งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

การตรวจราชการแบบบูรณาการ ร่วมกับสำนักนายกรัฐมนตรี ปีงบประมาณ 2558

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "การตรวจราชการแบบบูรณาการ ร่วมกับสำนักนายกรัฐมนตรี ปีงบประมาณ 2558"— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 การตรวจราชการแบบบูรณาการ ร่วมกับสำนักนายกรัฐมนตรี ปีงบประมาณ 2558
คณะที่ 5 การตรวจราชการแบบบูรณาการ ร่วมกับสำนักนายกรัฐมนตรี ปีงบประมาณ 2558 นายแพทย์ธีรพล โตพันธานนท์ รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ประธานคณะที่ 5

2 กระทรวงสาธารณสุขได้ตรวจ ติดตาม
การดำเนินตามกรอบประชาคมอาเซียน 1. โครงการบูรณาการระบบบริหารจัดการความปลอดภัยอาหารในส่วนภูมิภาค เจ้าภาพหลัก 1. กรมอนามัย 2. สำนักส่งเสริมและสนับสนุนอาหารปลอดภัย สป. 2. โครงการพัฒนามาตรฐานการผลิตอาหารแปรรูปในภาชนะพร้อมจำหน่าย เข้าสู่มาตรฐาน Primary GMP เจ้าภาพหลัก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา 2. การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การจัดการขยะมูลฝอยตาม Roadmap เจ้าภาพหลัก สำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม กรมอนามัย การตรวจราชการเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน/ข้อร้องเรียนของประชาชน 3. ตรวจเยี่ยมศูนย์ดำรงธรรมทุกจังหวัด 4. โครงการแก้ไขปัญหาผู้เสพ ผู้ติดยาเสพติด เจ้าภาพหลัก 1. กรมการแพทย์ 2. ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กสธ.

3 1.1 โครงการบูรณาการระบบบริหารจัดการ ความปลอดภัยอาหารในส่วนภูมิภาค
ตัวชี้วัดที่ 1 : ร้านอาหารและแผงลอยจำหน่ายอาหาร ผ่านมาตรฐานโครงการ สุขาภิบาลอาหาร ส่งเสริมการท่องเที่ยวสนับสนุนเศรษฐกิจไทย (อาหารสะอาด รสชาติอร่อย Clean Food Good Taste) เป้าหมาย ร้อยละ 80

4 ปัญหาอุปสรรคในการดำเนินการ
1. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องขาดความต่อเนื่องด้านนโยบายโครงการอาหารสะอาด รสชาติอร่อย (CFGT) 2. การรักษามาตรฐานและคุณภาพของร้านอาหารและแผงลอยจำหน่ายอาหารที่ผ่านตามเกณฑ์มาตรฐานได้ป้าย CFGT ดำเนินการไม่ต่อเนื่อง 3. อปท. บางแห่งขาดความตระหนักในการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เช่น การติดตามตรวจสอบ รับรอง การรักษามาตรฐานสถานที่ผลิตและจำหน่ายอาหาร เป็นต้น ข้อเสนอแนะ 1. จังหวัดควรกำหนดนโยบายด้านอาหารปลอดภัยระดับจังหวัดและให้มีการถ่ายทอดไปสู่ระดับอำเภอ ตำบล เพื่อการขับเคลื่อนงานอย่างเป็นรูปธรรม 2. อสธจ. ควรผลักดันให้ อปท. มีกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย การตรวจสอบ คุณภาพ ประเมินการรักษามาตรฐานป้าย CFGT และมีการต่ออายุ ป้ายให้เป็นปัจจุบัน 3. กรมอนามัย ต้องมีมาตรการเรื่องการรับรองและรักษามาตรฐานที่ชัดเจน และเข้มข้น เพื่อให้ CFGT เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค 4. กรมอนามัย ควรสนับสนุนด้านวิชาการและวิทยากรให้ อปท. จัดอบรมให้ความรู้ด้านสุขอนามัยแก่ผู้ประกอบการ และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานอาหารปลอดภัย 5. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาควรเสนองบประมาณจัดซื้อรถ Mobile Unit เพิ่มเติมเขตละ 1 คัน หรือขอสนับสนุนงบประมาณจากท้องถิ่น พร้อมสนับสนุนงบประมาณการบริหารจัดการ เพื่อให้มีการดำเนินงานครอบคลุมทุกพื้นที่

