งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ผศ. ดร. จิตรกร โพธิ์งาม หลักการ ของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยปกติแล้วในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จะมี อยู่ 2 หลักการใหญ่ ๆ คือ โดยปกติแล้วในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ผศ. ดร. จิตรกร โพธิ์งาม หลักการ ของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยปกติแล้วในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จะมี อยู่ 2 หลักการใหญ่ ๆ คือ โดยปกติแล้วในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์"— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1

2 การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ผศ. ดร. จิตรกร โพธิ์งาม

3 หลักการ ของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยปกติแล้วในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จะมี อยู่ 2 หลักการใหญ่ ๆ คือ โดยปกติแล้วในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จะมี อยู่ 2 หลักการใหญ่ ๆ คือ 1. การพัฒนาคุณค่าจากภายใน 2. การสร้างสภาพแวดล้อมภายนอก

4 หน่วยวิเคราะห์ 1. การพัฒนาคุณค่าจากภายใน เดิมใช้จารีตประเพณี คำสอน ความเชื่อทางศาสนา การขัดเกลาทางสังคม 2. การสร้างสภาพแวดล้อมภายนอก ปัจจุบันเชื่อว่า สภาพแวดล้อมมีอิทธิพลต่อการพัฒนาบุคคล และกลุ่มบุคคล โดยเฉพาะปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ตลอดจนค่านิยมในยคโลกาภิวัตน์

5 คำถามที่ถามกันมากในสมัยนี้คือ คำถามที่ถามกันมากในสมัยนี้คือ “ทิศทางการพัฒนาสังคมน่าจะเป็นอย่างไร “ทิศทางการพัฒนาสังคมน่าจะเป็นอย่างไร ในทศวรรษหน้า ? และบุคลิกภาพของทรัพยากรมนุษย์ที่พึง ประสงค์ ควรจะเป็นอย่างไร ?”

6 แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาสังคม เชื่อว่ามี ทางเลือก 3 รูปแบบ ดังต่อไปนี้ แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาสังคม เชื่อว่ามี ทางเลือก 3 รูปแบบ ดังต่อไปนี้ 1. มีการพัฒนาภายใต้สมมุติฐานว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย นั้นก็ คือ ปัญหาสะสมมากขึ้น (กฎแห่งวิวัฒนาการ) 1. มีการพัฒนาภายใต้สมมุติฐานว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย นั้นก็ คือ ปัญหาสะสมมากขึ้น (กฎแห่งวิวัฒนาการ) 2. มีการปฏิรูปบางส่วนของปัญหาใหญ่ ๆ เช่น ปฏิรูปที่ดิน ปฏิรูป สวัสดิการ ปฏิรูปภาษี และปฏิรูปการศึกษา ฯลฯ (การปฏิรูปสังคม) 2. มีการปฏิรูปบางส่วนของปัญหาใหญ่ ๆ เช่น ปฏิรูปที่ดิน ปฏิรูป สวัสดิการ ปฏิรูปภาษี และปฏิรูปการศึกษา ฯลฯ (การปฏิรูปสังคม) 3. มีการพัฒนาสังคมที่เน้นการเปลี่ยนแปลงระบบ นั่นคือ มีภาพ สังคมใหม่ มีเป้าหมายใหม่ มีค่านิยมใหม่ มีการปรับเปลี่ยนระบอ ย่างกว้างขวางแบบถอนรากถอนโคน (การปฏิวัติสังคม) 3. มีการพัฒนาสังคมที่เน้นการเปลี่ยนแปลงระบบ นั่นคือ มีภาพ สังคมใหม่ มีเป้าหมายใหม่ มีค่านิยมใหม่ มีการปรับเปลี่ยนระบอ ย่างกว้างขวางแบบถอนรากถอนโคน (การปฏิวัติสังคม)

7 การพัฒนาสังคม และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในระยะหลัง ๆ ในทฤษฎีสังคมและการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมมีการเน้นเรื่อง “การพัฒนามนุษย์” (Human Development) มากขึ้น ทั้งนี้เพราะในระยะที่ผ่านมา เราพูดถึงแต่เรื่องระบบและโครงสร้าง แต่เราไม่มองตัว มนุษย์ ในระยะหลัง ๆ ในทฤษฎีสังคมและการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมมีการเน้นเรื่อง “การพัฒนามนุษย์” (Human Development) มากขึ้น ทั้งนี้เพราะในระยะที่ผ่านมา เราพูดถึงแต่เรื่องระบบและโครงสร้าง แต่เราไม่มองตัว มนุษย์ การพัฒนามนุษย์ แท้จริงแล้วก็คือการพัฒนาความเป็น มนุษย์ให้เกิดขึ้นในชีวิตมนุษย์ หมายความว่า การพัฒนามนุษย์ แท้จริงแล้วก็คือการพัฒนาความเป็น มนุษย์ให้เกิดขึ้นในชีวิตมนุษย์ หมายความว่าเราจะต้องสร้างเงื่อนไขที่นำไปสู่ความเป็นมนุษย์นั่นเอง

8 ในระบบสังคมสมัยใหม่ไม่ว่าจะเป็นโลก ตะวันตกของทุนนิยมหรือโลกตะวันออก ของสังคมนิยม (ก่อนล่มสลาย) ปรากฏว่า ในระบบสังคมสมัยใหม่ไม่ว่าจะเป็นโลก ตะวันตกของทุนนิยมหรือโลกตะวันออก ของสังคมนิยม (ก่อนล่มสลาย) ปรากฏว่า มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เหมือนกัน นั่นคือ

9 1. ทั้ง 2 ระบบเน้นความสำเร็จทางด้านวัตถุ เน้นโลก ภายนอก ไม่มองโลกภายในจิตใจ 1. ทั้ง 2 ระบบเน้นความสำเร็จทางด้านวัตถุ เน้นโลก ภายนอก ไม่มองโลกภายในจิตใจ 2. ปัจเจกชนที่อยู่ในระบบจึงมีแนวโน้มที่จะต้องการ วัตถุและเน้นค่านิยมในการบริโภควัตถุเท่านั้น 2. ปัจเจกชนที่อยู่ในระบบจึงมีแนวโน้มที่จะต้องการ วัตถุและเน้นค่านิยมในการบริโภควัตถุเท่านั้น 3. ทั้ง 2 ระบบเน้นการใช้เทคโนโลยีและวิทยาการ สมัยใหม่เพื่อก่อให้เกิดความก้าวหน้ามากขึ้น 3. ทั้ง 2 ระบบเน้นการใช้เทคโนโลยีและวิทยาการ สมัยใหม่เพื่อก่อให้เกิดความก้าวหน้ามากขึ้น 4. มนุษย์ของทั้ง 2 ระบบ ได้กลายเป็นเครื่องจักร 4. มนุษย์ของทั้ง 2 ระบบ ได้กลายเป็นเครื่องจักร

10 ท่ามกลางวิกฤติการณ์ในสังคมกระแสหลัก ซึ่ง หมายถึงกระแสที่กำลังดำเนินอยู่ทั่วโลก ปรากฏว่ามี ความพยายามเกิดขึ้นทางทฤษฎีและอุดมการณ์เพื่อ สร้างแบบจำลองขึ้นมาใหม่ ที่เรียกว่า แนวคิดแบบ “มนุษยนิยม” (Humanism) ซึ่งเป็นการนำมนุษย์กลับมาสู่ศูนย์กลางของระบบ แนวมนุษยนิยมมีหลายแนว เช่น แนวของคริสต์ ศาสนา พุทธปรัชญา แนวมาร์กซิสต์ แนวคานธี และ แนวจิตวิทยาแบบมนุษยนิยม (Humanistic Psychology)

11 ปรัชญาแนวจิตวิทยามนุษยนิยม (Humanistic Psychology) ทฤษฎีนี้จะเน้นเรื่องใหญ่ ๆ 3 เรื่องด้วยกันคือ เรื่อง ประสบการณ์ เรื่องความเข้าใจ และเรื่องการพัฒนา มนุษย์ ทฤษฎีนี้จะเน้นเรื่องใหญ่ ๆ 3 เรื่องด้วยกันคือ เรื่อง ประสบการณ์ เรื่องความเข้าใจ และเรื่องการพัฒนา มนุษย์ ทางด้านประสบการณ์ ย้ำว่า เราควรมีวิธีการสัมผัสโลก ด้วยวิธีการใหม่ ๆ ไม่ใช่เน้นวิทยาศาสตร์แบบกลไก หรือเน้นวิชาการ เราไม่เน้นเหตุผล แต่เน้นการพัฒนา ความรู้สึกลงไปในจิตใจมนุษย์ โดยไม่ให้มนุษย์ยึดถือ กับโลกภายนอก ทางด้านประสบการณ์ ย้ำว่า เราควรมีวิธีการสัมผัสโลก ด้วยวิธีการใหม่ ๆ ไม่ใช่เน้นวิทยาศาสตร์แบบกลไก หรือเน้นวิชาการ เราไม่เน้นเหตุผล แต่เน้นการพัฒนา ความรู้สึกลงไปในจิตใจมนุษย์ โดยไม่ให้มนุษย์ยึดถือ กับโลกภายนอก

12 ทางด้านความเข้าใจ หมายความว่า เราควรจะ มองโลกด้วยสายตาที่กว้างไกล มองโลกไม่แยก เป็นส่วน ๆ มีจิตสำนึกมีโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น ทางด้านความเข้าใจ หมายความว่า เราควรจะ มองโลกด้วยสายตาที่กว้างไกล มองโลกไม่แยก เป็นส่วน ๆ มีจิตสำนึกมีโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น ทางด้านการพัฒนา เราจะใช้แนวทางที่สนอง ความต้องการของมนุษย์ที่มีหลายระดับจาก ความต้องการพื้นฐานไปถึงการพัฒนาทางด้าน จิตใจและค่านิยมในระดับปัจเจกชน ทางด้านการพัฒนา เราจะใช้แนวทางที่สนอง ความต้องการของมนุษย์ที่มีหลายระดับจาก ความต้องการพื้นฐานไปถึงการพัฒนาทางด้าน จิตใจและค่านิยมในระดับปัจเจกชน

13 ปัญหาและข้อจำกัดของแนวคิด อย่างไรก็ตาม ทางด้านสังคมมหภาค แนวคิดนี้อาจมีปัญหา เพราะระบบโครงสร้างอำนาจยังเหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม ทางด้านสังคมมหภาค แนวคิดนี้อาจมีปัญหา เพราะระบบโครงสร้างอำนาจยังเหมือนเดิมเราไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ระบบโครงสร้างอำนาจและระบบเศรษฐกิจทุนนิยมสมัยใหม่ยังมี อิทธิพลต่อจิตใจและชีวิตของผู้คนส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม ส่วนดีของแนวคิดมนุษยนิยมคือ เรามีปรัชญา อย่างไรก็ตาม ส่วนดีของแนวคิดมนุษยนิยมคือ เรามีปรัชญา ใหม่ ๆ ขึ้นมา เราเรียกว่า “ปรัชญาที่เน้นการพัฒนามนุษย์เป็น ศูนย์กลางของการพัฒนาสังคม”

14 ปรัชญาที่เน้นการพัฒนามนุษย์เป็นศูนย์กลางของการ พัฒนาสังคม มีหลักการใหญ่ ๆ อยู่ 5 หลักการด้วยกัน คือ ปรัชญาที่เน้นการพัฒนามนุษย์เป็นศูนย์กลางของการ พัฒนาสังคม มีหลักการใหญ่ ๆ อยู่ 5 หลักการด้วยกัน คือ 1. การพัฒนาต้องเน้นความเสมอภาคของสังคม 1. การพัฒนาต้องเน้นความเสมอภาคของสังคม 2. การพัฒนาต้องเน้นความหลากหลายและความเป็น อิสระของการพัฒนาตนเอง ไม่มีการครอบงำ 2. การพัฒนาต้องเน้นความหลากหลายและความเป็น อิสระของการพัฒนาตนเอง ไม่มีการครอบงำ 3. การคิดคำนึงถึงอนาคตและระบบนิเวศเป็นเรื่องที่ สำคัญยิ่ง 3. การคิดคำนึงถึงอนาคตและระบบนิเวศเป็นเรื่องที่ สำคัญยิ่ง 4. ไม่ลืมที่จะแก้ไขปัญหาของผู้ยากไร้ 4. ไม่ลืมที่จะแก้ไขปัญหาของผู้ยากไร้ 5. ต้องส่งเสริมการปกป้องเสรีภาพ และการสร้างสรรค์ ชีวิตของมนุษย์ให้มีความหมาย 5. ต้องส่งเสริมการปกป้องเสรีภาพ และการสร้างสรรค์ ชีวิตของมนุษย์ให้มีความหมาย

15 ยุทธศาสตร์การพัฒนาแนวพุทธ : กรณี “สรรโวทัย” ในศรีลังกา มีการนำเอาแนวคิดบางอย่างของชาวพุทธมา ประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจสังคม คือ มีการนำเอาแนวคิดบางอย่างของชาวพุทธมา ประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจสังคม คือ มีการแบ่งปันทรัพยากรให้แก่เพื่อนมนุษย์ในชุมชน มีการแบ่งปันทรัพยากรให้แก่เพื่อนมนุษย์ในชุมชน ใช้หลักเศรษฐศาสตร์แห่งความรัก ใช้หลักเศรษฐศาสตร์แห่งความรัก ทำงานเพื่อช่วยกันทางเศรษฐกิจ ทำงานเพื่อช่วยกันทางเศรษฐกิจ ยึดหลักความเสมอภาคทางสังคม ยึดหลักความเสมอภาคทางสังคม

16 หลักการพัฒนาแบบพุทธ จะมีลักษณะดังต่อไปนี้ หลักการพัฒนาแบบพุทธ จะมีลักษณะดังต่อไปนี้ ยุทธศาสตร์หลักเน้นที่ “ความเป็นมนุษย์” มากกว่า “ความปรารถนาที่จะครอบครองวัตถุ” ยุทธศาสตร์หลักเน้นที่ “ความเป็นมนุษย์” มากกว่า “ความปรารถนาที่จะครอบครองวัตถุ” เน้นเรื่องความสามัคคี (Solidarity) เน้นเรื่องความสามัคคี (Solidarity) ใช้หลักการมีส่วนร่วม (Participation) ใช้หลักการมีส่วนร่วม (Participation) การพัฒนาไม่ใช่เรื่องของการสงเคราะห์ แต่เป็นเรื่อง ของการปลดปล่อยและหลุดพ้น (Liberation) การพัฒนาไม่ใช่เรื่องของการสงเคราะห์ แต่เป็นเรื่อง ของการปลดปล่อยและหลุดพ้น (Liberation)

17 มนุษย์และความเป็นมาของมนุษย์ มนุษย์และความเป็นมาของมนุษย์ คำสอนของศาสนาคริสต์ กล่าวว่า มนุษย์สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษคู่ แรกของโลก ชื่อ อาดัม และอีวา นักบวชชื่อ เซนต์ ออกัสติน (ค.ศ ) คาดคะเนว่า พระเจ้าสร้าง มนุษย์คู่นี้เมื่อประมาณ 6,000 ปีก่อนคริสตศักราช ในคำสอนของพุทธศาสนา ไม่ระบุถึงกำเนิดโลกและจักรวาล มีเพียง ร่องรอยปรากฏในพระคัมภีร์เป็นบาลีบทหนึ่งว่า “ปฐมัง กลลัง โหติ” แปลว่า ในเบื้องแรกของโลกนั้นมีแต่สัตว์เซลเดียว

18 ต่อมานักชีววิทยาชาวสวีเดนชื่อ Carl Von Linne (มีวิตอยู่ระหว่างปี ค.ศ ) และเป็นที่รู้จักกันดีในนามภาษาละตินว่า ลินเนียส (Linneaus) ได้จัดระบบสิ่งมีชีวิตไว้ในหนังสือของเขาชื่อ Systema naturae (System of Nature) และเป็นบุคคลแรกที่จัดกลุ่ม Homo Sapiens ไว้ในกลุ่มเดียวกับลิง และวานรอื่น ๆ เขาเรียกกลุ่มสัตว์เหล่านี้ว่า “ไพรเมตส์” (primates) แนวคิดของ ลินเนียส เห็นว่า แม้คนและวานรจะมีลักษณะทางสรีระ คล้ายกัน แต่ก็มิได้หมายความว่าจะมีบรรพบุรุษร่วมกัน หมายความว่า วานรชนิด ต่าง ๆ อาจมีการแตกสาขาพิเศษและหยุดการวิวัฒนาการเพียงแค่นั้น นักธรรมชาติวิทยาในสมัยศตวรรษที่ 18 หลายท่าน ต่างก็เสนอความ คิดเห็นในลักษณะเดียวกัน อาทิ ยอร์จ บัฟฟอน (Gorges Buffon, ) จีน ลัมมาร์ค (Jean lamarck, ) และ เอรัสมัส ดาร์วิน (Erasmus Darwin, ) ซึ่งคนหลังสุดนี้เป็นปู่ของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin)

