งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

ประภาศ คงเอียด ผู้พิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ประภาศ คงเอียด ผู้พิพากษาศาลภาษีอากรกลาง กฎหมายสรรพสามิตและ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "ประภาศ คงเอียด ผู้พิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ประภาศ คงเอียด ผู้พิพากษาศาลภาษีอากรกลาง กฎหมายสรรพสามิตและ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง."— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 ประภาศ คงเอียด ผู้พิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ประภาศ คงเอียด ผู้พิพากษาศาลภาษีอากรกลาง กฎหมายสรรพสามิตและ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

2 Germany Thailand A CORPORATION B CORPORATION (Subsidiary of A) Circulation Of Tax Customs Excise (Plus Local Tax) VAT (Local Tax included) sale of automobiles (international transactions) prices paid (international incomes) Factory & Office of ก. Corporation Land and House Tax, Locality Development Tax & Signboard Tax Domestic sale VAT (Local Tax included) Special Business Tax (Plus Local Tax) Stamp Duty Dividends (Income Tax to Shareholders) Net profits (Income Tax) (International income) Local Manufacture Excise (Plus Local Tax) VAT (Local Tax included)

3 กฎหมายภาษีสรรพสามิต การบริหารจัดเก็บภาษีการตรวจปราบปราม กฎหมายที่สำคัญซึ่งเกี่ยวกับ การปฏิบัติราชการกรมสรรพสามิต - พ. ร. บ. ทุกฉบับที่รับผิดชอบ - ประมวลรัษฎากร - กฎหมายศุลกากร - พ. ร. บ. ชดเชยค่าภาษีอากร ฯ - พ. ร. บ. การนิคมอุตสาหกรรม ฯ ฯลฯ - ป. อาญา - ป. วิ. อาญา - พ. ร. บ. ยาเสพติด ฯ ฯลฯ กฎหมายควบคุมการปฏบัติราชการ - พ. ร. บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน ฯ - พ. ร. บ. วิ. ปกครอง ฯ - พ. ร. บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ฯ - พ. ร. บ. ความรับผิดทางละเมิด ฯ - พ. ร. บ. ข้อมูลข่าวสาร ฯ - กฎหมายอื่น ๆ

4 ความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายภาษีสรรพสามิต พ. ร. บ. วิ. ปกครองฯ พ. ร. บ. ข้อมูลข่าวสารฯ พ. ร. บ. ความรับผิดทางละเมิดฯ กฎหมายภาษีสรรพสามิต การบริหารจัดเก็บภาษีการตรวจปราบปราม ใช้ พ. ร. บ. วิ. ปกครองฯยกเว้นจาก พ. ร. บ. วิ. ปกครองฯ พ. ร. บ. ข้อมูลข่าวสารฯ พ. ร. บ. ว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดฯ

5 วงจรการบังคับใช้ พ. ร. บ. วิ. ปกครอง ฯ คำร้องขอต่อเจ้าหน้าที่ของประชาชนเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจตามกฎหมาย การพิจารณาของเจ้าหน้าที่ ( ม ) เจ้าหน้าที่ ( ม ) คู่กรณี ( ม ) คณะกรรมการ ( ม ) คำสั่งทางปกครอง ( ม ) การแจ้ง ( ม ) ระยะเวลาและอายุความ ( ม ) อุทธรณ์ ( ม ) เพิกถอน ( ม ) ขอให้พิจารณาใหม่ ( ม. 54) บังคับทางปกครอง ( ม ) ฟ้องศาลปกครอง ( ม. 48)/ ศาลภาษีอากร

6 มาตรา 3 วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ตามกฎหมายต่าง ๆ ให้เป็นไปตามที่กำหนดใน พระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายใด กำหนดวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองเรื่องใดไว้ โดยเฉพาะและมีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็น ธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการไม่ ต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชบัญญัติ นี้ ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับกับ ขั้นตอนและระยะเวลาอุทธรณ์หรือโต้แย้งที่ กำหนดไว้ในกฎหมาย พ.ร.บ. วิ. ปกครอง ฯ

7 กฎหมายเฉพาะ (กฎหมายสรรพสามิต) - มีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรม - มีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการ ** ต่ำกว่าหรือสูงกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดใน พ.ร.บ. วิ. ปกครอง ฯ ** - มิให้ใช้บังคับกับขั้นตอนและระยะเวลาอุทธรณ์ หรือโต้แย้งตามกฎหมายสรรพสามิต ข้อที่ต้องพิจารณาตาม พ.ร.บ. วิ. ปกครอง ฯ มาตรา 3

