไปได้ เช่น 1. อุณหภูมิของสถานที่เก็บมีผลต่อการสลายน้ำตาลของยีสต์หรือไม่ 2. ความเข้มข้นของน้ำตาลในน้ำสับปะรดมีผลต่อการสลายน้ำตาลของยีสต์หรือไม่ 3. ปริมาณน้ำสับปะรดมีผลต่อการสลายน้ำตาลของยีสต์หรือไม่ 4. ปริมาตรอากาศในขวดมีผลต่อการสลายน้ำตาลของยีสต์หรือไม่ 5. ปริมาณยีสต์ในน้ำสับปะรดมีผลต่อการสลายน้ำตาลของยีสต์หรือไม่ ฯลฯ แต่จากการเก็บข้อมูลเพิ่มเติม นักเรียนทั้งสองคนพบว่าขวดน้ำสับประรดทั้งสองขวด ตั้งอยู่ในสภาพที่มีอุณหภูมิเท่ากัน ขนาดของขวดและรูปร่างของขวดเหมือนกันทุกประการ ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

51 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
1.5 การศึกษาชีววิทยา จากข้อมูลเพิ่มเติมดังกล่าว นักเรียนคิดว่าข้อมูลเพียงพอที่จะตั้งคำถามชัดเจนแล้วหรือไม่ ถ้ายังไม่ชัดเจน นักเรียนควรหาข้อมูลใดเพิ่มเติม แต่ถ้านักเรียนคิดว่าสามารถตั้งคำถาม ได้ชัดเจน แล้วจงระบุคำถามว่า คำถามมีอะไรบ้าง คำถามอาจเกี่ยวข้องกับ 1. ความเข้มข้นของน้ำตาลในสารละลายน้ำสับปะรด 2. ปริมาณยีสต์ในน้ำสับปะรด 3. พันธุ์ของสับปะรด 4. อายุของสับปะรด 5. สถานที่ปลูกสับปะรด ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

52 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
1.5.1 การตั้งสมมติฐาน เมื่อได้รับข้อเท็จจริงหรือข้อมูลมากพอทำให้เห็นคำถามได้ชัดเจน นักเรียนจะสามารถตั้งสมมติฐานได้ สำหรับคนที่รู้จักคิดหลายแง่มุม อาจตั้งสมมติฐานได้มากกว่าหนึ่งสมมติฐาน สำหรับคนที่ไม่ได้ฝึกให้รู้จักคิดหรือตั้งสมมติฐาน มักจะทึกทักว่าสมมติฐานที่ตั้งไว้เป็นสมมติฐานที่ถูกต้องเสมอ นักเรียนคงเคยสังเกตว่าต้นไม้ชนิดเดียวกันที่ปลูกในบริเวณที่ร่มไม่เจริญเท่ากับต้นไม้ที่อยู่กลางแจ้ง นักเรียนอาจสงสัยว่า อะไรทำให้ต้นไม้มีลักษณะเช่นนี้ ซึ่งข้อสงสัยอาจจะเป็นไปได้หลายประการ เช่น ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

53 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
1.5.1 การตั้งสมมติฐาน 1. ดินมีความชื้นมากหรือน้อยเกินไป หรือไม่ 2. ธาตุอาหารในดินเพียงพอต่อการเจริญเติมโตของพืช หรือไม่ 3. ปริมาณของแสงเพียงพอต่อการเจริญเติมโตของพืชหรือไม่ ถ้านักเรียนได้สังเกตปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อการเจริญเติมโตของพืชชนิดนั้นๆ อย่างละเอียด เช่น ความชื่น ธาตุอาหารในดิน ปริมาณแสง พบว่าความชื้นและธาตุอาหารในดิน ไม่น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้พืชเจริญเติบโตแตกต่างกัน ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

