งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

ความทุกข์ย่อมมีแก่ผู้เพลิดเพลิน เทพบุตรทูลถามว่า อยู่พระองค์เดียวไม่ทรงเบื่อหน่ายบ้างหรือ ตรัสตอบ ว่า ไม่เบื่อหน่าย “ข้าแต่สมณะ พระองค์ทรงยินดีอยู่หรือ”

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "ความทุกข์ย่อมมีแก่ผู้เพลิดเพลิน เทพบุตรทูลถามว่า อยู่พระองค์เดียวไม่ทรงเบื่อหน่ายบ้างหรือ ตรัสตอบ ว่า ไม่เบื่อหน่าย “ข้าแต่สมณะ พระองค์ทรงยินดีอยู่หรือ”"— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 ความทุกข์ย่อมมีแก่ผู้เพลิดเพลิน เทพบุตรทูลถามว่า อยู่พระองค์เดียวไม่ทรงเบื่อหน่ายบ้างหรือ ตรัสตอบ ว่า ไม่เบื่อหน่าย “ข้าแต่สมณะ พระองค์ทรงยินดีอยู่หรือ” – เราได้อะไรเล่า ถึงต้องยินดี “พระองค์ทรงเศร้าโศกอยู่หรือ” – เราเสื่อมอะไร จึงต้องเศร้าโศก “พระองค์ไม่ทรงยินดี และไม่ทรงเศร้าโศกเลยหรือ” – เป็นอย่างนั้น เรา ไม่ยินดีและไม่เศร้าโศก “พระองค์ไม่มีทุกข์บ้างเลยหรือ ความเพลิดเพลินไม่มีบ้างหรือ ประทับ นั่งแต่พระองค์เดียว ไม่ทรงเบื่อบ้างหรือ” – เราไม่มีความทุกข์เลย ความ เพลิดเพลินก็ไม่มี อนึ่งเมื่อเรานั่งอยู่แต่ผู้เดียว ความเบื่อหน่ายก็มิได้ครอบงำเรา “ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นได้” – ความเพลิดเพลินย่อมมีแก่ผู้มีทุกข์ ความ ทุกข์ย่อมมีแก่ผู้เพลิดเพลิน ผู้เป็นภิกษุ ย่อมไม่มีทั้งความเพลิดเพลิน และความ ทุกข์ ท่านจงรู้อย่างนี้เถิด “นานหนอ ข้าพระองค์จึงจะได้พบเห็นภิกษุ ผู้ลอยบาป เย็นสนิทแล้ว ไม่ มีความเพลิดเพลิน ไม่มีทั้งทุกข์และข้ามพ้นตัณหาในโลกเสียได้”

2 โลกามิส โลกมนุษย์เรา เต็มไปด้วยเหยื่อทางโลก (โลกามิส) เช่น รูป เสียง กลิ่น รส โผฐฐัพพะ อันจัดเป็นกามคุณ 5 และลาภ ยศ สรรเสริญ สุขอันเนื่องด้วย ลาภ ยศ สรรเสริญ สุขนั้นทำให้คนผู้ไม่รู้เท่าทันหลงติดอยู่ สิ่งเหล่านั้นเป็นเสมือนกับดัก สัตว์โลกไว้ ไม่ให้พ้นไปได้ จึงต้องเศร้าโศกบ้าง ยินดีบ้าง น้อยคนจะหลุดพ้นไปได้ ความเพลิดเพลินเป็นสิ่งล่อให้คนหลงติดอยู่ เหมือนกับดักสัตว์ หรือกาว ดักหนูที่มีเหยื่อล่อไว้ สัตว์เห็นแก่เหยื่อไม่ทันระวังกับดักหรือกาว จึงติดกับหรือกาว เมื่อติดแล้วก็มีแต่ทุกข์ถึงตายหรือปางตาย ด้วยเหตุว่า พระอรหันต์เป็นผู้ไกลจากกิเลส คือ ไกลจาก โลภะ โทสะ โมหะ คือ ต้องปราบกิเลสเหล่านี้โดยสิ้นเชิง (ที่มา: มหาปุญโญวาท 7, หลวงปู่จาม มหาปุญโญ, 2552)

