งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัย วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 1. บอกวิธีการตรวจสอบคุณภาพของ เครื่องมือในการวิจัยได้ 2. สามารถตรวจสอบสอบคุณภาพของ เครื่องมือในการวิจัยได้

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัย วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 1. บอกวิธีการตรวจสอบคุณภาพของ เครื่องมือในการวิจัยได้ 2. สามารถตรวจสอบสอบคุณภาพของ เครื่องมือในการวิจัยได้"— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัย วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 1. บอกวิธีการตรวจสอบคุณภาพของ เครื่องมือในการวิจัยได้ 2. สามารถตรวจสอบสอบคุณภาพของ เครื่องมือในการวิจัยได้

2 การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัย ความตรง Validity ระดับความสามารถของเครื่องมือในการวัด สิ่งที่ต้องการวัด (Polit & Hungler,1999) เป็นคุณสมบัติที่สำคัญอีกประการหนึ่งของ เครื่องมือที่สามารถวัดได้ตรงกับสิ่งที่ ต้องการจะวัด (ยุวดี และคณะ, 2537)

3 ประเภทของความตรง(Type of Validity) 1.ความตรงตามเนื้อหา (content validity) 2. ความตรงตามเกณฑ์สัมพันธ์ criterion- related validity 2.1 ความตรงตามสภาพปัจจุบัน (concurrent validity) 2.2 ความตรงตามการพยากรณ์ (predictive validity) 3. ความตรงตามโครงสร้าง (construction validity)

4 ความตรงตามเนื้อหา content validity ความตรงตามเนื้อหา หมายถึง คำถามใน แบบสอบถามมีเนื้อหาที่สอดคล้องกับมโนทัศน์ ของตัวแปร หรือคำถามในแบบสอบถามมีเนื้อหา ที่สอดคล้องกับแนวคิดหรือทฤษฎีของตัวแปร การตรวจสอบ : ใช้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ 3-5 ท่าน ความตรงที่ได้เป็นความเห็นพ้องต้องกันของ ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่าน

5 ความตรงตามเนื้อหา content validity สามารถคำนวณหาจาก ค่าดัชนีความเที่ยงตรง ตามเนื้อหา (Content Validity Index หรือ CVI) CVI = จำนวนคำถามที่ผู้เชี่ยวชาญทุกคนให้ ความคิดเห็นในระดับ 3 และ 4 จำนวนคำถาม ทั้งหมด อ่านต่อในเอกสารแนบ หน้า 224, 225 ดร. บุญใจ ศรีสถิตย์นรากูล โดยมีข้อสังเกตุคือ ระดับ 1,2 คือ ไม่เห็นด้วย : ระดับ 3,4 คือ เห็นด้วย และต้องมีคนเห็นด้วย (3,4) เกินครึ่งจึงจะบอกได้ว่าข้อคำถามนั้นผ่าน เช่นคำถามข้อที่ 3 ผู้เชี่ยวชาญ 4 คนไม่เห็นด้วยให้ระดับ (1,2) ส่วน คนที่เห็นด้วยให้ระดับ (3) มีเพียงคนเดียวดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ไม่ เห็นด้วยกับข้อคำถามนี้ ดังนั้นคำถามข้อ 3 นี้ ไม่ผ่าน ส่วนคำถามข้ออื่นผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นไปในทางเดียวกัน ดังนั้นคำถามที่ผ่านจึงมีเพียง 1,2,4,6,7,9,10,11,12,13,14 และ 15 ***

6 อ่าน ความเที่ยงตรงตามเนื้อหา (Content Validity) หน้า ดร. ประกาย จิโรจน์กุล ความตรงตามเนื้อหา content validity

7 ความตรงตามเกณฑ์สัมพันธ์ criterion-related validity การประเมินความตรงโดยวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ กับเกณฑ์มาตรฐาน แบ่งออกได้ 2 ชนิด 1. ความตรงตามสภาพปัจจุบัน (concurrent validity) 2. ความตรงตามการพยากรณ์ (predictive validity)

