งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

การคิดเป็นระบบเพื่อการจัดการงาน ศาสตราภิชานไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "การคิดเป็นระบบเพื่อการจัดการงาน ศาสตราภิชานไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ"— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 การคิดเป็นระบบเพื่อการจัดการงาน ศาสตราภิชานไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ
(Systems Thinking) โดย ศาสตราภิชานไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ

2 ก.ความหมาย การคิดเป็นระบบมีความสำคัญยิ่ง เพื่อการบริหารจัดการให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีสมรรถภาพสูง ซึ่งต้องประกอบด้วยความคิดที่มองภาพรวมของพันธกิจหรือโครงการได้ โดยมีการเชื่อมโยงกิจกรรมย่อยเข้าด้วยกันเป็นความสัมพันธ์ที่ควรจะเป็น

3 ข.แนวความคิดหลัก Systems Thinking (ST)
ถูกทำให้เป็นที่รู้จักในยุคนี้โดย Peter Senge จากหนังสือที่เขาเขียนเรื่อง The Fifth Discipline (วินัยที่ 5)

4 ST เรียงตามลำดับ คือ 1.Personal Mastery หมายถึง วินัยของคนทำงานต้องเก่งหรือมีดีอย่างน้อยหนึ่งอย่าง 2.Mental Model หมายถึง วินัยปรับแก้ภาพฝังใจเพื่อทำงานนอกความเคยชินได้ดี 3.Team learning คือ วินัยในการทำงานเป็นทีมได้และทำงานเดี่ยวก็เก่ง 4.Shared Vision คือ วินัยในการมีอุดมการณ์เดียวกัน และเชื่อในวัตถุประสงค์องค์การ 5.Systems Thinking คือ วินัยในการใช้เครื่องผูกใจองค์ประกอบทั้ง 4 ข้างต้นให้ทำงานได้สอดคล้องกัน

5 ค.การทำความเข้าใจ องค์ประกอบที่สำคัญของ ST
1.ปัจจัยนำเข้า (In-put) หมายถึง กิจกรรมเตรียมการและดำเนินการ “ขาเข้า” 2.กระบวนการทำ (Process) หมายถึง กิจกรรมการดำเนินการ เช่น การประมวลข้อมูลหรือการแปลงวัตถุดิบ 3.ปัจจัยขาออก (Out-put) หมายถึง การนำเอาผลิตภัณฑ์มาใช้หรือจัดจำหน่ายต่อไป

6 ระบบงานมี 2 ชนิด ตัวอย่างข้างต้นนั้นเรียกว่าระบบ “ปลายเปิด” (Open system) คือ มีจุดเริ่มต้นและจุดจบเป็นหัวและหาง อยู่คนละส่วนคนละที่กัน แต่มีการทำงานบางชนิดที่ต้องฝึกทำซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อให้เกิดทักษะก็จะเป็น “ระบบปิด” (Close system)

7 ง.ในแต่ละระบบงาน มีความเล็ก ใหญ่ไม่เท่ากันดังนั้นผู้ที่จะคิดเป็นระบบได้ ต้องมองภาพรวม (Holistic) ให้เข้าใจเสียก่อน 1.ระบบงานของแต่ละคน (Individual) เช่น คำบรรยายลักษณะงานของเจ้าหน้าที่เป็นรายคน 2.ระบบงานของทีมงาน (Department) ในสายงานเดียวกัน เช่น ทีมเล่นกีฬา 3.ระบบงานของทั้งองค์กร (Organization) ที่มีหลายสายงานทำงานประสานกัน โดยมีวัตถุประสงค์เดียวกัน เช่น ภาคี สปสช.

