งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

เติมศักดิ์ สุขวิบูลย์ คณะวิทยาการจัดการ ระเบียบวิธีวิจัยทางการบริหารและ พัฒนาอุตสาหกรรม Research Methods in Industrial Administration and Development ครั้งที่

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "เติมศักดิ์ สุขวิบูลย์ คณะวิทยาการจัดการ ระเบียบวิธีวิจัยทางการบริหารและ พัฒนาอุตสาหกรรม Research Methods in Industrial Administration and Development ครั้งที่"— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 เติมศักดิ์ สุขวิบูลย์ คณะวิทยาการจัดการ ระเบียบวิธีวิจัยทางการบริหารและ พัฒนาอุตสาหกรรม Research Methods in Industrial Administration and Development ครั้งที่ 6-2 : 17 ก.พ. 58

2 ความหมาย การออกแบบการวิจัย หมายถึง การวางแผน/กลยุทธ์การดำเนินการวิจัยอย่าง : - เป็นระบบ - ความละเอียดถี่ถ้วน - รอบคอบ - พิถีพิถัน - ควบคุมรายละเอียดใดๆ ที่อาจเกิดขึ้น/เป็นอุปสรรคต่อ ความสำเร็จของการวิจัย ทั้งนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งผลการวิจัยที่ถูกต้องตรงตามวัตถุประสงค์ ของการวิจัย หมายถึง การจำกัดขอบเขต และวางรูปแบบวิจัยให้ได้มาซึ่ง คำตอบที่เหมาะสมกับปัญหาที่วิจัยผล ในการออกแบบวิจัยจะได้ตัวแบบ ซึ่งเรียกว่า แบบวิจัย เสมือนเป็นพิมพ์เขียวของการวิจัย

3 ความหมาย การออกแบบการวิจัย แบบวิจัย เป็นแผน โครงสร้างหรือยุทธวิธีสำหรับการศึกษา ค้นคว้าเพื่อให้ได้คำตอบของปัญหาการวิจัย และควบคุมความแปรปรวน ที่เกิดขึ้น แผน เป็นโครงร่างที่แสดงแนวทางและขั้นตอนในการดำเนินการ วิจัยในภาพรวม โครงสร้าง เป็นรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรหรือ กรอบแนวคิดการวิจัย ยุทธวิธี เป็นวิธีการที่เลือกใช้ได้แก่ การเก็บรวบรวมข้อมูลหรือ การวิเคราะห์ข้อมูล

4 การออกแบบการวิจัย การออกแบบวิจัย หมายถึง การกำหนดแผน/ โครงสร้าง และวิธีการศึกษาค้นคว้า เพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบ ของปัญหาการวิจัย แผนหรือโครงสร้าง จะระบุถึงตัวแปรต่างๆ ของการ วิจัยว่ามีอะไรบ้าง และตัวแปรเหล่านั้นมีความสัมพันธ์หรือ เกี่ยวข้องกันอย่างไร

5 จุดมุ่งหมาย Kerlinger (1968:280) กล่าวไว้ว่า จุดมุ่งหมายมี 2 ประการ คือ 1.เพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบของปัญหาการวิจัยหรือผลการวิจัยเชื่อถือได้ 2.เพื่อควบคุมความแปรปรวนของตัวแปรที่ศึกษา (ความแปรปรวนของ ตัวแปรที่ศึกษา(ตัวแปรตาม) ต้องเป็นผลมาจากตัวแปรต้นเท่านั้น)

6 Max ย่อมาจาก Maximization of independent variable variance หมายถึง การทำให้ตัวแปรอิสระหรือตัวแปร ทดลองแตกต่างกันมากที่สุด ซึ่งจะมีผลทำให้ตัวแปรตามแตกต่างกันมาก ที่สุดด้วย หรือถ้าต้องการให้ค่าของตัวแปรตามมีค่าแตกต่างกันมากที่สุด จะต้องทำให้ตัวแปรอิสระแตกต่างกันมากที่สุดด้วย Min ย่อมาจาก Minimization of error variance หมายถึง การทำให้ความคลาดเคลื่อนมีค่าต่ำสุดหรือน้อยที่สุด โดยการ ทำให้เครื่องมือวิจัยมีค่าความเที่ยงตรงและค่าความเชื่อมั่นสูงที่สุด 1. การทำเครื่องมือการวิจัยให้มีความเชื่อมั่นสูงขึ้น 2. การลดความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากการดำเนินการ จุดมุ่งหมาย