8 1.ความตรงตามสภาพปัจจุบัน concurrent validity วิธีการคือ นำแบบวัด 2 ฉบับซึ่งวัดในคุณลักษณะเดียวกันหรือวัด ตัวแปรเดียวกัน โดยแบบวัดฉบับหนึ่งเป็นฉบับที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น และแบบวัดอีกฉบับหนึ่งเป็นแบบวัดมาตรฐาน ไปให้กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มเดียวกันตอบ นำข้อมูล 2 ชุดมาวิเคราะห์หาค่า สหสัมพันธ์ หากค่าสหสัมพันธ์มี ค่าสูง คือแบบวัดที่พัฒนาขึ้นมีความตรงตามสภาพปัจจุบัน การตรวจสอบ : นำค่าคะแนนที่ได้ไปหา ค่า สปส.สหสัมพันธ์ (r) กับเครื่องมือที่เป็นมาตรฐาน ถ้าค่า r สูง (เข้าใกล้ 1) แสดงว่าเครื่องมือ นั้นมีความตรงตามสภาพสูง ความตรงตามสภาพปัจจุบัน เป็นคุณสมบัติของ เครื่องมือที่สามารถวัดคุณลักษณะที่ศึกษาได้ สอดคล้องกับเกณฑ์ที่กำหนดในปัจจุบัน

9 2. ความตรงตามการพยากรณ์ (predictive validity) คสพ.ของสิ่งที่เครื่องมือวัดได้ในปัจจุบัน กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การตรวจสอบ : เกณฑ์ เป็นเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นตามมา (อนาคต) ถ้าเหตุการณ์ถูกต้องมาก ความตรงจะมีค่าสูง ถ้าถูกต้องน้อย ความตรงก็ต่ำ สถิติที่ใช้ สปส. สหสัมพันธ์ ถ้า r>.45 อยู่ในเกณฑ์ดี เช่น แบบวัดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ จะทดสอบความเที่ยงตรงตามการ พยากรณ์ ได้ ต้องศึกษาติดตามบุคคลกลุ่ม นั้น ว่าป่วยเป็นโรคหัวใจในอนาคต สอดคล้องกับผลการวัดในขณะนี้หรือไม่ ความตรงตามการพยากรณ์ เป็นคุณลักษณะของ เครื่องมือที่สามารถวัดคุณลักษณะที่ศึกษาได้ตรงตาม เกณฑ์พยากรณ์ของคุณลักษณะนั้นๆ ในอนาคต

10 ความตรงตามโครงสร้างหรือความตรงตามทฤษฎี Construct validity ความตรงตามโครงสร้าง หมายถึงคำถามใน แบบสอบถามวัดได้ตรงกับมิติของมโนทัศน์ตัวแปร และครอบคลุมมโนทัศน์ของตัวแปรในทุกมิติ คสพ. ระหว่างคะแนนที่ได้จากแบบสอบถาม/ แบบวัด กับ คะแนนที่ได้จากการวัดตามที่กำหนดไว้ในทฤษฎี ความเที่ยงตรงตามโครงสร้าง หมายถึง เครื่องมือนั้นสามารถวัดได้สอดคล้องกับ โครงสร้างหรือคุณลักษณะตามทฤษฏีของสิ่ง นั้น

11 วิธีการหาความตรงตามโครงสร้าง มีวิธีต่างๆ ดังนี้ 1.เทคนิคการทดสอบกับกลุ่มที่รู้จัก known group method ทำได้ง่าย เป็นที่นิยม วิธีการ : นำเครื่องมือไปทดสอบกับกลุ่มที่รู้จักดีอยู่ แล้ว ว่ามีลักษณะที่ต้องการจะวัด คะแนนที่ได้จะบอกให้ทราบว่า เครื่องมือนั้นๆ มีความ ตรงหรือไม่

12 2. วิธีการตรวจสอบภายใน intratest method ศึกษาโครงสร้างของคำถามในเครื่องมือว่าวัด คุณลักษณะเดียวกันหรือหลายอย่าง เป็นการวัดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน homogeneous วิธีการคำนวณ : คูเดอร์ ริชาร์ดสัน Kuder-Richardson ครอนบาค แอลฟา Cronbach’s alpha

13 3.วิธีตรวจสอบภายนอก intertest method หา คสพ. ระหว่างคะแนนที่ได้จากแบบวัดที่สร้าง ขึ้นกับแบบวัดอื่น ซึ่งวัดในทฤษฎีเดียวกัน และต้อง เป็นแบบวัดที่ได้มาตรฐาน 4. เทคนิคการวิเคราะห์ตัวประกอบ Factor Analysis Technique

14 ความเชื่อมั่นหรือความเที่ยง (Reliability) ความคงเส้นคงวา (consistency) & ความคงที่ (stability) ของการวัด ระดับความคงที่ของการวัดในสิ่งที่ต้องการวัด ระดับความคงที่ของคะแนนจากการวัดเรื่อง เดียวกันไม่ว่าในเวลาใดก็ตาม

