งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

1 บทที่ 5 การวัดและ การสร้างสเกล อ. สุรินทร์ทิพ ศักดิ์ภูวดล สำนักวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "1 บทที่ 5 การวัดและ การสร้างสเกล อ. สุรินทร์ทิพ ศักดิ์ภูวดล สำนักวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร."— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 1 บทที่ 5 การวัดและ การสร้างสเกล อ. สุรินทร์ทิพ ศักดิ์ภูวดล สำนักวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร

2 2 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการวัดสเกล ผู้วิจัยจะต้องศึกษาแนวทางและวิธีการ ในการวัดหรือการสร้างมาตรวัดสำหรับ ตัวแปรทุกตัวที่ต้องใช้ในการวิจัย ถ้าการวัดถูกต้องภายใต้เครื่องมือการวัด ที่มีประสิทธิภาพผลของงานวิจัยที่ ออกมานั้นก็จะสมบูรณ์ถูกต้องไปด้วย

3 3 ความหมายของการวัดตัวแปร การวัดตัวแปรในการวิจัย หมายถึง กระบวนการที่ระบุถึง ความแตกต่างในคุณสมบัติของหน่วยวิเคราะห์ หรือการ แปลงสภาพจากนามธรรม หรือแนวคิด(Concepts) ให้ เป็นลักษณะที่เป็นรูปธรรม หรือเป็นตัวเลข เพื่อใช้อธิบาย ถึงคุณสมบัติของหน่วยวิเคราะห์ ว่ามีความแตกต่างกัน หรือไม่ แตกต่างกันอย่างไร และแตกต่างกันมากน้อย เพียงใด ซึ่งกระบวนการวัดดังกล่าวแสดงถึงวิธีการที่ผู้วิจัย ใช้ในการเก็บข้อมูลภายใต้หลักเกณฑ์ต่างๆ โดยให้ เป็นไปตามหลักสถิติ

4 4 ตัวอย่างการวัดตัวแปร หัวข้อวิจัยเรื่อง : ฐานะทางเศรษฐกิจที่มี ความสัมพันธ์ต่อความพึงพอใจของ ผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดิน ตัวแปรอิสระด้านปัจจัยส่วนบุคคล คือ ฐานะ ทางเศรษฐกิจ สิ่งที่บ่งชี้ฐานะทางเศรษฐกิจ - รายได้ส่วน บุคคลต่อเดือน - หรือรายได้ของ ครอบครัวต่อเดือน - หรือจำนวนทรัพย์สินที่ มีอยู่ใน ปัจจุบัน - หรือสภาวะการเป็น หนี้

5 5 การศึกษาวิจัยเรื่อง : การศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิต ของนักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร ตัวแปรตาม : เป็นปัจจัยด้านคุณภาพชีวิต ต้องทำการวิเคราะห์ว่า สิ่งใด เป็นสิ่งที่บ่งชี้ทางด้านคุณภาพชีวิต ของกลุ่มตัวอย่างจากประชากรซึ่งเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชน เช่น สิ่งบ่งชี้ทางด้านคุณภาพชีวิต - แหล่งอาศัย (เป็นแหล่งชุมชน แหล่งแออัด ใกล้สวนสาธารณะ ฯลฯ) - ที่พักอาศัย (พักอาศัยอยู่กับครอบครัว อาศัยอยู่กับเพื่อน ฯลฯ) - ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ (รายได้ครอบครัว, ค่าใช้จ่ายที่ได้รับ) ตัวอย่างการวัดตัวแปร

6 6 แนวคิด (Concept) นิยามแนวคิด (Conceptional Definition) นิยามศัพท์ปฎิบัติการ (Operational Definition) รูปแสดงกระบวนการนิยามศัพท์

7 7 การนิยามศัพท์ปฏิบัติการ (Operational Definition) การนิยามศัพท์ในการวิจัย หรือการนิยาม ศัพท์ปฏิบัติการ เป็นการหาคำที่เข้าใจได้ง่าย และเป็นสากล มาอธิบายแนวคิดที่ต้องการนิยาม ( แนวคิด ) เช่น ความพึงพอใจ คือ การแสดงออก ในสิ่งที่เป็นที่ต้องการ การนิยามศัพท์ปฏิบัติการนั้น ผู้วิจัยอาจ กระทำโดยการระบุ รายการหรือข้อคำถามที่ใช้ ในการเก็บข้อมูลตามวัตถุประสงค์การวิจัย เช่น การระบุข้อคำถามเกี่ยวกับปัจจัยส่วนบุคคล ( เพศ อายุ อาชีพ การศึกษา รายได้ ) ข้อคำถาม เกี่ยวกับความพึงพอใจ หรืออื่นๆ แล้วนำข้อมูลที่ ได้จากข้อคำถามทั้งหมดมาใช้ประกอบการ วิเคราะห์ ทั้งในเชิงปริมาณ และในเชิงคุณภาพ