5 ตัวชี้วัดที่ 2 : ตลาดสดประเภทที่ 1 ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน
ตลาดสดน่าซื้อ เป้าหมาย ร้อยละ 100 เป้าหมายการดำเนินงานตลาดสดประเภทที่ 1 จำนวน 143 แห่ง ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ ปีงบประมาณ 2558 ร้อยละที่ผ่าน ร้อยละที่ไม่ผ่าน หมายเหตุ : ข้อมูลจำนวนรายชื่อ ตลาดสด ประเภทที่ 1 จำนวน 143 แห่ง ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ตลาดสด น่าซื้อ : ข้อมูล ณ วันที่ 26 พฤษภาคม 2558

6 ปัญหาอุปสรรคในการดำเนินการ
1. ผู้ประกอบการขาดความตระหนักและไม่ให้ความร่วมกับเจ้าหน้าที่ ในการพัฒนาตลาด เช่น ขาดความเข้มงวดในการควบคุม กำกับ การจัดการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม (ขยะ น้ำเสีย การทำความสะอาดห้องน้ำ ห้องส้วม การกำจัดพาหะนำโรค) 2. อปท. บางแห่ง ไม่เข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายและการควบคุมกำกับ รักษามาตรฐานตลาดตามเกณฑ์ 3. เจ้าของตลาดหรือผู้ประกอบการ ต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมากในการปรับปรุงโครงสร้างของตลาด จึงเป็นการยากต่อการพัฒนาตลาดให้ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ตลาดสดน่าซื้อ ข้อเสนอแนะ 1. กรมอนามัย ควรสนับสนุนด้านวิชาการในการจัดทำหลักสูตร และสร้างความตระหนักด้านสุขอนามัยแก่เจ้าของตลาดหรือผู้ประกอบการ และสนับสนุนให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาตลาดสดให้ได้มาตรฐาน 2. อสธจ. ผลักดัน อปท. ให้มีการดำเนินการและบังคับใช้กฎหมาย การควบคุมกำกับ และมีแผนในการพัฒนาตลาดสด ประเภทที่ 1 ให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน 3. กรมอนามัย ควรพิจารณาประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ ในการสนับสนุนงบประมาณปรับปรุงและพัฒนาตลาดสด โดยเฉพาะด้านโครงสร้างของตลาดที่ยังไม่ได้มาตรฐาน 4. ควรมีระบบการสร้างแรงจูงใจ การให้รางวัลแก่ผู้ประกอบการและเจ้าของตลาด 5. ควรมีมาตรการในการจัดการดูแลควบคุมตลาดสดประเภทที่ 2 และรถเร่(รถพุ่มพวง) ควบคู่กับตลาดประเภทที่ 1 6. หน่วยงานราชการที่เป็นเจ้าของตลาด เช่น ตลาดรถไฟ ตลาดของ อปท. ควรประสานงานในระดับนโยบาย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาตลาดในระดับพื้นที่

7 OTOP/วิสาหกิจชุมชน/SME/อื่นๆ
1.2 โครงการพัฒนามาตรฐานการผลิตอาหารแปรรูปใน ภาชนะพร้อมจำหน่ายเข้าสู่มาตรฐาน Primary GMP ผลการดำเนินงาน : รอบที่ 1/ ตัวชี้วัดที่ 1 : ร้อยละของสถานที่ผลิตอาหารที่ผ่านเกณฑ์ Primary GMP (ร้อยละ 60) OTOP/วิสาหกิจชุมชน/SME/อื่นๆ 6,152 แห่ง ไม่ผ่านเกณฑ์ (กำลังพัฒนา) 2,543 แห่ง (ร้อยละ 41.34) ผ่านเกณฑ์ 3,609 แห่ง (ร้อยละ 58.66) ที่มา : การตรวจราชการแบบบูรณาการ รอบที่ 1/2558 เขตสุขภาพที่ 1-12