19 ในปี ค. ศ.1859 ชาร์ลส์ ดาร์วิน เขียนหนังสือชื่อ 0n the Origin of Species by Means of Natural Selection ในหนังสือเล่ม นี้กล่าวถึงหลักฐานการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตและแนวคิดเกี่ยวกับการ เลือกสรรตามธรรมชาติ และต่อมาเขาได้เขียนหนังสือชื่อ The Decent of Man ซึ่ง กล่าวถึงวิวัฒนาการของมนุษยชาติอย่างละเอียด หนังสือเล่มนี้ได้เปลี่ยน โฉมหน้าของวิทยาศาสตร์ครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่ง ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ได้เจริญขึ้นมาตามลำดับ มีการค้นพบ หลักฐานอวัยวะต่าง ๆ (fossil) และพัฒนาวิธีการทำนายอายุอวัยวะ เหล่านั้นตลอดจนมีการทำนายอายุของโลก และรูปแบบของการ วิวัฒนาการของพืชและสัตว์ชนิดต่าง ๆ ข้อค้นพบเหล่านี้ได้ทำให้คำกล่าว ของนักบวชชื่อ เซนต์ ออกัสติน มีผู้เชื่อถือน้อยลง

20 วิวัฒนาการของมนุษยชาติ วิวัฒนาการของมนุษยชาติ นักมานุษยวิทยาอธิบายว่า มนุษยชาติมีวิวัฒนาการมาตามลำดับ ดังนี้ 1. มนุษย์มีบรรพบุรุษที่วิวัฒนาการมาจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่ง ชื่อ ลิงเอป (Apes) หรือ ลิงคน ซึ่งมีชีวิตอยู่เมื่อประมาณ 25 ล้านปีมาแล้ว 2. มนุษย์มีบรรพบุรุษมาจาก รามาพิทิคุส (Ramapithecus) ค้นพบใน ประเทศอินเดียเมื่อปี ค.ศ.1939 และพบอีกในแอฟริกาและยุโรป สัตว์ชนิดนี้มี ขากรรไกรและฟันใกล้เคียงกับมนุษย์มาก เชื่อกันว่ามีชีวิตอยู่ระหว่าง ล้านปีมาแล้ว 3. มนุษย์มีบรรพบุรุษมาจากลิงใหญ่ชื่อ ออสตราโลพิทิคุส (Astralopithecus) พบในแถบแทนซาเนียในแอฟริกาใต้ สามารถยืนตัวตรง คล้ายมนุษย์ คาดว่าจะมีชีวิตอยู่เมื่อประมาณ 2 ล้านปี – 5 แสนปี

21 4. มนุษย์มีบรรพบุรุษมาจาก โฮโม อีเรคตุส (Homo Erectus) มีลักษณะเป็นคน ที่ยืนตัวตรง ซากของมนุษย์เผ่าพันธุ์นี้พบในแถบชวา และประเทศจีน จึงเรียกว่า มนุษย์ชวา และมนุษย์ปักกิ่ง คาดว่ามีอายุอยู่เมื่อประมาณ 1.7 ล้านปี – 1 แสนปีมาแล้ว มนุษย์โฮโม อีเรคตุส รู้จักทำเครื่องมือหิน และเริ่มใช้ไฟแล้ว 5. กลุ่มมนุษย์ นีแอนเดอร์ธัล (Neanderthal Man) ค้นพบที่หุบเขานีแอนเดอร์ ธัลในเยอรมันนี ต่อมาพบตามถ้ำหลายแห่งในยุโรป มนุษย์นีแอนเดอร์ธัลมีรูปร่างใหญ่ เป็นนักล่าสัตว์และรู้จักใช้ไฟเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังค้นพบเครื่องมือต่าง ๆ ฝังรวมอยู่ กับศพ สันนิษฐานว่ามนุษย์กลุ่มนี้รู้จักทำพิธีฝังศพและมีสำนึกทางสังคมและศาสนา เชื่อกันว่ามีชีวิตอยู่ราว 1.5 แสนปี – 40,000 ปีมาแล้ว 6. กลุ่มมนุษย์ โฮโม ซาเปียนส์ (Homo Sapiens) นักมานุษยวิทยาเชื่อว่า มนุษย์นีแอนเดอร์ธัลวิวัฒนาการมาเป็น โฮโม ซาเปียนส์ หรือมนุษย์ปัจจุบัน โฮโม ซา เปียนส์ชุดแรกสุดคือ มนุษย์โครมันยอง (Cromagnon) ค้นพบที่ประเทศฝรั่งเศส มีอายุ อยู่ระหว่าง 4 – 2.5 หมื่นปี และเชื่อว่า โครมันยอง เป็นมนุษย์พวกแรกที่ออกมาจากถ้ำเพื่อสร้างบ้าน เริ่มทำ การเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเรียกว่า ยุคแห่งการปฏิวัติเกษตรกรรม โดยนับย้อนหลัง ไปประมาณ 20,000 ปี

22 เชื้อชาติเผ่าพันธุ์มนุษย์ เชื้อชาติเผ่าพันธุ์มนุษย์ การเปลี่ยนแปลงเชิงวิวัฒนาการซึ่งจำแนกมนุษย์แต่ละกลุ่มมีความแตกต่างกัน เกิดจากปัจจัยดังต่อไปนี้ 1. เกิดจากการเลือกสรรทางธรรมชาติ 2. เกิดจากการผ่าเหล่า 3. เกิดจากการแยกอยู่อย่างโดดเดี่ยว 4. เกิดจากการเลือกสรรทางเพศ 5. เกิดจากการเลือกสรรทางสังคม 6. เกิดจากการผสมเป็นพันธุ์ใหม่

23 ธรรมชาติและความต้องการของมนุษย์ ทัศนะทางพุทธศาสนา เห็นว่า ธรรมชาติและความต้องการของมนุษย์ มี 2 ด้าน คือ 1. ความต้องทางด้านร่างกายหรือวัตถุ คือ ปัจจัย 4 ได้แก่ อาหาร ที่ อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค 2. ความต้องการทางด้านจิตใจหรือนามธรรม ความต้องการของ มนุษย์ในลักษณะนี้มีแทรกอยู่ในพระไตรปิฏก หมวดอริยสัจ 4 หมวด อิฏฐารมณ์ 4 และมีแทรกอยู่ในตอนท้ายของบทสสวดมนต์ของพระสงฆ์ แบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มแรกคือ ตัณหา ได้แก่ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา กลุ่มที่สองคือ อิฏฐารมณ์ ได้แก่ ลาภ ยศ สรรเสริญ และ สุข กลุ่มที่สามคือ คำให้พรของพระสงฆ์ ได้แก่ อายุ วรรโณ สุขัง พลัง

24 ทัศนะของนักจิตวิทยา เห็นว่า ธรรมชาติของมนุษย์มีความต้องการอยู่ 2 ด้านด้วยกัน คือ 1. ความต้องการทางร่างกาย (Organic Needs) ประกอบด้วยความ ต้องการอาหาร น้ำ อากาศหายใจ การพักผ่อน การขับถ่าย ที่อยู่อาศัย ความ ต้องการทางเพศ เครื่องนุ่งห่มและยารักษาโรค 2. ความต้องการทางจิตใจ (Psychological Needs) หรือความ ต้องการทางสังคมอันเป็นความต้องการขั้นสูงของมนุษย์ ประกอบด้วย ความ ต้องการให้ผู้อื่นยอมรับ ความต้องการให้ผู้อื่นยกย่อง สรรเสริญ นับถือและ ชมเชย ตลอดจนความต้องการประสบความสำเร็จ

25 สภาพัฒนาการโพ้นทะเล ยูเนสโก สรุปเกณฑ์คุณภาพชีวิตไว้ดังนี้ สภาพัฒนาการโพ้นทะเล ยูเนสโก สรุปเกณฑ์คุณภาพชีวิตไว้ดังนี้ 1. อัตราการตายของเด็กทารก (in-font mortality Rate) จำนวน 1,000 คน ต่อหนึ่งปี ดัชนีชี้ให้เห็นถึงความสามารถของประชากรในการจัดสรร ปัจจัยพื้นฐานที่จะทำให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ 2. อายุขัยเฉลี่ย (life expectancy) ของประชากร 3. ระดับการศึกษาหรือการอ่านออกเขียนได้ของประชากร ในขณะที่ คณะกรรมการประเมินผลโครงการพัฒนาชนบท นิยามว่า ประเทศ ไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนาและยกระดับมาตรฐานการดำรงชีวิตของ ประชากร ดังนั้นกระทรวงมหาดไทยจึงกำหนดเกณฑ์พิจารณาความจำเป็น พื้นฐาน (จปฐ.) เพื่อถือเป็นเกณฑ์ประเมินคุณภาพของคนไทยในระดับพื้นฐาน ดังนี้

26 1. การกินอาหารให้ถูกสุขลักษณะในปริมาณที่เพียงพอ 2. มีที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม 3. มีงานทำอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม 4. ได้รับบริการพื้นฐานที่จำเป็น 5. มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 6. มีผลผลิตที่เพียงพอ 7. มีส่วนร่วมในการปกครองท้องถิ่น 8. สามารถควบคุมช่วงเวลาในการมีบุตรและจำนวนบุตร 9. ประพฤติตามขนบธรรมเนียมประเพณี หลักธรรมทางศาสนา และรักษา ส่งเสริมกิจกรรมวัฒนธรรม จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า มีผู้วางเกณฑ์ประเมินคุณภาพชีวิตไว้ต่างกัน อย่างไรก็ดีการกำหนดความต้องการของมนุษย์ย่อมขึ้นอยู่กับความเชื่อ ค่านิยม การให้คุณค่าและการให้ความหมายต่อชีวิตของแต่ละบุคคล ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมในแต่ละช่วงด้วย

27 ความเชื่อ ค่านิยม และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ทุกสังคมจะมีระบบความเชื่อของตนเอง ความเชื่อเป็นระบบที่ตอบสนองความ ต้องการและความจำเป็นทางด้านจิตใจเป็นสำคัญ ประชาชนในภาคอีสานมีความเชื่ออยู่ 2 ระบบคือ ความเชื่อในเรื่องไสย ศาสตร์ และความเชื่อในเรื่องโชคลาง 1. ความเชื่อในเรื่องไสยศาสตร์ ไสยศาสตร์ หมายถึง อำนาจลึกลับของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เครื่องรางของขลัง น้ำมนต์ และเวทมนต์คาถา โดยปกติไสยศาสตร์มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญอยู่ 3 ประการคือ 1.1 เพื่อการผลิตหรือก่อให้เกิดผลผลิต เช่น ทำให้เกิดฝนตก ให้ได้ กำไรจากการค้า ปลูกพืช 1.2 เพื่อป้องกัน เช่น ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ ให้ปลอดภัยในการ เดินทาง 1.3 เพื่อการทำลาย เช่น ทำให้ศัตรูถึงแก่ความตาย หรือพ่ายแพ้

28 ไสยศาสตร์ ประกอบด้วยองค์ 5 ประการ คือ 1. มนต์หรือคาถาอาคม (the spell) คือ ข้อความอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งประพันธ์ ขึ้นสำหรับบริกรรม หรือสวดขับเพื่ออ้อนวอนสิ่งที่มีอำนาจเหนือธรรมชาติ (Super-nature) มีผีสางเทวดา ฯลฯ 2. พิธี (Rite) การใช้เวทมนต์ต้องมีพิธีกรรม เช่น เสก เป่า สวดบริกรรม 3. เงื่อนไขของผู้ปฏิบัติ (Condition of Performance) เนื่องจากการใช้ เวทมนต์ คาถา ต้องมีพิธีกรรม แต่ผลจะเกิดขึ้นหรือไม่ขึ้นอยู่กับผู้ปฏิบัตินั้น ด้วย เช่น ข้อห้าม หรือต้องละเว้นทานอาหารบางอย่าง 4. อุปกรณ์พิธี ในการประกอบพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ อุปกรณ์ในการ ทำพิธีถือว่ามีความสำคัญและจำเป็นมาก เช่น อุปกรณ์เกี่ยวกับอาหาร ภาชนะ ใส่อาหาร เครื่องบูชา และที่ตั้งอุปกรณ์ 5. วันประกอบพิธี ขึ้นอยู่กับพิธีไสยศาสตร์ที่จะทำ ว่าสมควรจะทำในวัน ไหน เช่น วันเสาร์ห้า เป็นต้น

29 2. ความเชื่อเรื่องโชคลาง โชคลาง หมายถึง เครื่องหมายที่ปรากฏให้เห็นอันบอกเหตุร้ายหรือดี สังคมไทยโดยเฉพาะสังคมอีสานมีความยึดมั่นในเรื่องโชคลางจนกลายเป็น ประเพณีปฏิบัติในสังคม เครื่องหมายโชคลางบอกร้ายหรือดี มีดังนี้ 2.1 นามธรรมของสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ได้แก่ ชื่อคน สัตว์ สิ่งของและสถานที่ 2.2 รูปธรรมของสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ได้แก่ รูปร่างลักษณะ ของคน สัตว์ สิ่งของและสถานที่ 2.3 ความฝัน ถือกันว่า “ความฝัน” เป็นการสะท้อนโชคลาง ใน ปัจจุบันความฝันมักได้รับการตีความหมายเกี่ยวกับการเสี่ยงโชคในเรื่องเลข ท้ายล็อตเตอรี่ 2.4 ประสบการณ์ เช่น เห็นขบวนศพเป็น “โชคลาง” อย่างหนึ่ง 2.5 ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ถือเป็นโชคลางอย่างหนึ่ง 2.6 พิธีการ เช่น การปูที่นอนให้แก่คู่สมรส

30 ความเชื่อเกี่ยวกับสุขภาพและสวัสดิภาพ สังคมชนบทที่อยู่ห่างไกลจากโรงพยาบาล เวลาเจ็บป่วยบางรายไปพบแพทย์ บางราย รักษากับหมอยากลางบ้าน บางรายให้หมอแผนโบราณโดยวิธีการเสกเป่าคาถากับหมาก พลู การรักษาแบบไสยศาสตร์จะมีข้อห้ามเกี่ยวกับสุขภาพและสวัสดิภาพ ดังนี้ การปฏิบัติของสตรีมีครรภ์ เช่น ห้ามรับประทานมะเขือพวง เพราะเชื่อว่าจะทำให้เกิด พรายคืออาการนอนไม่หลับ มีจุดคล้ำตามตัว สตรีมีลูกอ่อนห้ามรับประทานของเผ็ด เปรี้ยวและมัน ห้ามใช้สบู่เหลวเวลาอาบน้ำ เพราะจะทำให้ผิดสำแดง ผู้เป็นมารดาให้ อาบน้ำร้อน ถ้าอาบน้ำเย็นจะทำให้เลือดขึ้นสมอง ห้ามทำงานหนัก ให้เข้านอนแต่หัวค่ำ ให้ดื่มน้ำข้าวที่ได้จากการหุงข้าวโดยผสมเกลือเล็กน้อย ถ้าเด็กนอนสะดุ้งให้เอามือจับหัว เด็ก อาการสะดุ้งจะหาย เวลาเจ็บป่วยต้องเรียกขวัญ และเชื่อว่าน้ำมะพร้าวล้างหน้าศพ รักษาคนที่นอนกัดฟันให้หายได้

