งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

LI 395 บทที่ 3 หัวข้อการเรียน. เสียงของภาษาอังกฤษ และการอ่าน The Sounds of English ๑. ความรู้ทางสัทวิทยาที่ใช้เป็น พื้นฐานในการอ่าน สัทวิทยา Phonology.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "LI 395 บทที่ 3 หัวข้อการเรียน. เสียงของภาษาอังกฤษ และการอ่าน The Sounds of English ๑. ความรู้ทางสัทวิทยาที่ใช้เป็น พื้นฐานในการอ่าน สัทวิทยา Phonology."— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 LI 395 บทที่ 3 หัวข้อการเรียน

2 เสียงของภาษาอังกฤษ และการอ่าน The Sounds of English ๑. ความรู้ทางสัทวิทยาที่ใช้เป็น พื้นฐานในการอ่าน สัทวิทยา Phonology ๑. การออกเสียงในภาษา Phonetics ๒. การศึกษาระบบของเสียง Phonemics

3 การออกเสียงในภาษาอังกฤษ สัทศาสตร์ Phonetics ๑. การศึกษาคุณสมบัติของเสียง กลสัทศาสตร์ หรือ นินาทสัทศาสตร์ Acoustic Phonetics ๒. การศึกษาเกี่ยวกับอวัยวะในการ ออกเสียง Articulatory Phonetics

4 Articulatory Phonetics ทางเดินของเสียง (Vocal Tracts) ฐานกรณ์ของเสียง (Place of Articulation) ประเภทของการออกเสียง (Manner of Articulation)

5 ทางเดินของเสียง (Vocal Tracts) ๑. เส้นเสียง (Vocal cords) ๗. ลิ้น (Tongue) ๒. กล่องเสียง (Larynx) ๘. ฟัน (Teeth) ๓. ช่องคอหอย (Glottis) ๙. ริม ฝีปาก (Lips) ๔. ช่องคอ (Pharynx) ๑๐. ช่อง จมูก (Nasal ๕. ลิ้นไก่ (Uvula) cavity) ๖. ช่องปาก (Oral cavity)

6 ทิศทางเดินของเสียง การพูดออกเสียงในภาษา อาศัย ทิศทางลมออก (Egression) ทิศทางลมเข้า (Ingression)

7 ฐานกรณ์ของเสียง (Place of Articulation) ๑. อวัยวะที่เคลื่อนที่ไม่ได้ เช่น เพดานปาก ฟัน ๒. อวัยวะที่เคลื่อนที่ได้ เช่น ริมฝีปาก ลิ้นและลิ้นไก่

8 ประเภทของการออก เสียง (Manners of Articulation) ๑.เสียงหยุด (Stop) ๘. เสียงม้วนลิ้น (Retroflex) ๒.เสียงแทรก (Fricative) ๙. เสียง เลื่อน (Glide) ๓.เสียงหยุดแทรก (Affricate) ๔.เสียงนาสิก (Nasal) ๕.เสียงลอดข้าง (Lateral) ๖.เสียงลิ้นรัว (Trill) ๗. เสียงลิ้นกระดก ( Flap)

9 เสียงพยัญชนะและเสียงสระ (Consonant &Vowel Sounds) เสียงพยัญชนะ (Consonant sounds) เป็นเสียงที่ผ่านออกมาทางช่องปากซึ่งมี ฐานกรณ์ต่างๆสกัดกั้น ทำให้เกิดเสียง ต่างๆกัน เสียงสระ (Vowel sounds) เป็นเสียงที่ ผ่านออกมาทางช่องปากที่ไม่มีอะไรปิด กั้นทางเดินของอากาศ บางครั้งมีเสียง เป็นทั้งกึ่งสระและพยัญชนะ (Semi- Vowel) บางครั้งเรียกว่าเป็น เสียงเลื่อน (Glides) เช่นเสียง w และ y

10 เสียงสระ (Vowel) การอธิบายเสียงสระอาศัยตำแหน่ง ของลิ้น และลักษณะของปาก ๓ ลักษณะ คือ ๑. ระดับลิ้นสูงมาก สูง และปานกลาง ( ตามระดับปากแคบ กึ่งแคบ กึ่งกว้าง และกว้าง ) ๒. ลิ้นส่วนที่ใช้ออกเสียง ส่วนหน้า ส่วนกลาง และ ส่วนหลัง ๓. ลักษณะของริมฝีปาก ยืดกว้าง แคบ ห่อกลม

11 สัญลักษณ์แทนเสียง (Phonetic Symbols) นักสัทศาสตร์ได้คิดสัญลักษณ์ ขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อใช้เป็นตัวแทน บ่งถึงฐานกรณ์และประเภทของ เสียงในเวลาเดียวกันได้ สัญลักษณ์ดังกล่าวนี้ใช้ได้กับทุกๆ ภาษา ซึ่งสมาคมสัทศาสตร์ นานาชาติเป็นผู้กำหนดขึ้น เรียกว่า International Phonetic Association เรียกย่อๆว่า IPA