8 8 แนวคิด (Concept ) นิยามแนวคิด (Conceptional Definition) นิยามศัพท์ปฎิบัติการ (Operational Definition ) ความพึง พอใจ การแสดงออกถึง ความต้องการใน ตัวผลิตภัณฑ์ หรือบริการ การให้ผู้ตอบ แบบสอบถามเลือก คำตอบที่ตรงกับ ความต้องการมาก ที่สุด เช่น 1. ผลิตภัณฑ์หรือ บริการนี้เป็นสิ่งที่มี คุณภาพ 2. ผลิตภัณฑ์หรือ บริการนี้มีราคาที่ เหมาะสม 3. ผลิตภัณฑ์หรือ บริการนี้มีกลิ่นหอม

9 9 แนวคิด (Concept ) นิยามแนวคิด (Conceptional Definition) นิยามศัพท์ปฎิบัติการ (Operational Definition ) ลักษณะ งาน การแสดงออกของ พนักงานที่มีต่อ งานที่ปฎิบัติ การให้พนักงานตอบ แบบสอบถามที่ตรง กับความต้องการมาก ที่สุด เช่น 1. ท่านคิดว่างานที่ท่าน ปฎิบัติอยู่เป็นงานที่มี ผลตอบแทนสูง 2. ท่านคิดว่างานที่ท่าน ปฎิบัติอยู่เป็นงานที่ ส่งผลให้ท่านได้ พัฒนาทักษะ ความสามารถของ ท่านเพิ่มขึ้น 3. ท่านคิดว่าตำแหน่ง งานที่ท่านทำอยู่เป็น ที่ต้องการของผู้อื่น

10 10 ประโยชน์การวัดตัวแปร เพื่อใช้เปรียบเทียบผลการวิจัย  ผู้วิจัยสามารถนำตัวเลขที่ได้จากการเก็บข้อมูล และวิเคราะห์ผลตามสถิติที่ถูกต้อง ไปใช้ในการ เปรียบเทียบกับงานวิจัยของนักวิจัยอื่น เพื่อใช้ควบคุมการวิจัย  เมื่อผู้วิจัยได้ปรับกระบวนการทางความคิดให้อยู่ ในสภาพของตัวเลขแล้ว หมายถึง ผู้วิจัย สามารถจัดเก็บหรือ นำไปใช้ประกอบการ วิเคราะห์ คำนวณทางสถิติได้ตามความต้องการ เพื่อความสะดวกในการวิเคราะห์ข้อมูลทาง สถิติ

11 11 หลักสำคัญของการวัดตัวแปร ความถูกต้องของการวัด (Validity)  ความถูกต้องของการวัด หมายถึง การวัดในสิ่งที่ผู้วิจัยต้องการ ศึกษาได้ตรงประเด็นตามที่ผู้วิจัยต้องการศึกษา ภายใต้ หลักเกณฑ์วิชาการที่ถูกต้อง มีข้อมูลเอกสารวิชาการ ทฤษฎี สนับสนุน และสามารถอ้างอิงได้ ความเชื่อมั่นของการวัด (Reliability)  ความเชื่อมั่นของการวัด หรือการวัดความเที่ยง หมายถึง เมื่อ ผู้วิจัยได้ดำเนินการวัดตัวแปรที่ต้องการแล้วนั้น ผลที่ได้จากการ วัดนั้นจะต้องมีความเชื่อมั่น หรือมีความเที่ยงของการวัด โดย พิจารณาจากการวัดถึงแม้จะมีการวัดบ่อยครั้งเพียงใด ผลที่ได้ ออกมานั้นจะต้องมีความเหมือนกัน หรือสอดคล้องกันทุกครั้ง หากสิ่งที่ต้องการวัดนั้นไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง

12 12 หลักสำคัญของการวัดตัวแปร ( ต่อ ) ความไว หรือความสามารถแบ่งแยกในการวัด (Sensitivity)  ความไว หมายถึง เครื่องมือที่ใช้วัดมีความสามารถในการ จำแนกความแตกต่างระหว่างคุณสมบัติของตัวอย่างที่ ต้องการศึกษาได้อย่างละเอียด มีความหมายของการวัด (Meaningful)  ความหมายของการวัด หมายถึง ในการวัดตัวแปรนั้น สามารถวัดได้อย่างถูกต้อง มีความหมาย ผู้วิจัยอ่านแล้ว สามารถตีความหมายได้