31 การฝังรกเด็ก ต้องฝังหรือเผาภายใน 3 วัน ควรฝังนอกบริเวณบ้าน โดยขุดหลุมเอาแกลบวางบนหลุม เอาไฟจุดข้างบน ถ้าไม่เผาเชื่อว่าจะทำให้ เด็กมีอาการคันตามตัว ห้ามฝังในบริเวณเพราะจะทำให้เด็กเจ็บป่วยบ่อย การปลูกข้าว ห้ามปลูกข้าวเจ้าล้อมข้าวเหนียว หรือข้าวเหนียวล้อมข้าว เจ้า เพราะเชื่อว่าจะทำให้เกิดภัยพิบัติ และเกิดการเจ็บป่วยภายในครอบครัว ข้อห้ามในการรับประทานอาหาร สำหรับคนปกติห้ามยืน เดิน นอน รับประทานอาหาร คนเกิดวันพฤหัสบดีห้ามรับประทานเนื้อควาย ของเผ็ด หรือ ภรรยาต้องให้สามีรับประทานอาหารก่อน 3 คำ แล้วจึงรับประทานตาม สตรีมี ครรภ์ห้ามรับประทานหัวปลีและมะละกอ ห้ามรับประทานเสียงดัง ห้ามคุย เวลา เดินทางไกลห้ามรับประทานเนื้อสัตว์และขนมจีน ห้ามรับประทานผลเพการวม กับไข่เป็ดหรือไข่ไก่ เพราะเชื่อว่าจะทำให้เสียสุขภาพ

32 ข้อห้ามเกี่ยวกับการเดิน ห้ามเดินเสียงดัง ห้ามเดินบนที่สูง ห้ามเดินผ่าน หน้าผู้ใหญ่ ห้ามเดินกระทืบเท้าเสียงดัง ห้ามสตรีอุ้มลูกบ่อยเด็กจะเคยตัว ห้าม สตรีเดินแกว่งแขน ห้ามเดินเหยียบขั้นบันไดเสียงดัง จะไม่มีใครขอแต่งงาน เพราะถือเป็นเรื่องจัญไร ห้ามเดินลอดราวตากผ้า ห้ามเก็บของตก เวลาเดิน ทางไกลห้ามเดินข้ามไม้คานหาบน้ำ ห้ามเดินผิวปากตอนกลางคืน ห้ามเดิน ข้ามครกหรือสากตำข้าว ห้ามเดินเอาเท้าขูดพื้นจนเสียงดัง ห้ามเดินแรงจนได้ ยินเสียงผ้าถุงดังพึบพับ ข้อห้ามเกี่ยวกับการนั่ง ห้ามนั่งค้ำศีรษะผู้ใหญ่ ห้ามนั่งชันเข่า ห้ามนั่ง เอาก้นกระแทกพื้นเสียงดัง ห้ามนั่งบนเตาไฟ สตรีห้ามนั่งขัดสมาธิ ห้ามนั่ง ไขว่ห้าง ห้ามนั่งแกว่งขา สตรีห้ามนั่งยอง ๆ ห้ามนั่งบนครกตำข้าว ผู้ชายไม่ เคยบวชห้ามนั่งสมาธิ ห้ามนั่งอุ้มลูกบนครกตำข้าว จะทำให้เด็กร้องไห้ไม่หยุด

33 ข้อห้ามเกี่ยวกับการนอน สตรีห้ามนอนหงาย ห้ามนอนคว่ำ ให้นอน ตะแคง ห้ามนอนสลับหัวเท้ากัน ห้ามนอนเสมอสามี ห้ามนอนเอาศีรษะไปทาง ทิศตะวันตก เดินทางไกลห้ามนอนก่ายหน้าผาก ข้อห้ามเกี่ยวกับการยืน ห้ามยืนใกล้ผู้ใหญ่ ห้ามยืนถ่างขา ห้ามยืนเท้า สะเอว ห้ามยืนใกล้สามี ห้ามยืนใกล้บ่อน้ำ ห้ามยืนใต้สะพาน ห้ามยืนขวาง ประตู ห้ามยืนขวางในบ้าน ข้อห้ามอื่น ๆ เช่น ห้ามหัวเราะเสียงดังในเวลากลางคืน ห้ามแต่งกายไม่ สุภาพไปทำบุญ ห้ามปลูกเรือนคร่อมตอ ห้ามด่าสามี ห้ามทำไม้คานหัก ห้ามทำ ครกตำน้ำพริกแตก ฯลฯ

34 ทฤษฎีทางประชากร ความหมายของประชากร ความหมายของประชากร ในทัศนะของนักสังคมศาสตร์ ประชากร หมายถึง คน ซึ่งจำแนกเป็น เพศชาย และเพศหญิง เท่านั้น ในทัศนะของนักชีววิทยา ประชากร หมายถึง คน พืช และสัตว์ ในทัศนะของนักสถิติหรือนักวิจัย ประชากร หมายถึง คน พืช สัตว์ และยังหมายรวมถึงสิ่งอื่น ๆ ที่สามารถเป็นหน่วยในการนับได้

35 ทฤษฎีทางประชากร 1. ทฤษฎีประชากรลัทธิพาณิชย์นิยม นักทฤษฎีในกลุ่มนี้ ได้แก่ บาเทโร (Batero) แทมเบอร์ (Tamber) และ สเปนเจอร์ (Spenger) ทฤษฎีนี้เชื่อว่า ยิ่ง ประชากรมาก ยิ่งเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ 2. ทฤษฎีประชากรด้านวัฒนธรรม นักคิดกลุ่มนี้เชื่อว่า อัตราการเกิดของ ประชากรถูกกำหนดโดยวัฒนธรรม อย่างเช่น ดูม็องค์ (Dumont) ชาวฝรั่งเศส ได้ตั้งทฤษฎี Social Capillarity เสนอว่า บุคคลที่ต้องการความสำเร็จควรอยู่เป็น โสด ส่วน เบรนทาโน (Brentano) เชื่อว่า อัตราการเกิดจะลดหรือเพิ่มขึ้นอยู่กับ จิตใจเป็นสำคัญ ในขณะที่ สเตรนเบอร์ก (Ungern Strenberg) เสนอว่า ชน ชั้นสูงมักมีบุตรน้อย ขณะที่คนงานกรรมกรจะมีบุตรมาก ดังนั้นหากคนจน ต้องการสร้างฐานะของตนเอง จึงต้องพยายามจำกัดขนาดของครอบครัว

36 3. ทฤษฎีประชากรด้านชีววิทยา นักทฤษฎีกลุ่มนี้เชื่อว่า ปัจจัยทาง ชีววิทยากำหนดอัตราเพิ่มหรือลดประชากร ดังเช่น แซดเลอร์ (Michael Thomas Sadler) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ สรุปกฎของเขาว่า ภาวะเจริญ พันธุ์จะผันแปรเป็นปฏิภาคกลับกับความหนาแน่นแระชากร และอัตราตายและ อัตราเกิดจะผันแปรตามกัน ดับเบิลเดย์ (Doubleday) ทำการทดลองกับพืชโดยนำพืชชนิดเดียวกันไป แยกปลูก

37

38

39

40

41

42

43

44

45 โลกาภิวัตน์ศึกษาGlobalization  ผศ. ดร. จิตรกร โพธิ์งาม

46 Post-Structuralism or Nothing

47 ประเด็นศึกษา บทที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ บทที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ บทที่ 2 ลักษณะของโลกาภิวัตน์ บทที่ 2 ลักษณะของโลกาภิวัตน์ บทที่ 3 แนวคิดโลกาภิวัตน์ บทที่ 3 แนวคิดโลกาภิวัตน์ บทที่ 4 โลกาภิวัตน์กับสังคมไทย บทที่ 4 โลกาภิวัตน์กับสังคมไทย บทที่ 5 เศรษฐกิจไทยในยุคโลกาภิวัตน์ บทที่ 5 เศรษฐกิจไทยในยุคโลกาภิวัตน์

48 บทที่  ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ ผศ. ดร. จิตรกร โพธิ์งาม

49 ความหมายของโลกาภิวัตน์ 1. ชุดของคำที่มีความหมายเดียวกัน 1. ชุดของคำที่มีความหมายเดียวกัน ได้แก่ คำว่า โลกยุคคลื่นลูกที่สาม ยุคแห่งการปฏิวัติข้อมูลข่าวสาร ยุคสารสนเทศหรือยุค ไอที ยุคทุนนิยมตอนปลาย ยุคโลกาภิวัตน์ ยุคหลังทันสมัยหรือยุคหลังโครงสร้างนิยม และยุคหลังอุตสาหกรรม เป็นต้น 2.ความหมายที่เลื่อนไหลในบริบทสังคมไทย 2.ความหมายที่เลื่อนไหลในบริบทสังคมไทย ในแวดวงวิชาการใช้หลายคำ เช่น โลกานุวัตร โลกาภิวัฒน์ โลกไร้พรมแดน โลก สันนิวาส แต่ราชบัณฑิตยสถานกำหนดให้ใช้คำว่า “โลกาภิวัตน์” เพื่อให้เป็นบรรทัดฐาน เดียวกัน โลกาภิวัตน์ โลกาภิวัตน์ ตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า “Globalization” เริ่มใช้กันตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 และต่อมา ในทศวรรษที่ 1980 จึงเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง โดยมีความหมายว่า “การกลาย ลักษณะเป็นสากล” “การแผ่ขยายไปทั่วโลก” ดังนั้น โลกาภิวัตน์ จึงถือเป็นปรากฏการณ์ สากล

50 Globalization ในความหมายของตะวันตก Jame N. Rosenau เสนอว่า Globalization คือ การที่ คน กิจกรรม บรรทัดฐาน ความคิด สินค้า บริการ เงินตรา ฯลฯ ลดบทบาทที่เคยอยู่ในความจำกัดของขอบเขตทาง ภูมิศาสตร์ หรือเคยมีวิธีปฏิบัติดั้งเดิมที่แตกต่างกัน ให้มาอยู่รวมกันในขอบเขตระดับโลก และมีวิธีปฏิบัติอย่างเดียวกัน Jame N. Rosenau เสนอว่า Globalization คือ การที่ คน กิจกรรม บรรทัดฐาน ความคิด สินค้า บริการ เงินตรา ฯลฯ ลดบทบาทที่เคยอยู่ในความจำกัดของขอบเขตทาง ภูมิศาสตร์ หรือเคยมีวิธีปฏิบัติดั้งเดิมที่แตกต่างกัน ให้มาอยู่รวมกันในขอบเขตระดับโลก และมีวิธีปฏิบัติอย่างเดียวกัน Susan Strange เสนอว่า Globalization หมายถึง การมีสินค้าในตลาดโลก การเปลี่ยน โครงสร้างทางการเงินระหว่างประเทศ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงความแตกต่างทาง ความคิด ความเชื่อ ทัศนคติ รสนิยม ให้เข้ามารวมเป็นแบบเดียวในระดับโลก Susan Strange เสนอว่า Globalization หมายถึง การมีสินค้าในตลาดโลก การเปลี่ยน โครงสร้างทางการเงินระหว่างประเทศ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงความแตกต่างทาง ความคิด ความเชื่อ ทัศนคติ รสนิยม ให้เข้ามารวมเป็นแบบเดียวในระดับโลก Martin Albrow เสนอว่า Globalization หมายถึง กระบวนการที่ประชาชนในโลกมา รวมกันอยู่ภายในสังคมเดียวกัน คือ สังคมโลก Martin Albrow เสนอว่า Globalization หมายถึง กระบวนการที่ประชาชนในโลกมา รวมกันอยู่ภายในสังคมเดียวกัน คือ สังคมโลก Zdravko Mlinar พยายามแจกแจงความหมายในระดับลึกและกว้างว่า Globalization คือ สภาวะที่โลกอยู่ในสภาพที่ต้องพึ่งพาต่อกัน (independence) ลักษณะดังกล่าวทำให้ Globalization คือ เผด็จการของ Globalizers Zdravko Mlinar พยายามแจกแจงความหมายในระดับลึกและกว้างว่า Globalization คือ สภาวะที่โลกอยู่ในสภาพที่ต้องพึ่งพาต่อกัน (independence) ลักษณะดังกล่าวทำให้ Globalization คือ เผด็จการของ Globalizers

51 Martin Carnoy เสนอว่า องค์ประกอบของกระแสโลกาภิวัตน์ คือ ระบบ เศรษฐกิจ การเคลื่อนตัวของทุน การแข่งขันในตลาดโลก การพัฒนาระบบข้อมูล ข่าวสาร รวมทั้งเทคโนโลยีด้านการติดต่อสื่อสารและการคมนาคม และ วัฒนธรรมในการซื้อการขายและการบริโภค Martin Carnoy เสนอว่า องค์ประกอบของกระแสโลกาภิวัตน์ คือ ระบบ เศรษฐกิจ การเคลื่อนตัวของทุน การแข่งขันในตลาดโลก การพัฒนาระบบข้อมูล ข่าวสาร รวมทั้งเทคโนโลยีด้านการติดต่อสื่อสารและการคมนาคม และ วัฒนธรรมในการซื้อการขายและการบริโภค Robertson เสนอว่า Globalization เป็นชุดของมโนทัศน์ที่ใช้ในการทำความ เข้าใจปัญหาของระเบียบโลก Robertson เสนอว่า Globalization เป็นชุดของมโนทัศน์ที่ใช้ในการทำความ เข้าใจปัญหาของระเบียบโลก Canadian Unitarian Council เสนอว่า Globalization เป็นกระบวนการที่แสดง ถึงการพัฒนาทางเศรษฐกิจสังคมของระบบทุนนิยม Canadian Unitarian Council เสนอว่า Globalization เป็นกระบวนการที่แสดง ถึงการพัฒนาทางเศรษฐกิจสังคมของระบบทุนนิยม ตามทัศนะของ นักเศรษฐศาสตร์ตะวันตก เสนอว่า Globalization หมายถึง การ ขยายขอบเขตกิจกรรมด้านเศรษฐกิจระหว่างพรมแดนของรัฐชาติ โดยการ ขยายระบบเศรษฐกิจให้เปิดกว้าง การพึ่งพาทางเศรษฐกิจระหว่างกันและการ รวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ ทั้งระดับภูมิภาคและในระดับโลก ตามทัศนะของ นักเศรษฐศาสตร์ตะวันตก เสนอว่า Globalization หมายถึง การ ขยายขอบเขตกิจกรรมด้านเศรษฐกิจระหว่างพรมแดนของรัฐชาติ โดยการ ขยายระบบเศรษฐกิจให้เปิดกว้าง การพึ่งพาทางเศรษฐกิจระหว่างกันและการ รวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ ทั้งระดับภูมิภาคและในระดับโลก

52 Globalization ในความหมายของสังคมไทย ชัยอนันต์ สมุทวานิช เดิมได้แปลคำ Globalization เป็นภาษาไทยว่า “โลกานุวัตร” โดยให้ ความหมายว่า ประพฤติตามโลก ซึ่งเป็นการย่นกาล (Time) เทศะ (Space) ชัยอนันต์ สมุทวานิช เดิมได้แปลคำ Globalization เป็นภาษาไทยว่า “โลกานุวัตร” โดยให้ ความหมายว่า ประพฤติตามโลก ซึ่งเป็นการย่นกาล (Time) เทศะ (Space) ยุค ศรีอาริยะ ใช้คำว่า “ระบบโลก” และ “โลกาภิวัฒน์” แทนคำว่า Globalization โดยให้ เหตุผลว่า โลกาภิวัฒน์ หมายถึง การวิวัฒน์ของระบบโลก ซึ่งประกอบด้วยมิติทางการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม รวมทั้งมิติทางประวัติศาสตร์และสิ่งแวดล้อม โดยมีการเคลื่อนตัวของ ทุนในระดับโลกเป็นหัวใจที่ทำให้ระบบนี้ก่อตัวขึ้น ยุค ศรีอาริยะ ใช้คำว่า “ระบบโลก” และ “โลกาภิวัฒน์” แทนคำว่า Globalization โดยให้ เหตุผลว่า โลกาภิวัฒน์ หมายถึง การวิวัฒน์ของระบบโลก ซึ่งประกอบด้วยมิติทางการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม รวมทั้งมิติทางประวัติศาสตร์และสิ่งแวดล้อม โดยมีการเคลื่อนตัวของ ทุนในระดับโลกเป็นหัวใจที่ทำให้ระบบนี้ก่อตัวขึ้น ใน การชำระพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน เมื่อปี พ.ศ.2537 ได้ตกลงเลือกคำว่า “โลกาภิวัตน์ ” เป็นศัพท์แทนคำว่า Globalization อย่างเป็นทางการ และให้เพิ่มคำว่า โลกา ภิวัตน์ พร้อมด้วนิยามเพิ่มเติมไว้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 ดังนี้ ใน การชำระพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน เมื่อปี พ.ศ.2537 ได้ตกลงเลือกคำว่า “โลกาภิวัตน์ ” เป็นศัพท์แทนคำว่า Globalization อย่างเป็นทางการ และให้เพิ่มคำว่า โลกา ภิวัตน์ พร้อมด้วนิยามเพิ่มเติมไว้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 ดังนี้ “โลกาภิวัตน์ น. การแพร่กระจายไปทั่วโลก การที่ประชาคมโลกไม่ว่าจะอยู่ ณ จุดใด สามารถรับรู้สัมพันธ์หรือรับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ซึ่ง เนื่องมาจากการพัฒนาระบบสารสนเทศ เป็นต้น (ป. โลก + อภิวตตน แปลว่า การแผ่ถึงกัน ทั่วโลก) (อ. Globalization) “โลกาภิวัตน์ น. การแพร่กระจายไปทั่วโลก การที่ประชาคมโลกไม่ว่าจะอยู่ ณ จุดใด สามารถรับรู้สัมพันธ์หรือรับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ซึ่ง เนื่องมาจากการพัฒนาระบบสารสนเทศ เป็นต้น (ป. โลก + อภิวตตน แปลว่า การแผ่ถึงกัน ทั่วโลก) (อ. Globalization)