3 จิตฟุ้งซ่าน องค์หลวงปู่ได้กำหนดเทศนาว่าธรรมะไว้ดังนี้ “การภาวนา” มันฟุ้งซ่านก็เป็นเรื่อง “ธรรมดา” ของมัน ข้อสำคัญตนของตนต้องมีขันติ ความอดทน มีวิริยะความเพียร จิตไม่สงบ - จิตมันฟุ้งซ่าน - ก็เพราะเหตุว่า จิตชอบอยู่กับอารมณ์การทำชั่ว - หากจิตสงบก็ได้ความสุข - เมื่อสงบบ่อยๆ สงบนานๆ นานเข้า - นานเข้า ก็ได้ปัญญา ได้วิชชา ได้องค์ฌาน - หากผู้ใดภาวนาแล้ว จิตสงบได้เร็ว จิตสงบได้นาน จิตเข้าสู่องค์ฌานได้ง่าย นี่แสดง ว่าใกล้จะได้สำเร็จ - แต่เมื่อภาวนาแล้ว จิตไม่สงบ ยุ่งยาก ฟุ้งซ่าน เป็นเช่นนี้ ก็เพราะจิตเสวยอารมณ์ ความชั่วอกุศลใดๆ เทพบุตรทูลถามว่า อยู่พระองค์เดียวไม่ทรงเบื่อหน่ายบ้างหรือ ตรัสตอบว่าไม่เบื่อ หน่าย อันที่จริงการอยู่ผู้เดียวเป็นความรื่นรมย์อย่างยิ่ง สำหรับผู้ปราศจาก ราคะ ไม่ปรารถนา ความคลุกคลี ไม่ต้องการความสุขจากผู้อื่น มีความสุขได้โดยลำพังตน คนส่วนมากต้องการ เพื่อน ต้องการความพะเน้าพะนอเอาใจจากผู้อื่น แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าและพระอรหันต์ ทั้งหลายหาเป็นเช่นนันไม่ ( มหาปุญโญวาท 7)

4 สามเณรบรรลุอรหัตตผล ฝ่ายสามเณรผู้ตรึกในสมณธรรมของตน ก็พิจารณาในธรรม ในจิต ในเวทนา ในกาย ได้สำเร็จ อริยชนชั้น 3 เป็นผล 3 บัดนี้ บัณฑิตสามเณรผู้บวชได้วันที่ 7 ได้อนาคามิผลแล้ว หากเราไม่ไปช่วย พอพระสารีบุตรผู้ เป็นอุปัชฌาย์นำอาหารกลับมาพอขบฉันแล้ว ก็อาจล่าช้าในผลอันปลายอีก เพราะจะทำลายสมณธรรม เป็นการเว้นวรรคเสียก่อน จึงด่วนเสด็จไปรออยู่หน้ากุฎิ เมื่อพระสารีบุตรมาถึงพระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสถามปัญหาว่า “อาหารนำมาซึ่งอะไร?” “นำเวทนามาให้พระเจ้าข้า” “เวทนานำมาซึ่งอะไร?” “นำรูปมาให้ พระเจ้าข้า” “รูปนำอะไรมาให้?” “นำผัสสะมาให้ พระเจ้าเข้า” เมื่อเราหิวหระหายก็บำบัดความหิวกระหายได้แล้ว เวทนาย่อมเกิดขึ้นดับไป ต่อจากนั้น วรรณะ ก็ มีสรีระ รูปเปล่งปลั่งมีนวลผ่องยองใย จะนั่งหรือจะนอนอยู่ก็ได้ สุข ผัสสะ เมื่อได้ฟังธรรมเช่นนั้น ได้พิจารณาตาม จิตใจของสามเณรก็ละ... ตัณหา ในรสชาติของอาหารได้ จากจิต สามเณรได้บรรลุอรหัตตผล (มหาบุญโญวาท 7)

5 ความสุขและความทุกข์ ผู้มีทุกข์ย่อมแสวงหาความเพลิดเพลิน เพื่อลืมความทุกข์เสียชั่วคราว เช่น บางคนรู้สึกกลุ้มใจด้วยเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วจึงไปหาความเพลิดเพลิน ด้วย การดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ดูหนัง เที่ยวเตร่ ไปตามสถานเริงรมย์ต่างๆ อนึ่งผู้มีทุกข์จึง ปรารถนาสุข เช่น คนทุกข์เพราะหิว จึงปรารถนาสุขจากการกิน ทุกข์เพราะราคะบีบ คั้น จึงปรารถนาสุขในกามารมณ์ เป็นต้น เมื่อได้สุขก็เพลิดเพลินติดใจ หมกหมุ่น หลงไหลอยู่ แต่เนื่องจากความสุข ความเพลิดเพลินเหล่านั้นไม่เที่ยง มีความ แปรปรวนเป็นธรรมดา เขาจึงต้องทุกข์เพราะสุขนั้นแปรปรวนไป พระพุทธองค์จึง ตรัสว่า “ความทุกข์ ย่อมมีแก่ผู้เพลิดเพลิน”