12 ๑. ๒ ระบบของเสียง (Phonemics) ๑. หน่วยเสียง ( Phonemes) ๒. หน่วยเสียงย่อย ( Allophones) ๓. เสียงแปร (Neutralization) ๔. ทำนองประโยค (Intonation) ๕. การกลมกลืนของเสียง (Assimilation)

13 ๑. หน่วยเสียง (Phonemes) ลักษณะของหน่วยเสียง – เสียงที่ใช้สื่อความหมายได้หรือทำให้ คำต่างกัน – สัญลักษณ์ที่ใช้แสดงหน่วยเสียง / / แทน [ ] ซึ่งแสดงถึงตัวอักษรแทน เสียง (Phonetic symbol) – ตัวอย่าง red [red] led [led] /r/ ~ /l/ –fat ~ vat, fine ~ vine /f/ ~ /v/ –/f/[ -voice, +labiodental, + fricative ] – /v/[+voice, +labiodental, + fricative]

14 ๒. หน่วยเสียงย่อย (Allophones) การออกเสียงของหน่วยเสียงใดหน่วยเสียง หนึ่งซึ่งอาจจะออกเสียงได้อย่างเดียวหรือ หลายอย่าง โดยเปลี่ยนตามตำแหน่งของเสียง ตัวอย่าง pin, pass [p] /p h / drip, lip [p] /p ] ] spy, speak [p] /p/ tar [t] /t h /, star [t] /t/ writer [t] /D/ eighth [t] /t/ allophones /t/, /D/, /t h /, /t/

15 ๓. เสียงแปร (Neutralization) หน่วยเสียงสองหรือสามตัวซึ่งปกติแล้วมี ความแตกต่างกันแต่เมื่อปรากฏใน สิ่งแวดล้อมใดแวดล้อมหนึ่ง หน่วยเสียง เหล่านี้จะไม่แตกต่างกัน ตัวอย่าง wetting ~ wedding [t], [d] /d/ กาบ บาท บาก /-p ] /, /-t ] /,/-k ] / ปีน ทาง กิน /p/, /t/, /g/

16 กฏการออกเสียงและ การอ่าน ๑. กฎการซ้ำเสียงในหน่วย (Segment redundancy rules) แสดงความเปลี่ยนแปลงของเสียงที่ ทำนายได้ เช่นเดียวกับกฎหน่วยเสียงย่อย (Allophone) เช่น เสียง [p h ] ใน pit เปลี่ยนเป็น [p] ในคำว่า spit เสียง [t h ] ใน tar เปลี่ยนเป็น [t] ในคำว่า star เป็นเพราะมีการซ้ำเสียงในหน่วย หรือ อิทธิพลของเสียงที่เกิดก่อน

17 ๒. กฎการซ้ำเสียงต่อเนื่อง (Sequence and redundancy rules) อธิบายลักษณะของเสียงที่เกิดขึ้น ต่อเนื่องในภาษาใดภาษาหนึ่ง ในภาษาอังกฤษ ถ้ามีเสียงควบกล้ำ ๓ เสียง เสียงแรกเป็น S เสียงที่สอง จะเป็นเสียงหยุด p, t, หรือ k เสียง สุดท้ายจะเป็นเสียง l หรือ r เช่น split, scrat, street, etc. แต่ถ้าออกเสียงเป็น Fplot, Psrot จะ ไม่ใช่คำในภาษาอังกฤษ

18 ๓. กฎหน่วยเสียงของ หน่วยคำ (Morphophonemic rules) อธิบายการสับเปลี่ยนของเสียงในคำ อย่างมีระบบ เช่น [ay] เป็น [i] devine เป็น devinity line linear [ey] เป็น [a] profane profanity [iy] [e] serene serenity [s] [k] criticism critical [j] [g] regid regor [s] เป็น [z] books เป็น dogs, bugs การเปลี่ยนแปลง เหล่านี้เป็นอิทธิพล ของการเปลี่ยนเสียงสระและ พยัญชนะในพยางค์

19 ความสำคัญของระบบเสียง ในภาษาต่อความสำเร็จใน การเรียนรู้การอ่าน ผลการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องเสียงมี อิทธิพลต่อการอ่านคือ ๑. กฎการออกเสียงเกิดขึ้นจริง สำหรับผู้พูดบางคน ๒. เด็กอายุ ๖ - ๗ ปี จำเป็นต้องรู้ เรื่องการออกเสียงในระยะเข้า เรียนใหม่ๆ ๓. กฎการออกเสียงช่วยให้สะกด คำในภาษาอังกฤษได้ดีขึ้น


ดาวน์โหลด ppt LI 395 บทที่ 3 หัวข้อการเรียน. เสียงของภาษาอังกฤษ และการอ่าน The Sounds of English ๑. ความรู้ทางสัทวิทยาที่ใช้เป็น พื้นฐานในการอ่าน สัทวิทยา Phonology.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google