54 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
1.5.1 การตั้งสมมติฐาน นักเรียนคิดว่าปัญหาคืออะไร และควรตั้งสมมติฐานอย่างไร เมื่อนักเรียนวิเคราะห์ข้อมูลแล้วพบว่าความชื้นและธาตุอาหารในดินไม่น่า จะเป็นสาเหตุ ที่ทำให้พืชเจริญเติบโตแตกต่างกัน ดังนั้นนักเรียนควรมุ่งประเด็นไปที่ปริมาณแสง การตั้งสมมติฐานอาจใช้คำว่า ถ้า ดังนั้น มีนักเรียน 2 คน ตั้งสมมติฐานดังนี้ นักเรียนคนที่ 1 ตั้งสมมติฐานว่า “ถ้าความเข้มของแสงมีผลต่อการเจริญเติบโตขิงพืชดั้งนั้นพืชที่อยู่กลางแจ้งจะเจริญเติมโตกว่าพืชที่เจริญเติมโตในที่ร่ม ” นักเรียนคนที่ 2 ตั้งสมมติฐานว่า “ถ้าความเข้มของแสงมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชดังนั้นพืชที่เจริญเติบโตกลางแจ้ง ต้นจะสูงกว่าพืชที่เจริญเติมโตในที่ร่ม” ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

55 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
1.5.1 การตั้งสมมติฐาน นักเรียนจงวิเคราะห์สมมติฐานของนักเรียนทั้ง 2 คน ว่าถูกต้องหรือไม่ และมีข้อแตกต่างกันอย่างไร ถูกต้อง เพราะสมมติฐานของนักเรียนทั้ง 2 คนในส่วนที่เป็น ดังนั้น จะแนะแนวทาง ในการออกแบบการทดลองออกเป็นกลุ่ม กลุ่มหนึ่งให้เจริญในที่แจ้ง อีกกลุ่มให้เจริญในที่ร่ม ส่วนที่แตกต่างกันคือนักเรียนคนแรกไม่ได้ระบุนิยามปฏิบัติการของการเจริญเติบโตของพืช จะวัดจากความสูง หรือความอวบหรือจำนวนใบหรือน้ำหนักแห้ง ส่วนสมมติฐานของ นักเรียนคนที่ 2 ระบุนิยามปฏิบัติการของการเจริญเติบโตว่าจะวัดจากความสูง ดังนั้น สมมติฐานของนักเรียนคนที่ 2 ชี้แนะวิธีวัดผลการทดลองด้วย ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

56 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
1.5.1 การตั้งสมมติฐาน  การตั้งสมมติฐานที่ดี จะช่วยแนะแนวทางการตรวจสอบสมมติฐาน สมมติฐานของนักเรียนคนใดที่ช่วยแนะแนวทางการตรวจสอบ นักเรียนลองฝึกการตั้งสมมติฐานจากกิจกรรมที่ 1.6 กิจกรรมที่ 1.6 การตั้งสมมติฐาน ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มกำหนดปัญหาจากกิจกรรมที่ 1.5 และตั้งสมมติฐาน โดยใช้คำว่า ถ้า ดังนั้น สมมติฐานมีความสำคัญในการแก้ข้อสงสัยทางวิทยาศาสตร์อย่างไร สมมติฐานมีความสำคัญในการแก้ข้อสงสัยทางวิทยาศาสตร์ กล่าวคือ เป็นคำตอบที่ คาดคะเนว่าน่าจะเป็นคำตอบของปัญหาที่สงสัย ส่วนจะใช่คำตอบที่แท้จริงหรือไม่จะต้อง ผ่านการตรวจสอบอย่างรอบคอบ ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

57 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
1.5.1 การตั้งสมมติฐาน ปัญหาเพียงปัญหาเดียวอาจมีสมมติฐานหลายข้อ แต่สมมติฐานไม่ใช่คำตอบของปัญหาจนกว่าจะได้ตรวจสอบสมมติฐานอย่างรอบคอบ นักวิทยาศาสตร์ตรวจสอบสมมติฐานได้อย่างไร 1.5.2 การตรวจสอบสมมติฐาน การตรวจสอบสมมติฐานอาจทำได้หลายวิธี เช่น การเฝ้าสังเกต การสำรวจและการทดลอง เป็นต้น การเลือกใช้วิธีใดนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะ ของสมมติฐาน ส่วนใหญ่การตรวจสอบสมมติฐาน ทางวิทยาศาสตร์ มักใช้การทดลอง (experiment) เพราะสามารถควบคุมตัวแปร (variable) ได้ จึงทำให้ได้ข้อสรุปที่เชื่อถือได้ ซึ่งเรียกว่า การทดลองที่มีการควบคุม (controlled experiment) ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