8 76 แห่ง ทุกจังหวัด ทั่วประเทศ
ผลการดำเนินงาน : รอบที่ 1/ ตัวชี้วัดที่ 2 : เกิดการพัฒนาสถานที่ผลิตต้นแบบ (76 แห่ง ทั่วประเทศ) พัฒนา OTOP/วิสาหกิจชุมชน/ SMEs ให้เป็นสถานที่ผลิตต้นแบบ 76 แห่ง ทุกจังหวัด ทั่วประเทศ ที่มา : การตรวจราชการแบบบูรณาการ รอบที่ 1/2558 เขตสุขภาพที่ 1-12

9 ผลการดำเนินงาน : การพัฒนาสถานประกอบการต้นแบบ Primary GMP
ศูนย์เรียนรู้ การจัดอบรม เจ้าหน้าที่และผู้ประกอบการ ระหว่างวันที่ ธันวาคม 2557 ณ โรงแรมเอเชียแอร์พอร์ต จังหวัดปทุมธานี การพัฒนาสถานประกอบการต้นแบบ สสจ. และทีมจากสถาบันการศึกษา ร่วมกันพัฒนาสถานประกอบการต้นแบบ 76 แห่ง ทั่วประเทศ การลงพื้นที่ตรวจติตามการดำเนินงาน ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานประกอบการครั้งที่ 1 จำนวน 72 จังหวัด ระหว่างวันที่ 1 ก.พ. – 2 พ.ค. 58) กอง คบ.ลงตรวจติดตามให้ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ลงพื้นที่ตรวจติดตามครั้งที่ 2 ในจังหวัดที่ยังไม่ได้ลงพื้นที่จังหวัด (อุทัยธานี) และจังหวัดที่มีปัญหาซ้ำอีกครั้ง จำนวน 7 จังหวัด ระหว่างเดือน พ.ค. – มิ.ย. 58 สถานประกอบการต้นแบบ

10 สถานประกอบการที่ต้องตรวจติดตาม
สถานประกอบการต้นแบบและศูนย์เรียนรู้ต้นแบบที่ต้องตรวจติดตามซ้ำ มีจำนวนทั้งสิ้น 7 จังหวัด ได้แก่ - จังหวัดสมุทรปราการ - จังหวัดฉะเชิงเทรา - จังหวัดราชบุรี - จังหวัดสระบุรี - จังหวัดเพชรบุรี - จังหวัดปราจีนบุรี - จังหวัดอุทัยธานี * ยังไม่ได้ลงตรวจติดตาม *สถานประกอบการอยู่ ในช่วงปรับปรุงสถานที่ใหม่ *เปลี่ยนสถานที่ใหม่และทางทีม ยังไม่ได้ลงตรวจ

