งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

การกลายพันธุ์ (MUTATION) ภาควิชาพืชศาสตร์และทรัพยากรการเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อ.ดร.จิรวัฒน์ สนิทชน.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "การกลายพันธุ์ (MUTATION) ภาควิชาพืชศาสตร์และทรัพยากรการเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อ.ดร.จิรวัฒน์ สนิทชน."— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 การกลายพันธุ์ (MUTATION) ภาควิชาพืชศาสตร์และทรัพยากรการเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อ.ดร.จิรวัฒน์ สนิทชน

2  การเปลี่ยนแปลงลักษณะพันธุกรรม  สามารถถ่ายทอดจากชั่วอายุหนึ่งไปยัง อีกชั่วอายุหนึ่ง การกลายพันธุ์ พันธุ์ความหมาย

3  การกลายพันธุ์ระดับโครโมโซม (Chromosome mutation)  การกลายพันธุ์ระดับยีน (Gene mutation หรือ point mutation) พันธุ์

4 การแทนที่คู่เบส (base-pair substitution)  ทรานซิชัน (transition)  ทรานเวอร์ชัน (transversion)

5 พันธุ์ Source :

6 ภาพที่ 1 การเกิดทรานซิซันและทรานสเวอร์ชัน

7 เฟรมชิฟท์ มิวเทชัน (frameshift mutation) พันธุ์ ภาพที่ 2 การเกิดเฟรมชิฟท์ มิวเทชัน

8 พันธุ์ Source :

9 1.เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ (spontaneous mutation) - Tautomeric shift - Ionization 2. เกิดจากการชักนำ (induced mutation) - สิ่งก่อกลายพันธุ์ทางกายภาพ (physical mutagen) - สิ่งก่อกลายพันธุ์ทางเคมี (chemical mutagen) พันธุ์

10 ภาพที่ 3 การเกิดปฏิกิริยาทัวโทเมอริกซิฟท์ใน โมเลกุลของเบสของดีเอ็นเอ หมายถึง การเปลี่ยนแปลง ตำแหน่งไฮโดรเจนอะตอม ในโมเลกุลของเบสของดี เอ็นเอ ซึ่งมีผลทำให้ โครงสร้างโมเลกุลของเบส เปลี่ยนแปลงจากรูปคีโต (keto form) ไปเป็นรูป อีนอล (enol form) หรือ เปลี่ยนแปลงจากรูปอะมิโน (amino form) ไปเป็นรูป อิมิโน (imino form)

11 พันธุ์ ภาพที่ 4 การจับคู่ของเบสดีเอ็นเอ หลังเกิดการเปลี่ยนตำแหน่งของไฮโดรเจนอะตอม

12 พันธุ์ ภาพที่ 6 การเกิดการกลายพันธุ์เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนตำแหน่งไฮโดรเจนอะตอมในโมเลกุล ของอะดินิน

13 ปฏิกิริยาการก่อให้เกิดไอออน (ionization) พันธุ์ ภาพที่ 7 การจับคู่ผิดปกติของไทมินและกัวนินที่เกิดปฏิกิริยาการ ก่อให้เกิดไออน คือ ปฏิกิริยาสูญเสีย ไฮโดรเจนอะตอมใน โมเลกุลของเบสของ ดีเอ็นเอ ทำให้เกิด ไอออนขึ้น มีผลทำ ให้การจับคู่ของเบส เปลี่ยนแปลงไป

14 สิ่งก่อกลายพันธุ์ทางกายภาพ (physical mutagen) ได้แก่  อุณหภูมิ  รังสี แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ  รังสีก่อให้เกิดไอออน (ionizing radiation) ได้แก่ รังสี เอ็กซ์ แกมมา อัลฟา เบตา อิเล็กตรอน นิวตรอน โปรตอน และอนุภาคอื่นๆ ที่มีการเคลื่อนที่เร็ว รังสีเหล่านี้มีอำนาจใน การทะลุทะลวงผ่านสิ่งต่างๆ ได้สูง  รังสีไม่ก่อให้เกิดไอออน (nonionizing radiation) ได้แก่ รังสีอัลตราไวโอเลต รังสีนี้มีอำนาจในการทะลุทะลวงผ่านสิ่ง ต่างๆ ได้ต่ำกว่าประเภทแรก พันธุ์

