งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

นักเรียน มองเห็นอะไร 1 27/03/58 2 ..Why you study toward nursing.. พยาบาล ใครใช้ ให้มาเรียน จงพากเพียร งานนี้ มีศักดิ์ศรี อย่าวกวน เรียนดี หรือไม่ดี

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "นักเรียน มองเห็นอะไร 1 27/03/58 2 ..Why you study toward nursing.. พยาบาล ใครใช้ ให้มาเรียน จงพากเพียร งานนี้ มีศักดิ์ศรี อย่าวกวน เรียนดี หรือไม่ดี"— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1

2 นักเรียน มองเห็นอะไร 1 27/03/58

3 2

4 ..Why you study toward nursing.. พยาบาล ใครใช้ ให้มาเรียน จงพากเพียร งานนี้ มีศักดิ์ศรี อย่าวกวน เรียนดี หรือไม่ดี ประโยชน์มี กับตน คนทั่วไป วิชาชีพ พยาบาล เป็นงานบุญ ได้เจือจุน คนไข้ ไร้ทุกข์เข็น เป็นบุญเก่า ส่งให้ ได้มาเป็น น้ำใสเย็น คนไข้ ได้อาบกิน 327/03/58

5 บทที่ 9 หลักการทำลายและยับยั้ง เจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ โดย อัมพร ไหลประเสริฐ สำหรับนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 1 ปีการศึกษา /3/55 27/03/584

6 วัตถุประสงค์การเรียนรู้.. นักศึกษา 1. มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการทำลายเชื้อและยับยั้ง การเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์และปรสิต 2. ตระหนักถึงความสำคัญของหลักการทำลายเชื้อและยับยั้ง การเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์และปรสิต 3. สามารถนำความรู้เรื่องหลักการทำลายเชื้อและยับยั้งการ เจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์และปรสิตไปประยุกต์ใช้ในการ ปฏิบัติการพยาบาลและใช้กับชีวิตประจำวันได้ 27/03/585

7 สาระการเรียนรู้ 1. หลักในการการควบคุมเชื้อจุลินทรีย์ 2. Sterilization and Disinfection -ความหมายของคำที่ใช้ในการทำให้ปราศจากและการเชื้อ ทำลายเชื้อ -การแบ่งระดับการทำลายเชื้อ - วิธีการทำให้ปราศจากเชื้อหรือทำลายเชื้อ 3. การจัดแบ่งประเภทอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ 27/03/586

8 หลักในการการควบคุมเชื้อจุลินทรีย์ Control of microorganisms วัตถุประสงค์  เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของจุลินทรีที่ก่อโรคซึ่งยัง เป็นปัญหาสาธารณสุข  เพื่อป้องกันมิให้เกิดการปนเปื้อนของจุลินทรีใน สิ่งแวดล้อม เครื่องใช้ทางการแพทย์ อาหารและ ผลิตภัณฑ์ต่างๆที่เกี่ยวข้อง อันจะก่อความเสียหายหรือ เป็นอันตรายต่อผู้บริโภคได้ 727/03/58

9 หลักในการการควบคุมเชื้อจุลินทรีย์ วิธีการ  กำจัดแหล่งที่มาของการติดเชื้อ  ลดการแพร่กระจายของเชื้อไปยังแหล่งต่างๆ  เพิ่มความต้านทานหรือภูมิคุ้มกันโรคให้แก่ Host 827/03/58 1. การควบคุมจุลินทรีย์ภายนอกร่างกาย 2. การควบคุมจุลินทรีย์ภายในร่างกาย

10 การทำให้ปราศจากเชื้อและการทำลายเชื้อ Sterilization and Disinfection 27/03/589

11 การทำลายเชื้อ (Disinfection) การทำลายหรือหยุดยั้งการเจริญของ จุลชีพให้ลดลงถึงระดับที่ไม่เป็นอันตราย ต่อสุขภาพ แต่ไม่รวมถึง การทำลายสปอร์ 27/03/5810 ความหมายของคำที่ใช้ในการทำให้ ปราศจากและการเชื้อทำลายเชื้อ

12 การทำให้ปราศจากเชื้อ (Sterilization) การกำจัดหรือทำลายจุลชีพทุกรูปแบบ รวมทั้ง เซลล์ปกติ (Vegetative cells) และ สปอร์ (Spore) 27/03/5811

13 Germicides คือ สารที่ทำให้จุลชีพทุกชนิดตาย  Bactericide สารที่ฆ่าแบคทีเรีย  Fungicide สารที่ฆ่าเชื้อรา  Virucide สารที่ฆ่าไวรัส  Bacteriostatics สารที่หยุดยั้งการ เจริญเติบโตของแบคทีเรีย 1227/03/58

14 Sanitization  กระบวนการทำความสะอาดเพื่อลดจำนวนจุลชีพ ให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยกับผู้บริโภคตาม มาตรฐาน เช่น ลดจำนวนเชื้อในน้ำประปา อาหาร นม มิให้เป็นอันตรายกับผู้บริโภค 1327/03/58

15 Antisepsis  การทำลายหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลชีพ บนผิวหนังหรือเนื้อเยื่อของร่างกายจนไม่ สามารถก่อโรคในเนื้อเยื่อสิ่งที่มีชีวิตได้ โดย วิธีการทางกายภาพ หรือใช้ Antiseptics 1427/03/58

16 Antiseptics เป็นยาระงับเชื้อ  สารเคมีที่ใช้ทำลายหรือยับยั้งการเจริญเติบโต ของจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค ใช้กับสิ่งมีชีวิตและ ใช้ภายนอกร่างกาย  ใช้เฉพาะที่โดยไม่เป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อ  ใช้กับผิวหนังหรือเยื่อบุเมือก  Alcohol, povidone iodine 1527/03/58