11 ปัญหาอุปสรรคในการดำเนินการ
1. กลุ่มผู้ผลิตส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายย่อย กลุ่มแม่บ้าน และกลุ่มวิสาหกิจ ชุมชนซึ่งขาดงบประมาณในการพัฒนาสถานที่ผลิตให้ผ่านตามเกณฑ์มาตรฐาน Primary GMP 2. กลุ่มผู้ผลิตหลายรายมีการผลิตที่ไม่ต่อเนื่อง เช่น ผลิตเฉพาะช่วงเทศกาล หรือช่วง ที่มีวัตถุดิบในท้องถิ่นมาก ทำให้ขาดความตระหนักที่จะพัฒนาสถานที่และกระบวนการ ผลิตให้ได้มาตรฐาน Primary GMP 3. ผู้ประกอบการขาดเงินทุน ขาดแหล่งเงินกู้ เพื่อใช้ในการปรับปรุงสถานที่ผลิต 4. สถานที่ผลิตบางแห่งเป็นที่สาธารณะ เช่น ศาลาวัด ศาลาประชาคม 5. ผู้ประกอบการขาดช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าอย่างต่อเนื่อง 6. ผู้บริโภคและร้านค้า ยังไม่เห็นความสำคัญเรื่องคุณภาพ มาตรฐานผลิตภัณฑ์ซึ่ง ส่งผลต่อแรงจูงใจในการพัฒนาสถานที่ผลิตให้ได้มาตรฐาน Primary GMP ของผู้ผลิต ข้อเสนอแนะ 1. ควรส่งเสริมการลงทุนด้านโครงสร้าง (โรงเรือน) เช่น จ.สระบุรี ลงทุนสิ่งก่อสร้างที่เป็นโรงเรือนสำหรับให้ประชาชนมาเช่าเพื่อการจำหน่ายสินค้า 2. ควรบูรณาการพัฒนายกระดับมาตรฐานตามเกณฑ์ ผ่านคลินิก Primary GMP ระดับอำเภอ 3. ควรส่งเสริมให้ความรู้ ความเข้าใจ และประโยชน์ให้ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ แก่กลุ่มผู้ผลิต/OTOP/วิสาหกิจ ชุมชน/SMEs 4. ควรประชาสัมพันธ์ให้กลุ่มผู้ผลิตประชาชน และร้านค้าต่างๆ มีความเข้าใจและให้ความสำคัญของสถานที่ผลิตอาหารผ่านมาตรฐาน Primary GMP 5. ควรประชาสัมพันธ์สถานที่ผลิตอาหารแปรรูปฯ มาตรฐาน Primary GMP ต้นแบบ 76 แห่ง ทั่วประเทศ ให้เป็นที่รู้จัก และพัฒนาเป็นแหล่งศึกษา ดูงาน 6. การส่งเสริมการพัฒนาความต่อเนื่องของ Primary GMP เช่น การเสนอภาพพจน์ การพัฒนา การโฆษณา Brand ให้เป็นที่ยอมรับ เพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการพัฒนาให้ผ่านเกณฑ์

12 2. การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
(การจัดการขยะมูลฝอยตาม Roadmap) จุดเน้น ปี 2558 กสธ. กำหนด 6 มาตรการ 1. การจัดการขยะมูลฝอย ตกค้างสะสมในสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยในพื้นที่วิกฤติ (ขยะมูลฝอยเก่า) 2. การจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตรายที่เหมาะสม (ขยะมูลฝอยใหม่) 3. การวางระเบียบมาตรการการบริหารจัดการขยะมูลฝอย และของเสียอันตราย 4. การสร้างวินัยของคนใน ชาติมุ่งสู่การจัดการที่ยั่งยืน 1. เพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 2. เสริมสร้างการพัฒนาคุณภาพระบบบริการอนามัยสิ่งแวดล้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เน้นด้านการจัดการขยะมูลฝอยชุมชนมูลฝอยติดเชื้อ และมูลฝอยอันตรายจากชุมชน 3. พัฒนาระบบการจัดการมูลฝอยติดเชื้อของสถานบริการสาธารณสุข 4. พัฒนาระบบเฝ้าระวัง เตือนภัยและสื่อสาร สาธารณะ 5. ส่งเสริมบทบาทอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้านและ ชุมชนในการเฝ้าระวังและมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาการ จัดการขยะในชุมชน 6. พัฒนากลไกการดำเนินงานสิ่งแวดล้อมและ สุขภาพเชื่อมโยงทุกระดับ

13 สรุปผลการตรวจราชการรอบที่ 1
เขต จังหวัด 1 น่าน เชียงใหม่ 2 ตาก 3 อุทัยธานี ชัยนาท 4 พระนครศรีอยุธยา 5 นครปฐม สมุทรสาคร 6 ชลบุรี สระแก้ว 8 อุดรธานี 9 นครราชสีมา 10 อุบลราชธานี 11 ภูเก็ต