7 Con ย่อมาจาก Control of extraneous variable หมายถึง การควบคุมอิทธิพลของตัวแปรเกิน ไม่ให้มีผลต่อตัวแปรตาม ซึ่งมีวิธีการดังนี้ 1. การสุ่ม (Randomization) การสุ่มกลุ่มตัวอย่าง การสุ่ม กลุ่มตัวอย่างเข้ากลุ่ม การสุ่มกลุ่มทดลอง 2. การจับคู่ (Matching) 3. การกำจัดตัวแปรแทรกซ้อน (Elimination) 4. การจัดให้เป็นตัวแปรอิสระตัวหนึ่ง จุดมุ่งหมาย

8 วิธีการศึกษาวิจัย จะระบุถึงรายละเอียด - วิธีการเก็บข้อมูลอย่างไร - แหล่งข้อมูล จะเก็บข้อมูลจากใคร/หน่วยงาน/ องค์การใดบ้าง - วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างไร - การแปลผลอย่างไร บางนักวิชาการเห็นว่า แบบวิจัยคือ เค้าโครงของการ วิจัยนั่นเอง แบบวิจัยเปรียบเสมือนแปลนบ้าน ก่อนที่จะสร้าง บ้านเราจะต้องออกแบบบ้านก่อน

9 การออกแบบวิจัยผู้วิจัยควรจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับ ปัญหาการวิจัยให้ชัดเจนก่อน ดังนี้ 1.ปัญหาการวิจัยหรือการวิจัยเรื่องนี้ วิจัยกับใครหรือประชากรเป็น ใคร 2.ตัวแปรการวิจัยมีอะไรบ้าง และมีกี่ตัวแปร 3.ตัวแปรต่างๆ นั้นมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอย่างไร หรือไม่ 3.1 การวิจัยตัวแปรเดียว จะบรรยายลักษณะของตัวแปรแต่ละตัว ว่าเป็นอย่างไร 3.2 การวิจัยตัวแปรมากกว่าหนึ่งตัว ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกันใน ลักษณะเชิงเปรียบเทียบ หรือหาสัมพันธ์กัน หรือส่งผลต่อกัน ความเข้าใจวิธีการวิจัย

10 4.ตัวแปรแต่ละตัวจะวัดค่าออกมาเป็นอย่างไรบ้าง เป็นเชิงปริมาณ หรือคุณภาพ 5.เป็นการวิจัยประเภทใด เชิงทดลองหรือเชิงบรรยาย 6.จะวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตอบแต่ละประเด็นปัญหาหรือวัตถุประสงค์ ของการวิจัยด้วยวิธีใดบ้าง การ ออกแบบวิจัยจากประเด็นต่างๆ ทั้ง 6 ข้อ ผู้วิจัยจะต้องมากำหนด แบบวิจัยที่ดีที่สุด ทำให้ได้ผลการวิจัยหรือคำตอบของปัญหาวิจัยที่ เชื่อถือได้ ซึ่งจะมีแบบวิจัยต่างๆ ในวิจัยเลือกใช้ให้เหมาะสมกับปัญหา การวิจัย ความเข้าใจวิธีการวิจัย

11 หลักการออกแบบ หน้าที่หลักทางเทคนิคของการออกแบบแผนการวิจัย คือ การควบคุมความแปรปรวน โดยอาศัยหลักการ Max Min Con (Kerlinger. 1968:284) ได้แก่ 1. การเพิ่มความแปรปรวนทดลองสูงสุด (Maximization of Experimental) 2. การลดความแปรปรวนคลาดเคลื่อนให้เหลือน้อยที่สุด (Minimization of Error Variance) 2.1 การลดความคลาดเคลื่อนของการวัด 2.2 การทำให้เครื่องมือวัดมีความเชื่อมั่น (Reliability)