8 มาตรา 4 พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่... (8) การดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมในทาง อาญา …” มาตรา 5 “วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง” หมายความว่า การ เตรียมการและการดำเนินการของเจ้าหน้าที่เพื่อจัดให้มีคำสั่ง ทางปกครองหรือกฎ และรวมถึงการดำเนินการใด ๆ ในทาง ปกครองตามพระราชบัญญัตินี้ “การพิจารณาทางปกครอง” หมายความว่า การ เตรียมการและการดำเนินการของเจ้าหน้าที่เพื่อจัดให้มีคำสั่ง ทางปกครอง พ.ร.บ. วิ. ปกครอง ฯ

9 มาตรา 5 “คำสั่งทางปกครอง” หมายความว่า (๑) การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มี ผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะ ก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อ สถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็น การถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง และการรับ จดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ (๒) การอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง พ.ร.บ. วิ. ปกครอง ฯ

10 พ.ร.บ. วิ.ปกครอง ฯ ส่วนที่จำเป็น สำหรับกฎหมายสรรพสามิต 1. คุณสมบัติของเจ้าหน้าที่ผู้กระทำคำสั่ง ทางปกครอง (ม. 12 และ 13) 2. สิทธิของคู่กรณีในการมีทนายความ หรือที่ปรึกษา (ม. 23) 3. เอกสารที่ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ซึ่งทำขึ้นเป็น ภาษาต่างประเทศ (ม. 26) 4. การแจ้งสิทธิและการชี้แจง (ม. 27 และ 30)

11 พ.ร.บ. วิ.ปกครอง ฯ ส่วนที่จำเป็น สำหรับกฎหมายสรรพสามิต 5. รูปแบบและผลของคำสั่งทางปกครอง (ม. 37, 40 และ 41) 6. การอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง (ม. 44) 7. การเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง (ม. 49, ) 8. การขอให้พิจารณาใหม่ (ม. 54) 9. การบังคับทางปกครอง (ม. 57, 62 และ 63) 10. การแจ้งคำสั่งทางปกครอง (ม. 68, 69, 70, 71 และ 74)

12 มาตรา 23 ในการพิจารณาทาง ปกครองที่คู่กรณีต้องมาปรากฏตัวต่อหน้า เจ้าหน้าที่ คู่กรณีมีสิทธินำทนายความหรือ ที่ปรึกษาของตนเข้ามาในการพิจารณา ทางปกครองได้ การใดที่ทนายความหรือที่ปรึกษาได้ ทำลงต่อหน้าคู่กรณีให้ถือว่าเป็นการ กระทำของคู่กรณี เว้นแต่คู่กรณีจะได้ คัดค้านเสียแต่ในขณะนั้น พ.ร.บ. วิ. ปกครอง ฯ

13 มาตรา 26 เอกสารที่ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ให้จัดทำเป็น ภาษาไทย ถ้าเป็นเอกสารที่ทำขึ้นเป็นภาษาต่างประเทศ ให้คู่กรณีจัดทำคำแปลเป็นภาษาไทยที่มีการรับรองความ ถูกต้องมาให้ภายในระยะเวลาที่เจ้าหน้าที่กำหนด ใน กรณีนี้ให้ถือว่าเอกสารดังกล่าวได้ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ใน วันที่เจ้าหน้าที่ได้รับคำแปลนั้น เว้นแต่เจ้าหน้าที่จะ ยอมรับเอกสารที่ทำขึ้นเป็นภาษาต่างประเทศ และใน กรณีนี้ให้ถือว่าวันที่ได้ยื่นเอกสารฉบับที่ทำขึ้นเป็น ภาษาต่างประเทศเป็นวันที่เจ้าหน้าที่ได้รับเอกสาร ดังกล่าว การรับรองความถูกต้องของคำแปลเป็นภาษาไทย หรือการยอมรับเอกสารที่ทำขึ้นเป็นภาษาต่างประเทศ ให้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดใน กฎกระทรวง พ.ร.บ. วิ. ปกครอง ฯ