15 ภาพที่ 8 ซีแอลบีเทคนิค

16 พันธุ์ ภาพที่ 9 มูลเลอร์-5 เทคนิค

17 พันธุ์ ภาพที่ 10 การเกิดไทมินไดเมอร์

18  สารเคมีที่มีสูตรโครงสร้างคล้ายคลึงกับเบสชนิด ต่างๆ ของดีเอ็นเอ (base analogues)  5-bromouracil หรือ 5 BU  2-aminnopurine หรือ 2AP  สารเคมีที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ของเบส  กรดไนตรัส (nitrous acid : HNO 2 )  สารไฮดรอกซีลามีน (hydroxylamine) และสารที่ให้ หมู่ไฮดรอกซี (OH)  สารกลุ่มที่มีหมู่อัลคีน (alkylating agents) พันธุ์ สิ่งก่อกลายพันธุ์ทางเคมี (chemical mutagen)

19 สารเคมีที่มีสูตรโครงสร้างคล้ายคลึงกับเบสชนิดต่างๆ ของดีเอ็นเอ (base analogues) พันธุ์ สารเคมีเหล่านี้สามารถเข้าแทนที่ เบสของดีเอ็นได้ระหว่างที่มีการ จำลองโมเลกุลของดีเอ็นเอ (DNA replication) ซึ่งมีผลทำให้เกิด การแทนที่ของเบสชนิดหนึ่งด้วย เบสอีกชนิดหนึ่ง ทำให้โมเลกุลที่ได้ ใหม่แตกต่างไปจากเดิม ได้แก่  5-bromouracil หรือ 5 BU  2-aminnopurine หรือ 2AP ภาพที่ 11 การกระตุ้นให้เกิดทรานซิซันโดย 5 BU

20 สารเคมีที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเบส ก. กรดไนตรัส (nitrous acid : HNO 2 ) ทำหน้าที่ดึงหมู่อะมิโนออกจากโมเลกุล ของเบสอะดินิน ไซโตซิน และกัวนิน พันธุ์ ภาพที่ 12 ผลของกรดไนตรัสที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในโมเลกุลของเบส

21 ข. สารไฮดรอกซีลามีน (hydroxylamine) และสารที่ให้หมู่ไฮดรอกซี (OH) ทำหน้าที่เติมหมู่ไฮดรอกซีให้หมู่อะมิโน (NH 2 ) ของเบสไซโตซิน เปลี่ยนเป็น สารไฮดรอกซิลอะมิโนไซโตซินซึ่งสามารถจับคู่กับเบสอะดินิน ภาพที่ 13 ผลของไฮดรอกซีลามีนต่อโมเลกุลของเบสไซโตชิน พันธุ์

22 ค. สารกลุ่มที่มีหมู่อัลคีล (alkylating agents) 1.สารเอธิลอีเทนซัลโฟเนต และ เอธิลมีเทนซัลโฟเนต ทำหน้าที่เติมหมู่ เอธิลให้กับโมเลกุลของเบสกัวนีน ทำให้มีสูตรโครงสร้างคล้ายคลึงกับ เบสอะดินิน ซึ่งจะมีผลทำให้การจับคู่ของเบสกัวนินผิดปกติ พันธุ์ ภาพที่ 14 ผลของเอธิลอีเทนซัลโฟเนต หรือเอธิลมีเทนซัลโฟเนตต่อโมเลกุลของเบสกัวนิน