15 วิธีการหาค่าความเชื่อมั่น 1.การวัดความคงที่ measures of stability หรือ การวัดความคงเส้นคงวา measures of external consistency 2.การวัดความสอดคล้องภายใน measures of internal consistency การเลือกวิธีการหาค่าความเชื่อมั่นขึ้นอยู่ กับข้อจำกัดของแต่ละวิธี วิธีการหาค่าความเชื่อมั่น

16 1. วิธีการหาค่าความคงที่ภายนอก 1.1 วิธีการทดสอบซ้ำ test-retest method ใช้แบบวัด 1 ชุดเดียวกัน ทดสอบกับบุคคลกลุ่ม เดียวกันจำนวน 2 ครั้ง ในระยะเวลาต่างกัน แล้วนำ คะแนนที่ได้จากการวัดทั้ง 2 ครั้งมาหาค่า คสพ. โดยการคำนวณค่า สปส. สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Peason Product Moment Correlation Coeffient) ถ้าค่าที่คำนวณได้สูง แสดงว่าคะแนนจาก การวัดทั้ง 2 ครั้งมี คสพ. กันสูง ระยะเวลาในการทดสอบครั้งแรกกับครั้งที่ สองไม่ควรห่างกันมากนัก วิธีการหาค่าความเชื่อมั่น

17 สูตรการคำนวณ r xy หมายถึง ค่า สปส.สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน X หมายถึงคะแนนที่ได้จาการตอบแบบวัดครั้งที่ 1 Y หมายถึงคะแนนที่ได้จาการตอบแบบวัดครั้งที่ 2 N หมายถึง จำนวนคนที่ตอบแบบวัด r xy= N  xy - (  x) (  y) [N  x 2 (  x) 2 ] [ N  y 2 (  y) 2 ] วิธีการหาค่าความเชื่อมั่น

18 ระยะเวลาในการทดสอบ : ไม่ควรเกิน 6 เดือน ในทางปฏิบัติโดยมากใช้ช่วง 1 วัน –1 สัปดาห์ ถ้าเป็นแบบวัดผลสัมฤทธิ์ ควรห่างกันอย่างน้อย 1 สัปดาห์ แต่ไม่ควรเกิน 3 สัปดาห์ สาเหตุที่อาจทำให้เกิดความคลาดเคลื่อน 1.ผู้ตอบจำข้อคำถามได้จากการตอบครั้งแรก 2.ระยะเวลาที่ห่าง เปิดโอกาสให้ผู้ตอบได้เรียนรู้ เพิ่มเติม 3.องค์ประกอบอื่น เช่น สถานที่ บรรยากาศ และเวลาที่ทำการตอบ วิธีการหาค่าความเชื่อมั่น

19 1.2 การใช้แบบวัดคู่ขนาน ( parallel form method) การประมาณค่าความเท่าเทียมกันของการใช้เครื่องมือ 2 ฉบับที่สร้างขึ้นให้มีคุณสมบัติเหมือนกัน เมือนำไป วัดคนกลุ่มเดียวกันในเวลาเดียวกัน คะแนนที่ได้จาก 2 ฉบับมี คสพ. กันสูง : มีความ เที่ยงสูง คะแนนที่ได้จาก 2 ฉบับไม่สัมพันธ์กัน : 2 ฉบับไม่ เท่าเทียมกันใช้แทนกันไม่ได้ ในทางปฏิบัติ ไม่นิยมใช้ เนื่องจากการสร้าง เครื่องมือคู่ขนานทำได้ยากมาก วิธีการหาค่าความเชื่อมั่น

20 2. วิธีการวัดความสอดคล้องภายใน 2.1 เทคนิคการแบ่งครึ่ง (split half technique) สูตร r 1 = 2r 1+r r 1 หมายถึง ค่า สปส. ความเที่ยงของฉบับเต็ม r หมายถึง ค่า สปส. ความเที่ยงของครึ่งฉบับ วิธีการหาค่าความเชื่อมั่น

21 2. การหาความเชื่อมั่นโดยใช้สูตร คู เดอร์- ริชาร์ดสัน (kuder-Richardson แบบวัดที่จะนำมาหาความเที่ยงด้วยวิธีนี้ ต้องมีการให้ คะแนนเป็น 0 และ 1 หรือเป็นการวัดที่มีการแจกแจง เพียง 2 ลักษณะเท่านั้น สูตรของคูเดอร์-ริชาร์ดสัน มี 2 สูตร คือ KR-20 และ KR-21 วิธีการหาค่าความเชื่อมั่น