53 ปัจจัยที่ก่อให้เกิดกระแสโลกาภิวัตน์ การเชื่อมโยงในด้านการค้า การลงทุน และการบริการในรูปแบบต่าง ๆ ทั่วโลก ที่ เรียกว่า Globalization กำลังมีการขยายตัวด้วยอัตราเร่งและด้วยความถี่ที่สูงขึ้น ตลอดเวลา โดยมีปัจจัยที่สำคัญดังนี้คือ การเชื่อมโยงในด้านการค้า การลงทุน และการบริการในรูปแบบต่าง ๆ ทั่วโลก ที่ เรียกว่า Globalization กำลังมีการขยายตัวด้วยอัตราเร่งและด้วยความถี่ที่สูงขึ้น ตลอดเวลา โดยมีปัจจัยที่สำคัญดังนี้คือ 1. ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีโทรคมนาคม1. ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีโทรคมนาคม 2. การสิ้นสุดของสงครามเย็น และชัยชนะของระบบทุนนิยมภายใต้การนำของอเมริกา2. การสิ้นสุดของสงครามเย็น และชัยชนะของระบบทุนนิยมภายใต้การนำของอเมริกา 3. การเคลื่อนย้ายของผู้คน วัฒนธรรม ข้อมูลข่าวสาร และเงินทุนข้ามพรมแดนรัฐชาติ3. การเคลื่อนย้ายของผู้คน วัฒนธรรม ข้อมูลข่าวสาร และเงินทุนข้ามพรมแดนรัฐชาติ 4. ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี4. ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 5. อิทธิพลของบริษัทข้ามชาติ และทุนนิยมบริโภค5. อิทธิพลของบริษัทข้ามชาติ และทุนนิยมบริโภค โดยสรุป การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว มีทั้งมูลเหตุระยะสั้นเฉพาะหน้าในโครงสร้าง ส่วนบน คือการพังทลายของค่ายคอมมิวนิสต์และการสิ้นสุดสงครามเย็น ไป จนถึงมูลเหตุระยะยาวในโครงสร้างส่วนล่าง คือการปฏิวัติเทคโนโลยีสารสนเทศโดยสรุป การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว มีทั้งมูลเหตุระยะสั้นเฉพาะหน้าในโครงสร้าง ส่วนบน คือการพังทลายของค่ายคอมมิวนิสต์และการสิ้นสุดสงครามเย็น ไป จนถึงมูลเหตุระยะยาวในโครงสร้างส่วนล่าง คือการปฏิวัติเทคโนโลยีสารสนเทศ

54 ยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ Globalization ถือเป็นยุคหนึ่งของพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ โดยก่อนหน้านี้ นักวิชาการคือ Alvin Toffler ได้แบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ ไว้ในหนังสือชื่อ The Third Wave (1980) ดังนี้ Globalization ถือเป็นยุคหนึ่งของพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ โดยก่อนหน้านี้ นักวิชาการคือ Alvin Toffler ได้แบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ ไว้ในหนังสือชื่อ The Third Wave (1980) ดังนี้ ยุคแรก คือ ยุคชุมชนบรรพกาล ซึ่งมีระดับพัฒนาการสูงสุดคือระดับชุมชน หมู่บ้าน ใช้เครื่องมือที่ทันสมัย มีความสัมพันธ์ทางสังคม 2 แบบ คือ แบบพ่อเป็น ใหญ่ และแบบแม่เป็นใหญ่ ยุคแรก คือ ยุคชุมชนบรรพกาล ซึ่งมีระดับพัฒนาการสูงสุดคือระดับชุมชน หมู่บ้าน ใช้เครื่องมือที่ทันสมัย มีความสัมพันธ์ทางสังคม 2 แบบ คือ แบบพ่อเป็น ใหญ่ และแบบแม่เป็นใหญ่ ยุคที่สอง คือ ยุคจักรวรรดิทางการเมือง เกิดขึ้นจากคลื่นการปฏิวัติทาง เกษตรกรรมที่ประสานกันกับการปฏิวัติทางการเมือง คือการกำเนิดรัฐและชน ชั้น รวมถึงการปฏิวัติทางวัฒนธรรม ยุคที่สอง คือ ยุคจักรวรรดิทางการเมือง เกิดขึ้นจากคลื่นการปฏิวัติทาง เกษตรกรรมที่ประสานกันกับการปฏิวัติทางการเมือง คือการกำเนิดรัฐและชน ชั้น รวมถึงการปฏิวัติทางวัฒนธรรม ยุคที่สาม คือ ยุคโลกาภิวัตน์ โดยมี “ทุน” เป็นหัวใจของการวิวัฒน์ เริ่มจากยุค การปฏิวัติทางการรับรู้ (การกบฏต่อศาสนา) และการปฏิวัติทางการค้า ตามด้วย การปฏิวัติทางการเมือง การล่มสลายของของศักดินาในยุโรป การปฏิวัติทาง อุตสาหกรรม จักรวรรดินิม และการล่าอาณานิคม ความสูงสุดของยุคนี้คือ การ กำเนิดระบบทุนนิยม ที่เรียกว่า “ระบบตลาดโลก” ยุคที่สาม คือ ยุคโลกาภิวัตน์ โดยมี “ทุน” เป็นหัวใจของการวิวัฒน์ เริ่มจากยุค การปฏิวัติทางการรับรู้ (การกบฏต่อศาสนา) และการปฏิวัติทางการค้า ตามด้วย การปฏิวัติทางการเมือง การล่มสลายของของศักดินาในยุโรป การปฏิวัติทาง อุตสาหกรรม จักรวรรดินิม และการล่าอาณานิคม ความสูงสุดของยุคนี้คือ การ กำเนิดระบบทุนนิยม ที่เรียกว่า “ระบบตลาดโลก”

55 พัฒนาการของโลกาภิวัตน์ พัฒนาการของโลกาภิวัตน์ ปรากฏในข้อเสนอของนักวิชาการตะวันตกหลายท่าน ดังนี้ พัฒนาการของโลกาภิวัตน์ ปรากฏในข้อเสนอของนักวิชาการตะวันตกหลายท่าน ดังนี้ Norbert Elias เสนอว่า โลกกำลังเคลื่อนเข้าสู่สภาวะที่ศิวิไลซ์ (Civilization) Norbert Elias เสนอว่า โลกกำลังเคลื่อนเข้าสู่สภาวะที่ศิวิไลซ์ (Civilization) Immanuel Wallerstein เสนอแนวคิดว่า สังคมโลกได้เชื่อมโยงเข้าด้วยกันมานานแล้ว จากระบบย่อยคือ แคว้นเล็ก ๆ สู่ระบบจักรวรรดิ เช่น จักรวรรดิโรมัน จักรวรรดิเปอร์เซีย จีนหรืออาหรับ สู่ระบบใหญ่ในปัจจุบันคือ ระบบเศรษฐกิจโลก ซึ่งทุนนิยมก่อตัวมาตั้งแต่ ค.ศ.1500 Immanuel Wallerstein เสนอแนวคิดว่า สังคมโลกได้เชื่อมโยงเข้าด้วยกันมานานแล้ว จากระบบย่อยคือ แคว้นเล็ก ๆ สู่ระบบจักรวรรดิ เช่น จักรวรรดิโรมัน จักรวรรดิเปอร์เซีย จีนหรืออาหรับ สู่ระบบใหญ่ในปัจจุบันคือ ระบบเศรษฐกิจโลก ซึ่งทุนนิยมก่อตัวมาตั้งแต่ ค.ศ.1500 ฟรานซิส ฟูกูยามา เสนอบทความชื่อ The End of Ideology เมื่อ 30 ปีที่แล้วว่า ในอีก 25 ปีข้างหน้า (เทียบได้กับปัจจุบัน) สังคมจะเป็นสังคมหลังพัฒนาอุตสาหกรรม (Post- industrial ) ฟรานซิส ฟูกูยามา เสนอบทความชื่อ The End of Ideology เมื่อ 30 ปีที่แล้วว่า ในอีก 25 ปีข้างหน้า (เทียบได้กับปัจจุบัน) สังคมจะเป็นสังคมหลังพัฒนาอุตสาหกรรม (Post- industrial ) Jerald Hage และ Charles H. Powers เขียนหนังสือชื่อ Post-industrial ได้อธิบายว่า ปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตถูกกำหนดด้วยขอบเขตของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งจะ ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อบทบาทและความสัมพันธ์ทางสังคมในครอบครัว การทำงาน ชีวิตและสังคม Jerald Hage และ Charles H. Powers เขียนหนังสือชื่อ Post-industrial ได้อธิบายว่า ปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตถูกกำหนดด้วยขอบเขตของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งจะ ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อบทบาทและความสัมพันธ์ทางสังคมในครอบครัว การทำงาน ชีวิตและสังคม

56

57 บทที่  ลักษณะของโลกาภิวัตน์ ผศ. ดร. จิตรกร โพธิ์งาม

58 ลักษณะของโลกยุคโลกาภิวัตน์ 1. การพึ่งอิงร่วมกัน (Interdependence) 2. ความคล่องตัวในการเคลื่อนย้ายถ่ายโอน (Mobility) 3. การเกิดขึ้นในขณะเดียวกัน (Simultaneity) 4. การมีมาตรฐานเดียวกันทั้งโลก (Standardization) 5. กระแสสิ่งแวดล้อม (Environmentalism) 6. กระแสวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 7. การปฏิวัติเทคโนโลยีการสื่อสาร

59 การปรับเปลี่ยนสังคมเข้าสู่ยุคไร้พรมแดน John Nasbitt ได้สรุปแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงระดับโลกไว้ 10 ประการ ดังนี้คือ 1. เปลี่ยนจากสังคมอุตสาหกรรมสู่สังคมข้อมูลข่าวสาร (Industrial Society to Information Society) 2. เปลี่ยนจากเทคโนโลยีหนักสู่เทคโนโลยีชั้นสูงระบบสัมผัส (Forced Technology to High Technology) 3. เปลี่ยนจากเศรษฐกิจระดับประเทศสู่ระดับโลก (National Economy to World Economy) 4. เปลี่ยนจากระยะสั้นสู่ระยะยาว (Short Term to Long Term) 5. เปลี่ยนจากการรวมอำนาจแบบศูนย์กลางสู่การกระจายอำนาจ (Centralization to Decentralization) 6. เปลี่ยนจากการช่วยเหลือของสถาบันสู่การช่วยเหลือตนเอง (Institutional help to Self help) 7. เปลี่ยนจากประชาธิปไตยแบบมีผู้แทนสู่ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (Representative Democracy to Participatory Democracy) 8. เป็นจากลำดับขั้นสู่การเป็นเครือข่าย (Hierachies to Net working) 9. เปลี่ยนจากเหนือสู่ใต้ (North to South) 10. เปลี่ยนจากข้อจำกัดสู่หลายทางเลือก (Either/ or to Multiple Option)

60 โลกาภิวัตน์กับการเมืองโลก การล่มสลายของลัทธิการเมืองค่ายสังคมนิยม มีผลทำให้ลัทธิการเมืองค่ายเสรี ประชาธิปไตยกลายเป็นกระแสโลกาภิวัตน์ที่แพร่กระจายไปทั่วโลก อุดมการณ์ใหม่ที่ เกิดขึ้นคือ การเรียกร้องและปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะสิทธิเด็ก สตรี และ ผู้ด้อยโอกาส อำนาจอธิปไตยใหม่ ๆ มีบทบาททางการเมืองมากยิ่งขึ้น เช่น องค์การระหว่าง ประเทศ ชนกลุ่มน้อย ขบวนการก่อการร้ายสากล ทำให้รัฐต่าง ๆ ต้องจำกัดอำนาจและ บทบาทลง ดังนี้ 1. การลดบทบาทของรัฐ 2. ความไม่ยั่งยืนของรัฐอธิปไตย 3. ความไม่ชัดเจนในความเป็นรัฐชาติ 4. การครอบงำของมหาอำนาจ

61 แนวโน้มการเมืองโลกในอนาคต 1. ระบบโลกเคลื่อนเข้าสู่ระบบหลายขั้วอำนาจ (Multi-polar System) 2. การขยายตัวของกระแสประชาธิปไตย (Democratization) และสิทธิ มนุษยชน (Human Right) 3. การนิยาม “ความมั่นคงของชาติ” (National Security) ในรูปแบบใหม่ และ การมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นขององค์การระหว่างประเทศ 4. การก่อการร้ายระหว่างประเทศขยายตัวลุกลามไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก

62 โลกาภิวัตน์กับเศรษฐกิจโลก กระแสโลกาภิวัตน์ทำให้ตลาดของโลกขยายตัวกว้างขวางขึ้น มีการเคลื่อนย้าย ปัจจัยการผลิต และการลงทุนข้ามชาติไปทั่วโลก แนวโน้มเศรษฐกิจโลกในยุคโลกาภิ วัตน์มีหลายประการ ดังนี้ 1. เศรษฐกิจโลกมีเสถียรภาพ 2. มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจสู่เศรษฐกิจใหม่ (New Economy) 3. การเปิดเสรีทางการค้าโลกขยายตัวมากขึ้น 4. การลงทุนระหว่างประเทศชะลอตัว 5. เกิดกระแสการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคต่าง ๆ (Regional Trade Block) 6. ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ระหว่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น 7. การขยายตัวและเพิ่มบทบาทของบริษัทเอกชน 8. ความก้าวหน้าของคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคม 9. เงินดอลล่าร์สหรัฐเป็นสกุลหลัก

63 โลกาภิวัตน์กับวัฒนธรรมโลก สภาพไร้พรมแดนและการเปิดกว้างในมิติของการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การค้าการ ลงทุนอย่างไร้ขีดจำกัด และการสื่อสารโทรคมนาคม ส่งผลให้เกิดการแพร่กระจาย วัฒนธรรมข้ามพรมแดนอย่างสะดวกและรวดเร็ว นำไปสู่กรณีเหล่านี้ 1. การเปลี่ยนผ่านสภาพสังคมในคลื่นลูกที่ 4 ( สังคมแห่งความรู้ ) สู่สภาพสังคม ในคลื่นลูกที่ 5 ( ปราชญสังคม ) 2. เกิดช่องว่างทางสังคมระหว่างประเทศที่ร่ำรวยกับประเทศยากจน 3. เกิดการปะทะกันทางอารยธรรม 4. เกิดความเสื่อมโทรมทางศีลธรรมที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย 5. ประชากรวัยสูงอายุกลายเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญ ( ยุคขิงแก่ ) 6. เกิดขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ (New Social Movement)

64 ขบวนการต่อต้านโลกาภิวัตน์ ทั่วโลกรับเอาแนวคิด New Social Movement จากตะวันตก นำมาสู่การ เคลื่อนไหวต่อต้านโลกาภิวัตน์ในลักษณะของ “ขบวนการท้องถิ่นนิยม“ หรือที่ เรียกว่า “ม็อบ” ซึ่งขบวนการดังกล่าวมีลักษณะที่สำคัญ ดังนี้ 1. ขบวนการเหล่านี้มิได้ผูกติดกับชนชั้นใดชั้นหนึ่งที่ชัดเจน 2. กระบวนการเรียกร้องไม่สนใจที่จะดำเนินการผ่านกลไกของรัฐ ไม่ว่าจะ เป็นพรรคการเมืองหรือนักการเมือง แต่จะเข้าเรียกร้องด้วยตนเองเป็นหลัก 3. เป้าหมายของการเรียกร้องมิใช่เพื่อช่วงชิงอำนาจรัฐ แต่ต้องการ สร้างสรรค์กติกาหรือกฎเกณฑ์ใหม่ในการดำเนินชีวิต ยุทธวิธีที่สำคัญคือ 1. กระบวนสร้างความหมาย (Process of Social Construction) 2. กระบวนการสร้างความเป็นตัวตนหรืออัตลักษณ์ (Process of Identity Construction)