8 จ.ระบบในธรรมชาติ (Natural-Made System)
1.ระบบครอบครัว (Family) ได้แก่ พ่อ แม่ ลูก 2.ระบบสังคมมนุษย์ (Social System) 3.ระบบนิเวศน์ (Ecosystem) หมายถึง ระบบสังคมที่รวมกันอยู่กับสิ่งมีชีวิตอื่น

9 ฉ.ตัวอย่าง ของระบบและการคิดเชิงระบบในการทำงาน
ในสังคมปัจจุบันมีแนวโน้มโลก ที่ระบบการทำงานได้พัฒนาให้เชื่อมโยงกันมากขึ้น เพราะเครื่องมือสื่อสารและคมนาคมอำนวยให้รวมกันเป็นภูมิภาค เช่น กลุ่มอาเซียนและองค์การระหว่างประเทศ ต้องพี่งพากันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง (Inter dependent)

10 ประเด็นปัญหาและความซับซ้อนเพราะความแตกต่างและความหลากหลาย 4 ประเด็นหลักคือ
1.ความแตกต่างด้านการเมือง 2.ความแตกต่างด้านเศรษฐกิจ 3.ความแตกต่างด้านสังคม 4.ความแตกต่างด้านเทคโนโลยี

11 ช.การพัฒนาความคิดเป็นระบบในการทำงาน
1.Event คือระดับเหตุการณ์เชิงเดี่ยวที่เกิดขึ้นในท้องถิ่น 2.Pattern คือความมีรูปแบบในแต่ละชุมชนใกล้เคียงกัน 3.Structure คือโครงสร้าง เช่น สาธารณสุขชุมชนที่ผู้วางแผนคิด 4.Mental Model คือ ความเข้าใจโดยทั่วไป

12 สรุปประเด็น Systems Thinking เพื่อเป็นเครื่องมือในการ Work Shop
1.คนทำงานเป็น ต้องคิดเป็นระบบเพื่อทำงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ อย่างมีสมรรถภาพ 2.คนทำงานใช้ ST เพื่อสร้างจุดพอดี (Optimize) ให้กับงานหรือแก้ปัญหาที่ซับซ้อนทีละขั้น 3.คนทำงานต้องเกี่ยวข้อง และแยกแยะระบบเปิดและระบบปิด ในการบริหารจัดการ 4.ทรัพยากรที่ใช้ ST บริหารจัดการได้แก่ เงิน คนและเวลา ซึ่งโดยทั่วไปมีจำกัด

13 สรุปประเด็น Systems Thinking เพื่อเป็นเครื่องมือในการ Work Shop
5.คนทำงานเขียนระบบไว้เพื่อให้ทำงานซ้ำได้ และเพื่อสอนงาน 6.ในระบบงานมีการเรียงลำดับกิจกรรม 7.คนทำงานใช้เครื่องมือต่าง ๆ เพื่อพัฒนาผลงานและกำจัดอุปสรรค 8.คนทำงาน ควรมีระบบ Feed back เพื่อเรียนรู้ผลและมีระบบ Feed forward

14 ก.ระบบมีบ่อยครั้งที่องค์ประกอบเปลี่ยนแปลง (Dynamic System)
1.ระบบงานหลายองค์ประกอบ เกี่ยวข้องกับความเปลี่ยนแปลงภายใน (Dynamic System) จึงต้องมีการจัดการองค์ประกอบของระบบ (System Management) ให้ไม่ขัดแย้งกัน 2.ถ้าองค์ประกอบของแต่ละระบบ “เอาอยู่แล้ว” ท่านต้องแก้ไขปรับแต่งหลายระบบใหญ่ที่ใช้ทำงานร่วมกันโดย การออกแบบระบบรวม (System Design) 3.ถ้าระบบรวมดำเนินไปได้ดีพอสมควร นักบริหารจัดการระบบขั้นสูงจะต้องพิจารณาสิ่งแวดล้อม (System context) ให้ระบบใหญ่นั้นทำงานในภาวะที่เอื้ออำนวย

15 ข.ผลประโยชน์ที่พึงหวังได้จาก Systems thinking ในการทำงานเป็นระบบเป็นวินัย
หนึ่งใน 5 ของ Senge’s Discipline ซึ่งระบุความมุ่งหวังผลประโยชน์ไว้ 5 ประการ ดังนี้ 1.ทำให้ทุกคนเห็นภาพองค์รวม (Holistic View) 2.ทำให้เห็นความเชื่อมโยง (Relationship) 3.ทำให้เห็นความพึ่งพาอาศัยของกิจกรรมต่าง ๆ ในระบบเพื่อนำไปสู่การเรียนรู้และการทำงานเป็นทีม (Learning Organization) 4.การคิดทำงานเป็นระบบควรได้ผลิตภาพ (Productivity) ที่ดีกว่าคือประหยัดค่าใช้จ่ายและทรัพยากรต่าง ๆ ที่เรียกว่าสมรรถภาพ (Efficiency) 5.เพิ่มโอกาสในการบรรลุผลสำเร็จ (Effectiveness) และลดความเสี่ยง