12 3. การควบคุมตัวแปรภายนอก (Control of Extraneous Variances) 3.1 การกำจัดตัวแปรออกไป (Elimination) 3.2 การใช้วิธีการสุ่ม(Randomization) 3.3 กำหนดเป็นตัวแปรในการศึกษา (Built into the Design) 3.4 การจับคู่ (Matching) หลักการออกแบบ

13 1. ใช้หาคำตอบของปัญหาที่ต้องการวิจัยได้อย่างแท้จริง 2. ควบคุมตัวแปรอิสระที่เกี่ยวข้องได้ทั้งตัวแปรอิสระที่ต้อง การศึกษาและตัวแปรอิสระภายนอกที่ไม่ได้นำมาศึกษาด้วย 3. ต้องมีความเที่ยงตรงภายใน คือ ผลการวิจัยที่ได้นั้นเป็นผล เนื่องจากตัวแปรอิสระในการวิจัยโดยตรง และต้องมีความเที่ยงตรง ภายนอกด้วย คือ ผลการวิจัยต้องมีความเชื่อถือได้ สามารถอ้างไปสู่กลุ่ม ประชากรเป้าหมายได้ การออกแบบวิจัยที่ดี

14 1.ขั้นตอนในการตรวจสอบความแม่นตรงภายใน (Internal Validity) ข้อมูลที่สามารถช่วยให้ผลการวิเคราะห์ข้อมูลมีความถูกต้องที่เชื่อถือ เช่น ปัจจัยตามที่กำหนดให้เป็นตัวแปรอิสระจะสามารถนำไปสู่การ เปลี่ยนแปลงในตัวแปรตามได้ไม่ใช่เกิดจากปัจจัยนอกเหนือ ปัจจัยที่มีผล ต่อความแม่นตรงภายในได้แก่ การวัด การทดสอบ คำถาม การสร้าง แบบสอบถาม เครื่องมือ อุปกรณ์ เป็นต้น 2.ขั้นตอนในการตรวจสอบความแม่นตรงภายนอก (External Validity) ส่วนใหญ่เน้นที่การเป็นตัวแทน สามารถนำผลการวิจัยไปอ้างอิงกลุ่ม ประชากรได้ ปัจจัยที่มีผลต่อความแม่นตรงภายนอกได้แก่ วิธีการสุ่ม ตัวอย่าง ข้อพึงระวัง

15 ลักษณะการออกแบบ การวิจัย 1. แบบการวิจัยที่ไม่เน้นการทดลอง (Non-Experimental Research) การวิจัยพื้นฐาน (Basic Research) จะมุ่งเน้นในการพิสูจน์ปัจจัย ค้นหาปัจจัย ที่เป็นเหตุ (Cause) ที่นำไปสู่ผล (Consequences) โดย ข้อมูลที่นิยมใช้ในการศึกษาจะได้แก่ ข้อมูลที่เป็นสถานะการณ์ปัจจุบัน เช่น การวิจัยในเชิงปริมาณจะใช้การสำรวจแบบภาพตัดขวาง (Cross- sectional survey) หากเป็นการวิจัยในเชิงคุณภาพจะเน้นที่สถานการณ์ที่ปรากฏอยู่ใน ปัจจุบัน การวิจัยเชิงปริมาณปัจจุบันจะนิยมใช้การศึกษาแบบข้อมูลต่อ เนื่องระยะยาว (Longitudinal Data Analysis) เพราะให้เห็นภาพของ ผลสะท้อนที่เกิดจากปัจจัยนั้นๆได้ชัดเจนกว่า แม่นตรงกว่า ตามหลักการ ของ Cause and Consequences

16 2.แบบการวิจัยที่เน้นการทดลอง (Experimental Research) มุ่งเพื่อการประเมินผลโครงการฯ กิจกรรม การตรวจสอบอิทธิพลของ ปัจจัยจากการทดลองปฏิบัติการ ที่ทำการทดลองตามแนวคิดที่กำหนดไว้ ในทฤษฎีการวัดและประเมินผล (Measure and Evaluation: M&E) การ ตรวจสอบ/การประเมินผลกระทบ (Impact Evaluation) การพิสูจน์ ผลกระทบ/ตรวจสอบอิทธิพล (Effects, Consequences, Influences) ลักษณะการออกแบบ การวิจัย