17 Stasis  การยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์มิให้แบ่งตัวเพิ่ม จำนวน แต่เชื้อไม่ตายมีโอกาสเจริญได้ใหม่  Static agents คือสารที่ใช้ยับยั้งเชื้อ -Bacteriostatic -Fungistatic -เช่น ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก 1627/03/58

18 Disinfectants คือน้ำยาทำลายเชื้อ  สารเคมีที่ใช้ฆ่าหรือทำลายจุลชีพที่ทำให้เกิดโรค  ใช้กับสิ่งไม่มีชีวิต  เสื้อผ้า พื้นห้อง เสมหะ เครื่องมือเครื่องใช้  ฟีนอล ฟอมาลดีไฮด์  โซเดียมไฮโปคลอไรด์ ที่เราใช้คือไฮเตอร์ 1727/03/58

19 Disinfection คือการทำลายเชื้อ  การทำลายหรือหยุดยั้งการเจริญของจุลชีพ ให้ลดถึงระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่ไม่จำเป็นต้องกำจัดหรือทำลายสปอร์ก็ได้ โดยใช้วิธีทางกายภาพหรือใช้ Disinfectant ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งหรือหยุดการเจริญเติบโต เท่านั้น 1827/03/58

20 การแบ่งระดับการทำลายเชื้อ  การทำลายเชื้อระดับสูง->High level disinfection  การทำลายเชื้อระดับกลาง->Intermediate level disinfection  การทำลายเชื้อระดับต่ำ->Low level disinfection 1927/03/58

21 การทำลายเชื้อระดับสูง  ทำลายจุลชีพทุกรูปแบบ แต่ไม่สามารถทำลายสปอร์  การทำพลาสเจอร์ไรเซชั่น  สัมผัสกับน้ำยาฆ่าเชื้อเป็นเวลา นาทีหรือตาม คำแนะนำของบริษัทผู้ผลิต -Glutaraldehyde 2% ใช้เวลา 10 ชม.จะปราศจากเชื้อ -hydrogen peroxide ใช้เวลา 6 ชม.จะปราศจากเชื้อ -peracetic acid ใช้เวลา 30 นาทีจะปราศจากเชื้อ 2027/03/58

22 การทำลายเชื้อระดับกลาง  ทำลายเชื้อแบคทีเรีย TB รา ไวรัสเกือบทุกชนิด แต่ไม่ ทำลายสปอร์  สัมผัสกับน้ำยาฆ่าเชื้อไม่ต่ำกว่า 10 นาที/บริษัท  น้ำยาสารเคมีที่ทำลายชื้อ TB (Tuberculocidal) -Phenolics-Lysol-cresol 5% ใช้เวลา 24 ชม -Iodophore  Iodine, Providine -Alcohol 70-90%  Sodium hypochlorite เช่น Vergon, Virulex, ไฮ เตอร์ ไม่สามารถทำลาย TB ได้ (หนังสือเภสัชจุล ชีววิทยาของมหิดล) 2127/03/58

23 การทำลายเชื้อระดับต่ำ  ทำลายเชื้อแบคทีเรียและราเกือบทุกชนิด ไวรัสบางชนิดแต่ไม่สามารถฆ่า TB และสปอร์ได้  สัมผัสกับน้ำยาฆ่าเชื้อไม่ต่ำกว่า 10 นาที  Quaternary ammonium compounds -Zephiran, Bactyl,Cetavion ส่วนประกอบของ สบู่เหลว -Savlon ใช้ในโรงพยาบาล 2227/03/58

24 วิธีการทำให้ปราศจากเชื้อหรือทำลายเชื้อ แบ่งได้เป็น 2 วิธี ได้แก่ 1. วิธีทางกายภาพ (Physical method) 2. วิธีทางเคมี (Chemical method) 2327/03/58

25 Physical methods  การใช้อุณหภูมิสูง (High temperature) -การใช้ความร้อนชื้น (Moist heat) -การใช้ความร้อนแห้ง (Dry heat)  การใช้รังสี (Radiation)  การกรอง (Filtration ) 2427/03/58

26 การใช้อุณหภูมิสูง  นิยมใช้เพราะ ประหยัดค่าใช้จ่าย ง่ายต่อการควบคุม ให้ผลน่าเชื่อถือได้  กลไกการทำลายเชื้อ ความร้อนทำให้ โปรตีน ตกตะกอน สูญเสียธรรมชาติ (Denature) เอ็นไซม์ไม่ สามารถทำหน้าที่ได้  ถ้ามีน้ำเป็นตัวกลาง จะเร่งให้โปรตีนเป็นก้อนเร็วขึ้น เช่น การนึ่ง ไอน้ำจะเร่งให้โปรตีนตกตะกอน 2527/03/58

27 การฆ่าเชื้อด้วยความร้อน  หลักการ ความร้อนทำให้ Protein ของเชื้อโรคเกิด -Denaturation of proteins โปรตีนสูญเสีย ธรรมชาติไป -Coagulation การเกิดลิ่ม/Precipitation of proteins การตกตะกอนของโปรตีน 2627/03/58

28 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการทำลายเชื้อด้วยความร้อน  ชนิดของจุลินทรีย์  อายุของจุลินทรีย์  อุณหภูมิและเวลา  จำนวนของจุลินทรีย์  สภาพแวดล้อม 2727/03/58

