งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

การตรวจเชื้อเอชไอวี ที่ดื้อต่อยาต้านไวรัส วสันต์ จันทราทิตย์,ช่อทิพย์ วาทิตต์พันธุ์. คู่มืออธิบายการตรวจวินิจฉัยยีโนมเชื้อไวรัสเอชไอวีที่ดื้อต่อยาต้าน.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "การตรวจเชื้อเอชไอวี ที่ดื้อต่อยาต้านไวรัส วสันต์ จันทราทิตย์,ช่อทิพย์ วาทิตต์พันธุ์. คู่มืออธิบายการตรวจวินิจฉัยยีโนมเชื้อไวรัสเอชไอวีที่ดื้อต่อยาต้าน."— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 การตรวจเชื้อเอชไอวี ที่ดื้อต่อยาต้านไวรัส วสันต์ จันทราทิตย์,ช่อทิพย์ วาทิตต์พันธุ์. คู่มืออธิบายการตรวจวินิจฉัยยีโนมเชื้อไวรัสเอชไอวีที่ดื้อต่อยาต้าน ไวรัส [Online]. ปี [cited 2009 Jun 30]. Available from:

2 การดื้อต่อยาต้านไวรัสของเชื้อเอชไอวี หมายถึง ภาวะที่ยาต้านไวรัสไม่สามารถยับยั้งการเพิ่ม จำนวนของเชื้อไวรัสได้อีกต่อไป สาเหตุมาจากการ mutation ในระดับ Genome ของตัวเชื้อไวรัส ทำให้มีการสร้างเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ ควบคุมการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัสเอชไอวีผิดปกติไป เอนไซม์จะมีการแปรเปลี่ยนจนโมเลกุลของยาไม่สามารถ เข้าไปจับกับเอนไซม์เหล่านี้ได้ ดังนั้นไวรัสเอชไอวีที่มีการ mutation จึงไม่ถูกกำจัดด้วย ฤทธิ์ของยาและสามารถเพิ่มจำนวนต่อไปได้เป็นปกติ

3 การตรวจเชื้อเอชไอวีที่ดื้อต่อยาต้านไวรัส มีความจำเป็นสำหรับการเลือกใช้ยาต้านไวรัสที่ถูกต้อง หลีกเลี่ยงยาที่มีแนวโน้มว่าจะใช้ไม่ได้ผล การตรวจการดื้อยาต้านไวรัสเอชไอวี แบ่งเป็น 2 วิธี คือ – การตรวจจีโนทัยป์ (Genotypic Testing) – การตรวจฟีโนทัยป์ (Phenotypic Testing)

4 การตรวจจีโนทัยป์ (Genotypic Testing) ตรวจลำดับของเบสในยีนของเชื้อเอชไอวีใน ตำแหน่งที่ควบคุมการสร้างเอนไซม์ Protease และ Reverse Transcriptase

5

6

7 ตำแหน่งการกลายพันธุ์ของ RT gene ของ เชื้อ HIV ที่เกี่ยวข้องกับยากลุ่ม NRTIs M184V M = Methionine 184 = ตำแหน่ง amino acid ของยีน Reverse Transcriptase V = Valine 3TC

8 การตรวจฟีโนทัยป์ (Phenotypic Testing) เป็นการหาความเข้มข้น ของยาต้านไวรัสที่ สามารถยับยั้งการเพิ่ม จำนวนของเชื้อ HIV ได้ 50% = Inhibitory Concentration 50 (IC50) 90% = Inhibitory Concentration 90 (IC90)

9

10

11 การตรวจจีโนทัยป์ (Genotypic Testing) ข้อดี – ใช้ระยะเวลาในการตรวจค่อนข้างสั้น – กระบวนการตรวจไม่ซับซ้อนมากนัก – ค่าใช้จ่ายในการตรวจถูกกว่าการตรวจด้วยวิธีฟีโนทัยป์ ข้อเสีย – การแปลผลต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้ความชำนาญ – จำเป็นต้องอาศัยฐานข้อมูลจีโนทัยป์จากหลายหน่วยงานที่มีการ update ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

12 การตรวจฟีโนทัยป์ (Phenotypic Testing) ข้อดี – แปลผลได้ง่ายกว่าวิธีจีโนทัยป์ – สามารถทราบได้ทันทีว่าเชื้อ HIV ดื้อหรือไว(susceptible) ต่อยา ชนิดใดบ้าง ข้อเสีย – ค่าใช้จ่ายสูง – วิธีการตรวจมีความยุ่งยากซับซ้อน – ใช้เวลานาน – ต้องลงทุนสร้างห้องปฏิบัติการปลอดเชื้อระดับสูงสุดเพื่อป้องกัน เชื้อ HIV ที่เพาะเลี้ยงในหลอดทดลองแพร่กระจาย – การแปลผลก็ยังมีความสับสนอยู่เช่นกัน ประสิทธิภาพของยาที่ ลดลงเป็นกี่เท่าในยาแต่ละชนิดจะไม่เท่ากัน