14 ผลดำเนินการ 1. รพศ./รพท./รพช. ส่วนใหญ่ ใช้วิธีการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อโดยส่งให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและบริษัทเอกชนเป็นผู้กำจัด 2. โรงพยาบาลบางแห่งมีการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อเอง เช่น รพ. ในจังหวัด เชียงใหม่มีการกำจัดขยะเอง คิดเป็นร้อยละ 52 (13 แห่ง จากทั้งหมด 25 แห่ง) และ รพ. ในจังหวัดน่านมีการกำจัดขยะเอง คิดเป็น ร้อยละ 7.69 (1 แห่ง จาก ทั้งหมด 13 แห่ง) 3. โรงพยาบาลที่ส่งบริษัทเอกชนกำจัด มีการควบคุมการขนส่งมูลฝอยติดเชื้อ ตามระบบเอกสารกำกับการขนส่งมูลฝอยติดเชื้อ 4. สถานบริการสาธารณสุขขนาดเล็ก เช่น รพ.สต. ใช้วิธีการรวบรวมและ ขนส่งไปให้ รพ.ขนาดใหญ่กำจัด /บางจังหวัด เช่น นครปฐม กำหนดให้ รพ. ขนาดใหญ่ที่มี รพ.สต. เป็นลูกข่าย ดำเนินการจัดการมูลฝอยให้รพ. ลูกข่ายด้วย 5. เกือบทุกจังหวัดยังไม่มีการรายงานว่ามีระบบควบคุมการจัดการมูลฝอยของ คลินิกเอกชน ยกเว้น จังหวัดน่าน ที่ควบคุมให้คลินิกเอกชนทุกแห่งเก็บรวบรวม มูลฝอยติดเชื้อส่ง รพช. เพื่อส่งกำจัดต่อไป โดยต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง

15 แนวทางการตรวจราชการรอบที่ 2
1. เน้นการติดตามขยะติดเชื้อให้ถูกต้องครอบคลุมทุกจังหวัด 2. นายแพทย์ สสจ. ทุกจังหวัด ผลักดันระบบการจัดการขยะติดเชื้อทั้งจังหวัด 3. ขอให้ ผตร. ติดตามการดำเนินงาน อสธจ. ทุกจังหวัด 4. กรมอนามัย มีการจัดทำแนวทางการตรวจราชการรอบที่ 2 ให้กับผู้นิเทศ และผู้รับการนิเทศ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 1. กรมที่เกี่ยวข้อง ควรเสนอประเด็นที่สำคัญให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภายในและภายนอกกระทรวง เพื่อรับทราบปัญหาและนำมากำหนดเป็น นโยบาย/แผนงาน 2. ควรจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้เกี่ยวข้อง เพื่อบูรณการในการแก้ไข ปัญหาร่วมกันทั้งภายในและภายนอกกระทรวง

16 ประเด็นปัญหาและข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
ปัญหา/อุปสรรค ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 1. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนใหญ่ยังไม่ได้ออกข้อบัญญัติ และกรณีที่มีการออกข้อบัญญัติแล้ว ยังไม่ได้มีการบังคับใช้มาตรการทางกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ อย่างเคร่งครัด 1. ควรผลักดันกลไกอนุกรรมการสาธารณสุขจังหวัด เพื่อสนับสนุนการแก้ไข ปัญหาการออกข้อบังคับและการบังคับใช้กฎหมายตามพระราชบัญญัติการ สาธารณสุข พ.ศ. 2535 2. หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรมีการบูรณาการการทำงานร่วมกันในการบังคับ ใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาค ประชาชน โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่ต้อง บังคับใช้กฎหมาย และควรมีการส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพ บุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งด้านกฎหมาย องค์ความรู้และ เทคโนโลยี เพื่อให้การดำเนินงานตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 2. การรวบรวมและกำจัดมูลฝอยติดเชื้อจากคลินิกเอกชนและคลินิกสัตว์ ยังไม่สามารถดำเนินการได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ 1. กระทรวงสาธารณสุข (กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ) ควรมีการตรวจสอบ สถานพยาบาลเอกชน ทั้งโรงพยาบาล และคลินิกตามพระราชบัญญัติ สถานพยาบาล พ.ศ ว่ามีการจัดการมูลฝอยติดเชื้อได้ตามกฎกระทรวง ว่าด้วยการจัดการมูลฝอยติดเชื้อ พ.ศ จึงจะต่อใบอนุญาตประกอบ กิจการให้แก่ผู้ประกอบการ) 2. กระทรวงเกษตร (กรมปศุสัตว์ ควรมีการตรวจโรงพยาบาล/คลินิกรักษาสัตว์ ว่า มีการจัดการมูลฝอยติดเชื้อ ตามกฎกระทรวงว่าด้วยจัดการมูลฝอยติดเชื้อ พ.ศ. 2545 จึงจะต่อใบอนุญาตประกอบกิจการให้แก่ผู้ประกอบการ) 3. กระทรวงมหาดไทย ควรเร่งรัดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการจัด ให้มีการเก็บรวบรวมและกำจัดมูลฝอยติดเชื้อจากแหล่งกำเนิดให้ครอบคลุม ทุกประเภท (คลินิกคน คลินิกสัตว์ ห้องปฏิบัติการ) ตามอำนาจหน้าที่ตาม กฎกระทรวงว่าด้วยการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อ พ.ศ เพื่อให้เป็นไปตาม บทบาทหน้าที่ตามกฎหมาย (พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535)