65 ความหลากหลายและความซับซ้อนของขบวนการ เคลื่อนไหวทางสังคม ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในปัจจุบัน สามารถจำแนกได้เป็น 5 รูปแบบ คือ 1. รูปแบบขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่ผูกติดอยู่กับชนชั้นใหม่ในสังคม (Middle-Class Movement) เช่น การเรียกร้องรัฐธรรมนูญ กลุ่มพันธมิตร ฯลฯ 2. รูปแบบขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างกระแสโลกาภิวัตน์ (Globalization) เช่น กระบวนการยุติธรรมของโลก ขบวนการขวาจัด ขบวนการซ้ายจัด ลัทธิ ก่อการร้าย ฯลฯ 3. รูปแบบขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับการเมืองของการพัฒนา (Politics of Development) เช่น ขบวนการวัฒนธรรมชุมชน สมัชชาคนจน ยายใฮ ขันจันทา ฯลฯ 4. รูปแบบขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านของชาวนาใน ชีวิตประจำวัน (Everyday Life Resistance) เช่น ขบวนการชาวนาในอดีต James Scott เรียกวิธีการของชาวนานี้ว่า “อาวุธของผู้อ่อนแอ” (Weapons of the Weak) 5. รูปแบบขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับการเรียกร้องสิทธิ (The Rights Movement) เช่น กลุ่มสตรี กลุ่มชนพื้นเมือง กลุ่มเรียกร้องสิทธิสตรี ฯลฯ

66 บทที่  แนวคิดโลกาภิวัตน์ ผศ. ดร. จิตรกร โพธิ์งาม

67 1. แนวคิดกระบวนการสร้างสรรค์วัฒนธรรมโลก แนวคิดนี้ เชื่อว่า พลังทางเทคโนโลยี พลังทางเศรษฐกิจ พลังทางการเมือง และพลังทาง วัฒนธรรมจากโลกภายนอกที่ไหลบ่ามาท่วมทับคนทั้งโลก จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า การ เปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่เกิดขึ้นตามมานั้น ย่อมส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลกอย่าง หลีกเลี่ยงไม่พ้น (นิธิ เอียวศรีวงศ์. 2537) 2. แนวคิดเรื่องการย่นย่อมิติทางเวลาและพื้นที่ แนวคิดนี้ เชื่อว่า การปฏิวัติระบบสื่อสารคมนาคม เป็นหัวใจของโลกาภิวัตน์ในรูปของการหลอม ละลายเชิงพื้นที่และเวลา ทำให้การติดต่อสัมพันธ์ถี่ยิบและเข้มข้นขึ้น (Harvey, David. 1995) 3. แนวคิดระบบโลก ระบบโลก เป็นภาพของอาณาบริเวณที่ถูกสร้างขึ้นจากการไหลเวียนไปทั่วโลกของข่าวสารข้อมูล ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดจากการไหลเวียน “ทุน” ระหว่างชาติ Immanuel Wallerstein อธิบายว่า การขยายตัวของทุนนิยมโลกเกิดขึ้นในอาณาบริเวณ 3 ประเภทคือ รัฐศูนย์กลาง (Core State) เขตรอบนอก (Perphery) และ ระหว่าง 2 บริเวณดังกล่าว (Semi -perphery) แนวคิดนี้เชื่อว่า ระบบสังคมที่มีอยู่เพียงระบบเดียวในเวลานี้คือ ระบบโลก

68 4. แนวคิดวัฒนธรรมมวลชนระดับโลก Stuart Hall เสนอว่า วัฒนธรรมโลกยุคโลกาภิวัตน์ จะถูกควบคุมโดยเครื่องมือสมัยใหม่ที่ทำหน้าที่ ในการผลิต “วัฒนธรรมมวลชนโลก” ซึ่งวัฒนธรรมดังกล่าวมีลักษณะสำคัญ 2 ประการคือ - ทุกอย่างรวมศูนย์อยู่ในโลกตะวันตก โดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลในการสื่อสาร - วัฒนธรรมมวลชนโลกมีลักษณะเป็นวัฒนธรรมที่เป็นอันเดียวกัน ที่สร้างขึ้นมาจากตัวแทน วัฒนธรรมอันหลากหลาย มีการปรับเปลี่ยน ผสมผสาน คัดเลือก ต่อรอง และซึมซับระหว่างสิ่งเก่ากับสิ่ง ใหม่ ระหว่างท้องถิ่นกับสากล ไม่มีคำตอบ ไม่สิ้นสุด ทุกอย่างยังคงดำเนินต่อไปไม่ขาดสาย 5. แนวคิดการไหลเวียนของวัฒนธรรม โลกาภิวัตน์ เป็นกระแสที่ก่อให้เกิดการไหลเวียนของวัฒนธรรมมิติต่าง ๆ ข้ามพรมแดนรัฐชาติใน ระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์มนุษย์ Arjun Appadurai เสนอว่า ระบบเศรษฐกิจและวัฒนธรรมโลกสมัยใหม่ จำต้องได้รับการทำความ เข้าใจในฐานะที่เป็นระเบียบที่สลับซับซ้อน มีรอยต่อ เหลื่อมกันและกัน แทนที่จะเป็นการพิจารณาตัวแบบ ที่เน้นความสัมพันธ์ระหว่างศูนย์กลางกับชายขอบ เหมือนที่เป็นมา

69 ทั้งนี้ กระแสโลกาภิวัตน์ได้ก่อให้เกิดการไหลเวียนหรือเคลื่อนย้ายของวัฒนธรรมใน 5 มิติ ที่สำคัญ คือ 1. มิติทางชาติพันธุ์ (Ethno-scopes) ได้แก่ การย้ายของผู้คนไปทั่วโลก เช่น นักท่องเที่ยว ผู้อพยพ ผู้ลี้ภัย แรงงานข้ามชาติ นักธุรกิจ นักลงทุน นักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ ฯลฯ 2. มิติทางเทคโนโลยี (Techno-scopes) ได้แก่ การเคลื่อนย้ายของเครื่องจักร โรงงาน การจัดการ สินค้าและบริการ ทั้งที่เป็นของบรรษัทข้ามชาติ บริษัทแห่งชาติ และ หน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐบาล 3. มิติทางการเงิน (Finance-scopes) ได้แก่ การไหลเวียนอย่างรวดเร็วของเงินตรา ในตลาดเงิน ตลาดหุ้น และการลงทุนข้ามชาติ 4. มิติทางสื่อมวลชนและข่าวสารข้อมูล (Media-scopes) ได้แก่ การเดินทางของ ข่าวสารข้อมูลและภาพลักษณ์ต่าง ๆ ข้ามพรมแดนรัฐชาติหรืออาณาเขตทางภูมิศาสตร์ ผ่าน ทางสื่อมวลชนชนิดต่าง ๆ เช่น เครือข่ายวิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต หนังสือพิมพ์ สารสารต่าง ๆ 5. มิติทางอุดมการณ์ (Ideo-scopes) ได้แก่ การแพร่หลายของแนวคิดและ อุดมการณ์ข้ามพรมแดนรัฐชาติ โดยเฉพาะแนวคิดและอุดมการณ์ที่เป็นผลผลิตทางดการปฏิวัติ ภูมิปัญญาของตะวันตก เช่น แนวคิดเรื่องประชาธิปไตย เสรีภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรม สวัสดิการสังคม สิทธิมนุษยชน สิทธิสตรี และจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ฯลฯ

70 6. แนวคิดกระบวนการทำให้วัฒนธรรมกลายเป็นสินค้า โลกที่วิวัฒน์ไปในทิศทางอันเป็นหนึ่งเดียว ได้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จต่อแนวทางพัฒนาและ วิถีชีวิตของผู้คนในดินแดนต่าง ๆ เกือบทั่วโลก โดยมีกลไกแห่งอำนาจ ที่เรียกว่า “ระบบตลาด” และ “เศรษฐกิจเสรี” เป็นอาวุธที่ทรงพลัง พร้อมนี้ ได้มีการก่อเกิดวัฒนธรรมโลกาภิวัตน์ขึ้นแทนที่วัฒนธรรมเดิมที่หลากหลาย ครอบงำวิถีชีวิต ค่านิยม และหลอมละลายโลกทั้งโลกไปสู่ “เอกภาพแห่งโลกยุคใหม่” โลกาภิวัตน์ คือ ระบบทุนนิยมที่มีพัฒนาการ งอกเงย เป็นลำดับ ตั้งแต่ยุคทุนอุตสาหกรรม ที่ประเทศโลกที่หนึ่ง แสวงหาประโยชน์จากการถลุงทรัพยากรในประเทศอื่น หรืออาณานิคม ของตน โดยเฉพาะในหมู่ประเทศโลกที่สาม เครื่องมือที่สำคัญของตะวันตกคือ การพยายามใช้ประโยชน์จากวัฒนธรรม โดยการ เปลี่ยน “วัฒนธรรม” และ “คุณค่า” บางอย่าง ให้เป็น “สินค้า” ที่เรียกว่า การสร้าง “วัฒนธรรม บริโภค” ผ่านอิทธิพลของการสื่อสารทุกรูปแบบ วิธีการ คือ กระตุ้น ปลุกเร้า เพื่อให้เกิดความต้องการ “เทียม” ต่อสินค้า เหมือนกันไปทั่ว โลก ทำให้ผู้บริโภค ไม่ว่าผิวสีใด เชื้อชาติไหน ต่างรู้จักชื่อของสินค้า เมื่อความต้องการถูกทำ ให้ต้องการ เพื่อเสพ “สัญญะ” หรือ “สัญลักษณ์” ดังนั้น กระบวนการทำวัฒนธรรมให้กลายเป็นสินค้า ก็คือ กลยุทธ์ในการกระตุ้น ปลุกเร้า ให้ผู้คนหลงใหล ชื่นชม เพียงเพื่อต้องการบริโภค “ความหมาย” ของสินค้า นั่นเอง

71 7. แนวคิดเรื่องกระแสที่ขัดแย้งกัน เมื่อโลกทั้งโลกถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในซีกหนึ่งของโลก ย่อม ส่งผลกระทบต่ออีกซีกหนึ่งอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ดี แม้โลกาภิวัตน์จะสามารถเปิดพรมแดนของ รัฐชาติ อาจสร้างระบบเศรษฐกิจโลก หรืออาจสร้างวัฒนธรรมบริโภคที่คล้ายคลึงกันได้ แต่โลกา ภิวัตน์ก็มีกระบวนการบางอย่างที่ขัดแย้งอยู่ในตัว เช่น ขณะที่โลกกำลังจะเป็นหนึ่งเดียว ไร้พรมแดนทางเศรษฐกิจและสังคม แต่ก็มี ขบวนการท้องถิ่นนิยม วัฒนธรรมนิยม ชาตินิยม หรือเผ่าพันธุ์นิยม ที่เรียกว่า “ขบวนการ ต่อต้านโลกาภิวัตน์” เกิดขึ้นมากมายทั่วโลก Anthony Giddens เสนอแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า กระแสโลกาภิวัตน์นั้น เป็น กระบวนการที่ประกอบขึ้นจากแนวโน้มหรือกระแสที่ขัดกัน ซึ่งอาจแบ่งออกเป็น 5 มิติ ดังนี้คือ 1. กระบวนการเป็นสากลกับกระบวนการเฉพาะถิ่นและเฉพาะตัว (Universalization & Particularization) 2. การเป็นเนื้อเดียวกับการจำแนกความแตกต่าง (Homogenization & Differentiation) 3. การบูรณาการกับการแตกแยก (Integration & Fragmentation) 4. การรวมศูนย์อำนาจกับการกระจายศูนย์อำนาจ (Centralization & Decentralization) 5. การโละมาเรียงกันและการผสมผสานกัน (Juxtaposition & Synchronization)

72 8. แนวคิดแบบหลังสมัยใหม่ (Post-Modernism) ระบบคิด ความรู้ อุดมการณ์ ของผู้คนในยุคโลกาภิวัตน์มาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญ คือ ได้เปลี่ยน ผ่านจากระบบคิดแบบสมัยใหม่ (Modernism) มาเป็นระบบคิดแบบหลังสมัยใหม่ (Post-modernism) หรือที่เรียกว่า พวกโพสต์โมเดิร์น ไรท์ ซี. มิลล์ ตั้งข้อสังเกตว่า “ยุคหลังสมัยใหม่กำลังก้าวมาแทนที่ยุคสมัยใหม่ อันเป็นยุคที่ สมมุติธรรมเกี่ยวกับความสมานฉันท์ในค่านิยมที่ว่าด้วยความมีเหตุผลตามหลัก “วิทยาศาสตร์” และ อิสรภาพทาง “การเมือง” กำลังถูกท้าทาย” ปัจจุบันเริ่มมีการตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของความรู้ 2 ประการที่สำคัญ คือ ประการแรก ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เคยถูกมองว่าเป็นความรู้สูงสุดในยุคสมัยใหม่ ไม่ใช่ ความรู้แบบเดียว แต่ยังมีความรู้แบบอื่น ๆ (Narrative) ประการที่สอง เกณฑ์ในการตัดสินว่า อะไรเป็นความรู้ หรือว่าไม่เป็นความรู้ เป็นเกณฑ์ เดียวกับที่ผู้ปกครองใช้ตัดสินว่า อะไรยุติธรรมในการใช้กฎหมาย ดังนั้น ความรู้ทางด้าน วิทยาศาสตร์ จึงไม่ใช่ความจริงที่บริสุทธิ์

73 เปรียบเทียบได้ว่า ผู้คนในยุคสมัยใหม่มีโลกทัศน์ที่ได้รับอิทธิพลจากวิทยาศาสตร์ แบบกลไกของ ไอแซค นิวตัน ที่เห็นว่า จักรวาลมีความคงที่ หรือมีเสถียรภาพ ในขณะที่ ผู้คนในยุคหลังสมัยใหม่ เชื่อว่า ในสภาพที่เราอยู่โลกได้เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกัน ความรู้ที่มีลักษณะอย่างดีที่สุด ก็คือ เป็นความรู้แบบชั่วคราวที่ต้อง ปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ Michel Foucault เห็นว่า ความรู้กับอำนาจเป็นสิ่งที่ไม่อาจแยกออกจากกัน ทำให้ เกิดความสงสัยในวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นความรู้ที่ถูกจัดให้อยู่ในระดับสูงสุดของความรู้ ทั้งปวงในยุคสมัยใหม่ การอ้างว่าความรู้แบบวิทยาศาสตร์นั้นเป็นความรู้ที่จริงที่สุด เพราะปลอดค่านิยม และเป็นอิสระจากอุดมการณ์ทางการเมือง Foucault ไม่เห็นด้วย แต่กลับมองว่า แท้ที่จริงแล้วมันกลับเป็นความรู้ที่ให้ผล ประโยชน์กับกลุ่มชนชั้นนำในสังคม Foucault ไม่เห็นด้วย แต่กลับมองว่า แท้ที่จริงแล้วมันกลับเป็นความรู้ที่ให้ผล ประโยชน์กับกลุ่มชนชั้นนำในสังคม Baudrillard เห็นด้วยกับ Foucault โดยเขาเสนอว่า วิทยาศาสตร์ก็มีฐานะไม่ แตกต่างไปจากอภิตำนาน (Grand Narrative) ที่ทำให้คนเชื่อ ติดตาม และนำมาอ้างอิง แท้ที่จริงแล้วก็คือ วาทกรรม (Discourse) นั่นเอง