17 1. การออกแบบการวัดค่าตัวแปร 1.1 กำหนดวัตถุประสงค์ของการวัดค่าตัวแปร 1.2 กำหนดโครงสร้างและคำนิยามของค่าตัวแปร 1.3 กำหนดระดับการวัด สร้าง/พัฒนาเครื่องมือวัด 1.4 ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ 1.5 กำหนดวิธีการและขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล 1.6 กำหนดรูปแบบวิธีการวัดตัวแปร ควบคุม 2. การออกแบบการสุ่มตัวอย่าง 2.1 กำหนดวิธีการสุ่มตัวอย่าง 2.2 กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่เหมาะสมตัวแปรเกิน ประเภทการออกแบบ การวิจัย

18 3. การออกแบบการวิเคราะห์ข้อมูล 3.1 การเลือกใช้สถิติเชิงบรรยาย (ความเที่ยงตรงภายใน) 3.2 การเลือกใช้สถิติเชิงอ้างอิง (ความเที่ยงตรงภายนอก) ประเภทการออกแบบ การวิจัย

19 1. การกำหนดปัญหาการวิจัย คำถามวิจัยและวัตถุประสงค์ ของการวิจัย 2. การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 3. การกำหนดข้อมูลและแหล่งข้อมูล 4. การกำหนดเครื่องมือและวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล 5. การกำหนดวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผลการวิจัย วิธีการออกแบบการวิจัย

20 1.ความเที่ยงตรงภายใน (Internal Consistency) จะเป็นลักษณะของการวิจัยที่จะสามารถตอบปัญหา/สรุปผลการวิจัย ได้อย่างถูกต้อง ชัดเจนและน่าเชื่อถือ เน้นดำเนินการที่มีความครอบคลุม 3 ประการ 1.1 การทดสอบสมมุติฐาน 1.2 การควบคุมตัวแปรภายนอก 1.3 ความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นของเครื่องมือ ความเที่ยงตรง การออกแบบ

21 องค์ประกอบที่มีผลต่อความเที่ยงตรงภายใน 1. ประวัติในอดีต (History) 2. วุฒิภาวะ (Maturation) 3. การทดสอบ (Testing) 4. เครื่องมือในการวิจัย (Instrument) 5. การถดถอยทางสถิติ (Statistical Regression) 6. การสุ่มกลุ่มตัวอย่างเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม (Random Assignment) 7. การสูญหายของกลุ่มตัวอย่าง (Experimental Motality) 8. อิทธิพลร่วมระหว่างปัจจัยอื่นกับการสุ่มตัวอย่าง 9. ความคลุมเครือของความสัมพันธ์เชิงเหตุผลของตัวแปร 10. ความสับสนของสิ่งทดลอง 11. การตอบสนองของกลุ่มควบคุม 12. การตอบสนองของกลุ่มทดลอง ความเที่ยงตรง การออกแบบ

22 2.ความเที่ยงตรงภายนอก (External Consistency) จะเป็นลักษณะของการวิจัยที่จะสามารถสรุปอ้างอิงผลการวิจัยจาก กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาไปสู่ประชากรได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน และน่าเชื่อถือ มี 2 ประเภท คือ 2.1 ความเที่ยงตรงเชิงประชากร 2.2 ความเที่ยงตรงเชิงสภาพการณ์ ความเที่ยงตรง การออกแบบ

23 สัญลักษณ์ที่ใช้ในแต่ละแบบแผน R หมายถึงมีการสุ่มหน่วยทดลองเข้ากลุ่ม (Random assignment) Cหมายถึงกลุ่มควบคุม (Control Group) Eหมายถึงกลุ่มทดลอง (Experiment Group) Oหมายถึงมีการสังเกต (Observation) Xหมายถึงมีการให้สิ่งทดลอง (Treat) กลุ่มทดลอง (Experimental group) หมายถึง กลุ่มที่ผู้วิจัยกำหนดให้ได้รับตัวแปรอิสระ กลุ่มควบคุม (Control group) หมายถึง กลุ่มที่ผู้วิจัยควบคุมให้ไม่มีโอกาสเปิดรับตัวแปรอิสระ