17 การติดตาม ช่วยเหลือผู้ผ่านการบำบัด
4. การแก้ไขปัญหาผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด /การสร้างและพัฒนาระบบรองรับการคืนคนดีให้สังคม เป้าหมายบำบัด 220,000 คน การติดตาม ช่วยเหลือผู้ผ่านการบำบัด สมัครใจ 101,800 คน บังคับบำบัด 100,000 คน ต้องโทษ 18,200 คน ติดตามผู้ผ่านบำบัด 230,000 คน ช่วยเหลือ 70,000 คน 1. ระบบสาธารณสุขในสถานพยาบาล 949 แห่ง เป้าหมาย 44,800 คน คุมประพฤติ เป้าหมาย 100,000 คน 1. ราชทัณฑ์ เป้าหมาย 15,000 คน (89 แห่ง) 2. พินิจฯ เป้าหมาย 3,200 คน (38 แห่ง) ติดตาม ปรับเจตคติ โดยกลไก มหาดไทย/สธ. ศูนย์เพื่อประสานการดูแลผู้ผ่านการบำบัดฟื้นฟู ในระดับ จ./กทม. และระดับ อ./เขต 1. ควบคุมตัว 21,410 คน (ศูนย์ฟื้นฟูฯ 87 แห่ง) ผู้ผ่านการบำบัด ปี 2557 เป้าหมาย 87,396 คน ติดซ้ำ 10,122 คน ประสงค์รับการช่วยเหลือ 33,050 คน ผ่านการบำบัดช่วงไตรมาส 4 และไม่เคยติดตามในระบบ ค่ายและบังคับบำบัด 44,224 คน สป.สธ. 30,000 คน 1. ด้านอาชีพ - ฝึกทักษะ - ฝึกอาชีพ - จัดหางาน - รับลูกจ้างของโรงงาน2. ด้านการเงิน - ทุนสงเคราะห์ พม. - ทุนกู้ยืม 3. ด้านการศึกษา 4. ด้านสุขภาพ สุขภาพจิต 3,000 คน 2. ไม่ควบคุมตัว 78,590 คน (คุมประพฤติ 100 แห่ง /โรงพยาบาลสังกัด สป.สธ.) กรมการแพทย์ 11,800 คน 2. สมัครใจ ตามประกาศ คสช.108 (ตรวจปัสสาวะ ตั้งด่าน กดดัน) เป้าหมาย 57,000 คน ค่ายปรับเปลี่ยน ฯ ผู้ผ่านการบำบัด ปี 2558 เป้าหมาย 142,604 คน สมัครใจ 30,004 คน กึ่งสมัครใจ (108) 45,600 คน บังคับบำบัด 67,000 คน โรงพยาบาล/สถานบำบัด กสธ. กทม. 17

18 ระดับกระทรวง (Early remission rate)
ตัวชี้วัดที่ 1 อัตราการหยุดเสพ เป้าหมาย ร้อยละ 50 (1 ต.ค มี.ค.58) สูตรคำนวณ จำนวนผู้เสพ ผู้ติดที่ผ่านการบำบัดรักษาได้รับการจำหน่ายครบตามกำหนด และสามารถหยุดเสพต่อเนื่อง เป็นระยะเวลา3 เดือน X 100 จำนวนผู้เสพ ผู้ติดที่ผ่านการบำบัดรักษาฟื้นฟูสมรรถภาพที่ได้รับการจำหน่าย ครบตามกำหนดทั้งหมด ร้อยละ 90.42