6 อวิชชาธาตุ และการ Format กิเลส เด็กทารกเกิดจากท้องแม่ พอได้สัมผัสเข้ากับโลกนี้ ทางตา ทางหู ทาง จมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ อะไรเอร็ดอร่อยถูกใจ มันก็โง่รับไปยินดี อะไรไม่น่ารัก ไม่น่าพอใจ มันก็ไปโกรธไปเกลียด อวิชชาธาตุมันก็เข้าครอบงำ บันดาลให้เป็นไป ตามกฎอิทัปปัจจยตา “อวิชชาให้เกิดสังขาร สังขารให้เกิดวิญญาณ วิญญาณให้เกิด นามรูป นามรูปให้เกิดอายตนะ อายตนะให้เกิดผัสสะ ผัสสะให้เกิดเวทนา เวทนาให้ เกิดตัณหา ตัณหาให้เกิดอุปาทาน อุปาทานให้เกิดภพ ให้เกิดชาติ และให้เกิดทุกข์ นานาประการ สัญชาตญาณเดิมแท้ๆ ให้มาพอดี สำหรับจะมีชีวิตรอด แต่อวิชชามัน เปลี่ยนไปเป็นความเห็นแก่ตน แล้วก็มีอาการแห่งกิเลส คือ ความรัก โกรธ เกลียด กลัว วิตก กังวล อาลัยอาวรณ์ อิษฉาริษยา หึงหวง ทำให้เกิดทุกข์เป็นไฟเผาลน ขึ้นมา หลักเกณฑ์ที่สำคัญอันหนึ่งว่า เราจะต้องประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องตาม กฎเกณฑ์ธรรมชาติ เราจึงจะมีชีวิตรอดอยู่ได้ ตัวอย่างเช่น แย้ จำศีลในฤดูฝนตกหนัก ส่วนกบจำศีลในฤดูที่ฝนไม่ตกเลย มันรู้จักปฏิบัติให้ถูกต้องตามธรรมชาติ มันจึงรอด ชีวิตมาได้ (ธรรมมาตา ปีที่ 4 เล่มที่ 3)

7 กิเลสมนุษย์ มนุษย์ลุ่มหลงในประโยชน์ส่วนเกินมากขึ้น ก็มีความทุกข์ทางกายก่อน เป็นโรคนั่นโรคนี่ จนกระทั่งเป็นโรคเส้นประสาทวิกลจริตไปก็มี แล้วก็มีโรคกิเลส แม้ ร่างกายสบายดี จิตใจก็เป็นทุกข์ นอนหลับยาก นี่คือโทษของประโยชน์ส่วนเกินที่ ทุกคนบูชากันนัก ต้องการส่วนเกินไม่มีสิ้นสุด ดังบาลีกล่าวว่า “นต۪ถิ ตณ۪หา สมาน ที” แม่น้ำ หรือทะเล ที่จะมากเท่ากับตัณหาของมนุษย์นี้ไม่มี ความเดือดร้อนหรือความทุกข์ทรมาณทั้งหลาย โดยส่วนบุคคลก็ดี โดย ส่วนรวมก็ดี ล้วนมาจากส่วนเกินทั้งนั้น ไปกอบโกยเอาประโยชน์ส่วนกินมาไว้เพื่อ ตน หรือเพื่อพวกพ้องของตน เดี๋ยวนี้โลกของเรากำลังเป็นอย่างนี้ เมื่อพวกหนึ่ง กอบโกยเอาประโยชน์ส่วนเกินไว้มาก พวกหนึ่งก็ต่อสู้เกิดลัทธิคนจนกับคนมี (ไพร่ กับอำมาตย์-ผู้เขียน) เพราะคนจนก็อยากเป็นคนมี ล้วนแต่แย่งชิงประโยชน์ส่วนเกิน กันอยู่ จึงหาความสงบสุขไม่ได้ (วารสาร ธรรมมาตา ฉบับ ม.ค-เม.ย. 2554)