24 1. รูปแบบการออกแบบการวิจัยแบบทดลอง การวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) เป็นการวิจัยเพื่อหาความรู้ความจริงที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของ ตัวแปรในเชิงเหตุและผลที่ชัดเจนและสมบูรณ์ที่สุด เนื่องจากผู้วิจัยมีการ จัดกระทำกับตัวแปรต้นและควบคุมตัวแปรอื่นๆ เพื่อให้ผลที่เกิดขึ้นกับตัว แปรตามเป็นผลมาจากตัวแปรต้นอย่างแท้จริง การจำแนกแบบการวิจัยเชิงทดลองมี 3 ลักษณะ 1. แบบแผนก่อนแบบทดสอบ (Pre-Experimental Design) 2. แบบแผนการทดลองเต็มรูปแบบ (True Experimental Design) 3. แบบแผนกึ่งการทดลอง (Quasi-Experimental Design)

25 1.1 แบบแผนก่อนแบบทดสอบ แบบแผนที่ 1 แบบแผนกลุ่มเดียวทดสอบหลัง ( One Group Posttest Only Design ) การสุ่มกลุ่มทดสอบก่อนสิ่งทดลองทดสอบหลัง -E-XO ข้อดี : เป็นแบบแผนการวิจัยที่ง่าย สะดวกในการวิจัย และไม่ได้รับ ผลกระทบจากการสอบก่อน ข้อเสีย : ขาดความเที่ยงตรงภายในและภายนอก เพราะไม่มีการสุ่มและ ควบคุมตัวแปร ทำให้ผลที่สังเกตได้อาจไม่ใช่ผลจากตัวแปร อิสระและไม่สามารถสรุปอ้างไปยังกลุ่มอื่นๆได้

26 สำหรับการศึกษาที่ผู้วิจัยแน่ใจว่า ก่อนการทดลอง ความรู้ ทักษะ หรือเจตคติที่จะทำการศึกษานั้นยังไม่เกิดขึ้นกับหน่วยทดลอง และไม่มีเหตุการณ์แทรกซ้อนเกิดขึ้นระหว่างการทดลอง เช่น การศึกษา เจตคติที่มีต่อการใช้นวัตกรรมหนึ่งๆ หรือการการทดลองใช้ (try out) นวัตกรรม 1.1 แบบแผนก่อนแบบทดสอบ

27 แบบแผนที่ 2 แบบแผนกลุ่มเดียวทดสอบก่อนหลัง (One Group Pretest-Posttest Only Design) การสุ่มกลุ่มทดสอบก่อนสิ่งทดลองทดสอบหลัง -EOXO ข้อดี : เมื่อเปรียบเทียบกับแบบที่ 1 จะดีกว่าในด้านความเที่ยงตรงภายใน เพราะมีข้อมูลช่วยในการเปรียบเทียบคือ ใช้การวัดซ้ำก่อนหลัง เป็นข้อมูลเปรียบเทียบพัฒนาการของกลุ่ม

28 จะเหมาะสำหรับการศึกษาที่ปัจจัยส่วนบุคคลของหน่วยทดลองไม่มี ผลต่อตัวแปรที่ศึกษา หรือการวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่ง ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ ข้อเสีย : การทดสอบก่อนทำให้มีปัญหาอิทธิพลของการทดสอบทั้งใน ด้านความเที่ยงตรงภายในและภายนอก เพราะไม่มีการสุ่มและ ไม่สามารถควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนระหว่างการทดลองได้ ทำให้ผลที่สังเกตได้อาจไม่ใช่ผลจากตัวแปรอิสระและไม่ สามารถสรุปอ้างไปยังกลุ่มอื่นๆ ได้ (การวิเคราะห์เปรียบเทียบ ก่อน-หลังการทดสอบใช้ t-test แบบ dependent/paired) 1.1 แบบแผนก่อนแบบทดสอบ

29 แบบแผนที่ 3 แบบแผนกลุ่มเดียวทดสอบหลายช่วงเวลา (One Group Time Series Design) การสุ่มกลุ่มทดสอบก่อนสิ่งทดลองทดสอบหลัง -EO1 O2 O3XO4 O5 O6 ข้อดี : เป็นแบบแผนการวิจัยที่ง่ายและสะดวกในการวิจัย โดยสามารถ ควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนโดยรวมได้ เพราะเป็นไปได้ว่าผลของ ตัวแปรแทรกซ้อนในการทดสอบแต่ละครั้งเท่าเทียมกัน

30 จะเหมาะสำหรับการศึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในเรื่องสำคัญ อย่างใดอย่างหนึ่งอย่างทันทีทันใด เช่น การแปลงแปลงนโยบายหลักใน การบริหารงาน หรือเจตคติของบุคคลต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยใช้ การวัดซ้ำก่อนและหลังการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ ข้อเสีย : ไม่สามารถควบคุมประสบการณ์อื่นของหน่วยทดลองได้และ ขาดความเที่ยงตรงภายนอก เพราะไม่มีการสุ่ม จึงไม่สามารถ สรุปอ้างผลการวิจัยไปยังกลุ่มอื่นๆได้ 1.1 แบบแผนก่อนแบบทดสอบ

31 1.2 แบบแผนการทดลองเต็มรูปแบบ แบบแผนที่ 4 แบบแผนสุ่มกลุ่มควบคุมทดสอบหลังอย่างเดียว (Randomized Control Group Posttest Only Design) การสุ่มกลุ่มทดสอบก่อนสิ่งทดลองทดสอบหลัง RE-XO C--O ข้อดี : เป็นแบบแผนการวิจัยที่มั่นใจได้ว่า ปัจจัย (ตัวแปร) แทรกซ้อน ต่างๆ ของกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองจะถูกควบคุมให้เท่าเทียม กันก่อนที่จะให้สิ่งทดลอง เช่น ประสบการณ์ วุฒิภาวะ

32 จะเหมาะสำหรับการวิจัยเกี่ยวกับเจตคติ/ความคิดเห็น ซึ่งไม่จำเป็น ต้องมีการทดสอบก่อน เช่น การศึกษาวิจัยเจตคติของบุคคลต่อวิธีการ/ แนวทาง/นโยบายตั้งแต่ 2 ประเภทขึ้นไป ข้อเสีย : ไม่สามารถศึกษาพัฒนาการหรือการเปลี่ยนแปลงในตัวแปร ตามได้ เนื่องจากไม่มีการทดสอบก่อน 1.2 แบบแผนการทดลองเต็มรูปแบบ

33 แบบแผนที่ 5 แบบแผนสุ่มกลุ่มควบคุมทดสอบก่อนหลัง (Randomized Control Group Pretest-Posttest Design) การสุ่ม กลุ่มทดสอบ ก่อน สิ่งทดลองทดสอบหลัง R EOXO CO-O ข้อดี : เป็นแบบแผนการวิจัยที่มั่นใจได้ว่า ปัจจัยแทรกซ้อนต่างๆ ของ กลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองจะถูกควบคุมให้เท่าเทียมกันก่อนที่ จะให้สิ่งทดลอง เช่น ประสบการณ์ วุฒิภาวะและสามารถศึกษา พัฒนาการเปลี่ยนแปลงได้ นอกจากนี้ การทดสอบก่อนเป็นการ ตรวจสอบความเท่าเทียม

34 จะเป็นแบบแผนที่นิยมใช้อย่างกว้างขวางทางการศึกษาวิจัย แม้จะมี อิทธิพลของการทดสอบก่อนกับปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลแทรกซ้อนในตัวแปรที่ ศึกษาก็ตาม ข้อเสีย : การทดสอบก่อนอาจส่งผลต่อการวัดตัวแปรตามได้ และเป็น เงื่อนไขที่ทำให้ผลการศึกษาไม่สามารถอ้างไปยังประชากร อื่นๆ ได้ เพราะปกติประชากรอื่นๆ จะไม่ได้รับประสบการณ์ใน การทดสอบเหมือนกลุ่มที่ใช้ในการทดลอง 1.2 แบบแผนการทดลองเต็มรูปแบบ