19 ระดับจังหวัด (retention rate) วัด 2 ระยะ
ตัวชี้วัดที่ 1 : อัตราคงอยู่ในการบำบัดรักษา เป้าหมายร้อยละ 70 (1 ต.ค มี.ค.58) สูตรคำนวณ จำนวนผู้ที่ยังคงอยู่ในกระบวนการบำบัดรักษา ในระยะเวลาตามรูปแบบ การบำบัดรักษาในสถานบริการสุขภาพ สังกัด กสธ. X 100 จำนวนที่เข้ารับการบำบัดรักษาทั้งหมดในสถานบริการสุขภาพ สังกัด กสธ. ร้อยละ 90.70

20 (ต่อ) ระดับจังหวัด (retention rate) วัด 2 ระยะ
ตัวชี้วัดที่ 2 : อัตราคงอยู่ในระยะติดตามการรักษา เป้าหมายร้อยละ 60 สูตรคำนวณ จำนวนเสพ ผู้ติดที่ผ่านการบำบัดครบตามกำหนดและยังคงอยู่ระบบการติดตามการรักษา อย่างน้อย 4 ครั้ง ระยะเวลา 1 ปี ในสถานบริการสุขภาพ สังกัด กสธ. X 100 จำนวนผู้เสพ ผู้ติดที่ผ่านการบำบัดครบตามกำหนด ของสถานบริการสุขภาพ สังกัด กสธ. อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล (การติดตามยังไม่ครบปี)

21 การดำเนินงานบูรณาการที่สำคัญในพื้นที่
การขับเคลื่อนการดำเนินงานตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 108/2557 ลว. 21 ก.ค. 57 ภายใต้เจตนารมณ์ในการให้โอกาสผู้เสพผู้ติดยาเสพติดได้รับการบำบัดฟื้นฟูที่เหมาะสม รวมถึงได้รับการดูแลช่วยเหลือหลังผ่านการบำบัดฯ โดยไม่ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย - การจัดตั้งศูนย์เพื่อการคัดกรอง จำนวน 887 แห่ง (ร้อยละ 95.58) - การจัดตั้งศูนย์เพื่อประสานการดูแลผู้ผ่านการบำบัดฯ จำนวน 955 แห่ง (ร้อยละ ) ปัญหา/อุปสรรคที่พบจากการตรวจราชการ 1. การเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพมาตรฐาน แพทย์ขาดความรู้ด้านการบำบัดรักษายาเสพติด (แพทย์ที่ผ่านการอบรมหลักสูตร เวชศาสตร์ยาเสพติด มีเพียง 92 คน ครอบคลุม 33 จังหวัด) ขาดระบบบริการรองรับผู้ป่วยยาเสพติดในระดับเขตบริการ โดยเฉพาะผู้ป่วยระยะบำบัด ด้วยยาที่มีภาวะฉุกเฉินทางยาเสพติด การเตรียมการในการรองรับกลุ่มผู้ติดยาเสพติดรุนแรง(ที่ไม่ใช่เครือข่ายธัญญารักษ์) ยังไม่ครอบคลุมทุกเขต (มีเพียงเขต 6-9 และเขต 11) คุณภาพสถานพยาบาลยาเสพติด สถานพยาบาลยาเสพติดได้รับการรับรองคุณภาพ (HA)ยาเสพติด เพียงร้อยละ 58 2. คุณภาพการบำบัดรักษาและการติดตามดูแลต่อเนื่องเพื่อป้องกันการเสพซ้ำ ผู้ป่วยได้รับการ ติดตามร้อยละ 90.42