29 การใช้ความร้อนแห้ง (Dry heat)  การเผา (incineration) ใช้เผาวัตถุขนาดเล็กและของ ที่ต้องการทิ้ง เช่น : loop, needle, swab ถ้วยเสมหะ ผ้าพันแผล ซากสัตว์ทดลอง  วิธีการ ผ่านสิ่งของเข้าไปในเปลวไฟจนร้อนแดง  ข้อดี ประสิทธิภาพทำลายเชื้อสูง ง่ายและประหยัด  ข้อเสีย อาจกระเด็นมีโอกาสแพร่เชื้อง่าย ไม่เหมาะกับ สิ่งของที่จะนำมาใช้ใหม่ 2827/03/58

30 การใช้ความร้อนแห้ง (Dry heat)  การใช้ตู้อบความร้อน (Hot air oven) ใช้กับของที่แห้ง หรือเปียกน้ำไม่ได้ : เครื่องแก้ว ขี้ผึ้ง น้ำมันหรือผงแป้ง  วิธีการ อุณหภูมิ °c นาน 1-2 ชม.  ข้อดี ประสิทธิภาพสูง ปราศจากจุลินทรี โลหะไม่เป็นสนิม  ข้อเสีย ใช้อุณหภูมิสูง เวลานาน สีผ้าเปลี่ยน ยางหลอมเหลว พลาสติกไหม้ 2927/03/58

31 Dry Heat Sterilization  ไอร้อนแทรกซึมผ่านได้น้อยกว่าไอน้ำ (steam) ดังนั้นใช้เวลาในการอบฆ่าเชื้อนานกว่า อุณหภูมิ ( o C) เวลา (ชม) >6 นิยมใช้ที่ 160 o C เวลา 2 ชม. 3027/03/58

32 3127/03/58

33 Dry Heat Sterilization ข้อได้เปรียบ  น้ำมัน, ขี้ผึ้ง และแป้ง  ประหยัด  ปลอดภัย  ไม่ก่อให้เกิดสนิม ข้อเสียเปรียบ  ใช้ระยะเวลานาน  มีความร้อนสูง อาจทำความ เสียหายกับเครื่องมือที่ทน ความร้อนสูงไม่ได้ 3227/03/58

34 การใช้ความร้อนชื้น (Moist heat)  การต้มเดือด (Boiling) อุณหภูมิ 100 o C 10 นาที ทำลายแบคทีเรียเซลล์ปกติได้ แต่ไม่ทำลายสปอร์ เช่น นมต้ม หรือไวรัสบางพวก เช่น เชื้อวัวบ้ามีสาร Prion ซึ่งเป็นโปรตีนขนาดเล็กที่เป็นสาเหตุของโรค ทางสมอง  วิธีการ จุ่มวัตถุในน้ำให้มิด จับเวลาเมื่อน้ำเดือด ใช้ เวลา 20 นาที  ข้อดี ง่าย ราคาถูก เหมาะกับการทำลายเชื้อ ในเครื่องใช้ของผู้ป่วย  ข้อเสีย ไม่ทำให้ปราศจากเชื้อทั้งหมด ไม่เหมาะกับ วัตถุที่เปียกน้ำไม่ได้ ทำให้โลหะเป็นสนิม 3327/03/58

35 Boiling water  หลักการ : ฆ่าเชื้อโดยการใช้ความร้อนจากน้ำร้อนที่ กำลังเดือดเป็นไอ 100 o C ไม่สามารถเพิ่มอุณหภูมิ มากกว่า 100 o C  WHO (1988) กำหนดระยะเวลาในการฆ่าเชิ้อ 20 นาที ณ อุณหภูมิ 100 o C โดยตลอด 3427/03/58

36 การใช้ความร้อนชื้น (Moist heat)  พลาสเจอร์ไรเซชั่น (Pasteurization) ใช้อุณหภูมิต่ำ กว่า 100 °c (70 °c 15 วินาที) เพื่อทำลายเชื้อก่อโรค และพวกที่ไม่ทนอุณหภูมิสูง  วิธีการ : -ใช้อุณหภูมิต่ำ 62.9 °c เวลานาน 30 นาที -ใช้อุณหภูมิสูง 71.6 °c เวลาสั้น 15 วินาที  ข้อดี ใช้ฆ่าเชื้อในอาหาร ที่ใช้ความร้อนสูงไม่ได้ เช่น นม และผลิตภัณฑ์จากนม กะทิ  ข้อเสีย เหมือนการต้ม และต้องแช่เย็นไว้เสมอเพราะ เชื้อที่ไม่ตายจะไม่เจริญต่อ 3527/03/58

37 การใช้ความร้อนชื้น (Moist heat)  การใช้หม้อนึ่งความดันไอน้ำ (Autoclave) ใช้หลักการ Steam under pressure ใช้กับของที่ทนอุณหภูมิสูงและความดันได้ : อาหารเลี้ยงเชื้อ น้ำเกลือ เครื่องแก้ว สิ่งปนเปื้อนเชื้อ เครื่องมือผ่าตัด  วิธีการ ความดัน 15 ปอนด์/ตร.นิ้วอุณหภูมิ 121 °c เวลา 15 นาที  ข้อดี ประสิทธิภาพการทำลายเชื้อสูง ปลอดจุลินทรีย์ทุกชนิด ใช้เวลาน้อย  ข้อเสีย เครื่องมือราคาแพง ใช้กับน้ำมัน ยาผง ไม่ได้ ทำให้ผ้าเปียก โลหะเป็นสนิมได้ จึงต้องใช้ระบบอบแห้ง หลังจากนึ่งฆ่าเชื้อ 3627/03/58