8 พระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์จะต้องมีคุณธรรมสูงส่งสุดยอดประจำใจ 3 ประการ คือ 1. มหากรุณา 2. มหาปัญญา 3. มหาอุบาย ( เพื่อหาหนทางดับทุกข์ให้มนุษย์ ) ปมมารดา เนโร จักรพรรดิของโรมัน นั้นสูญเสียบิดาไปเมื่ออายุ 3 ขวบ จากนั้นก็ต้องอยู่กับ สิ่งแวดล้อมที่มีแต่สตรีเพศ ซึ่งบังเอิญเป็นโชคร้าย ที่พระมารดาทรงเจ้ากี้เจ้าการไปเสียทุกเรื่อง แม้แต่เรื่องของหัวใจ ทำให้พระองค์เก็บกดกับพระมารดามาก ไอ้รักน่ะก็รักอยู่ แต่เกลียดก็ใช่ย่อย ความรู้สึกขัดแย้งอย่างรุนแรงนี้ยิ่งนานวันก็ยิ่งทำให้เกิด “ปมขึ้นในใจ” จนในที่สุดไม่รู้จะหาทาง ออกอย่างไร ก็ระเบิดออกมาเป็น “การมาตุฆาต” เพื่อกำจัดส่วนไม่ดีของแม่เสีย ซึ่งเป็นที่แน่นอน ว่าส่วนดีของแม่ก็ต้องตายตามไปด้วย จากเหตุการณ์มาตุฆาตแล้ว พฤติกรรมเนโรเปลี่ยนไปอย่าง เห็นได้ชัด คล้ายกับความผิดปกติทางอารมณ์ แบบไบโพลาร์ (Bipolar disorder) นักจิตวิทยา เขาจัดปมมารดาไว้ในพยาธิสภาพทางจิตแบบหลงตัวเอง (Narcissism) อย่างหนึ่ง ในช่วงปลาย พระชนม์ชีพมีความหลงผิดว่าทรงเป็นผู้ยิ่งใหญ่หาใครเทียบเทียมมิได้ (Megalomania) ทุกคน ต้องศิโรราบให้กับพระองค์ โดยทรงมีเมกะโปรเจ็คสร้าง “คฤหาสน์ทองคำสุวรรณาลัย” หรือ โด มุส ออเรีย (Domus Aurea)

9 จงพินิจความตาย ชุมชนนักบวชเก่าแก่แห่งเมานต์อาทอส ทางตอนเหนือของกรีซ ยังคง ส่งกระแสเรียกชายหนุ่มผู้กระหายความสุข ทางจิตวิญญาณ ที่นี่มีเรื่องราวชีวิตถึง 2,000 เรื่อง เราแต่ละคนต่างมีเส้นทางสายจิตวิญญาณของตนเอง เหล่ากราดาแห่งบรรพตศักดิ์สิทธิ์จะคงก้าวไปข้างหน้าเช่นที่เคยทำมา นั่นคือการเดินทางสู่โลกภายในทีละก้าวๆ พร้อมกับความรื่นเริงบันเทิงใจใน อาณาจักรแห่งจิตวิญญาณ ดังที่คุณพ่อ ซีลีออส ปราชญ์คนสำคัญแห่งเมานต์อา ทอส เปรียบเปรยว่า “จงพินิจความตาย ก่อนที่ความตายจะพินิจเจ้า”

10 กฎแห่งเหตุผล ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นย่อมเห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นย่อมเห็น ปฏิจจสมุปบาท ธรรมสายเกิด – เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เมื่อสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้จึงเกิด ธรรมสายดับ – เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี เมื่อสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้ก็ดับ ภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ฯลฯ กองทุกข์ทั้งมวลดับลง ด้วยอาการอย่างนี้... ปฏิจจสมุปบาท แปลว่าธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น เมื่ออย่างใดอย่างหนึ่งดับ หรือถูก ทำลายลง ส่วนที่เหลือก็ดับตามกันลงไป พระพุทธเจ้าทรงทบทวนพิจารณามากที่สุด คือ ปฏิจจสมุปบาท ทรงพิจารณานานถึง 7 วัน กล่าวคือ สัปดาห์แรกหลังจากตรัสรู้แล้ว ยังคงประทับอยู่ที่บริเวณ โพธิมณฑลนั่นเอง และ ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาทโดยตลอดทั้งสายเกิด ( สมุทัยวาร ) และสายดับ ( นิโรธวาร )... ความ สงสัยของพระองค์หมดสิ้นไป ทรงกำจัดมารและเสนามารเสียได้ เพราะทรงรู้กฎแห่งเหตุผล หรือ กฎแห่งความเป็นเหตุผลของกันและกัน ( วศิน อินทสระ )