22 สูตรของคูเดอร์ - ริ ชาร์ดสัน KR-20 r tt = n 1-  pq n-1 s t 2 KR-21 r tt = n 1 - x(n-x) n-1 ns t 2 ค่าความเชื่อมั่นที่ คำนวณด้วย KR-21 จะต่ำกว่าที่คำนวณณ จาก KR-20 วิธีการหาค่าความเชื่อมั่น

23 R tt = ค่าสัมประสิทธิ์ความเที่ยง n = จำนวนข้อคำถามของแบบวัด P = สัดส่วนของคนที่ตอบถูกในแต่ละ ข้อ q = สัดส่วนของคนที่ตอบผิดในแต่ละ ข้อ s 2 = ความแปรปรวนของคะแนนทั้งหมด x = ค่าเฉลี่ยของคะแนนทั้งหมด วิธีการหาค่าความเชื่อมั่น

24 α = n n การหาความเชื่อมั่น โดยใช้ สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟา ของครอ นบาค (Cronbach’s Alpha Coefficient) 1-  S i 2 S t 2 α คือค่าความสอดคล้องภายใน n คือจำนวนข้อคำถามใน แบบสอบถาม  S i 2 คือผลรวมของความแปรปรวน ของคะแนนรายข้อ S t 2 คือความแปรปรวนของคะแนน รวมทั้งฉบับ ( รศ ดร. บุญใจ ศรีสถิตย์นรา กูล : 236 ) ***  ต้องมีค่า 0.7 ขึ้นไป วิธีการหาค่าความเชื่อมั่น

25 ระดับความยากง่าย (difficulty level) จำนวนคนที่ตอบข้อคำถามข้อนั้นถูก ความยาก p = จำนวนคนที่ตอบทั้งหมด ค่าที่ใช้ได้ควรอยู่ระหว่าง 0.4 ถึง 0.8 ค่า p เข้าใกล้ 1 จะเป็นข้อที่ง่าย เข้าใกล้ 0 จะเป็นข้อที่ยาก *** ให้นิสิตแก้ไขจากเนื้อหาเดิม จาก 0.6 เป็น 0.8

26 ค่าอำนาจจำแนก Power of discrimination การหาค่าอำนาจจำแนกรายข้อ คือการหาข้อ คำถามที่มีประสิทธิภาพ มีความไวต่อการทดสอบ เช่น สามารถแยกกลุ่มเก่ง-อ่อน ทัศนคติทางบวก- ลบ ออกจากกันได้

27 วิธีการหาค่าอำนาจจำแนก ใช้การทดสอบ ค่า t (t-test) ดังนี้ 1.นำเครื่องมือไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง หา คะแนนรวมของแต่ละคน 2.เรียงคะแนนจากน้อยไปหามาก 3.ตัด 25% บนและล่าง จะได้คะแนนเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มสูง และกลุ่มต่ำ 4.คำนวณหาค่าอำนาจจำแนก

28 สูตรอำนาจจำแนก t = x h - x l s h 2 + s l 2 n h n l t= ค่าอำนาจจำแนก X h = คะแนนเฉลี่ยของกลุ่ม สูง x l = คะแนนเฉลี่ยของกลุ่ม ต่ำ s h 2 = ความแปรปรวนของ กลุ่มสูง s l 2 = ความแปรปรวนของ กลุ่ม n h = จำนวนกลุ่มตัวอย่าง ของกลุ่มสูง n l = จำนวนกลุ่มตัวอย่าง ของกลุ่มต่ำ

29 แบบฝึกหัด 1.หาค่าความเที่ยงโดยวิธี ของครอนบาค แอลฟา

30 การหาค่าความเที่ยง โดยวิธี KR คนที่ \ ข้อที่ åXåX จำนวน คนถูก P q pq

31 การหาค่าความเที่ยง โดยวิธีของครอนบาค คนที่ \ ข้อที่ X åxåx åå 

32 สอนวันที่ 11 สิงหาคม 2554 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554


ดาวน์โหลด ppt การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัย วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 1. บอกวิธีการตรวจสอบคุณภาพของ เครื่องมือในการวิจัยได้ 2. สามารถตรวจสอบสอบคุณภาพของ เครื่องมือในการวิจัยได้

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google