14 มาตรา 16 บรรดาบัญชี เอกสาร และหลักฐานต่าง ๆ ซึ่งเกี่ยวกับหรือมีเหตุ อันควรเชื่อว่าเกี่ยวกับการเสียภาษี หรือ การปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้าทำ เป็นภาษาต่างประเทศ อธิบดีหรือผู้ซึ่ง อธิบดีมอบหมายมีอำนาจสั่งให้ผู้ประกอบ อุตสาหกรรมหรือผู้นำเข้าจัดการแปลเป็น ภาษาไทยให้เสร็จและส่งภายใน กำหนดเวลาที่เห็นสมควร …” พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต ฯ

15 มาตรา 27 ให้เจ้าหน้าแจ้งสิทธิและหน้าที่ ในกระบวนพิจารณาทางปกครองให้คู่กรณี ทราบตามความจำเป็นแก่กรณี …” มาตรา 30 ในกรณีที่คำสั่งทางปกครอง อาจกระทบถึงสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้ คู่กรณีมีโอกาสที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงอย่าง เพียงพอและมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดง พยานหลักฐานของตน พ.ร.บ. วิ. ปกครอง ฯ

16 มาตรา 37 คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็น หนังสือและการยืนยันคำสั่งทางปกครอง เป็นหนังสือต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย และ เหตุผลนั้นอย่างน้อยต้องประกอบด้วย (1) ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ (2) ข้อกฎหมายที่อ้างอิง (3) ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนการ ใช้ดุลพินิจ …” พ.ร.บ. วิ. ปกครองฯ

17 มาตรา 41 คำสั่งทางปกครองที่ออกโดยการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ ตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ ไม่เป็นเหตุให้คำสั่งทางปกครองนั้นไม่ สมบูรณ์ … (2) คำสั่งทางปกครองที่ต้องจัดให้มีเหตุผลตามมาตรา ๓๗ วรรคหนึ่ง ถ้าได้มีการจัดให้มีเหตุผลดังกล่าวในภายหลัง … เมื่อมีการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง (1) (2) (3) หรือ (4) แล้ว และ เจ้าหน้าที่ผู้มีคำสั่งทางปกครองประสงค์ให้ผลเป็นไปตามคำสั่งเดิม ให้ เจ้าหน้าที่ผู้นั้นบันทึกข้อเท็จจริงและความประสงค์ของตนไว้ในหรือ แนบไว้กับคำสั่งเดิมและต้องมีหนังสือแจ้งความประสงค์ของตนให้ คู่กรณีทราบด้วย กรณีตาม (2) (3) และ (4) จะต้องกระทำก่อนสิ้นสุดกระบวนการ พิจารณาอุทธรณ์ตามส่วนที่ 5 ของหมวดนี้ หรือตามกฎหมายเฉพาะว่า ด้วยการนั้น หรือถ้าเป็นกรณีไม่ต้องมีการอุทธรณ์ดังกล่าวก็ต้องก่อนมี การนำคำสั่งทางปกครองไปสู่การพิจารณาของผู้มีอำนาจพิจารณา วินิจฉัยความถูกต้องของคำสั่งทางปกครองนั้น พ. ร. บ. วิ. ปกครอง ฯ

18 มาตรา 40 คำสั่งทางปกครองที่อาจ อุทธรณ์หรือโต้แย้งต่อไปได้ให้ระบุกรณีที่อาจ อุทธรณ์หรือโต้แย้ง การยื่นคำอุทธรณ์หรือ โต้แย้ง และระยะเวลาสำหรับการอุทธรณ์หรือ การโต้แย้งดังกล่าวไว้ด้วย ในกรณีที่มีการฝ่าฝืนบทบัญญัติวรรค หนึ่ง ให้ระยะเวลาสำหรับการอุทธรณ์หรือ โต้แย้งเริ่มนับใหม่ตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้ง หลักเกณฑ์ตามวรรคหนึ่ง แต่ถ้าไม่มีการแจ้ง ใหม่และระยะเวลาดังกล่าวมีระยะเวลาสั้นกว่า หนึ่งปี ให้ขยายเป็นหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับ คำสั่งทางปกครอง พ.ร.บ. วิ. ปกครอง ฯ

19 มาตรา 44 ภายใต้บังคับมาตรา 48 ในกรณีที่คำสั่งทางปกครองใดไม่ได้ ออกโดยรัฐมนตรีและไม่มีกฎหมาย กำหนดขั้นตอนอุทธรณ์ภายในฝ่าย ปกครองไว้เป็นการเฉพาะ ให้คู่กรณี อุทธรณ์คำสั่งทางปกครองนั้นโดยยื่น ต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครอง ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้ง คำสั่งดังกล่าว …” พ.ร.บ. วิ. ปกครอง ฯ