38 Steam Sterilization การนึ่งด้วยไอน้ำภายใต้ความดัน แบ่งออกตามระบบการทำงานดังนี้ - Gravity or Downward displacement - Pre-vacuum - Flash or High Speed 3727/03/58

39 Gravity or Downward Displacement เครื่องนึ่งชนิดแทนที่อากาศด้วยไอน้ำตามหลักแรงโน้มถ่วงของโลก 3827/03/58

40 Flash or High Speed  การทำให้ปราศจากเชื้อด้วยไอน้ำ  อุณหภูมิ 132 o C ความดัน 27 ปอนด์/ตารางนิ้ว  ระยะเวลาที่ใช้ (Exposure time) = 3-10 นาที  เหมาะสำหรับเครื่องมือที่มีความรีบด่วนในการใช้เท่านั้น  โดยทั่วไปวางเครื่องมือในถาดที่ไม่มีการห่อหุ้มด้วยวัสดุ  ไม่ควรนำ Implant ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สอดใส่เข้าไปใน ร่างกาย มาอบฆ่าเชื้อด้วยวิธีนี้  นิยมใช้ในห้องทันตกรรม 3927/03/58

41 Steam Sterilization ข้อได้เปรียบ  ปลอดภัย  ประสิทธิภาพสูง  ประหยัด  ระยะเวลาสั้น  ไม่มีสารพิษ  ใช้นึ่งสารน้ำได้ ข้อเสียเปรียบ  ไม่เหมาะสำหรับเครื่องมือที่ทน ความร้อนและความชื้นสูงไม่ได้  ห้ามอบน้ำมันและแป้ง เพราะไอ น้ำไม่สามารถแทรกซึมเข้าไป ในน้ำมันได้ และเมื่อแป้งถูกน้ำ จะสุกและเปียก 4027/03/58

42 การใช้ความร้อนชื้น (Moist heat)  Ultra-high-temperature (UHT)  พัฒนาจากการใช้หม้อนึ่งความดัน แต่ใช้อุณหภูมิ สูงขึ้นและระยะเวลาสั้นลง  ใช้ในการถนอมอาหาร เช่น นม อาหารเหลว กะทิ ที่เสียง่ายถ้าถูกความร้อนสูงนานๆ  วิธีการ ใช้อุณหภูมิสูง 141 °c นาน 2 วินาที  ข้อดี มีประสิทธิภาพสูงถ้าจัดการอย่างถูกต้องได้ ภาวะปลอดเชื้อ  ข้อเสีย ราคาแพง 4127/03/58

43 การใช้รังสี (RADIATION)  พลังงานของรังสีมีผลต่ออิเลคตรอนในโมเลกุล ของเซลล์  รังสีมีพลังงานต่ำ มีผลต่ออิเลคตรอนวงนอกทำให้ โมเลกุลอยู่ในสภาพที่มีความว่องมากขึ้น  รังสีมีพลังงานสูง ทำให้อิเลคตรอนถูกปล่อย โมเลกุลมีประจุบวก จะมีความว่องไวมากขึ้น เกิด ionize มีผลทำให้ DNA แยกและถูกทำลาย 4227/03/58

44 ชนิดของรังสี  Ionizing radiation : รังสีแกรมมา เบต้า เอกซ์ -มีความยาวช่วงคลื่นสั้น ประมาณ 200 nm -มีพลังงานสูงและอำนาจทะลุทะลวงสูง  ข้อดี มีผลทำลายเซลล์จุลินทรีย์ในเครี่องมือแพทย์ อุปกรณ์ในห้องแลบ ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและยา เช่น Syringe พลาสติก ใช้ รังสีแกรมม่า  ข้อเสียไม่สามารถทำลายสปอร์และท็อกซินของ ไวรัสหรือเชื้อราบางตัว 4327/03/58

45 ชนิดของรังสี  Non ionizing radiation: อุลตราไวโอเลต ฆ่า TB ได้ภายใน 5 นาที -มีความยาวช่วงคลื่นประมาณ nm -มีอำนาจทะลุทะลวงต่ำ  ข้อดี ประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ทิ้งคราบติดค้าง นิยมใช้ ลดจำนวนเชื้อในอากาศ มักใช้ช่วงคลื่น 260 nm  ข้อเสีย -การแทรกซึมไม่ดี ทำลายเฉพาะส่วนผิว เช่น ก้อนเลือดทำลายเชื้อได้เฉพาะบนผิว -ไม่ปลอดจุลินทรีย์ทุกชนิด -ถูกผิวหนังอาจไหม้และเป็นอันตรายต่อตา 4427/03/58

46 การกรอง (Filtration)  หลักการ -เป็นการทำให้ปราศจากเชื้อโดยขจัดเชื้อออกจากสิ่ง ที่ต้องการ -มักใช้ขจัดเชื้อออกจากของเหลวที่ไม่สามารถ สเตอริไรซ์ได้ด้วยความร้อนหรือวิธีอื่นได้ เพราะ เป็นสิ่งที่ถูกทำลายได้ง่ายด้วยความร้อน เช่น พลาสมา ซีรั่ม เอ็นไซม์ น้ำตาล ยาปฏิชีวนะ วิตามินหรือสารพิษ 4527/03/58

47 การกรอง (Filtration)  กลไกลการกรอง : การเคลื่อนที่ของสารผ่านรูของแผ่น กรองที่มีขนาดเล็กซึ่งจุลินทรีไม่อาจผ่านรูได้ และเกี่ยวข้องกับไฟฟ้าสถิตของสารการดูดซับ  วิธีการ : ใช้อุปกรณ์ในการกรองคือ แผ่นกรองและตัวเครื่อง กรอง ทำให้เกิดสุญญากาศ ช่วยให้กรองได้รวดเร็ว  ข้อดี มีประสิทธิภาพสูง…ทำให้ปลอดจุลินทรีย์ทุกชนิด  ข้อเสีย แผ่นกรองบางชนิดดูดซับของเหลวไว้และมักจะ เปราะบางแตกหักง่าย  ตัวอย่าง ได้แก่ Osmosis ในตู้น้ำหยอดเหรียญ เกล็ดเลือด 4627/03/58