13 13 ระดับการวัด (Types of Scales) 1. ระดับกลุ่ม (nominal Scales) 2. ระดับอันดับ (Ordinal Scales) 3. ระดับช่วงหรือระดับอันตรภาค (Interval Scales) 4. ระดับอัตราส่วน (Ratio Scales)

14 14 Type of Scales ระดับการวัดหมายถึง การจำแนกกลุ่มหรือข้อมูลที่ ผู้วิจัยต้องการศึกษาโดยอาจกำหนดตามคุณลักษณะ ตามข้อมูลที่จัดเก็บ ให้อยู่ในระบบที่สามารถนำไปใช้ใน การวิเคราะห์ผลการวิจัยได้อย่างถูกต้อง ซึ่งระดับการ วัดที่สำคัญแบ่งได้เป็น 4 ระดับ ในแต่ละระดับของการวัด จะมีความแตกต่างตาม เกณฑ์คุณสมบัติ และเกณฑ์คุณภาพของระดับการวัด โดยการจำแนกตามเกณฑ์ต่างๆดังกล่าวนั้น จะมีผลต่อ การนำไปใช้วิเคราะห์ภายใต้สถิติที่เหมาะสมกับระดับ การวัดแต่ละระดับด้วย

15 15 ผู้วิจัยจำเป็นต้องมีการกำหนดแนวทางของระดับการวัด สำหรับข้อคำถามที่ต้องการวัดว่าให้อยู่ในระดับใด มี ความต้องการข้อมูลนั้นละเอียดมากน้อยเพียงใด Type of Scales ( ต่อ )

16 16 1. ระดับกลุ่ม (Nominal Scales) เป็นการวัดที่ง่าย กำหนดตามลักษณะกลุ่มที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ต้องมีคุณสมบัติของแต่ละกลุ่มที่ไม่มีการซ้ำซ้อนกัน ผู้วิจัยไม่สามารถจัดเรียงลำดับ หรือระบุความสัมพันธ์ ของช่วงระยะ หรือระบุความแตกต่างในรายละเอียดใด ได้ การจำแนกกลุ่มเช่น สถานภาพสมรส เพศ ศาสนา และ อื่นๆ

17 17 2. ระดับอันดับ (Ordinal Scales) บอกถึงอันดับของข้อมูลแบบเรียงลำดับได้ ไม่สามารถบอกช่วงความห่างได้ สามารถบอกถึงความมากกว่า น้อยกว่าได้

18 18 3. ระดับช่วงหรือระดับอันตรภาค (Interval Scales) เป็นระดับการวัดข้อมูลในเชิงปริมาณ สามารถระบุได้ถึงช่วงความห่างที่เท่ากันในแต่ละช่วง ของการวัดได้ แต่ระดับการวัดแบบนี้จะมีจุดเริ่มต้นที่ไม่มี 0 แท้ เช่น 0 องศาเซลเซียส ไม่ได้หมายความว่าบริเวณนั้น จะไม่มีค่าอุณหภูมิใดเลย คะแนน 0 คะแนน ไม่ได้หมายความว่าไม่ได้มี ความรู้เลย

19 19 4. ระดับอัตราส่วน (Ratio Scales) มีความละเอียดมากที่สุดใน 4 ระดับที่กล่าวมา เป็นระดับการวัดที่มีจุดเริ่มต้นเป็น 0 แท้ เช่น น้ำหนัก ส่วนสูง พื้นที่ พื้นที่ = 0 คือไม่มีพื้นที่เลย การวิจัยทางธุรกิจ เช่น ค่าของเงิน การนับประชากร อัตราผลผลิต อัตราภาษี และจำนวนของครุภัณฑ์ ระดับการวัดนี้สามารถนำค่าไปคำนวณทางคณิตศาสตร์ ได้ เช่น การบวก ลบ คูณ หาร เป็นต้น

20 20 หน่วยของการวิเคราะห์ 1. หน่วยวิเคราะห์ระดับบุคคล (Individual Units) 2. หน่วยวิเคราะห์ระดับกลุ่ม (Group Level) 3. หน่วยวิเคราะห์ระดับองค์กร (Organizational Units) 4. หน่วยวิเคราะห์ระดับสถาบัน (Institutional Units) 5. หน่วยวิเคราะห์ระดับพื้นที่ (Spatial Units) 6. หน่วยวิเคราะห์ระดับสังคม (Societal Units)