58 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
1.5.2 การตรวจสอบสมมติฐาน ถ้านักเรียนกลุ่มหนึ่งตั้งสมมติฐานว่า “ถ้าความเข้มข้นของน้ำตาลในน้ำสับประรดมีผลต่อการสลายน้ำตาลของยีสต์แล้ว ดังนั้นในนำสับประรดที่มีความเข้มข้นของน้ำตาลแตกต่างกัน อัตราการเกิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จากปฏิกิริยาการสลายน้ำตาลในน้ำสับประรดจะแตกต่างกันไปด้วย” ก่อนจะดำเนินการทดลอง นักเรียนกลุ่มนี้ได้ไปค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม พบว่า ยีสต์สามารถเจริญได้ดีในสารละลายเข้มข้นประมาณ 4-6 % จึงดำเนินการทดลอง ดังนี้ 1. คั้นน้ำสับประรดใส่ขวดรูปชมพู่ ปริมาตร 40 ลูกบาศก์เซนติเมตร เทสารละลายน้ำตาลที่มีความเข้มข้น 3 % ลงไป 20 ลูกบาศก์เซนติเมตร นำยีสต์ 2.5 กรัม ใส่ลงไปคนให้เข้ากันปิดด้วยจุกยางเก็บแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นเป็นเวลา 5 นาที ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

59 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
1.5.2 การตรวจสอบสมมติฐาน 2. ปฏิบัติเช่นเดียวกับข้อ 1 แต่เปลี่ยนความเข้มข้นของสารละลายน้ำตาลเป็น 4-8 % 3. ทำการทดลองในข้อ 1 และข้อ 2 ซ้ำอีก 2 ครั้ง รวมเป็น 3 ครั้ง จากการทดลองนี้ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ตัวแปรที่ควบคุมคืออะไร ตัวแปรต้น คือ ความเข้มข้นของสารละลายน้ำตาลที่แตกต่างกัน ตัวแปรตาม คือ ปริมาณของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้น ตัวแปรที่ควบคุม คือ ปริมาณของยีสต์ ปริมาณสารละลายน้ำสับปะรด ขนาดของขวดรูป ชมพู่ อุณหภูมิ ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

60 1.5.3 การเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล
จากการเก็บข้อมูลของการทดลองดังกล่าวข้างต้น ได้ผลการทดลองดังต่อไปนื้ ตารางที่ 1.2 ปริมาณแก๊ส CO2 ที่ได้จากน้ำสับประรดที่มีความเข้มข้นของน้ำตาลแตกต่างกัน เปอร์เซ็นต์ความเข้มข้นของน้ำตาลในน้ำสับประรด 3 4 5 6 7 8 ปริมาณแก๊ส CO2 ลูกบาศก์เซนติเมตร ครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 ค่าเฉลี่ย 2.90 3.20 3.40 3.17 3.30 3.50 3.43 3.80 3.90 3.83 4.20 4.00 4.03 4.40 4.30 4.50 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

61 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
1.5.3 การตรวจสอบสมมติฐาน นักเรียนจะอธิบายผลการทดลองนี้อย่างไร ความเข้มข้นของสารละลายน้ำตาลในน้ำสับปะรดที่ต่างกัน มีผลต่ออัตราการเกิดแก๊ส CO2 แตกต่างกัน ความเข้มข้นของสารละลายน้ำตาล 3% เกิดแก๊ส 3.17 cm3 และเมื่อเพิ่มความเข้มข้นของสารละลายน้ำตาลมากขึ้น ปริมาณแก๊ส CO2 ก็เพิ่มขึ้นด้วย เป็น 3.43 cm cm3 และ cm3 ตามลำดับ และเพิ่มเป็น 4.30 cm3 เมื่อมีสาร ละลายน้ำตาลเข้มข้น 7% และ 8% ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