48 Chemical method  มักใช้กับวัตถุหรือสารที่ไม่สามารถใช้ความร้อน หรือวิธีทางกายภาพอื่นๆได้ เช่น กล้องตรวจพิเศษ ต่างๆ  ชนิดของสารเคมีแบ่งตามการทำลายจุลินทรีย์ -ทำลายเซลล์ปกติและสปอร์ เรียก Sterilants - ทำลายเซลล์ปกติและไม่ทำลายสปอร์ เรียก Disinfectants ใช้กับสิ่งไม่มีชีวิต, Antiseptic ใช้ กับสิ่งมีชีวิต 4727/03/58

49 Chemical method  ออกฤทธิ์โดยทำให้หน้าที่ของส่วนประกอบสำคัญของจุลชีพ เสียไป เช่น เยื่อหุ้มเซลล์ โปรตีนในเซลล์  ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการออกฤทธิ์ -ความเข้มข้นของสารเคมี -เวลา -อุณหภูมิ และภาวะแวดล้อมที่จุลชีพอาศัยอยู่ -ถ้าสกปรกมากออกฤทธิ์ได้น้อย เช่น ในหนอง เลือด  ความผันแปรในการทำลายเชื้อ -จุลชีพแต่ละชนิดมีความไวต่อยาทำลายเชื้อต่างกัน -เชื้อวัณโรคถูกทำลายโดยแอลกอฮอล์หรือฟีนอลแต่ไม่ถูก ทำลายโดย BenzalKonium chloride 4827/03/58

50 ปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อฤทธิ์ของสารเคมี  จำนวน ชนิดและอายุของจุลินทรี  ความเข้มข้นของน้ำยาทำลายเชื้อ เช่น alcohol ออก ฤทธิ์ที่ 60-90%  ระยะเวลาที่ใช้ในการทำลายเชื้อ เช่น hydrogen peroxide ที่ 30 นาที เป็น disinfectant ที่ 6 ชม เป็น Sterilant  อุณหภูมิที่ใช้  สภาพแวดล้อมต่างๆ 4927/03/58

51 กลไกทำลายเชื้อของสารเคมี  เปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของเซลล์เมมเบรนซึ่งปกติทำ หน้าที่เป็นเยื่อหุ้มโปรโตปลาสซึม และควบคุมการผ่าน เข้าออกของสารอิเลคโตรไลท์ เช่น สบู่ ผงซักฟอกหรือ สารกลุ่มฟีนอล  เปลี่ยนคุณสมบัติของโปรโตปลาสซึ่มภายในเซลล์ทำ ให้โปรตีนรวมตัวตกตะกอน และเสียสภาพ (Denature) ทำให้เชื้อตาย เช่น กรด ด่าง แอลกอฮอล์ 5027/03/58

52 กลไกทำลายเชื้อของสารเคมี (ต่อ)  เปลี่ยนแปลงที่กรดนิวคลิอิคโดยเฉพาะ DNA จึงมี ผลต่อการสังเคราะห์โปรตีนในเซลล์บางอย่างและ เข้าไปสอดแทรกในโครงสร้างของ DNA หรือทำ ให้กรดนิวคลิอิกแตกมีผลยับยั้งการเจริญหรือฆ่า เชื้อให้ตาย เช่น สีย้อม  ทำให้เอนไซม์สูญเสียกิจกรรมหรือถูกทำลายด้วย สารเคมีที่เป็นสารออกซิไดซ์อย่างแรง เช่น ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ กลุ่มฮาโลเจน สารประกอบโลหะหนัก 5127/03/58

53 สารเคมีที่ทำให้เกิดภาวะปลอดเชื้อ  เอทิลีนออกไซด์  โอโซน เช่น น้ำดื่ม ผงซักฟอก  กลุ่มอัลดีไฮด์ เช่น ฟอร์มัลดีไฮด์ กลูตาราลดีไฮด์ -การใช้ให้ได้ผลขึ้นกับปริมาณที่พอเหมาะ และปัจจัย อื่นๆร่วมด้วย เช่น เวลา 5227/03/58

54 ไอระเหยของฟอร์มัลดีไฮด์ (Formaldehyde vapor)  ในสภาพสารละลายในน้ำ 37% formaldehyde เรียกว่า ฟอร์มาลิน (Formalin) มีประสิทธิภาพสูง ฆ่าเชื้อ แบคทีเรียเซลล์ปกติ สปอร์ รวมทั้งวัณโรค รา ไวรัส  วิธีใช้ มักใช้อบห้องผู้ป่วย หรือห้องผ่าตัด ใช้ความเข้มข้น 1:200 นาน 6-12 ชั่วโมง  ข้อดี ประสิทธิภาพสูง ทำลายเซลล์และสปอร์ได้ ราคาถูก ไม่ไวไฟ  ข้อเสียไม่แทรกซึมผ่านผิววัสดุไปฆ่าเชื้อ อาจเป็นแผ่นฝ้า จับผิววัสดุและกลิ่นเหม็น ระคายเคืองผิวและเยื่อบุเมือก ทำให้แสบตา และเป็นสารก่อมะเร็ง 5327/03/58