21 21 ระดับของหน่วยวิเคราะห์นั้นขึ้นอยู่กับ วัตถุประสงค์ของ การวิจัย สมมติฐานการวิจัย และขอบเขตการวิจัยที่จะ บอกถึงเกณฑ์ในการกำหนดประชากร และกลุ่ม ตัวอย่าง หน่วยของการวิเคราะห์

22 22 1. หน่วยวิเคราะห์ระดับบุคคล (Individual Units) งานวิจัยในเชิงธุรกิจ หรือทางสังคมศาสตร์ นิยม ใช้บุคคลเป็นหน่วยวิเคราะห์ โดยวิเคราะห์จาก พฤติกรรม หรือคุณสมบัติต่างๆของบุคคล เช่น เพศ อายุ อาชีพ รายได้ พฤติกรรม ความคิดเห็น ความพึงพอใจ และทัศนคติในด้านต่างๆ ตาม วัตถุประสงค์การวิจัย

23 23 2. หน่วยวิเคราะห์ระดับกลุ่ม (Group Level) มักเป็นการวิจัยที่มีวัตถุประสงค์มุ่งศึกษา คุณสมบัติในระดับกลุ่มบุคคล ซึ่งอาจใช้ในการ เปรียบเทียบในระดับกลุ่ม หรือใช้นำเสนอผลใน ระดับกลุ่มที่แตกต่างกัน เช่นการเปรียบเทียบอัตราเฉลี่ยของอายุในแต่ ละกลุ่ม อัตราเฉลี่ยของอายุการทำงาน อัตรา เฉลี่ยของระดับการศึกษา อัตราเฉลี่ยของ รายได้ครอบครัว เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม ข้อมูลลักษณะของกลุ่มที่เก็บรวบรวมได้นั้น ไม่ สามารถนำมาใช้ประกอบการอธิบาย ลักษณะเฉพาะระดับบุคคลได้

24 24 3. หน่วยวิเคราะห์ระดับองค์กร (Organizational Units) องค์กรในการวิจัยหมายถึง องค์การที่เป็น สถาบันครอบครัว บริษัท ส่วนราชการ เช่น โรงเรียน สำนักงาน กรม หรือกองต่างๆ รวมถึง สถานศึกษาภาครัฐ หรือสถานศึกษา ภาคเอกชน 4. หน่วยวิเคราะห์ระดับสถาบัน (Institutional Units) โดยสถาบันในที่นี้อาจเกิดจากการรวมตัวกัน ขององค์การที่ดำเนินงานภายใต้วัตถุประสงค์ที่ สอดคล้องกัน เช่น สถาบันกฎหมาย สถาบัน การเมือง

25 25 5. หน่วยวิเคราะห์ระดับพื้นที่ (Spatial Units) หมายถึง การวิเคราะห์ในแต่ละเขตพื้นที่ที่ได้มีการจัดแบ่ง หรือจำแนกออกเป็น หมู่บ้าน ในเขต หรือในอำเภอ เป็นต้น 6. หน่วยวิเคราะห์ระดับสังคม (Societal Units) เป็นการทำการศึกษาวิจัยที่ผู้วิจัยได้นำคุณสมบัติที่เป็น ส่วนรวมในสังคมใหญ่ หรือในประเทศมาทำการศึกษาวิจัย เช่น  การศึกษาวิจัย เรื่องความเท่าเทียมกันของเยาวชนในกลุ่ม ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  หรือความเป็นธรรมในการบริหารประเทศแถบยุโรป  ประสิทธิผลการบริหารงานระหว่างวัฒนธรรมตะวันตก และ วัฒนธรรมตะวันออก เป็นต้น

26 26 การสร้างมาตรวัด สเกล (Scale) ในงานวิจัยหมายถึง มาตรวัดที่ใช้ สำหรับวัดคุณสมบัติของหน่วยวิเคราะห์ตาม วัตถุประสงค์การวิจัย โดยการกำหนดสเกล หรือมาตร วัดนั้น ผู้วิจัยจะต้องมีความสามารถในการสร้างมาตรวัด ให้มีความเที่ยงตรง และมีความเชื่อมั่นได้ โดยทั่วไป การวิจัยที่มีการวัดทัศนคติ ในงานวิจัย หมายถึง การวัดระดับความรู้สึกนึกคิดของบุคคลใน ประเด็นใดประเด็นหนึ่ง ซึ่งผู้วิจัยสามารถทำการศึกษา ได้จากการกำหนดมาตรวัดทัศนคติในประเด็นที่ ต้องการ แทนการสังเกตจากการแสดงออกของกลุ่ม ตัวอย่างจากคำพูด หรือท่าทาง