16 ค.เครื่องมือในการบริหารจัดการระบบที่สำคัญ
คือการเขียนรูปไว้ให้ทีมเข้าใจตรงกัน เครื่องมือเป็นแผนภาพที่พบบ่อย ๆ มีดังนี้ 1.Flow Chart แผนภูมิไหล คือการเขียนขั้นตอนกิจกรรมของระบบตั้งแต่จุดเริ่มต้นถึงจุดสิ้นสุด ซึ่งอาจมีการแตกแขนงเป็นทางเลือกก็ได้ 2.Gantt Chart คือการจับกิจกรรมมาใส่ในตารางเวลา พร้อมทั้งมีงบประมาณและทรัพยากรบุคคลเป็นตัวกำกับทิศทาง 3.Mind map หรือ Road map เป็นเครื่องมือที่เชื่อมโยงกิจกรรมเป็นระบบไปสู่หรือกระจายออกจากเป้าหมายที่เป็นศูนย์รวม (Node หรือ Hub) 4.แผนภูมิก้างปลาหรือแผนภูมิอื่น เช่น CPM (Critical Path Method)

17 Example

18 Gantt Chart Jan Fab Mar Apr May Jun Jul Aug Task 1 Task 2 Task 3

19 IN-PUT PROCESS OUT-PUT DO PULL DRIVE PUSH DRIVE DO NOT

20 โจทย์สำหรับ Work shop แบ่งเป็น 5 กลุ่ม ๆ ละ 7 ท่าน
ให้แต่ละกลุ่มคิด Systems thinking โดยใช้เครื่องมือเป็นแผนภาพที่ได้เรียนรู้ โดยเลือกเอาประเด็น ข้างล่างนี้ทำ กลุ่มละเพียงเรื่องเดียว โดยอย่างน้อยในการเสนองานหน้าห้อง (Presentation) ควรเขียนเป็นแผนภูมิอย่างใดอย่างหนึ่ง (ในกระดาษ A4 1 แผ่น) 1.เหตุปัจจัย ต้นตอของเรื่อง 2.ข้อวิเคราะห์ ปรากฏการณ์หลัก ๆ ที่เกิด จากต้นตอและปรากฏการณ์ต่อ ๆ มา 3.ข้อเสนอแนะ เพื่อแก้ปัญหาและการปรับปรุงงาน (R2R) 4.วิธีสร้างแรงจูงใจ (Incentive = pull) เช่น การทำงานเป็นทีมและการหาตัวช่วย (Drivers = push) เช่น ผู้อุปภัมถ์ทางด้านชุมชน เศรษฐกิจและกฏหมาย เป็นต้น ประเด็นที่ให้เลือกทำ Work shop เพียง 1 ข้อ ต่อกลุ่มคือ 1.ระบบบริหารโรคเบาหวานในชุมชน เพื่อหวังผลสัมฤทธิ์ที่ดีขึ้น อย่างมีนัยยะสำคัญ 2.ระบบการบริหารจัดการโรคอ้วนในเด็ก สำหรับชุมชนที่ท่านระบุเอง 3.ระบบปัญหาคอร์รัปชั่นในแวดวงและขอบเขตที่ท่านเลือกเอง 4.ระบบการสร้างแรงจูงใจและลดอุปสรรคในการทำงานเป็นทีม 5.ระบบการรวมพลังภาคี เครือข่ายและแรงขับดันเพื่อสนธิกำลังสู่ความสำเร็จ 6.ระบบอื่น ๆ ที่สมาชิกในกลุ่มส่วนใหญ่ตกลงที่จะทำ Systems thinking ร่วมกัน (ตามความถนัดเฉพาะกลุ่ม)


ดาวน์โหลด ppt การคิดเป็นระบบเพื่อการจัดการงาน ศาสตราภิชานไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google