62 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
1.5.3 การตรวจสอบสมมติฐาน นักเรียนคิดว่าผลการทดลองนี้เชื่อถือได้หรือไม่ อย่างไร น่าจะเชื่อถือได้ เพราะได้ทดลองถึง 3 ครั้ง ทำไมจึงทำการทดลอง 3 ครั้ง จงอธิบาย เพื่อให้ได้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ จะต้องทำการทดลองหลายๆ ครั้งแล้วหาค่าเฉลี่ย เนื่องจากผลการทดลองแต่ละครั้งมีค่าไม่เท่ากัน ซึ่งอาจเกิดจากความคลาดเคลื่อนของการวัด ถ้าทำการทดลองอีกครั้ง ข้อมูลจะเหมือนเดิมหรือไม่ อย่างไร อาจไม่เหมือนเดิม เพราะเป็นการทดลองคนละครั้งอาจมีการคลาดเคลื่อนจากการวัด การสังเกต แต่ควรได้ค่าที่ใกล้เคียงกัน ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

63 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
1.5.3 การตรวจสอบสมมติฐาน นักเรียนคิดว่าการทดลองนี้ ขั้นตอนใดน่าจะทำให้ผลการทดลองคลาดเคลื่อนและควรแก้ไข อย่างไร การชั่งยีสต์ และน้ำตาล อาจทำให้ผลการทดลองคลาดเคลื่อนควรแก้ไขโดยใช้ เครื่องชั่ง เครื่องเดียวกัน ผู้ชั่งคนเดียวกัน หรือการปิดฝาจุกถ้าปิดไม่แน่น แก๊สที่เกิดขึ้นอาจรั่วไปได้ อาจแก้ไขโดยใช้วาสลินทารอบๆ ขวดรูปชมพู่เพื่อไม่ให้แก๊สรั่วออกมา ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

64 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
1.5.4 การสรุปผลการทดลอง จากข้อมูลที่ได้จากการทดลอง นักเรียนกลุ่มนี้คงสรุปได้ว่า ความเข้มข้นของน้ำตาลในน้ำสับประรดมีผลต่ออัตราการสลายน้ำตาลของยีสต์ การสรุปเช่นนี้สอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้หรือไม่ สอดคล้องกัน ผลการทดลองจำเป็นต้องสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้เสมอไปหรือไม่ ผลการทดลองที่เกิดขึ้นอาจจะสอดคล้องหรือไม่สอดคล้องกับสมมติฐาน ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

65 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
1.5.4 การสรุปผลการทดลอง ถ้าผลการทดลองไม่สอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้นักเรียนควรดำเนินการอย่างไร ไม่สอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ ควรตั้งสมมติฐานใหม่ และดำเนินการตรวจสอบ สมมติฐานอีกครั้ง ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

66 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
กิจกรรมที่ 1.7 วิธีการทางวิทยาศาสตร์และการรายงานผลการทดลอง  นักเรียนได้ศึกษาวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาแล้ว ต่อไปนี้นักเรียนจะได้ปฏิบัติเหมือนนักวิทยาศาสตร์โดยให้นักเรียนแต่ละกลุ่มเลือกปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในกิจกรรมที่ 1.5 ที่นักเรียนสนใจ แล้วดำเนินการดังนี้ 1. กำหนดปัญหา 2. ตั้งสมมติฐานในรูป ถ้า ดังนั้น 3. ออกแบบการทดลอง และดำเนินการทดลอง 4. สรุปผลการทดลอง และนำเสนอการทดลองต่อชั้นเรียน ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