27 27 การสร้างมาตรวัด (ต่อ) กระบวนการสร้างมาตรวัดทัศนคติเป็นกระบวนการสร้าง เครื่องมือในการประเมินทัศนคติ จากผลคะแนนของ กลุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทนประชากรในการศึกษาวิจัย โดยมีการจัดลำดับของทัศนะคติจากขั้นสูงที่สุด ไป จนถึงขั้นต่ำที่สุด เช่น ชอบที่สุด จนถึง ไม่ชอบที่สุด เป็นต้น

28 28 การสร้างมาตรวัดทัศนคติ (Attitude Measurement) มีประโยชน์ต่อผู้วิจัยในการทำให้ได้เข้าใจถึง กระบวนการได้มาซึ่งข้อมูลที่ถูกต้องภายใต้มาตรวัดที่มี มาตรฐานดังที่ได้กล่าวมาแล้ว และได้ทราบถึงความ แตกต่างระหว่างมาตรวัดทัศนคติประเภทต่างๆ ขั้นแรกคือ ทำการศึกษาจากข้อมูลที่เชื่อถือได้ โดย จะต้องสอดคล้องตรงตามวัตถุประสงค์การวิจัย จากนั้นกำหนด หรือระบุนิยามปฏิบัติการในแต่ละ คุณสมบัติเฉพาะตามรายการที่ศึกษา นำไปใช้กับกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทนของประชากร เป้าหมาย นำคำตอบหรือข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์ผลตาม วัตถุประสงค์การวิจัย

29 29 คำถามในการสร้างสเกลหรือวัด ทัศนคติ ข้อคำถามในการวัดทัศนคติที่เหมาะสมมีลักษณะที่สำคัญคือ (ศ.ดร.สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธุ์, 2546)  ต้องเป็นข้อความที่สั้นไม่ยุ่งยาก ไม่เป็นข้อความที่ใช้คำปฏิเสธซ้ำ  ข้อความที่ใช้ไม่ควรถามถึง 2 สิ่งพร้อมกันเพราะจะเป็นการยุ่งยากใน การตีความ ดังเช่น ทานพึงพอใจในบุคลิกภาพ และรูปแบบการทำงาน ของหัวหน้างานของท่าน เพราะ เป็นการถามถึง 2 สิ่ง คือ บุคลิกภาพ และรูปแบบการทำงาน  หลีกเลี่ยงที่จะนำข้อความหรือสุภาษิตที่เป็นที่รู้จักดีมาถาม เพราะ ผู้ตอบมักจะให้คำตอบทันทีโดยไม่คิดให้ลึกซึ้ง  ควรหลีกเลี่ยงการใช้คำถามที่แฝงไว้ด้วยค่านิยมทางสังคม ที่ทุกคน ควรเห็นด้วย  ควรใช้ข้อความให้ชัดเจน ไม่อ้อมค้อม ไม่คลุมเครือต่อผู้ตอบ

30 30  ควรใช้ข้อความที่เรียกร้องความสนใจของผู้ตอบ  ควรใช้ข้อความที่ผู้วิจัยต้องการให้ผู้ตอบคิดและแสดงความ คิดเห็นตามปกติวิสัยของผู้ตอบเอง คำถามในการสร้างสเกลหรือวัด ทัศนคติ ( ต่อ )

31 31 รูปแบบของข้อคำถาม ลักษณะที่สำคัญของมาตราวัดหรือการตั้งข้อ คำถามเพื่อใช้ในการวัดข้อมูล โดยทั่วไป สามารถจำแนกเป็น 4 ลักษณะที่สำคัญคือ การ จัดลำดับ (Ranking) การประมาณค่า (Rating) การจำแนก (Sorting) และการจัดกลุ่ม (Categorization)

32 32 1. คำถามที่มีคำตอบให้เลือก 2 ทาง (Dichotomous Questions) 2. คำถามที่มีหลายระดับ (Scale Questions) 3. คำถามที่มีหลายคำตอบให้เลือก (Multiple Choice Questions) 4. คำถามที่สามารถเลือกได้หลายคำตอบ (Checklist Questions) 5. คำถามที่ใส่ลำดับที่ในคำตอบ (Ranking Questions) 6. คำถามแบบปลายเปิด (Open-Ended Questions) รูปแบบของข้อคำถาม (ต่อ)

33 33 หนังสืออ้างอิง ระเบียบวิธีวิจัยทางธุรกิจ. ดร. กิติพันธ์ คงสวัสดิ์ เกียรติ และคณะ เทอมที่ 1 ปีการศึกษา 2554


ดาวน์โหลด ppt 1 บทที่ 5 การวัดและ การสร้างสเกล อ. สุรินทร์ทิพ ศักดิ์ภูวดล สำนักวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google