74 ทัศนะของ Post-modern ต่อระบบคิด ความรู้ หรือลักษณะของความรู้ที่พึง ประสงค์ คือ ความรู้ที่มีลักษณะเฉพาะถิ่น หลากหลาย ใช้วิธีวิเคราะห์ในระดับจุลภาค และ เป็นเรื่องเล่าในขอบเขตแคบ ๆ (Little Narrative) แนวคิดแบบหลังสมัยใหม่ ไม่เห็นด้วยกับการใช้วิธีวิทยาแบบหนึ่งแบบใดเพียงแบบ เดียว ไม่ว่าจะเป็นเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพ แต่เสนอให้ใช้ พหุวิธี (Metrologies) และ มองปัญหาด้วยทัศนภาพที่หลากหลาย (Multiple Perspective) Post-modern ท้าทายอะไร ? Post-modern ท้าทายอะไร ? พวก Post-modernism ท้าทายรากฐานหรือ “หัวใจ” (Center) ของภูมิปัญญา ของยุคสมัยใหม่ ไม่ได้ปฏิเสธแต่ลดฐานะของวิทยาศาสตร์ว่าเป็แค่ความรู้ความเข้าใจ ธรรมชาติสังคมมนุษย์แบบหนึ่งเท่านั้น พวก Post-modernism ท้าทายรากฐานหรือ “หัวใจ” (Center) ของภูมิปัญญา ของยุคสมัยใหม่ ไม่ได้ปฏิเสธแต่ลดฐานะของวิทยาศาสตร์ว่าเป็แค่ความรู้ความเข้าใจ ธรรมชาติสังคมมนุษย์แบบหนึ่งเท่านั้น พวก Post-modernism เห็นว่า การพยายามแบ่งประเภท จัดสรร จัดหมวดหมู่ที่ นำไปสู่กฎเกณฑ์ระเบียบทางวิทยาศาสตร์ ระเบียบทางสังคม ได้อ้างความรู้และความ สมเหตุสมผลอย่างเดียว เป็นเรื่องที่ขาดความชอบธรรม เพราะในความเป็นจริง ความ สมเหตุสมผลมีได้หลายแบบ พวก Post-modernism เห็นว่า การพยายามแบ่งประเภท จัดสรร จัดหมวดหมู่ที่ นำไปสู่กฎเกณฑ์ระเบียบทางวิทยาศาสตร์ ระเบียบทางสังคม ได้อ้างความรู้และความ สมเหตุสมผลอย่างเดียว เป็นเรื่องที่ขาดความชอบธรรม เพราะในความเป็นจริง ความ สมเหตุสมผลมีได้หลายแบบ

75 9. แนวคิดเรื่องวาทกรรม (Discourse) วาทกรรม คือ มโนทัศน์หลักทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาชุดหนึ่งซึ่งกำลังมี บทบาทและได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในวงวิชาการปัจจุบัน เดิมวาทกรรม หมายถึงการวิเคราะห์ความหมายของภาษาพูด (Spoken Language) และมักนิยม ศึกษากันในหมู่นักวรรณคดี ในปัจจุบันนักสังคมวิทยานิยมนำเอาวิธีการวิเคราะห์วาท กรรมมาทำการวิเคราะห์ประเด็นของอำนาจและความสัมพันธ์เชิงอำนาจ นักปรัชญาอย่าง Wittgenstein วิเคราะห์ว่า ในโลกนี้มี “วาทกรรม” หลาย แบบ (Different Modes of Discourse) รูปแบบที่หลากหลายของกาแสดงออกซึ่ง คำพูด เรียกว่า Language Games “เกมภาษา” ผู้เล่นจะต้องมาร่วมกันสร้างกฎ กติกา เกมทุกเกม ย่อมต้องมีกติกาการเล่น นักทฤษฎีผู้บุกเบิกการศึกษาในแนววิเคราะห์วาทกรรมคือ Michel Foucault วิธีคิดและวิธีวิทยาของ Foucault ได้ผ่านขั้นตอนของการพัฒนาในแง่วิธีวิทยามา ตามลำดับ กล่าวคือในสมัยต้น ๆ Foucault ได้รับอิทธิพลของทฤษฎีโครงสร้างนิยม เขาเขียนเกี่ยวกับ “โบราณคดีเกี่ยวกับความรู้” (Archaeology of Knowledge) อัน เป็นผลงานซึ่งเน้นศึกษาปรากฏการณ์ด้านวาทกรรมที่เกี่ยวกับความรู้ ความคิด และ รูปแบบของวาทกรรม (Modes of Discourse) นักทฤษฎีผู้บุกเบิกการศึกษาในแนววิเคราะห์วาทกรรมคือ Michel Foucault วิธีคิดและวิธีวิทยาของ Foucault ได้ผ่านขั้นตอนของการพัฒนาในแง่วิธีวิทยามา ตามลำดับ กล่าวคือในสมัยต้น ๆ Foucault ได้รับอิทธิพลของทฤษฎีโครงสร้างนิยม เขาเขียนเกี่ยวกับ “โบราณคดีเกี่ยวกับความรู้” (Archaeology of Knowledge) อัน เป็นผลงานซึ่งเน้นศึกษาปรากฏการณ์ด้านวาทกรรมที่เกี่ยวกับความรู้ ความคิด และ รูปแบบของวาทกรรม (Modes of Discourse)

76 ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้ Michel Foucault คือหนังสือชื่อ “Madness and Civilization” และ “The Order of Things : An Archaeology of the Human Sciences” เล่มแรกจะกล่าวถึงการแบ่งแยกความวิกลจริตออกจากความมีเหตุผล และ ในที่สุดเหตุผลก็กลายเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลเหนือความวิกลจริต ส่วนเล่มหลังเป็นงาน ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้ Michel Foucault คือหนังสือชื่อ “Madness and Civilization” และ “The Order of Things : An Archaeology of the Human Sciences” เล่มแรกจะกล่าวถึงการแบ่งแยกความวิกลจริตออกจากความมีเหตุผล และ ในที่สุดเหตุผลก็กลายเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลเหนือความวิกลจริต ส่วนเล่มหลังเป็นงาน ที่กล่าวถึงบทบาททั้งสองด้านของวาทกรรมในรูปของงานเขียนที่ว่า งานเขียนหากไม่ เชิดชู ตอกย้ำ ก็ต้องการสลาย สั่นคลอน ล้มล้าง หรือสร้างความพร่ามัวให้กับบรรดา ระบบระเบียบที่ดำรงอยู่ ความหมายของวาทกรรม วาทกรรม หมายถึง ระบบ และกระบวนในการสร้าง/ ผลิต (constitute) เอกลักษณ์(Identity) และความหมาย (significance)ให้กับสรรพสิ่ง ในสังคมที่ห่อหุ้มเราอยู่ ไม่ว่าจะเป็นความจริง อำนาจ หรือตัวตนของเราเอง หน้าที่ของวาทกรรม วาทกรรมจะทำหน้าที่ปัก/ตรึงสิ่งที่สร้างขึ้นให้ดำรงอยู่และ เป็นที่ยอมรับของสังคมในวงกว้าง (valorize) ให้กลายสภาพเป็น “วาทกรรมหลัก” (dominant discourse) ในสังคม

77 การผลิต/สร้างวาทกรรม วาทกรรมจะถูกผลิตหรือสร้างขึ้นจากความแตกต่าง ระหว่างสิ่งที่สามารถพูดถึงได้อย่างถูกต้องในช่วงเวลาหนึ่ง (ภายใต้กฎเกณฑ์และ ตรรกะชุดหนึ่ง) กับสิ่งที่ถูกพูดอย่างแท้จริง วาทกรรมเป็นเรื่องของอำนาจและความ รุนแรงที่แสดงออกมาในรูปของภาคปฏิบัติการจริงของวาทกรรมในสังคม การวิเคราะห์วาทกรรม คือ การพยายามศึกษาและสืบค้นถึงกระบวนการ ขั้นตอน ลำดับเหตุการณ์และรายละเอียดปลีกย่อยในการสร้างเอกลักษณ์ให้กับสรรพสิ่ง ที่ห่อหุ้มเราอยู่ในสังคมในรูปของวาทกรรมและภาคปฏิบัติการของวาทกรรม หัวใจของ การวิเคราะห์วาทกรรมอยู่ที่การพิจารณา ค้นหาว่าด้วยวิธีการหรือกระบวนใดที่สิ่งต่าง ๆ ในสังคมถูกทำให้กลายเป็นวัตถุเพื่อการศึกษา/เพื่อการพูดถึงวาทกรรม หลักการวิเคราะห์วาทกรรม มิได้อยู่ที่การวิเคราะห์คำพูดนั้นจริงหรือเท็จอย่าง แนวปฏิฐานนิยมและประจักษ์นิยม (positivists and Empiricists) แต่ให้ความสนใจกับ “กฎเกณฑ์ชุดหนึ่ง” ที่เป็นตัวกำกับคำพูดนั้น ๆ เป็นไปได้มากกว่าเป็นเรื่องข้อเท็จหรือ จริง กฎเกณฑ์เหล่านี้อยู่ในวาทกรรมและภาคปฏิบัติการจริงของวาทกรรม

78 ในการวิเคราะห์วาทกรรม มักจะเริ่มต้นด้วยคำถามที่พื้น ๆ และดูเหมือนง่าย ที่สุด เช่นว่า “อะไร คือสิ่งที่เรียกว่า การพัฒนา” (What is Development ?) หรือ ”อย่างไร ถึงจะเป็นการพัฒนา” (How is Development ?) การตั้งคำถามในลักษณะนี้มิใช่ด้วยวัตถุประสงค์ที่ต้องการสร้างหรือกำหนด นิยามที่แน่นอน ตายตัว ชัดเจน และสามารถวัดได้ในเชิงปริมาณดังที่ นักทฤษฎี แนวปฏิฐานนิยมและประจักษ์นิยมเรียกว่า “คำนิยามเชิงปฏิบัติการ” (Operational Definition) แต่เป็นการตั้งคำถามเพื่อต้องการตรวจสอบหรือสืบค้นว่าเอกลักษณ์และ ความหมายของสิ่งที่เรียกว่า/ ถือว่า “การพัฒนา” นั้นถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไรและมี การเปลี่ยนแปลงอย่างไร (Formation and Transformation) แนววิเคราะห์วาทกรรม จะอยู่ที่ ประการที่ 1 การวิเคราะห์ วาทกรรมมิได้แยก อย่างเด็ดขาดระหว่างสิ่งที่เรียกว่า “ทฤษฎี” กับโลกแห่งความเป็นจริงที่เป็นรูปธรรม ระหว่างอุดมการณ์กับความเป็นจริง และประการที่ 2 การวิเคราะห์วาทกรรมจะช่วย ให้เราตระหนักว่าเรื่องของจุดยืน ความคิด ความเห็น ความเชื่อ ความรู้ ความหมาย ฯลฯ ของคนในสังคม

79 แนวทางการวิเคราะห์และวิธีวิทยาในการวิเคราะห์วาทกรรมในแนวทางดังกล่าว จะช่วยให้เราเห็นโครงข่าย/ โยงใยทางอำนาจของความรู้ชุดต่าง ๆ ในสังคม ตลอดจน จะทำให้มองเห็นกลไกการทำงานที่สอดผสานกันระหว่างวาทกรรมและปฏิบัติการทาง วาทกรรม รวมทั้งยังทำให้เห็นยุทธศาสตร์ของกลุ่มต่าง ๆ ที่ถูกกำหนดขึ้นจากเงื่อนไข/ ปัจจัยทางความรู้และสังคม ที่สำคัญวิธีการวิเคราะห์วาทกรรมในแนวของ Foucault มิได้สนใจศึกษาความจริง (Truth) แต่สนใจศึกษา วาทกรรมว่าด้วยความจริง (A Discourse of Truth) สิ่งที่เป็น “ขีดจำกัดของวาทกรรม” ซึ่งหมายถึง “สิ่งที่ไม่ถือเป็นวาทกรรม” ได้แก่ ประการที่หนึ่ง สิ่งนั้นหรือเรื่องนั้นไม่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ประการที่สอง เมื่อกระแสหลักไม่ได้ถูกตอบโต้โดยกระแสรอง ประการที่สาม เมื่อปรากฏการณ์ดังกล่าวนั้นไม่มีการลุกขึ้นมาตอบโต้การครอบงำ

80

81 บทที่  โลกาภิวัตน์กับสังคมไทย ผศ. ดร. จิตรกร โพธิ์งาม

82 ปัจจัยที่ตอบสนองต่อกระแสโลกาภิวัตน์ของ สังคมไทย กระแสโลกาภิวัตน์ทำให้สังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทาง ชนชั้น ทัศนคติและอุดมการณ์ ปัจจัยที่ตอบสนองต่อกระแสโลกาภิวัตน์ของ สังคมไทย ได้แก่ 1. โครงสร้างเศรษฐกิจไทย เป็นระบบทุนนิยมเสรี มีลักษณะเอื้ออำนวย ต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตามระบบเศรษฐกิจโลก 2. โครงสร้างสังคมไทย เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอันเป็นผลจาก การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เนื่องจากอิทธิพลของอุดมการณ์แบบเสรีนิยม กระจายไปอยู่ในชนทุกชั้น 3. โครงสร้างทางการเมือง อุดมการณ์ทางการเมืองแบบเสรีนิยม ขยายตัวลงมาสัมพันธ์กับวิถีชีวิตประจำวันทางเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้น

83 ผลกระทบโดยรวมในมิติทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ด้านเศรษฐกิจ ประเทศไทยมีการขยายตัวขององค์ประกอบทาง เศรษฐกิจ การปรับตัวของโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การขยายอิทธิพลของ บรรษัทข้ามชาติและการลดลงของอำนาจรัฐ การครอบงำทางเศรษฐกิจ โดยมหาอำนาจและองค์การระหว่างประเทศ ความเหลื่อมล้ำในการ กระจายรายได้ในสังคม ฯลฯ ด้านการเมือง มีการปฏิรูปการเมือง การปฏิรูประบบราชการ การปฏิวัติ รัฐประหาร เล่นพรรคเล่นพวก ซื้อสิทธิ์ขายเสียง ปัญหาชายแดน ฯลฯ ด้านสังคม เกิดปัญหาความรุนแรงในสังคม ปัญหาโรคเอดส์ ปัญหา การศึกษา ปัญหาค่านิยมในหมู่คนรุ่นใหม่ ฯลฯ

84 ผลบวกของโลกาภิวัตน์ 1. ช่วยให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างสะดวกและรวดเร็ว 1. ช่วยให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างสะดวกและรวดเร็ว 2. ช่วยจัดระเบียบและประมวลผลข้อมูล 2. ช่วยจัดระเบียบและประมวลผลข้อมูล 3. ช่วยลดการใช้กำลังแรงงานลง 3. ช่วยลดการใช้กำลังแรงงานลง 4. ช่วยสนับสนุนการประดิษฐ์คิดค้น และการเสาะแสวงหา ความรู้ใหม่ ๆ 4. ช่วยสนับสนุนการประดิษฐ์คิดค้น และการเสาะแสวงหา ความรู้ใหม่ ๆ 5. ช่วยให้มีการเผยแพร่ข้อมูลความคิดเห็น ข่าวสาร วัฒนธรรม และแบบแผนปฏิบัติระหว่างมนุษย์อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง 5. ช่วยให้มีการเผยแพร่ข้อมูลความคิดเห็น ข่าวสาร วัฒนธรรม และแบบแผนปฏิบัติระหว่างมนุษย์อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง

85 ผลลบของโลกาภิวัตน์ 1. ก่อให้เกิดการลอกเลียนแบบที่เป็นสากล แต่ทำลายคุณค่า วิธีคิด ค่านิยม วัฒนธรรม และแบบแผนปฏิบัติที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละสังคม 1. ก่อให้เกิดการลอกเลียนแบบที่เป็นสากล แต่ทำลายคุณค่า วิธีคิด ค่านิยม วัฒนธรรม และแบบแผนปฏิบัติที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละสังคม 2. สร้างความแตกต่างทางเศรษฐกิจและสังคมระหว่างประเทศ หรือบุคคล 2. สร้างความแตกต่างทางเศรษฐกิจและสังคมระหว่างประเทศ หรือบุคคล 3. เปิดโอกาสให้เกิดการแทรกแซงและครอบงำโดยประเทศหรือสังคมที่มี ความเหนือกว่า 3. เปิดโอกาสให้เกิดการแทรกแซงและครอบงำโดยประเทศหรือสังคมที่มี ความเหนือกว่า 4. ย้ำความสำคัญของลัทธิทุนนิยม วัตถุนิยม และบริโภคนิยม แต่ลดคุณค่า ทางจิตใจและวัฒนธรรมของมนุษย์ 4. ย้ำความสำคัญของลัทธิทุนนิยม วัตถุนิยม และบริโภคนิยม แต่ลดคุณค่า ทางจิตใจและวัฒนธรรมของมนุษย์ 5. เปิดช่องให้มีการติดต่อธุรกรรม การกระจายสื่อหรือเนื้อหาสาระที่ไม่ เหมาะสม หรือการเดินทางเข้าออกประเทศได้อย่างเสรี ซึ่งเป็นโอกาสของ อาชญากรรมข้ามชาติ การหลั่งไหลของยาเสพติด การหลอกลวง มอมเมา เยาวชน การก่อการร้าย และการกอบโกยผลประโยชน์ซึ่งฝ่ายที่เสียเปรียบ คือประเทศที่อ่อนแอ 5. เปิดช่องให้มีการติดต่อธุรกรรม การกระจายสื่อหรือเนื้อหาสาระที่ไม่ เหมาะสม หรือการเดินทางเข้าออกประเทศได้อย่างเสรี ซึ่งเป็นโอกาสของ อาชญากรรมข้ามชาติ การหลั่งไหลของยาเสพติด การหลอกลวง มอมเมา เยาวชน การก่อการร้าย และการกอบโกยผลประโยชน์ซึ่งฝ่ายที่เสียเปรียบ คือประเทศที่อ่อนแอ