67 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
กิจกรรมที่ 1.7 วิธีการทางวิทยาศาสตร์และการรายงานผลการทดลอง จากผลการทดลองของนักเรียนและผลการทดลองของเพื่อน นักเรียนจะสรุป ได้ว่าอย่างไร อุณหภูมิมีผลต่อการสลายน้ำตาลของยีสต์ในสารละลายน้ำสับปะรด ให้นักเรียนตอบอย่างอิสระ แต่ครูควรพิจารณาว่าสมเหตุสมผลและสอดคล้องกับปัญหาเดิมหรือไม่ อย่างไร ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

68 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
1.5.4 การสรุปผลการทดลอง สมมติฐานที่ได้ผ่านการทดสอบแล้วหลายครั้ง ซึ่งอาจเป็นการทดสอบโดยนักวิทยาศาสตร์คนเดิม หรือนักวิทยาศาสตร์คนละคนแต่ทำงานในลักษณะคล้ายคลึงกันซึ่งอาจอยู่คลละสถานที่แต่ได้ผลตรงกัน ถ้าความรู้ที่ได้ค้นพบนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างกว้างขวางก็จะนำไปตั้งเป็นทฤษฎี (theory) หรือถ้าความรู้ที่ได้รับเป็นความจริงก็จะถูกนำไปตั้งเป็นกฎ (law) ในทางชีววิทยามีกฎและทฤษฏีที่สำคัญเช่น กฎของเมนเดล ทฤษฏีเซลล์ ทฤษฏีการคัดเลือกโดยธรรมชาติ ซึ่งนักเรียนจะได้ศึกษาในโอกาสต่อไป การศึกษาชีววิทยาของนักวิทยาศาสตร์หรือนักชีววิทยา จึงทำให้เกิดความรู้ทางชีววิทยาซึ่งจะมองผ่านกระบวนการสังเกต การทดลอง การบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบ ดังนั้นชีววิทยาจึงประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นความรู้ (knowledge) และกระบวนการ (procss) ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

69 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
1.5.4 การสรุปผลการทดลอง จากกิจกรรมที่ 1.7 นักเรียนบอกได้ไหมว่าส่วนใดบ้างที่จัดว่าเป็นความรู้และส่วนใดบ้าง ที่จัด ว่าเป็นกระบวนการ ส่วนที่เป็นความรู้ได้แก่ ข้อสรุป กฎและทฤษฎี ส่วนที่เป็นกระบวนการ คือกระบวนการตรวจสอบสมมติฐาน ได้แก่ การตั้งปัญหา การตั้งสมมติฐาน การตรวจสอบสมมติฐาน การวิเคราะห์ผลการทดลอง และการสรุปผล การทดลอง ฃ สมมติฐานต่างจากทฤษฎีอย่างไร สมมติฐานเป็นคำตอบที่คาดคะเนไว้ยังไม่ได้ตรวจสอบ ส่วนทฤษฎี คือสมมติฐานที่ได้ผ่าน การตรวจสอบ แล้วหลายครั้งว่าเป็นจริง และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างกว้างขวาง หลังจากนั้นครูควรชี้ให้เห็นประโยชน์ของวิธีการวิทยาศาสตร์ที่มี ประโยชน์ต่อตัว นักเรียน ต่อประเทศชาติ และมวลมนุษยชาติ ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

70 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
1.5.4 การสรุปผลการทดลอง การศึกษาทางวิทยาศาสตร์เป็นการศึกษาที่มุ่งแสวงหาความจริงของธรรมชาติ เพื่อให้เกิดความเข้าใจการเกิดปรากฏการณ์ต่างๆ ตามธรรมชาติ ความรู้ที่ได้รับในขณะนี้ เป็นความจริงในปัจจุบันแต่อาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคตเมื่อเวลาและสถานที่เปลี่ยนไป หรือมีข้อมูลที่เป็นที่ยอมรับของนักวิชาการส่วนใหญ่มาเพิ่มเติม การศึกษาวิทยาศาสตร์ก่อให้เกิดการค้นพบสิ่งใหม่ๆ ซึ่งมีส่วนช่วยปรับปรุงวิธีการดำรงชีวิตของคนเราให้ดีขึ้นและสะดวกสบายขึ้น งานวิจัยระกับพื้นฐานและระดับสูงทางชีววิทยา ย่อมมีส่วนในการแก้ไขปัญหาของโลกและมีประโยชน์ต่อมนุษย์ สำหรับนักเรียนสามารถนำวิธีการทำงานของนักวิทยาศาสตร์ไปใช้ในการศึกษา การทำโครงงานในวิชาต่างๆ ได้ เพื่อฝึกกระบวนการคิด การวางแผนในการทำงานและการแก้ไขปัญหา เพื่อเป็นพื้นฐานในการประกอบอาชีพ การดำรงชีวิต และการพัฒนาประเทศชาติ ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