13 การดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีการรักษาล้มเหลว (Management of Treatment Failure)

14 หลักการเลือกยาต้านไวรัสเอชไอวี เมื่อผู้ป่วยล้มเหลวจากยาสูตรแรก หากเชื้อดื้อยา NNRTI ตัวใดตัวหนึ่งแล้ว ให้หลีกเลี่ยง NNRTI ทั้งกลุ่ม พยายามหายาตัวใหม่ที่ยังมีฤทธิ์ต้านไวรัสเอชไอวี อย่าง น้อย 2 ชนิด พิจารณาจากผลตรวจการดื้อต่อยา (genotypic resistance testing) อาศัยประวัติการรักษาด้วยยาสูตรยาต่างๆ ร่วมกับผลตรวจ การดื้อต่อยา และเลือกสูตรยาที่ยังไม่มีการดื้อ การเลือกสูตรยาสูตรที่ 2 ต้องสามารถควบคุมเชื้อไวรัสให้ต่ำ กว่า 50 copies/ml สิ่งที่ต้องพึงระวัง การพิจารณาผลการดื้อต่อยาทุกครั้งที่ ผู้ป่วยกำลังมีและเคยมีมาก่อน

15 ขั้นตอนสำคัญในการประเมิน และวางแผนการรักษาผู้ป่วย ทบทวนประวัติการรักษาด้วยยาต้านเอชไอวี และประวัติการ เจ็บป่วย ตรวจร่างกายเพื่อประเมินโรคติดเชื้อฉวยโอกาสและ ผลข้างเคียงของยา ประเมิน adherence to ARV drugs, tolerability, drug interaction, โรคร่วมอื่นๆ ตรวจเชื้อเอชไอวีดื้อยาขณะที่ยังคงรับประทานยานั้นๆอยู่ และทบทวนประวัติผลตรวจเชื้อดื้อยาในอดีต พิจารณาหาสูตรยาใหม่ที่เหมาะสมที่สุด เพื่อควบคุมเชื้อ ไวรัสในเลือดให้น้อยกว่า 50 copies/ml

16 ประเภทของการดื้อยา ประเภทของการดื้อยาต่อเชื้อไวรัสเอชไอวีสูตรแรก แบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้ – NNRTI-based regimen failure – PI-based regimen failure

17 การล้มเหลวต่อการรักษาด้วยยาสูตร NNRTI การดื้อยามีมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับ – ระยะเวลาของการรักษาที่ล้มเหลว – การเกิดเชื้อดื้อยา กรณีผู้ป่วยมีปัญหาล้มเหลวต่อการรักษาด้วยยาสูตร NNRTI สามารถประมาณการณ์ได้จาก – ระยะเวลาของการล้มเหลว

18 การล้มเหลวต่อการรักษาด้วยยาสูตร NNRTI เพิ่งล้มเหลวภายในช่วง 3-6 เดือนแรก มักจะพบเพียงเชื้อ HIV ที่ ดื้อต่อ NNRTI เท่านั้น หากให้รับประทานยาต่อไป โดยไม่ปรับเปลี่ยนสูตรยาที่ เหมาะสมภายใน 3-6 เดือนแรก คาดว่าจะก่อให้เกิดเชื้อดื้อ ยาต่อยา 3TC ในที่สุดจะก่อให้เกิดการดื้อต่อยา AZT หรือ d4T และก่อให้เกิดการดื้อยาทุกตัวในกลุ่ม NRTIs นี้ได้ (cross resistance to all NRTIs) การใช้ยาสูตรที่ 2 ควรใช้ boosted PI มากกว่า PI ที่ไม่ได้ boosted โดยเฉพาะในรายที่ไม่แน่ใจว่า 2NRTIs ที่เลือก ใหม่ในสูตรยาที่ 2 จะมีฤทธิ์ต่อไวรัสมากเพียงพอเนื่องจาก การใช้ boosted PI จะมีโอกาสล้มเหลวน้อยกว่า

19 หลักการพิจารณาสูตรยาในการรักษากรณีผู้ป่วย ล้มเหลวต่อการรักษาด้วยยาสูตร NNRTI หากพบว่าดื้อต่อ NNRTI เท่านั้น ให้คง 2NRTIs เดิม และเปลี่ยน NNRTI เป็น boosted PI แทน หากพบดื้อต่อ NNRTI และ 3TC ให้เปลี่ยนเป็น - AZT/ddI/boosted PI - Tenofovir/AZT/boosted PI - AZT/Abacavir (ABC)/boosted PI (แต่ราคาสูงมาก จึงไม่นิยมใช้)