11 การกิน พระพุทธเจ้าท่านให้ฉันไป กำหนดดูไป ถ้าพออีกสักห้าคำจะอิ่มก็หยุด ดื่มน้ำเข้าไป มันก็จะพอดี ไปนั่งมันก็ไม่หนักตัว ภาวนาก็ดีขึ้น แต่คนเรามันไม่ อยากทำอย่างนั้น พออิ่มเต็มที่แล้วยังเติมเข้าไปอีกห้าคำ มันเป็นไปอย่างนั้น เรื่องของกิเลสตัณหากับเรื่องที่พระพุทธเจ้าสอน มันไปคนละทาง ถ้าคนที่ไม่ ต้องการฝึกจริงๆ แล้ว ก็จะทำไม่ได้ ขอให้เฝ้าดูตนเองต่อไปเถิด การนอน การนอนขอให้ระวัง มันขึ้นอยู่กับการที่เราจะต้องรู้จักอุบายของมัน บางครั้งอาจจะนอนไม่เป็นเวลา นอนหัวค่ำบ้าง นอนสายบ้าง แต่ลองเอาอย่างนี้ จะนอนดึก นอนหัวค่ำก็ช่างมัน แต่ให้นอนเพียงครั้งเดียวเท่านั้น พอรู้สึกตัวตื่นให้ ลุกขึ้นทันที อย่ามัวเสียดายการนอน เอาเท่านั้น เอาครั้งเดียว ให้ตั้งใจไว้ว่า พอ รู้สึกตัว... ตื่น ถึงนอนไม่อิ่ม ก็ลุกขึ้นไปล้างหน้า แล้วเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิไป เลย ให้รู้จักฝึกตัวเองอย่างนี้

12 จิตและอารมณ์ เวลานั่งให้จิตมีอารมณ์เดียวเท่านั้น ให้อยู่กับลมเข้าออก แล้วจิตจะค่อยๆ สงบไปเรื่อยๆ ถ้าจิตวุ่นวายก็จะมีหลายอารมณ์ เช่น พอนั่งปุ๊บ โน่นคิดไปบ้านโน้น บ้างก็อยากกินก๋วยเตี๋ยว บวชใหม่ๆ มันก็หิวนะ อยากกินข้าว กินน้ำ คิดไปทั่ว หิว โน่นอยากนี่ สารพัดอย่างนั้นแหละ มันเป็นบ้า จะเป็นก็ให้มันเป็นไป เอาชนะมันได้ เมื่อไหร่ก็หายเมื่อนั้น (หลวงพ่อชา สุภัทโท) บ่วงของพญามาร รูปหนึ่ง เสียงหนึ่ง กลิ่นหนึ่ง รสหนึ่ง โผฎฐัพพะหนึ่ง ธรรมารมณ์หนึ่ง เป็นบ่วง เป็นบ่วงของพญามาร สัตว์ทั้งหลายเมื่อไปติดบ่วงเข้าแล้วลำบาก มัน ผูกไว้ รอจนเจ้าของแร้วมา ในความว่างนั้น มัจจุราชตามไม่ทัน ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ตามไม่ทัน มันหมดเรื่อง ถ้าปัญญาเกิดขึ้นแล้ว รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ นั้น ไม่ใช่ข้าศึก แต่เป็นสภาวะที่ให้ความรู้ ความเห็นแก่เราอย่างแจ้งชัด เมื่อ สามารถกลับความเห็นอย่างนี้ แสดงว่าปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว

13 การพัฒนาจิต ขอให้จำไว้ว่า ถึงจะขี้เกียจ ก็ให้พยายามปฏิบัติไป ขยันก็ให้ปฏิบัติไป ทุกเวลาและทุกหน ทุกแห่ง นี้จึงจะเรียกว่า “การพัฒนาจิต” เมื่อพยายามบังคับจิตของตัวเองนั้น จิตมันก็ดิ้นรนต่อสู้ มันจะกระวนกระวาย ดิ้นรน ทีนี้เห็น ทุกข์ชัดละ พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า “อานนท์ ปฏิบัติให้มาก ทำให้มาก แล้วจะสิ้นสงสัย” จุดหมายสูงสุดของการปฏิบัติภาวนานั้น ท่านทรงสอนให้ “ปล่อยวาง” อย่าแบกถืออะไรให้ มันหนัก ทิ้งมันเสีย ความดีก็ทิ้ง ความถูกต้องก็ทิ้ง คำว่าทิ้ง หรือปล่อยวาง ไม่ใช่ไม่ต้องปฏิบัติ แต่ หมายความว่า ให้ปฏิบัติ “การละ” “การปล่อยวาง” นั่นแหละ (หลวงพ่อชา สุภัทโท) นิพพาน ก่อนเกิดมีศาสนา คำ “นิพพาน” ให้หมายถึงการดับของไฟ เมื่อเกิดศาสนาแล้ว ถูกนำมาใช้กับสิ่งที่ มนุสสไม่ปรารถนาเป็นลำดับมา จนถึงดับสิ่งสูงสุดคือ กิเลส ( เป็นชื่อภาวะสุญญตา, เหนือความเป็นคู่ๆ ของธรรมทุกชนิด ) ความเย็นเพราะระงับแห่งกิเลส หล่อเลี้ยงจิตให้สดชื่น แล้วก้าวหน้าไปจนถึงขั้น “เย็น” ถาวร นิรันดร การระงับลงๆ แห่งความร้อนจนเย็นสนิท จากความร้อนคือ กิเลส สำเร็จได้ด้วย การประพฤติ กระทำอัน ถูกต้องตามกฎธรรมชาติ เพราะเป็นเรื่องของธรรมชาติ ( พุทธทาส ลิขิต )

14 อยู่กับงูเห่า อารมณ์ทั้งหลายนั้น จะเป็นอารมณ์ที่พอใจก็ตาม หรืออารมณ์ที่ไม่พอใจก็ตาม อารมณ์ทั้งสอง อย่างนี้มันเหมือนงูเห่า งูเห่ามันมีพิษมาก ถ้ามันกัดคนแล้วก็ทำให้ถึงแก่ความตาย ได้อารมณ์นี้ก็เหมือนกับ งูเห่าที่มีพิษร้ายนั้น อารมณ์ที่พอใจก็มีพิษมาก อารมณ์ที่ไม่พอใจก็มีพิษมาก มันทำให้จิตใจเราไม่เป็นเสรี ทำให้จิตใจไขว้เขวจากหลักธรรมของพระพุทธเจ้า ที่เรียกว่า “เกิดๆ ดับๆ” นี่คืออะไร คืออารมณ์ซึ่งมันเกิดขึ้นแล้วมันดับไป ดับแล้วมันเกิดขึ้นมา ในทางธรรมะเรียกว่า การเกิดดับ มันก็มีเท่านี้ ทุกข์มันเกิดขึ้นแล้ว ทุกข์มันก็ดับไป ทุกข์ดับไปแล้ว ทุกข์ก็ เกิดขึ้นมา นอกเหนือจากนี้ไม่มีอะไร มีแต่ทุกข์เกิด และทุกข์ดับไป มีเท่านี้ นิพพาน นิพพานคือ สภาวะที่เข้าไปดับซึ่งความร้อน ท่านเรียกว่า สงบ คือ ดับซึ่งวัฏสงสาร วัฎสงสาร คือความเรียบง่าย ตายเกิดอยู่อย่างนั้น เมื่อถึงนิพพานแล้ว ก็คือการเข้าไปดับซึ่งความหมุนเวียน เปลี่ยนแปลง อันนั้นเรียกว่า การดับราคะ ดับโทสะ ดับโมหะ ก็ดับที่ใจเรานั้นแหละ คือ ใจถึงความสงบ ในความสงบนั้น สุขก็ไม่มี ทุกข์ก็ไม่มี แต่มนุษย์เรานั่นแหละจะอดสุขไม่ได้ เพราะว่าความสุข เป็นยอดของชีวิต แม้พระนิพพานก็ยังมาว่าเป็นความสุข เพราะความคุ้นเคย ตามเป็นจริงแล้ว เลิกทั้งสอง อย่างนี้ก็เป็นความสงบ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีอยู่นั้น มันเป็นสักแต่ว่า “อาศัย” เท่านั้น ถ้ารู้ได้เช่นนั้น ท่านว่า รู้เท่าตาม สังขาร ทีนี้แม้จะมีอะไรอยู่ก็เหมือนไม่มี ได้ก็เหมือนเสีย เสียก็เหมือนได้ ( พระธรรมเทศนา หลวงพ่อชา สุภัทโท, ธรรมสภาจัดพิมพ์เผยแพร่ )