71 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
คำถามท้ายบทที่ 1 จงเขียนอาชีพที่เกี่ยวกับวิชาชีววิทยาต่างๆ มาประมาณ 5 อาชีพ วิทยาเซลล์ สรีรวิทยา พันธุศาสตร์ จุลชีววิทยา วิทยาเอ็มบริโอ ยานอวกาศที่ส่งไปดาวอังคารได้เก็บวัตถุที่เชื่อว่าเป็นสิ่งมีชีวิตกลับมายังโลก ถ้านักเรียนเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบวัตถุนั้น หลักฐานใดที่แสดงว่าวัตถุนั้นเป็นสิ่งมีชีวิต อาจจะสังเกตว่าสิ่งมีชีวิตนั้นมีการหายใจ กินอาหาร ขับถ่าย สืบพันธุ์ หรือมีการเพิ่มจำนวนหรือไม่ หรือ เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบพันธุกรรม ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

72 คำถามท้ายบทที่ 1 3. จงศึกษาปริมาณอาหารที่ลูกไก่กินในแต่ละวัน ดังนี้
อายุลูกไก่ (วัน) น้ำหนักเฉลี่ยของอาหารที่ลูกไก่กิน 1 1.0 2 3.2 3 6.5 4 10.6 5 15.4 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

73 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
คำถามท้ายบทที่ 1 3.1 จงเขียนกราฟแสดงน้ำหนักเฉลี่ยของอาหารที่ลูกไก่กิน ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

74 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
คำถามท้ายบทที่ 1 3.2 น้ำหนักเฉลี่ยของอาหารที่ลูกไก่ที่อายุ 6 และ 7 วันกิน น่าจะมีน้ำหนักเท่าใด ลูกไก่อายุ 6 และ 7 วันจะกินอาหารมากกว่า 15 กรัมขึ้นไป 3.3 จงอธิบายว่าเหตุใดลูกไก่จึงกินอาหารเพิ่มขึ้นทุกวัน ลูกไก่จะกินอาหารเพิ่มขึ้นทุกวัน เพื่อนำพลังงานจากอาหารไปใช้ในกระบวนการเมแทบอลิซึมในร่างกาย และเพื่อใช้ในการเจริญเติบโต ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

75 คำถามท้ายบทที่ 1 4. จงเขียนแผนผังแสดงขั้นตอนของวิธีการทางวิทยาศาสตร์ลงในแผนภาพที่กำหนดให้สมบูรณ์ กำหนดปัญหา ตั้งสมมติฐาน ตรวจสอบสมมติฐาน เขียนรายงาน สรุปผลการทดลอง เก็บรวมรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