20 กรณีมีการล้มเหลวต่อสูตร PI-based มาไม่นาน การกลายพันธุ์จากการดื้อต่อ ยา PI น้อย มักจะเป็น minor mutations เลือก 2NRTIs ที่ยังมีฤทธิ์ต่อ เชื้อสูง ร่วมกับ LPV/r กรณีมีการล้มเหลวต่อสูตร PI-based มานาน major mutations ดื้อต่อยา PIs มากกว่า 5-6 ตำแหน่ง จะมีสูง การใช้ boosted PI หรือ LPV/r จะมีโอกาสได้ผลน้อยลง อาจใช้ double boosted PIs + 3TC (เพื่อหวังผลการลด viral fitness จาก M184V mutation ที่ดื้อต่อ 3TC) + NRTI ตัวอื่นอีก 1-2 ตัว การล้มเหลวต่อการรักษาด้วยยาสูตร PI หรือ boosted PI การรักษาด้วย 2NRTIs+(boosted) PI เป็นสูตรแรก

21 กรณีตัวอย่าง ผู้ป่วยรับประทาน d4T หรือ AZT + 3TC + Nevirapine/Efavirenz แล้วมีเฉพาะ M184V อย่างเดียว – ให้ใช้ d4T หรือ AZT + ddI or tenofovir + Nevirapine/Efavirenz ผู้ป่วยรับประทาน d4T หรือ AZT + 3TC + Nevirapine/Efavirenz แล้วมีเฉพาะ NNRTI mutation เช่น L100I K103N V106A/M V108I Y181C/I Y188C/L/H และ/หรือ G190A – ให้ใช้ d4T or AZT or tenofovir + 3TC + IDV/r หรือ PI ตัวใดก็ได้ ผู้ป่วยรับประทาน d4T หรือ AZT + 3TC + Nevirapine/Efavirenz แล้วมีเฉพาะ M184V กับ NNRTI mutation เช่น L100I K103N V106A/M V108I Y181C/I Y188C/L/H หรือ G190A – ให้ใช้ d4T หรือ AZT + ddI หรือ tenofovir + IDV/r หรือ PI ตัวใดก็ได้

22 ข้อควรจำ การวินิจฉัยได้ว่าผู้ป่วยดื้อยาตั้งแต่เริ่มดื้อยาใหม่ๆ จะทำให้ การเลือกสูตรยาสำหรับผู้ป่วยดื้อยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ การติดตามผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ทั้งทางคลินิกและผลการ ตรวจเลือด จะช่วยให้สามารถวินิจฉัยการรักษาล้มเหลวได้เร็ การรับประทานยาสูตรที่ดื้อแล้วต่อไป จะทำให้เชื้อดื้อยามาก ขึ้น และดื้อข้ามไปสู่ยาตัวอื่นในกลุ่มเดียวกันที่ผู้ป่วยยังไม่เคย รับประทานได้ด้วย หากจะต้องเปลี่ยนยา จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ยาสูตร ใหม่มีโอกาสประสบความสำเร็จสูง คำนึงถึงผลดีผลเสียอย่าง รอบด้าน มิฉะนั้นจะเป็นการสร้างปัญหาใหม่ที่ยุ่งยากมาก กว่าเดิม

23 ปรีชา มนทกานติกุล, ปวีณา สนธิสมบัติ, สุทธิพร ภัทรชยากุล, ชาญ กิจ พุฒิเลอพงศ์, บรรณาธิการ. คู่มือสำหรับเภสัชกร: การดูแลผู้ติด เชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยโรคเอดส์. กรุงเทพมหานคร: บริษัทประชาชน, กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, สมาคมโรคเอดส์แห่งประเทศ ไทย, สมาคมโรคติดเชื้อในเด็ก. แนวทางการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอช ไอวีและผู้ป่วยเอดส์ในประเทศไทย ปี พ.ศ. 2549/2550. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย, วสันต์ จันทราทิตย์,ช่อทิพย์ วาทิตต์พันธุ์. คู่มืออธิบายการตรวจ วินิจฉัยยีโนมเชื้อไวรัสเอชไอวีที่ดื้อต่อยาต้านไวรัส. Available at: heck_manual/HIV_check_manual.htm Accessed date: June 30, Reference

24 THANK YOU For your attention


ดาวน์โหลด ppt การตรวจเชื้อเอชไอวี ที่ดื้อต่อยาต้านไวรัส วสันต์ จันทราทิตย์,ช่อทิพย์ วาทิตต์พันธุ์. คู่มืออธิบายการตรวจวินิจฉัยยีโนมเชื้อไวรัสเอชไอวีที่ดื้อต่อยาต้าน.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google