55 เอทิลีนอ็อกไซด์ (Ethylene oxide)  ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 10 °c มีสภาพเป็นของเหลว แต่ที่อุณหภูมิสูงจะกลายเป็นไอระเหยฆ่าเชื้อได้  กลไกการทำลายเชื้อ ทำให้โปรตีนเสียสภาพจึงฆ่าเชื้อ แบคทีเรียสปอร์ รา ไวรัส ได้หมด  วิธีใช้ ความเข้มข้น 200 มก/ลิตร นาน 18 ชม. อุณหภูมิ ไม่น้อยกว่า 20 °c หรือความเข้มข้น 500 มก/ลิตร นาน 4 ชม. อุณหภูมิไม่น้อยกว่า °c  ข้อดี ประสิทธิภาพสูง ทำให้ปลอดเชื้อ แทรกผ่านวัสดุได้ ใช้กับพลาสติก ยาง เครื่องหนัง หนังสือ  ข้อเสีย ไวไฟ ความเข้มข้นสูงจะระเบิดได้ง่าย เกิดพิษกับ ผิวหนัง ภูมิแพ้ เป็นสารก่อมะเร็ง ทำให้แท้ง ราคาแพง ใช้ เวลานาน และหลังอบต้องผึ่งไว้เป็นเวลา 12 ชม. 5427/03/58

56 การปิดผนึกหีบห่อ 5527/03/58

57 น้ำยาทำลายเชื้อ (Disinfectants and Antiseptics)  แอลกอฮอล์ (Alcohol) ทำลายเชื้อได้เร็วภายใน 1-2 นาทีแต่ไม่ทำลายสปอร์ ใช้ทำลายเชื้อที่ผิวหนังก่อน ฉีดยาทำความสะอาดแผล แช่เครื่องมือ  กลไกทำลายเชื้อ ทำให้โปรตีนในเซลล์เสียสภาพ เอ็นไซม์สูญเสียฤทธิ์ และละลายไขมันที่เยื่อหุ้มเซลล์ ทำลายเมมเบรน  ชนิดของแอลกอฮอล์ที่ใช้ : Methanol, Ethanol, Isopropranol ทำให้แห้งเร็ว 5627/03/58

58 แอลกอฮอล์ (Alcohol)  วิธีใช้ ใช้ในรูปสารละลาย ความเข้มข้น 70 % ใช้สำลี ชุบเช็ดผิวหนัง หรือแช่เครื่องมือใช้เวลานาน 10 นาที  ข้อดี ใช้ง่าย ราคาถูก ไม่มีคราบหลงเหลือ  ข้อเสีย ทำให้โลหะเป็นสนิม เลนส์มัว พลาสติกแข็ง หรือพองตัว 5727/03/58

59 กลุ่มฟีนอล (Phenols)  กลไกทำลายเชื้อ ทำลายโปรตีนทำให้เสียสภาพหรือทำลาย ฤทธิ์ของเอ็นไซม์  ข้อดี ราคาถูกมีประสิทธิภาพทำลายเซลล์ปกติดี แต่ทำลาย สปอร์ได้ปานกลาง ค่อนข้างอยู่ตัวเมื่อถูกความร้อน  ข้อเสีย มีฤทธิ์กัด กลิ่นเหม็น ถ้าถูกผิวหนังจะอักเสบแดง เนื้อเยื่อที่ตายลอก  สารในกลุมฟีนอลอื่นๆ -Cresol : Lysol 2-5%, cresol+สบู่, Dettol -Hexachlorphene : Phisohex -Chlorhexidine : Hibitane -Savlon : Hibitane+cetrimide 5827/03/58

60 เปอร์อ็อกไซด์ Peroxides  ความเข้มข้น % เป็นน้ำยาฆ่าเชื้อ  ความเข้มข้น 6-25% จะทำให้ปลอดเชื้อ  กลไกการออกฤทธิ์ ทำลายเอ็นไซม์ที่สำคัญของเชื้อทำให้ตาย  วิธีใช้ : ใช้ความเข้มข้น 3% นาน 2 นาที ชะล้างสิ่งเน่าเปื่อย เนื้อตาย ทำความสะอาดแผลติดเชื้อ :ความเข้มข้น 10% ใช้แช่คอนแท็กซ์เลนส์  ข้อดี มีประสิทธิภาพสูงไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ ไม่เหลือพิษตกค้าง  ข้อเสียไม่อยู่ตัว สลายตัวเป็นน้ำและออกซิเจน 5927/03/58

61 พวกสีย้อม (Dyes)  มีฤทธิ์หยุดยั้งการเจริญของแบคทีเรีย มักใช้เป็น Antiseptic เพื่อเป็นยาระงับเชื้อที่เนื้อเยื่อคนได้  ยาเหลือง (Acriflavine) ใช้ทำแผลเรื้อรังและรักษา โรคติดเชื้อที่ทางเดินปัสสาวะ  การออกฤทธิ์ ทำลาย DNA ของเชื้อ  ข้อดี อันตรายน้อยไม่เกิดผื่นแพ้ที่ผิวหนัง และออก ฤทธิ์ระงับเชื้อได้หลายพวก 6027/03/58

62 พวกสีย้อม (Dyes)  Crystal violet ใช้เป็นสีย้อมเชื้อในการย้อมสีกรัม และใช้ระงับการเจริญของแบคทีเรียชนิดกรัมบวกและ เชื้อราได้  กลไกการออกฤทธิ์ ขัดขวางการสร้างเป็บติโดกลัยแคน ที่ผนังเซลล์ของเชื้อกรัมบวก จึงยับยั้งการเจริญของเชื้อ  Gentian violet ใช้ป้ายแผลที่ปาก ลิ้น เพื่อทำลายเชื้อรา 6127/03/58