35 แบบแผนที่ 6 แบบแผนสุ่มกลุ่มควบคุมทดสอบก่อนหลัง หลายช่วงเวลา (Randomized Control Group Time Series Design) การสุ่มกลุ่มทดสอบก่อนสิ่งทดลองทดสอบหลัง REO1 O2 O3XO4 O5 O6 CO1 O2 O3-O4 O5 O6 ข้อดี : เป็นแบบแผนการวิจัยที่มั่นใจได้ว่า ปัจจัยแทรกซ้อนต่างๆ ของ กลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองจะถูกควบคุมให้เท่าเทียมกันก่อนที่ จะให้สิ่งทดลอง เช่น ประสบการณ์ วุฒิภาวะและสามารถศึกษา พัฒนาการเปลี่ยนแปลงได้ อ้างไปยังประชากรอื่นได้ และลด อิทธิพลก่อนสอบก่อน

36 ข้อเสีย : การทดสอบบ่อยอาจทำให้เกิดปัญหาการขาดหายไปของหน่วย ทดลอง จะเหมาะสำหรับการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในเรื่องที่ สำคัญอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างทันทีทันใด เช่น การเปลี่ยนแปลงนโยบาย หลักในการบริหารงาน หรือเจตคติของบุคคลต่อการเปลี่ยนแปลงวิธีการ/ นโยบาย/การดำเนินงาน โดยใช้การวัดซ้ำก่อนและหลังการเปลี่ยนแปลง นั้นๆ นอกจากนี้ยังเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงระหว่างกลุ่มได้ด้วย 1.2 แบบแผนการทดลองเต็มรูปแบบ

37 แบบแผนที่ 7 แบบแผนสี่กลุ่มของโซโลมอน (Solomon Four Group Design) การสุ่มกลุ่มทดสอบก่อนสิ่งทดลองทดสอบหลัง REOXO C1O-O C2-XO C3--O ข้อดี : เป็นแบบแผนการวิจัยที่มั่นใจได้ว่า ปัจจัยแทรกซ้อนต่างๆ ของ กลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองจะถูกควบคุมให้เท่าเทียมกันก่อนที่ จะให้สิ่งทดลอง เช่น ประสบการณ์ วุฒิภาวะและสามารถศึกษา พัฒนาการเปลี่ยนแปลงได้

38 ข้อเสีย : ต้องใช้กลุ่มในการทดลองหลายกลุ่มที่เท่าเทียมกันซึ่งค่อนข้าง หาได้ยากและยุ่งยากในการวิเคราะห์ทางสถิติ 1.2 แบบแผนการทดลองเต็มรูปแบบ

39 1.3 แบบแผนกึ่งการทดลอง แบบแผนที่ 8 แบบแผนกลุ่มไม่เท่าเทียมทดสอบหลังอย่างเดียว ( Non-Equivalent Control Group Posttest Only Design) การสุ่มกลุ่มทดสอบก่อนสิ่งทดลองทดสอบหลัง -E-XO C--O ข้อดี : เป็นแบบแผนการวิจัยที่สามารถศึกษาเปรียบเทียบผลของสิ่งที่ทำ ทดลองในตัวแปรตามได้ และไม่มีอิทธิพลของการทดสอบก่อน รบกวนสิ่งที่เกิดขึ้นในตัวแปรตาม

40 ข้อเสีย : จะไม่สามารถควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนเกี่ยวกับคุณลักษณะของ หน่วยทดลองได้ เนื่องจากไม่มีการสุ่มหน่วยทดลองเข้ากลุ่ม การใช้แบบแผนนี้ ผู้วิจัยต้องมั่นใจว่า ลักษณะส่วนบุคคลของหน่วย ทดลองจะไม่ส่งผลต่อตัวแปรที่ศึกษา เช่น การศึกษาเกี่ยวกับเจตคติของ บุคคลต่อวิธีการ/นโยบาย/การดำเนินงาน เป็นต้น 1.3 แบบแผนกึ่งการทดลอง

41 แบบแผนที่ 9 แบบแผนกลุ่มไม่เท่าเทียมทดสอบก่อนหลัง ( Non-Equivalent Control Group Pretest- Posttest Only Design) การสุ่มกลุ่มทดสอบก่อนสิ่งทดลองทดสอบหลัง -EOXO CO-O ข้อดี : เป็นแบบแผนการวิจัยที่สามารถศึกษาเปรียบเทียบพัฒนาการหรือ การเปลี่ยนแปลงที่เป็นผลของสิ่งที่ทดลองในตัวแปรตามได้ 1.3 แบบแผนกึ่งการทดลอง