22 ประเด็นติดตามในการตรวจราชการรอบที่ 2 ของพื้นที่
1. ผลการบำบัดตามเป้าหมาย 2. การดำเนินการตามประกาศ คสช. ๑๐๘/๒๕๕๗ (คุณภาพของศูนย์คัดกรอง เรื่องคุณภาพสถานพยาบาล 3. คุณภาพ และศักยภาพของสถานพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (แพทย์ พยาบาล ที่ผ่านการอบรมเกี่ยวกับยาเสพติด โรงพยาบาลที่สามารถรับผู้ป่วยยาเสพติดฉุกเฉิน ที่ผ่านการรับรอง (HA ยาเสพติด) การให้บริการเมธาโดนระยะยาว ข้อเสนอแนะหน่วยงานในส่วนกลาง ผู้รับผิดชอบกรมการแพทย์ (สถาบันธัญญารักษ์ และโรงพยาบาลธัญญารักษ์ในส่วนภูมิภาค) และศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กสธ. ประสานและทำความเข้าใจร่วมกับเขตสุขภาพในส่วนของการตรวจราชการแต่ละรอบ หน่วยงานวิชาการระดับกรมส่วนกลาง และสถานพยาบาลเฉพาะทาง มีระบบการรับส่งต่อร่วมกับเขตสุขภาพ และมีระบบการสนับสนุนทางวิชาการ การพัฒนาบุคลากรอย่างมีคุณภาพเอื้อต่อการทำงานระดับเขต ครอบคลุมทุกพื้นที่บริการ

23 ปัญหาที่พบจากการตรวจราชการแบบบูรณาการ รอบที่ 1
ปัญหาที่พบจากการตรวจราชการแบบบูรณาการ รอบที่ 1 ที่ผ่านมามีประเด็น ดังต่อไปนี้ 1. ผู้รับผิดชอบโครงการระหว่างหน่วยงานภายในกระทรวง ขาดการบูรณาการข้อมูลที่เป็นประเด็นการตรวจราชการร่วมกัน 2. การตรวจราชการแบบบูรณาการ ระหว่างกระทรวงยังไม่มีการบูรณาการร่วมกันอย่างแท้จริง จึงยังไม่เกิดผลการตรวจราชการที่มีประสิทธิภาพ

24 แนวทางการตรวจราชการฯ รอบที่ 2
1. ไม่ต้องลงตรวจศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด 2. เชิญที่ปรึกษาผู้ตรวจราชการภาคประชาชน 1 ด้าน หรือมากกว่า อยู่ที่ดุลยพินิจของ ผตร. 3. การตรวจราชการ เรื่องขยะมูลฝอยของจังหวัดเป้าหมาย รอบที่ 2 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี 4. วิธีการตรวจติดตามรอบที่ 2 อยู่ที่ดุลยพินิจของ ผตร. เขต 1-12 5. โครงการแก้ไขปัญหายาเสพติด ให้ตรวจราชการพร้อมกับ การตรวจราชการกรณีปกติ

25 รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข (น.พ.ธีรพล โตพันธานนท์)
รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข (น.พ.ธีรพล โตพันธานนท์) ตรวจติดตามการดำเนินการตามกรอบประชาคมอาเซียน กรอบประเด็นความปลอดภัยด้านอาหาร เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ณ ศาลากลางจังหวัดตรัง วันที่ มีนาคม 2558

26 รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข (น.พ.ธีรพล โตพันธานนท์)
รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข (น.พ.ธีรพล โตพันธานนท์) ตรวจเยี่ยมการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2558 ณ ศาลากลางจังหวัดนนทบุรี วันที่ 9 มีนาคม 2558 ณ ศาลากลางจังหวัดนครนายก

27 รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข (น.พ.วิศิษฎ์ ตั้งนภากร)
รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข (น.พ.วิศิษฎ์ ตั้งนภากร) ตรวจราชการร่วมกับผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พร้อมที่ปรึกษาผู้ตรวจราชการภาคประชาชนด้านวิชาการ และสิ่งแวดล้อม ตรวจติดตามการกรอบประชาคมอาเซียน และการจัดการขยะมูลฝอย วันที่ 6 มีนาคม 2558

28 THANK YOU


ดาวน์โหลด ppt การตรวจราชการแบบบูรณาการ ร่วมกับสำนักนายกรัฐมนตรี ปีงบประมาณ 2558

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google