63 สบู่และผงซักฟอก (soap and detergents)  สบู่เป็น surfactant ในโมเลกุลมีส่วนที่ชอบน้ำและชอบ ไขมัน มีคุณสมบัติลดแรงตึงผิวของของเหลว ทำให้วัตถุ เปียกน้ำได้ง่ายขึ้น  มีฤทธิ์ระงับเชื้ออย่างอ่อน ทำลายแบคทีเรียบางชนิด  กลไกทำลายเชื้อ ทำลายเยื่อหุ้มเซลล์เชื้อโดยเพิ่ม Permeability คือการซึมผ่าน  ข้อดี ละลายน้ำดี ไม่ทิ้งคราบหลังใช้ กลิ่นหอม ราคาถูก หาซื้อได้ง่าย อันตรายน้อยและให้ผลที่สะอาดตามมา  ข้อเสีย มีฤทธิ์ทำลายเชื้ออ่อนๆ ไม่ทำให้ปลอดจุลินทรีย์ และเป็นด่างทำให้ผิวหนังแห้งแตกถ้าฟอกบ่อย 6227/03/58

64 กลุ่มโลหะหนัก (heavy metals)  ใช้ในรูปเกลือ: เกลือปรอท เงิน ทองแดง  กลไกการทำลายเชื้อ โลหะจะแตกตัวเป็นอิออน แล้วรวมกับเอ็นไซม์หรือโปรตีนในเซลล์  ความเข้มข้นต่ำ  อาจมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญ  ความเข้มข้นสูง  ฆ่าเชื้อได้ แต่เป็นอันตรายต่อ เนื้อเยื่อคน 6327/03/58

65 เกลือปรอท (Mercury)  Mercuric chloride ความเข้มข้น 1: :5000 มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ จึงใช้ล้างเครื่องมือ ก่อนผ่าตัด  ข้อเสีย ระคายเคือง มีฤทธิ์กัดและรวมตัวกับ สารอินทรีย์ทำให้สูญเสียคุณภาพ  Mercurochrome (merbromin) หรือยาแดง  Merthiolate (Thimerosal) 6427/03/58

66 เกลือเงิน: Silver nitrate  ความเข้มข้น 1 % ใช้หยอดตาทารกแรกเกิด เพื่อป้องกันการติดเชื้อโกโนเรียจากช่องคลอด ของมารดาที่เป็นโรคหนองใน ถ้าถูกผิวหนังจะ เป็นรอยดำ  เกลือทองแดง: Copper sulfate ใช้ทำลายเชื้อรา สาหร่ายในสระว่ายน้ำ 6527/03/58

67 ฮาโลเจน (Halogens)  กลไกการทำลายเชื้อ ทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ทำให้ เซลล์ตาย  ไอโอดีน (Iodine) : ทิงเจอร์ไอโอดีน -มีฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรียในรูปเซลล์ปกติ สปอร์ เชื้อรา ไวรัสและอมีบา -ข้อดี ไอโอดีนมีพิษน้อย ราคาถูก ใช้ฆ่าเชื้อที่ผิวหนัง หรือระงับเชื้อก่อนผ่าตัด และแช่ปรอทวัดไข้ -ข้อเสีย ความเข้มข้นสูงทำลายเนื้อเยื่อทำให้ผิวหนัง ปวดแสบปวดร้อน ถ้าแพ้จะมีตุ่มพองน้ำใส 6627/03/58

68 ฮาโลเจน (Halogens) ต่อ  ไอโอโดฟอร์ (Iodophor) -สารประกอบของไอโอดีนที่ใช้รวมกับ detergent (Povidone iodine) เช่น น้ำยา Betadine, Povidine  คลอลีน (Chlorine)->Sodium hypochorite -รูปแก๊สค่อนข้างมีพิษกลิ่นเหม็นรุนแรง รวมตัวกับน้ำ กลายเป็นกรดไฮโปรคลอรัส ซึ่งเป็นสารอ็อกซิไดซ์ที่รุนแรง กว่าคลอรีน -ฆ่าเชื้อเฉพาะแบคทีเรียแกรมลบ นิยมใช้ฆ่าเชื้อในน้ำประปา -ข้อดี ไม่เป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อ สารไม่มีสี ไม่เปื้อนเสื้อผ้า -ข้อเสีย เป็นสารก่อมะเร็ง 6727/03/58

69 กรด (Acids)  กลไกการทำลายเชื้อ การแตกตัวของกรดหรือด่าง ให้ H+ คือ ไฮโดรเจนอิออน หรือ OH- คือไฮดรอก ไซด์อิออน มีผลทำลายสารอินทรีย์ที่ผนังเซลล์ เยื่อ หุ้มเซลล์สูญเสีย Permeability โปรตีนเสียสภาพ และมีผลต่อการแตกตัวของสารภายในเซลล์เชื้อ  กรดอนินทรีย์มีผลทำลายเชื้อได้ดีกว่ากรดอินทรีย์  กรดเบนโซอิก เป็นสารถนอมอาหารไม่ให้เสียหรือ ใส่ในยารักษาโรคผิวหนังบางชนิด เช่น Whitfild’s ointment รักษาเชื้อรา 6827/03/58

70 กรด (Acids) (ต่อ)  กรดเกลือ กรดกำมะถัน กรดซาลิซัยลิค ใช้จี้หูดหรือตาปลา  กรดบอริค ใช้เป็นยาระงับเชื้อในยาล้างตา ยาอมบ้วน ปาก ใส่แผลสด หรือผสมกลีเซอลีนเป็นยาหยอดตา หรือขี้ผึ้งทาแผล  กรดอินทรีย์จากขบวนการหมัก -กรดแล็กติค -กรดน้ำส้ม (ซิติก) นิยมใช้ถนอมอาหาร เช่น ใส่เป็นยา กันบูดในขนมปัง 6927/03/58