15 ทุกข์เพราะคิดผิด อยู่กลางป่าช้า... พอตะวันตกดินเท่านั้นมันก็บอกให้เข้าอยู่แต่ในกลดท่า เดียว เดินก็ไม่อยากเดิน มันบอกให้อยู่แต่ในกลด จะเดินออกไปหาหลุมศพ ก็เหมือน มีอะไรมาดึงรั้งเอาไว้ไม่อยากให้เดิน ความรู้สึกกล้ากับกลัวมันฉุดรั้งกันอยู่ ที่มันกลัวมากกลัวมายนัก มันกลัวอะไร_ ใจมันถาม กลัวตาย_ อีกใจหนึ่งตอบ แล้วตายมันอยู่ตรงไหน ทำไมจึงกลัวเกินบ้านเกินเมืองเขานักล่ะ หาที่ตาย มันดูซิ ตายมันอยู่ที่ไหน เอ้า ตายเลย อยู่กับตัวเอง_ อยู่กับตัวเองแล้วจะหนีไปไหนจึงจะพ้นมันล่ะ วิ่งหนีมันก็ตาย นั่งอยู่มันก็ตาย เพราะมันอยู่กับเรา ไปไหนมันก็ไปด้วยนั่นแหละ เพราะความตายมันอยู่กับตัวเรา... พอบอกไปอย่างนี้เท่านั้น สัญญาก็เลยพลิกกลับ ทันที เปลี่ยนขึ้นมาทันที ความกลัวทั้งหลายเลยหายออกไป

16 มีเณรองค์น้อยที่ไปอยู่ป่าช้าน่ะ อยู่กลางป่าช้าองค์เดียว 6 – 7 วัน มีแต่หลุมศพทั้งนั้นรอบ ข้าง เณรก็นอนอยู่องค์เดียวตลอด ผมไปถามดู ท่าทางอยู่สบาย ไปถามว่า “เอ! ไม่กลัวเหรอ” เณรบอกว่า “ไม่กลัว” “ทำไม ถึง ไม่กลัวนี่” “คิดว่ามันคงไม่มีอะไร” เท่านั้นเองมันก็หยุด ไม่ได้ไปคิดอย่างอื่นให้ยุ่งยาก นี่หายเลย หายกลัว (หลวงพ่อชา สุภัทโท) กรณีตัวอย่าง : วันหนึ่งเราได้แก้ว แหวน เงิน ทอง มามากมาย เราคิดว่าเป็นสิ่งดี ว่าเป็น สมบัติของเรา มีความสุข เพราะเราคิดว่า สุข ร่างกายและสมองหลั่ง “สารความสุข” ออกมา หน้าตา สดชื่น จิตแจ่มใส วันต่อมาเราได้สูญเสียมันไปทั้งหมด เราเสียใจมาก เพราะมันเป็น “ตัวกู ของกู” ไป แล้ว หน้าตาเศร้าหมอง จิตใจห่อเหี่ยว เพราะร่างกายและสมองหลั่ง “สารทุกข์” ถ้าเราคิดใหม่ว่า ของ ที่เราสูญเสียไป เราไม่ได้เสียอะไร เพราะมันเป็นสมบัติของโลก ผลัดกันชม ดีเสียอีกที่ได้สละมันไป ไม่ต้องเฝ้าระวังขโมย และอุ้มมันไว้ในใจตลอดเวลา ถ้าเรา “ดีใจ” ที่สูญเสียมันไป ร่างกายและสมอง ก็หลั่งสารสุขออกมา ดังนั้น ทุกข์ – สุข ไม่ได้มีอะไรต่างกัน เพียงแต่เราตีความและคิดเอาเองครับ


ดาวน์โหลด ppt ความทุกข์ย่อมมีแก่ผู้เพลิดเพลิน เทพบุตรทูลถามว่า อยู่พระองค์เดียวไม่ทรงเบื่อหน่ายบ้างหรือ ตรัสตอบ ว่า ไม่เบื่อหน่าย “ข้าแต่สมณะ พระองค์ทรงยินดีอยู่หรือ”

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google