76 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
คำถามท้ายบทที่ 1 5. จากการสังเกตของนักเรียนคนหนึ่งพบว่า เมื่อนำหอมแดงที่วางอยู่เหนือระดับน้ำในแก้วดังภาพบังเอิญนำแก้วน้ำมาทำการทดลอง พร้อมกับแก้วอื่นๆ พบว่าในแก้วน้ำที่มีกาแฟละลายอยู่รากของหัวหอมแดงจะมีจำนวนมากและยามกว่าหอมแดงในแก้วอื่นๆจึงสันนิษฐานว่าคาแฟอีนมีผลต่อการเกิดรากและความยาวของรากหอมแดง ถ้านักเรียนจะช่วยตรวจสอบความคิดนี้ นักเรียนจะออกแบบการทดลองอย่างไร   ทำการทดลองเช่นเดียวกับในภาพโดยใช้บีกเกอร์ 9 ใบแบ่งเป็น 3 ชุด ชุดที่ 1 หยดน้ำกาแฟลงไปในน้ำที่เพาะรากหอม 2หยด ชุดที่ 2 หยดน้ำกาแฟลงไปในน้ำที่เพาะรากหอม 10 หยด ชุดที่ 3 ไม่ต้องหยดน้ำกาแฟในน้ำที่เพาะรากหอม      โดยควบคุมปริมาณน้ำ ขนาดของหัวหอมขนาดของบีกเกอร์ให้เท่าๆ กันวางการทดลองทั้ง 3 ชุด ในห้องทดลองและให้ได้รับแสงในปริมาณเท่าๆกัน ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

77 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
คำถามท้ายบทที่ 1 6. มีผู้ศึกษาเกี่ยวกับการงอกของเมล็ดโดยนำเมล็ดพืชไปแช่น้ำค้างคืน 1 คืนและเพาะในจานเพาะเชื้อที่มีกระดาษเยื่อชุ่มน้ำ แล้วแบ่งการทดลองเป็น 2 ชุด ทั้ง 2 ชุดตั้งไว้ที่อุณหภูมิ ชุดที่ 1 ตั้งอยู่ในที่มืดเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ชุดที่ 2 ตั้งอยู่ในที่มืด 4 ชั่วโมง แล้วให้แสง 1 ชั่วโมง แล้วจึง นำไปไว้ในที่มืด อีก 19 ชั่วโมง ผลการทดลองเป็นดังภาพ ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

78 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
คำถามท้ายบทที่ 1 ชุดที่ ชุดที่ 2 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

79 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
คำถามท้ายบทที่ 1  6.1 นักเรียนจะสรุปผลการทดลองนี้ว่าอย่างไร แสงมีผลต่อการงอกของเมล็ดพืช  6.2 จากการทดลองให้นักเรียนตั้งคำถามที่นักเรียนสงสัยมาให้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้ (1) เมล็ดทุกชนิดจำเป็นต้องใช้แสงในการงอกหรือไม่      (2) ถ้าเพิ่มเวลาในการให้แสงมากขึ้นเมล็ดจะงอกขึ้นเร็วขึ้นหรือไม่        (3) ถ้าให้แสงตั้งแต่เพาะเมล็ด เมล็ดจะงอกหรือไม่        (4) เป็นไปได้หรือไม่ว่าอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากการที่แสงมีผลต่อการงอกของเมล็ด ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

80 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
คำถามท้ายบทที่ 1 6.3 ถ้าไม่มีการทดลองในชุดที่ 1 นักเรียนจะสรุปผลการทดลองได้หรือไม่ เพราะเหตุใด ไม่ได้ เพราะไม่มีการทดลองเปรียบเทียบว่าเมื่อไม่มีแสงเมล็ดไม่งอก 6.4 นักเรียนคนหนึ่งสรุปว่าการงอกของเมล็ดจำเป็นต้องใช้แสง นักเรียนเห็นด้วยหรือไม่ ถ้าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย จงออกแบบการทดลองเพื่อพิสูจน์ ความคิดของนักเรียนว่าถูกต้อง ทำการทดลองเช่นเดียวกันนี้ซ้ำ แต่ใช้เมล็ดพืชต่างชนิดกันหลายชนิดมาทำการทดลอง ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

81 ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี
คำถามท้ายบทที่ 1 6.5 ถ้าการทดลองชุดที่ 1 เมล็ดงอก แต่การทดลองชุดที่ 2 เมล็ดไม่งอกจะสรุปผลการทดลองอย่างไร การงอกของเมล็ดไม่ต้องใช้แสง หรือแสงยั้บยั้งการงอกของเมล็ด ครูฐิติรัตน์ กันนะ : โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

82 วีดีโอประกอบการเรียน
ที่มา :


ดาวน์โหลด ppt บทที่ 1 ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google