86

87 บทที่  เศรษฐกิจไทยในยุคโลกาภิวัตน์ ผศ. ดร. จิตรกร โพธิ์งาม

88 ความหมาย เศรษฐกิจ หมายถึง ส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างการผลิต การใช้ ปัจจัยการผลิต การผลิต รายได้ การจ้างงานและการประกอบอาชีพ การ แลกเปลี่ยนซื้อขาย การบริโภคและการใช้จ่ายของรัฐบาลและเอกชน การ นำเข้าและการส่งออกสินค้า และดุลการค้าและการชำระเงิน ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ จึงหมายถึงการเปลี่ยนแปลงในส่วน ต่าง ๆ ดังที่กล่าวมา ซึ่งสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมาจากปัจจัยทั้ง ภายในและภายนอกประเทศ ลักษณะและโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจไทย

89 การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ พิจารณาจาก การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ในกรณีแรก เป็นการพิจารณาถึงการขยายตัวสัดส่วนการ ผลิต และการจ้างงานของภาคการผลิตต่าง ๆ และการเปลี่ยนแปลง ในแนวทางการผลิต ผลผลิตและสินค้าออก ในกรณีที่สอง พิจารณาจากดัชนีราคาผู้บริโภค อัตราการง่าง งาน ดุลการค้า ดุลบัญชีเดินสะพัด และดุลชำระเงินต่างประเทศ

90 1. ปัจจัยภายใน ปัจจัยภายในที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ประกอบด้วย การเปลี่ยนแปลงด้านการเมือง นโยบาย มาตรการ ต่าง ๆ ของรัฐบาล และบทบาทของกลุ่มผลประโยชน์ในระบบ เศรษฐกิจ ที่มีผลต่อการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ภายในประเทศ ความพร้อมของทรัพยากรในการพัฒนาภาคการ ผลิตต่าง ๆ และการเปิดประเทศของระบบเศรษฐกิจ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ

91 2. ปัจจัยภายนอก ปัจจัยจากต่างประเทศที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงทาง เศรษฐกิจ ประกอบด้วย ความสัมพันธ์ด้านการค้ากับ ต่างประเทศ การพึ่งพาทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ บทบาทขององค์การระหว่างประเทศ และการเปลี่ยนแปลง นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลต่างประเทศ และการเรียนรู้ด้าน การผลิตและการเลียนแบบในการใช้จ่ายจากต่างประเทศ

92 เศรษฐกิจไทยมีอยู่ 2 ระบบ หรือที่เรียกว่า ระบบเศรษฐกิจ แบบ “ทวิลักษณ์” (Dual Economics) ได้แก่ 1. เศรษฐกิจภาคเกษตรกรรม 2. เศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ โครงสร้างการผลิตของไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่ เป็นการผลิตในภาคเกษตรกรรมเป็นภาคอุตสาหกรรม ในขณะที่ ภาคบริการได้เข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะการจ้าง งานที่อพยพมาจากภาคเกษตรกรรม ระบบเศรษฐกิจแบบทวิลักษณ์

93 1. เศรษฐกิจภาคเกษตรกรรม 1. เศรษฐกิจภาคเกษตรกรรม ภาคเกษตรกรรมของไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงในหลาย ๆ ด้าน จากเป้าหมายการผลิตเพื่อยังชีพมาเป็นผลิตเพื่อขายและ ส่งออก ผลผลิตมีความหลากหลายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงไม่ได้ดำเนินควบคู่ไปกับ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

94 2. เศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม 2. เศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม การผลิตในระบบอุตสาหกรรมโดยเฉพาะสาขาหัตถกรรมได้เปลี่ยนไป เมื่อมีการเปิดประเทศ ในช่วงแรกของการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นการผลิตเพื่อ ทดแทนการนำเข้า ต่อมาเป็นการผลิตเพื่อการส่งออกมากขึ้น แต่การผลิตในสาขาหัตถอุตสาหกรรมไม่ได้ก่อให้เกิดการจ้างงานมาก เท่าที่ควร มีการกระจุกตัวอยู่ในส่วนกลางและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาก ขึ้น สำหรับโครงสร้างการผลิตด้านการบริการโดยทั่วไปมีการเปลี่ยนแปลง ไม่มากนัก แต่การบริการด้านการศึกษาและกิจกรรมเกี่ยวกับการท่องเที่ยวมี บทบาทมากขึ้น พบว่าเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจทำให้บริการด้านการเงิน อสังหาริมทรัพย์ การค้า รวมทั้งระบบการประกันสุขภาพมีอัตราลดลง

95 ลักษณะและปัญหาเศรษฐกิจไทย 1.การเงินการคลังและภารกิจระหว่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงของระดับราคาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นภาวะเงินเฟ้อ ที่ราคาสินค้าสูงขึ้น โดยในช่วงก่อนมีการใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ การเกิดภาวะเงินเฟ้อจะมาจากปัจจัยภายในประเทศและต่างประเทศ แต่หลังจากมีการใช้แผนพัฒนาฯ สาเหตุหลักมาจากต่างประเทศ คือการที่ราคา น้ำมันและสินค้านำเข้าจากต่างประเทศมีราคาสูงขึ้น ภาวะเงินเฟ้อ หมายถึง การที่ระดับราคาสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในทางตรงกันข้าม ภาวะเงินฝืด หมายถึง การที่ระดับราคาสินค้าลดลง อย่างต่อเนื่อง โดยที่ราคาสินค้าและบริการลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ผลิตลด ปริมาณการผลิต ทำให้สินค้าขาดแคลน ส่งผลให้เกิดการว่างงานในประเทศ

96 2. เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ 2. เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ในอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยประสบกับปัญหาการขาดดุลการค้าเกือบทุก ปี แต่ไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกับดุลบัญชีเดินสะพัด เพราะมีรายได้หลักจาก การท่องเที่ยวเข้ามาชดเชย ในขณะที่ดุลบัญชีการชำระเงินมีการเกินดุลเกือบ ทุกปี เพราะจากการที่มีเงินลงทุนไหลจากต่างประเทศเข้ามามาก แต่เมื่อเกิด วิกฤติเศรษฐกิจมีเงินไหลออกนอกประเทศทำให้เกิดการขาดดุลชำระเงิน 3. ข้อจำกัดและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 3. ข้อจำกัดและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ในระยะแรกของการพัฒนา สถานการณ์การว่างงานในประเทศไทย ไม่ได้รับความสนใจมากนัก เพราะเชื่อว่า เมื่อมีการพัฒนาให้มีการขยายตัว ปัญหาการว่างงานจะมีไม่มาก แต่เมื่อประชากรเพิ่มขึ้นมาก ปัญหาการว่างงาน มีมากขึ้น และเมื่อภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ การว่างงานจะทวีความรุนแรงมาก ยิ่งขึ้น

97 ความหลากหลายของการพัฒนาเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน การพัฒนาที่ผ่านมาเน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยหวังว่า ผลของความ เจริญจะกระจายไปยังคนกลุ่มต่าง ๆ ซึ่งล้มเหลว ในปัจจุบันการพัฒนาจึงมุ่ง ไปยังพื้นฐานของวัฒนธรรมท้องถิ่นดั้งเดิม การพัฒนาที่ผ่านมาเน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยหวังว่า ผลของความ เจริญจะกระจายไปยังคนกลุ่มต่าง ๆ ซึ่งล้มเหลว ในปัจจุบันการพัฒนาจึงมุ่ง ไปยังพื้นฐานของวัฒนธรรมท้องถิ่นดั้งเดิม การพัฒนาที่มุ่งให้ความสำคัญกับเมืองทำให้ชีวิตคนส่วนใหญ่ในท้องถิ่นถูก ทอดทิ้ง ในปัจจุบันจึงต้องมุ่งพัฒนาชนบทบนพื้นฐานของความยั่งยืน การพัฒนาที่มุ่งให้ความสำคัญกับเมืองทำให้ชีวิตคนส่วนใหญ่ในท้องถิ่นถูก ทอดทิ้ง ในปัจจุบันจึงต้องมุ่งพัฒนาชนบทบนพื้นฐานของความยั่งยืน การพัฒนาแนวนิเวศและการสร้างชุมชนสีเขียวมุ่งเปลี่ยนแปลงกระบวน ทัศน์ของการพัฒนา โดยให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของ มนุษย์ การพัฒนาแนวนิเวศและการสร้างชุมชนสีเขียวมุ่งเปลี่ยนแปลงกระบวน ทัศน์ของการพัฒนา โดยให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของ มนุษย์

98 ปรัชญาการพัฒนาเปรียบเทียบ ปรัชญาตะวันตก มองว่า มนุษย์แยกจากธรรมชาติ จึงมุ่งใช้ประโยชน์จาก ธรรมชาติให้มากที่สุด ขณะที่ปรัชญาตะวันออกมองว่า มนุษย์เป็นส่วนหนึ่ง ของธรรมชาติ จึงเคารพและให้ความยุติธรรมกับธรรมชาติ ปรัชญาตะวันตก มองว่า มนุษย์แยกจากธรรมชาติ จึงมุ่งใช้ประโยชน์จาก ธรรมชาติให้มากที่สุด ขณะที่ปรัชญาตะวันออกมองว่า มนุษย์เป็นส่วนหนึ่ง ของธรรมชาติ จึงเคารพและให้ความยุติธรรมกับธรรมชาติ นิเวศวิทยาของชาวพุทธ สอนให้มนุษย์มองความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และการพัฒนาอย่างเกื้อกูลซึ่งกันและกัน นิเวศวิทยาของชาวพุทธ สอนให้มนุษย์มองความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และการพัฒนาอย่างเกื้อกูลซึ่งกันและกัน การพัฒนาที่แท้ตามแนวทางของเต๋า มุ่งให้มนุษย์ค้นหาจิตสำนึกของ ตัวเองให้พบ ซึ่งจะทำให้สามารถมองเห็นพลังสร้างสรรค์ในการพัฒนาได้ อย่างชัดเจน การพัฒนาที่แท้ตามแนวทางของเต๋า มุ่งให้มนุษย์ค้นหาจิตสำนึกของ ตัวเองให้พบ ซึ่งจะทำให้สามารถมองเห็นพลังสร้างสรรค์ในการพัฒนาได้ อย่างชัดเจน

99 แนวทางการพัฒนาและการเปรียบเทียบเชิงระบบ การพัฒนาวิถีใหม่ เน้นความสำคัญจริยธรรมของการพัฒนากับความยั่งยืนด้าน นิเวศ การพัฒนาวิถีใหม่ เน้นความสำคัญจริยธรรมของการพัฒนากับความยั่งยืนด้าน นิเวศ การพัฒนากระแสหลัก เน้นความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ส่วนการพัฒนา กระแสทางเลือกเน้นความสำคัญของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม การพัฒนากระแสหลัก เน้นความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ส่วนการพัฒนา กระแสทางเลือกเน้นความสำคัญของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม กระบวนทัศน์การพัฒนาแบบเดิม เน้นการมองปัญหาการพัฒนาเพียงมิติเดียว โดยมุ่งส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม ส่วนกระบวนทัศน์การพัฒนาแบบใหม่ เน้นการมองปัญหาการพัฒนาหลายมิติและเป็นองค์รวม โดยให้ความสำคัญกับ ความยั่งยืน กระบวนทัศน์การพัฒนาแบบเดิม เน้นการมองปัญหาการพัฒนาเพียงมิติเดียว โดยมุ่งส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม ส่วนกระบวนทัศน์การพัฒนาแบบใหม่ เน้นการมองปัญหาการพัฒนาหลายมิติและเป็นองค์รวม โดยให้ความสำคัญกับ ความยั่งยืน การพัฒนาแบบทุนนิยม เน้นการบริโภคและการแสวงหาประโยชน์ส่วนตน ส่วน การพัฒนาแบบสังคมนิยมเน้นความยุติธรรมและความอยู่รอดของสังคม การพัฒนาแบบทุนนิยม เน้นการบริโภคและการแสวงหาประโยชน์ส่วนตน ส่วน การพัฒนาแบบสังคมนิยมเน้นความยุติธรรมและความอยู่รอดของสังคม

100 ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1-10 ยุทธศาสตร์การพัฒนาในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1-2 ( ) มุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน คือ ถนน ไฟฟ้า และน้ำ ยุทธศาสตร์การพัฒนาในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1-2 ( ) มุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน คือ ถนน ไฟฟ้า และน้ำ ยุทธศาสตร์การพัฒนาในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 3-4 ( ) เพิ่มการพัฒนาด้านสังคม ยุทธศาสตร์การพัฒนาในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 3-4 ( ) เพิ่มการพัฒนาด้านสังคม ยุทธศาสตร์การพัฒนาในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 5 ( ) มุ่งเน้นการพัฒนาชนบท ยุทธศาสตร์การพัฒนาในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 5 ( ) มุ่งเน้นการพัฒนาชนบท ยุทธศาสตร์การพัฒนาในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 6-7 ( ) มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก ยุทธศาสตร์การพัฒนาในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 6-7 ( ) มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก

101 ยุทธศาสตร์การพัฒนาในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 ( ) มุ่งเน้นการ พัฒนาโดยใช้คนเป็นศูนย์กลาง ยุทธศาสตร์การพัฒนาในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 ( ) มุ่งเน้นการ พัฒนาโดยใช้คนเป็นศูนย์กลาง ยุทธศาสตร์การพัฒนาในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 ( ) มุ่งพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์ ยุทธศาสตร์การพัฒนาในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 ( ) มุ่งพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์ ยุทธศาสตร์การพัฒนาในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 ( ) เปลี่ยน ตัวชี้วัดเป็นการพัฒนาคนเพื่อให้มีความสุข ยุทธศาสตร์การพัฒนาในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 ( ) เปลี่ยน ตัวชี้วัดเป็นการพัฒนาคนเพื่อให้มีความสุข โดยเน้น “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”

102 เศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy) เศรษฐกิจพอเพียง เป็นพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานเมื่อปี พ.ศ.2540 โดยมุ่งหมายให้เป็น ปรัชญาในการดำเนินชีวิตในฐานะเศรษฐกิจทางเลือกแบบหนึ่งเพื่อให้ ประเทศชาติล่วงพ้นจากสภาพวิกฤติเศรษฐกิจในขณะนั้น ดังนั้น วาทกรรมเศรษฐกิจพอเพียง จึงเป็นการต่อสู้ ทางอุดมการณ์ระหว่างรูปแบบเศรษฐกิจที่มีความเป็นเฉพาะกับความ ทางอุดมการณ์ระหว่างรูปแบบเศรษฐกิจที่มีความเป็นเฉพาะกับความ เป็นสากล หรือชูกระแสท้องถิ่นต่อสู้กับกระแสโลกาภิวัตน์ เป็นสากล หรือชูกระแสท้องถิ่นต่อสู้กับกระแสโลกาภิวัตน์

103 หลักการของเศรษฐกิจพอเพียง มีผู้อธิบายว่า เศรษฐกิจพอเพียง มีองค์ประกอบ 5 ส่วน คือ 1. กรอบแนวคิด 2. คุณลักษณะ 3. คำนิยาม 4. เงื่อนไข 5. แนวปฏิบัติ

104 กรอบแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่ชี้แนะแนวทางการดำรง อยู่และปฏิบัติตนในทางที่ ควรจะเป็น โดยมีพื้นฐานมาจาก วิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ ตลอดเวลา และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการ เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัย และ วิกฤตเพื่อ ความมั่นคง และ ความยั่งยืน ของการพัฒนา เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่ชี้แนะแนวทางการดำรง อยู่และปฏิบัติตนในทางที่ ควรจะเป็น โดยมีพื้นฐานมาจาก วิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ ตลอดเวลา และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการ เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัย และ วิกฤตเพื่อ ความมั่นคง และ ความยั่งยืน ของการพัฒนา