23 2.สารเคมีที่มีคุณสมบัติที่จะไปดึง เบสพวกพิวริน (depurination) 3. สารเคมีที่ทำให้เกิดการเพิ่ม หรือการขาดหายไปของนิวคลี โอไทด์ในโมเลกุลของดีเอ็นเอ ได้แก่ สีย้อมต่างๆ เช่น โพรฟ ลาวิน (proflavin)และ อะคริ ดิน ออเรนจ์ (acridine orange) ภาพที่ 15 การแทนที่คู่เบสแบบทรานสเวอร์ชัน พันธุ์

24 รูปแบบของการเสียหายของโมกุลของดีเอ็นเอ ได้แก่  เกิดการแตกหักบนสายใดสายหนึ่งหรือทั้งสองสาย ของโมเลกุลดีเอ็นเอ  เกิดการสูญเสียโมเลกุลของเบสไปจากโมเลกุลของ นิวคลีโอไทด์  เกิดการเปลี่ยนแปลงของเบสตัวหนึ่งหรือหลายๆตัว ในโมเลกุลของดีเอ็นเอ  สิ่งก่อกลายพันธุ์ทางกายภาพ ได้แก่ รังสีเอกซ์ รังสีอัลตร้าไวโอเลต รังสีแกมมา พันธุ์

25 กลไกการซ่อมแซมโมเลกุลของดีเอ็นเอ 1.โฟโตรีแอคติเวชัน (photoreactivation) พันธุ์ ภาพที่ 16 การซ่อมแซมโมเลกุลของดีเอ็นเอโดยวิธีโฟโตรีแอคติเวชัน

26 2.เอกซ์ซิชันรีแพร์ (excision repair) เป็นกระบวนการซ่อมแซมโมเลกุล ของดีเอ็นเอที่ผิดปกติทั่วไป โดยจะมีการตัดส่วนของดีเอ็นเอที่เสียหาย ออกไปโดยใช้เอ็นไซม์ชนิดต่างๆ และจะมีการเติมส่วนของดีเอ็นเอที่ถูกต้อง แทนส่วนที่ถูกตัดออกไป ดังนี้ 2.1 การซ่อมแซมโมเลกุลของดีเอ็นเอที่เสียหายจากรังสี UV (UV damage repair) พันธุ์ ภาพที่ 17การซ่อมแซมโมเลกุลของดีเอ็นเอที่เสียหายจากรังสี UV (UV damage repair)

27 2.2 เอพีรีแพร์ (AP repair) เป็นการซ่อมแซมโมเลกุลของดีเอ็นเอตำแหน่งที่ เสียหายเนื่องจากมีการดึงโมเลกุลของเบสพวกพิวรีนและไพริมิดีนออกไป จากนิวคลีโอไทด์ ซึ่งเรียกตำแหน่งดังกล่าวว่าตำแหน่งเอพี (AP site) พันธุ์ ภาพที่ 18การซ่อมแซมโมเลกุลของดีเอ็นเอที่ผิดปกติโดยวิธีการเอพีรีแพร์

28 2.3 รีคอมบิเนชันรีแพร์ (recombination repair) เป็นการ ซ่อมแซมโมเลกุลของดีเอ็นเอตรง ตำแหน่งที่เสียหาย โดยต้องมี กระบวนการจำลองโมเลกุลของดีเอ็นเอ เกิดขึ้นก่อนกระบวนการซ่อมแซมจึง เริ่มต้นดำเนินการ พันธุ์ ภาพที่ 18 การซ่อมแซมโมเลกุลของดีเอ็นเอที่ผิดปกติโดยรีคอมบิเนชันรีแพร์

29 พันธุ์ KDML 105 RD 6 RD 15


ดาวน์โหลด ppt การกลายพันธุ์ (MUTATION) ภาควิชาพืชศาสตร์และทรัพยากรการเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อ.ดร.จิรวัฒน์ สนิทชน.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google