71 หลักการพิจารณาเลือกสารเคมี  ทำลายเชื้อจุลชีพได้หลายชนิด  ออกฤทธิ์ได้เร็ว  ไม่เป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อของร่างกาย ไม่มีกลิ่นเหม็น ไม่เปื้อนเสื้อผ้า ไม่ทำให้เกิดสนิมหรือสึกกร่อน  ฤทธิ์ไม่เสียไปเมื่อถูกกับสารอินทรีย์เช่น เลือด หนอง  แทรกซึมเข้าไปทำลายเชื้อได้ดี และไม่ทำลายวัสดุที่จะ ทำลายเชื้อ  ละลายผสมกับน้ำหรือแอลกอฮอล์ได้ง่าย คงตัวดี เก็บได้ นานไม่เสื่อมสภาพ  ไม่สลายง่ายเมื่อถูกความร้อน แสงสว่าง ราคาถูก หาซื้อ ได้ง่าย  ไม่ทำให้จุลินทรีย์ผ่าเหล่าหรือเกิดความต้านทานเพราะจะ ทำให้เชื้อดื้อยา 7027/03/58

72 การผสมและเก็บน้ำยาทำลายเชื้อ r น้ำที่ใช้ผสมควรเป็นน้ำกลั่น น้ำกรอง หรือน้ำต้มเดือด ไม่ควรใช้น้ำประปา ยกเว้นกลุ่มไฮโปคลอไรด์ r การผสมน้ำยาทำลายเชื้อในกลุ่มระดับต่ำ เช่น Chlorohexidine, Cetrimide เมื่อผสมเสร็จควรเติม 70% เอทธิลอัลกอฮอล์ หรืออบด้วยไอน้ำร้อน r ฝาของภาชนะบรรจุไม่ควรเป็นผ้ากอซ สำลี หรือไม้ r ภาชนะบรรจุน้ำยาทำลายเชื้อ ควรล้างให้สะอาดและ อบด้วยไอน้ำร้อน หรือต้มแล้วทำให้แห้ง 7127/03/58

73 การผสมและเก็บน้ำยาทำลายเชื้อ r การเก็บน้ำยาทำลายเชื้อ เก็บในที่สะอาดและ ไม่ถูกแสง r เมื่อมีการเจือจางน้ำยา ควรมีป้ายระบุความ เข้มข้น วันที่ผสมและวันหมดอายุ ให้ชัดเจน r การผสมน้ำยาควรปฏิบัติตามกรรมวิธี ปราศจากเชื้ออย่างเคร่งครัด 7227/03/58

74 การจัดแบ่งประเภทอุปกรณ์ เครื่องมือทางการแพทย์ Critical Semicritical Non-Critical Dr. EH Spaulding : แบ่งตามความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ 7327/03/58

75 Critical = เครื่องมือที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อสูง  เครื่องมือที่ใช้ต้องผ่านการ Sterilization  ใช้กับเนื้อเยื่อที่ปราศจาก เชื้อหรือเข้าไปในระบบเลือด ได้แก่ ช่องท้อง เนื้อเยื่อ กระเพาะปัสสาวะ เส้นเลือด 27/03/5874

76 Semi-critical =เครื่องมือที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อปานกลาง  เครื่องมือต้องผ่านการทำให้ ปราศจากเชื้อ หรือ ทำลาย เชื้อระดับสูง  ใช้สัมผัสเยื่อบุเมือก ผิวหนังที่มีบาดแผลหรือมี รอยถลอก เช่น ช่องปาก ช่องคลอด ทางเดินหายใจ 27/03/5875

77 Non-critical =เครื่องมือที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่ำ  เครื่องมือต้องการทำลายเชื้อ ระดับต่ำ หรือ ล้างทำความ สะอาด  ใช้สัมผัสผิวหนังปกติที่ไม่มี รอยถลอก 27/03/5876

78 Critical Sterilization กายภาพ Semicritical การทำลายเชื้อ ระดับสูง -พาสเจอไรเซชั่น -น้ำยาทำลายเชื้อ Noncritical - การทำลายเชื้อระดับต่ำ -ล้างทำความสะอาด เคมี 7727/03/58

79 หน่วยงานต่างๆ ควรจัดเก็บห่อของ ปราศจากเชื้อในบริเวณที่สะอาด 7827/03/58

80 โปรดระลึกไว้เสมอว่า Disinfecctant  ทำลายเชื้อไม่ได้ในที่มีสารอินทรีย์  ทำลายเนื้อเยื่อ จมูก ตา ทางเดินหายใจ ผ้า เครื่องมือ  อันตรายต่อร่างกายในระยะยาว  ทำลายสิ่งแวดล้อม  ละลายงบประมาณ 7927/03/58

81 อะไรที่ไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้ วันเวลาที่รอคอย แม้นิดหน่อยก็ยาวนาน วันเวลาที่ผันผ่าน แม้ยาวนานก็นิดหน่อย หลังคารั่วอย่ามัวแต่เช็ดพื้น 27/03/5880


ดาวน์โหลด ppt นักเรียน มองเห็นอะไร 1 27/03/58 2 ..Why you study toward nursing.. พยาบาล ใครใช้ ให้มาเรียน จงพากเพียร งานนี้ มีศักดิ์ศรี อย่าวกวน เรียนดี หรือไม่ดี

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google