42 ข้อเสีย : ไม่สามารถควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนเกี่ยวกับคุณลักษณะของ หน่วยทดลองได้ เนื่องจากไม่มีการสุ่มหน่วยทดลองเข้ากลุ่มและ การสอบก่อนอาจมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งทดลองด้วย จะเป็นแบบแผนที่ต้องการลดจุดอ่อนของแบบแผนกลุ่มไม่เท่าเทียม ทดสอบหลังอย่างเดียว โดยใช้ทดสอบก่อนเพื่อตรวจสอบความเท่าเทียม ของกลุ่มก่อนที่จะให้สิ่งทดลองกับแต่ละกลุ่ม การเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม ทดลองกับกลุ่มควบคุมควรเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงมากกว่าการเปรียบ เทียบคะแนน 1.3 แบบแผนกึ่งการทดลอง

43 แบบแผนที่ 10 แบบแผนกลุ่มไม่เท่าเทียมทดสอบหลายช่วงเวลา (Non-Equivalent Control Group Time Series Only Design) การสุ่มกลุ่มทดสอบก่อนสิ่งทดลองทดสอบหลัง -EO1 O2 O3XO4 O5 O6 CO1 O2 O3-O4 O5 O6 ข้อดี : เป็นแบบแผนการวิจัยที่สามารถศึกษาเปรียบเทียบพัฒนาการหรือ การเปลี่ยนแปลงที่เป็นผลของสิ่งที่ทดลองในตัวแปรตามได้ ลด อิทธิพลของปฏิสัมพันธ์ของการทดสอบก่อนกับสิ่งทดลองได้โดย ไม่เพิ่มกลุ่ม 1.3 แบบแผนกึ่งการทดลอง

44 ข้อเสีย : ไม่สามารถควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนเกี่ยวกับคุณลักษณะของ หน่วยทดลองได้ เนื่องจากไม่มีการสุ่มหน่วยทดลองเข้ากลุ่ม จะเป็นแบบแผนที่ต้องการลดจุดอ่อนของแบบแผนกลุ่มไม่เท่าเทียม ทดสอบก่อนหลัง โดยใช้ทดสอบก่อนและหลังหลายๆ ครั้งเพื่อตรวจสอบ อิทธิพลของการทดสอบ ทำให้สามารถเปรียบเทียบอิทธิพลของสิ่งทดลอง ได้ดีขึ้น โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนกลุ่มในการทดลอง 1.3 แบบแผนกึ่งการทดลอง

45 การวิจัยแบบไม่ทดลอง (Nonexperimental Designs) 2.1การวิจัยตัดขวาง (Cross – Sectional Studies) 45 ภูมิลำเนา (เมือง/ชนบท) การศึกษาการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ภูมิลำเนา (เมือง/ชนบท) การศึกษาการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง 2. รูปแบบการออกแบบการวิจัยแบบไม่ทดลอง

46 แบบของการวิจัยระยะยาว การเก็บข้อมูลครั้งที่ 1234 กลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียว กลุ่ม ก การวิจัยแบบระยะยาว (Longitudinal Design) ใช้กลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียวกันหลายครั้ง (Panel Studies) แบบของการวิจัยระยะยาว การเก็บข้อมูลครั้งที่ 1234 กลุ่มตัวอย่างที่เปลี่ยนในแต่ละครั้งกลุ่ม กกลุ่ม ขกลุ่ม คกลุ่ม ง ใช้กลุ่มตัวอย่างที่เปลี่ยนไปในแต่ละครั้ง (Successive Samples) แบบผสม แบบของการวิจัยระยะยาว การเก็บข้อมูลครั้งที่ 1234 กลุ่มตัวอย่างกลุ่ม ก กลุ่ม ข กลุ่ม ก กลุ่ม ค กลุ่ม ก กลุ่ม ง 2. รูปแบบการออกแบบการวิจัยแบบไม่ทดลอง


ดาวน์โหลด ppt เติมศักดิ์ สุขวิบูลย์ คณะวิทยาการจัดการ ระเบียบวิธีวิจัยทางการบริหารและ พัฒนาอุตสาหกรรม Research Methods in Industrial Administration and Development ครั้งที่

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google