105 คุณลักษณะ เศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติตนได้ในทุก ระดับ โดยเน้นการปฏิบัติบนทางสายกลาง และการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน

106 คำนิยาม ความพอเพียงจะต้องประกอบด้วย 3 คุณลักษณะ พร้อม ๆ กัน ดังนี้ - ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มาก เกินไปโดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่นการผลิตและการบริโภคที่อยู่ ในระดับพอประมาณ - ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียง นั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผลโดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อย่างรอบคอบ - การมีภูมิคุ้มกันที่ดี ในตัวหมายถึงการเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบ และการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ ของสถานการณ์ ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล

107 เงื่อนไข การตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้น ต้องอาศัยทั้งความรู้ และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน กล่าวคือ เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่าง ๆ ที่ เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณา เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่าง ๆ ที่ เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณา ให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผน และความระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้างประกอบด้วย มีความตระหนัก ในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความอดทน มีความเพียร ใช้ สติปัญญาในการดำเนินชีวิต เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้างประกอบด้วย มีความตระหนัก ในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความอดทน มีความเพียร ใช้ สติปัญญาในการดำเนินชีวิต

108 แนวปฏิบัติ จากการนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ คือ การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้และเทคโนโลยี

109 สรุปลักษณะของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นเศรษฐกิจสำหรับคนทั้งมวล เป็นเศรษฐกิจสำหรับคนทั้งมวล มีพื้นฐานอยู่ที่ความเข้มแข็งของชุมชน มีพื้นฐานอยู่ที่ความเข้มแข็งของชุมชน มีความเป็นบูรณาการ มีความเป็นบูรณาการ อยู่บนพื้นฐานความเข้มแข็งของตนเอง อยู่บนพื้นฐานความเข้มแข็งของตนเอง มีการจัดการและนวัตกรรมใหม่ ๆ มีการจัดการและนวัตกรรมใหม่ ๆ

110 เศรษฐกิจพอเพียงบทวิพากษ์เชิงปรากฏการณ์และทฤษฎี  ผศ. ดร. จิตรกร โพธิ์งาม

111

112 ประเด็นนำเสนอ ที่มาและฐานความคิด ที่มาและฐานความคิด ข้อเสนอทางปรากฏการณ์ ข้อเสนอทางปรากฏการณ์ คำถามเชิงทฤษฎี คำถามเชิงทฤษฎี

113

114 ความสำคัญของปรัชญา ความสำคัญของปรัชญา ปรัชญา ถือเป็นรากฐานที่สำคัญของการดำเนินชีวิต เพราะเป็นเรื่องของวิธีคิด และจิตสำนึกของผู้คน ทุกปรัชญา ไม่เฉพาะแต่ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ที่มาของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่มาของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในหลวงทรงพระราชทาน “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2517 ในพระราชวังสวนจิตรลดา และมาสำแดงพลังอย่างเต็มที่ ในปี พ.ศ.2540 เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ และสังคมไทยเริ่มตั้งถามว่า เราจะหาทางออกจากวิกฤตินั้น อย่างไร เศรษฐกิจพอเพียง เป็นศัพท์ประดิษฐ์ ที่เรียกว่า “ประดิษฐกรรมทางภาษา” จึง เป็นที่ชัดเจนว่า เศรษฐกิจพอเพียง ก็คือ “ความจริงที่ถูกสร้างขึ้น”

115 เศรษฐกิจพอเพียง : ปมปัญหาระหว่างความรู้ กับความไม่รู้ หลังปี พ.ศ.2540 เป็นต้นมา ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจส่งผลให้สังคมตกอยู่ในภาวะ “วิกฤติทางพาราไดม์” ว่าด้วยเศรษฐกิจ ซึ่งนำไปพันกันกับบริบททางการเมือง ขณะนั้นอย่างแนบแน่น หลังปี พ.ศ.2540 เป็นต้นมา ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจส่งผลให้สังคมตกอยู่ในภาวะ “วิกฤติทางพาราไดม์” ว่าด้วยเศรษฐกิจ ซึ่งนำไปพันกันกับบริบททางการเมือง ขณะนั้นอย่างแนบแน่น วิเคราะห์เชิงภาษาศาสตร์ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นศัพท์ประดิษฐ์ วิเคราะห์เชิงภาษาศาสตร์ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นศัพท์ประดิษฐ์ ที่เรียกว่า “ประดิษฐกรรมทางภาษา” ในมุมนี้ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จึงเป็น ความจริงที่ถูกสร้างขึ้น แฟร์ดินอง เดอ โซซูร์ นักสัญวิทนาชาวสวิส เสนอว่า ในโครงสร้างของภาษามี องค์ประกอบอยู่ 2 ส่วน คือ รูปภาษา กับความหมายภาษา การให้ความหมาย ภาษาจึงเกิดจากการตีความ แฟร์ดินอง เดอ โซซูร์ นักสัญวิทนาชาวสวิส เสนอว่า ในโครงสร้างของภาษามี องค์ประกอบอยู่ 2 ส่วน คือ รูปภาษา กับความหมายภาษา การให้ความหมาย ภาษาจึงเกิดจากการตีความ ในกรณีดังกล่าว จึงดูเหมือนว่าเรากำลังถูก “ล้อมกรอบ” ด้วย “กรงดัก” ทาง ภาษา เมื่อติดอยู่ในรูปแบบของภาษาจึงทำให้เกิดความสับสน และเป็นข้อจำกัด ประการหนึ่งในการทำความเข้าใจในความหมายที่แท้จริงของภาษา ในกรณีดังกล่าว จึงดูเหมือนว่าเรากำลังถูก “ล้อมกรอบ” ด้วย “กรงดัก” ทาง ภาษา เมื่อติดอยู่ในรูปแบบของภาษาจึงทำให้เกิดความสับสน และเป็นข้อจำกัด ประการหนึ่งในการทำความเข้าใจในความหมายที่แท้จริงของภาษา

116 หากในหลวงท่านเปลี่ยนไปใช้คำว่า เศรษฐกิจแบบศีลธรรม (Moral Economy) หรือ เศรษฐกิจแบบจิตสำนึก (Conciousness Economy) หรือคำอื่น อาจตรงกับเจตนารมณ์ที่ต้องการจะ “สื่อ” ได้มากกว่านี้ หรือว่า เป็นความผิดพลาดของการสร้างวาทกรรม หากในหลวงท่านเปลี่ยนไปใช้คำว่า เศรษฐกิจแบบศีลธรรม (Moral Economy) หรือ เศรษฐกิจแบบจิตสำนึก (Conciousness Economy) หรือคำอื่น อาจตรงกับเจตนารมณ์ที่ต้องการจะ “สื่อ” ได้มากกว่านี้ หรือว่า เป็นความผิดพลาดของการสร้างวาทกรรม โดยเฉพาะมีคำว่า “เศรษฐกิจ” คนจึงมองว่า เป็นรูปแบบหนึ่ง โดยเฉพาะมีคำว่า “เศรษฐกิจ” คนจึงมองว่า เป็นรูปแบบหนึ่ง ของทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ ยิ่งคำว่า “พอเพียง” ซึ่งเป็นคำที่ไม่ สามารถบอกเกณฑ์หรือมาตรฐานได้ชัดว่าคืออะไร ยิ่งก่อให้เกิด การตีความอย่างกว้างขวาง เรียกได้ว่า เป็นความสับสนทางทฤษฎี สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า เศรษฐกิจพอเพียง สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า เศรษฐกิจพอเพียง คือเศรษฐกิจที่สามารถอยู่อย่างอิสระ และสามารถปลดปล่อยตัวเอง ได้จากโลกาภิวัตน์

117 เศรษฐกิจพอเพียง : บทวิพากษ์เชิงปรากฏการณ์ เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องของ “พื้นที่” เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องของ “พื้นที่” ที่ภาคใต้เศรษฐกิจพอเพียง “ไม่เวิร์ค” เพราะคนใต้เขาโดยสารรถไฟระหว่างประเทศ ไม่ใช่รถไฟระหว่างเมือง หรือระหว่างหมู่บ้าน เขาเชื่อว่า โซ่ของการผลิต ถูกจัดตั้งจากต่างประเทศ ที่อีสาน เศรษฐกิจพอเพียง “ทำได้” เพราะคนที่อยู่ในชุมชนเป็นคนที่ปลดเกษียณแล้วในตลาดแรงงาน ถ้ามี จิตสำนึกก็สร้างกลุ่ม โครงการที่ประสบความสำเร็จ เป็นความเก่งเฉพาะครัวเรือน ไม่ใช่กระจายไปทุกที่ และอาจเกิดจากเงื่อนไข หรือศักยภาพอย่างอื่น มากกว่าการตอบสนองทางอุดมการณ์ ส่วนที่ล้มเหลวก็ไม่ใช่เป็นเพราะพฤติกรรมไม่สามารถ บรรลุตามคำอธิบายเชิงทฤษฎี แต่เป็นเพราะแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาวบ้านในตัวของมันเองมีแรงเฉื่อย และถูก ”แรงต้าน” จากตลาด ที่ “แข็งแกร่ง เฉยชา และไร้จิตสำนึก” การผลิตซ้ำวาทกรรม “ประชานิยม” ของภาคการเมือง การผลิตซ้ำวาทกรรม “ประชานิยม” ของภาคการเมือง ภายหลังจาก คมช. ทำการโค่นล้มอำนาจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และมุ่งทำลายระบอบเศรษฐกิจแบบ “ทักษิโณมิกส์” จนกระทั่งมีพระราชกฤษฎีกากำหนดการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 เป็นที่น่าสังเกตว่า ทุกพรรคการเมืองต่างผลิตซ้ำวาทกรรม “ประชานิยม” เป็นหลัก ปรากฏการณ์ดังกล่าว น่าจะสะท้อนให้เห็นว่า 1. ภาคการเมืองขาดความเชื่อมั่นในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 2. รู้ว่าแนวคิดประชานิยมสามารถดึงมวลชนรากหญ้ามาเป็นพวกได้มากกว่า 3. เป็นการส่งสัญญาณทางเศรษฐกิจ โดยนัยดังกล่าว เศรษฐกิจพอเพียงในความหมายของภาคการเมือง จึงเป็นเพียง “ไม้ประดับของโลกาภิวัตน์” หรือเหมือนมวยคู่ก่อนเวลา เพื่อรอ “มืออาชีพ” เข้ามาจัดการแบบเบ็ดเสร็จ

118 เศรษฐกิจพอเพียง : บทวิพากษ์ทางทฤษฎี ผู้เสนอคิดว่า ขณะนี้เรากำลังยืนอยู่บนเยื่อบาง ๆ ของ 2 สิ่ง ระหว่างสิ่งที่เป็น ผู้เสนอคิดว่า ขณะนี้เรากำลังยืนอยู่บนเยื่อบาง ๆ ของ 2 สิ่ง ระหว่างสิ่งที่เป็น 1. วาทกรรมเศรษฐกิจพอเพียง 2. การรับรู้และตีความคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” ประเด็นที่หนึ่ง วาทกรรมเศรษฐกิจพอเพียง วาทกรรม หมายถึง การต่อสู้ทางความคิดที่อยู่ในความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ผู้ที่อยู่ความสัมพันธ์เชิงอำนาจของวาท กรรมเศรษฐกิจพอเพียงมีหลายกลุ่ม ได้แก่ ราชสำนัก รัฐบาล ระบบราชการ ข้าราชการ องค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชาการ สื่อสารมวลชน นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ องค์กรปกครองท้องถิ่น และชาวบ้าน วาทกรรม หมายถึง การต่อสู้ทางความคิดที่อยู่ในความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ผู้ที่อยู่ความสัมพันธ์เชิงอำนาจของวาท กรรมเศรษฐกิจพอเพียงมีหลายกลุ่ม ได้แก่ ราชสำนัก รัฐบาล ระบบราชการ ข้าราชการ องค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชาการ สื่อสารมวลชน นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ องค์กรปกครองท้องถิ่น และชาวบ้าน ในหลวง นำเสนอวาทกรรมเศรษฐกิจพอเพียง ในฐานะปรัชญาในการดำเนินชีวิต รัฐ ตีความและแปรรูปปรัชญามาผลักดันนโยบาย ระบบราชการ นำนโยบายมาปฏิบัติ ข้าราชการ ทำงานตามคำสั่งของหนังสือสั่งการ ใช้แบบแผนปฏิบัติแบบจารีต องค์กรพัฒนาเอกชน จัดตั้งเครือข่ายในกลุ่มชาวบ้านระดับรากหญ้า นักวิชาการ ทำการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย วิพากษ์ เพื่อชี้นำสังคม นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสร้างภาพกับทุนนิยม องค์กรปกครองท้องถิ่น ใช้ปรัชญาสร้างกิจกรรมดึงหัวคะแนน ชาวบ้าน ตกเป็นเครื่องมือของปฏิบัติการวาทกรรมจากทุกกลุ่ม โดยสรุป กลุ่มต่าง ๆ มีส่วนในวาทกรรมคนละอย่าง มีคนได้ประโยชน์จากวาทกรรม และมีคนเสียเปรียบโดยสรุป กลุ่มต่าง ๆ มีส่วนในวาทกรรมคนละอย่าง มีคนได้ประโยชน์จากวาทกรรม และมีคนเสียเปรียบ จากวาทกรรม ที่สำคัญคือ บางกลุ่มไม่เชื่อในสิ่งที่ทำ และบางกลุ่มไม่เชื่อในสิ่งที่พูด

119 ประเด็นที่สอง การรับรู้และตีความคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” มีคนจำนวนไม่น้อยตีความว่า รูปแบบเศรษฐกิจที่เกิดก่อน “ทุนนิยมเสรี” หรือที่ “ไมใช่ทุนนิยม” คือ เศรษฐกิจพอเพียง มีคำถามว่า เศรษฐกิจพอเพียง มีจริงหรือไม่ ? ถ้ามี แล้วเป็นแบบไหน? หรือเป็นเพียง “วาทกรรมชั่วคราว” คำถามมีว่า ถ้าเศรษฐกิจพอเพียงที่เราพูดถึงมีจริงในอดีต คำถามมีว่า ถ้าเศรษฐกิจพอเพียงที่เราพูดถึงมีจริงในอดีต - ทำไมพระพุทธเจ้า จึงเชื่อว่า ข้างหน้ามียุคพระศรีอาริย์ - ทำไม Plato จึงใฝ่ฝันถึง The Republic State - ทำไม Karl Marx จึงถามหาสังคม Utopia ถามว่า ถ้าความพอเพียงมีอยู่จริง ทำไมคนในอดีตต้องโหยหา สังคมในอุดมคติ (Imaged Society) ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ บอกเราว่า โลกในยุคอดีตก็ไม่ได้มีความสมดุล เช่น มีโรคระบาด มีการอพยพของ ผู้คนเพื่อหนีภาวะข้าวยากหมากแพง โจรผู้ร้าย ภาวะสงคราม การแย่งชิงดินแดน การล่าอาณานิคม เป็นต้น สิ่ง ต่าง ๆ เหล่านี้สะท้อนให้เห็นสภาพที่ต้องดิ้นรนในอดีต ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ บอกเราว่า โลกในยุคอดีตก็ไม่ได้มีความสมดุล เช่น มีโรคระบาด มีการอพยพของ ผู้คนเพื่อหนีภาวะข้าวยากหมากแพง โจรผู้ร้าย ภาวะสงคราม การแย่งชิงดินแดน การล่าอาณานิคม เป็นต้น สิ่ง ต่าง ๆ เหล่านี้สะท้อนให้เห็นสภาพที่ต้องดิ้นรนในอดีต พาราไดม์เกี่ยวกับความยากจนมี 2 แบบ คือ กลุ่มแรก เชื่อว่า ความยากจนเป็นพันธุกรรม กลุ่มที่สอง เชื่อว่า ความยากจนเป็นนวัตกรรม ถามว่า ในสังคมไทยเชื่อแบบไหน ?

120

121 Post-Structuralism or Nothing


ดาวน์โหลด ppt การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ผศ. ดร. จิตรกร โพธิ์งาม หลักการ ของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยปกติแล้วในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จะมี อยู่ 2 หลักการใหญ่ ๆ คือ โดยปกติแล้วในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google