20 มาตรา 68 บทบัญญัติในหมวดนี้มิให้ใช้บังคับกับการ แจ้งซึ่งไม่อาจกระทำโดยวาจาหรือเป็นหนังสือได้ หรือมี กฎหมายกำหนดการแจ้งไว้เป็นอย่างอื่น … มาตรา 69 การแจ้งคำสั่งทางปกครอง การนัดพิจารณา หรือการอื่นที่เจ้าหน้าที่ต้องแจ้งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบอาจ กระทำด้วยวาจาก็ได้ แต่ถ้าผู้นั้นประสงค์จะให้กระทำเป็น หนังสือก็ให้แจ้งเป็นหนังสือ การแจ้งเป็นหนังสือให้ส่งหนังสือแจ้งต่อผู้นั้น หรือถ้าได้ ส่งไปยังภูมิลำเนาของผู้นั้นก็ให้ถือว่าได้รับแจ้งตั้งแต่ขณะที่ไป ถึง ในการดำเนินการเรื่องใดที่มีการให้ที่อยู่ไว้กับเจ้าหน้าที่ ไว้แล้ว การแจ้งไปยังที่อยู่ดังกล่าวให้ถือว่าเป็นการแจ้งไปยัง ภูมิลำเนาของผู้นั้นแล้ว พ.ร.บ. วิ. ปกครอง ฯ

21 มาตรา 70 การแจ้งเป็นหนังสือโดยวิธีให้บุคคลนำไป ส่ง ถ้าผู้รับไม่ยอมรับหรือถ้านำไปส่งไม่พบผู้รับ และหากได้ ส่งให้กับบุคคลใดซึ่งบรรลุนิติภาวะที่อยู่หรือทำงานใน สถานที่นั้น หรือในกรณีที่ผู้นั้นไม่ยอมรับ หากได้วาง หนังสือนั้นไว้ในที่ซึ่งเห็นได้ง่าย ณ สถานที่นั้นต่อหน้าเจ้า พนักงานตามที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ไปเป็นพยานก็ให้ ถือว่าได้รับแจ้งแล้ว มาตรา 71 การแจ้งโดยวิธีส่งทางไปรษณีย์ตอบรับ ให้ถือว่าได้รับแจ้งเมื่อครบกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันส่ง สำหรับกรณีภายในประเทศ หรือเมื่อครบกำหนดสิบห้าวัน นับแต่วันส่งสำหรับกรณีส่งไปยังต่างประเทศ เว้นแต่จะมี การพิสูจน์ได้ว่าไม่มีการได้รับหรือได้รับก่อนหรือหลังจาก วันนั้น พ.ร.บ. วิ. ปกครอง ฯ

22 มาตรา 18 หนังสือเรียก หนังสือแจ้งให้เสียภาษี หรือ หนังสืออื่นที่มีถึงบุคคลใด เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับหรือให้เจ้าพนักงาน สรรพสามิตนำไปส่ง ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักงานของบุคคลนั้น ในเวลาระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตกหรือในเวลาทำ การของบุคคลนั้น ถ้าไม่พบผู้รับ ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักงาน ของผู้รับ จะส่งให้แก่บุคคลใดซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วและอยู่หรือ ทำงานในบ้านหรือสำนักงานที่ปรากฏว่าเป็นของผู้รับนั้นก็ได้ ถ้าไม่สามารถส่งหนังสือตามวิธีในวรรคหนึ่ง จะกระทำ โดยวิธีปิดหนังสือนั้นในที่ซึ่งเห็นได้ง่าย ณ สำนักงาน โรง อุตสาหกรรม ภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่ของผู้รับนั้นหรือโฆษณา ข้อความย่อในหนังสือพิมพ์ที่จำหน่ายเป็นปกติในท้องที่นั้นก็ ได้ พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต ฯ

23 มาตรา 57 คำสั่งทางปกรองที่กำหนดให้ผู้ใด ชำระเงิน ถ้าถึงกำหนดแล้วไม่มีการชำระโดยถูกต้อง ครบถ้วน ให้เจ้าหน้าที่มีหนังสือเตือนให้ผู้นั้นชำระ ภายในระยะเวลาที่กำหนดแต่ต้องไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ถ้าไม่มีการปฏิบัติตามคำเตือน เจ้าหน้าที่อาจใช้ มาตรการบังคับทางปกครองโดยยึดหรืออายัด ทรัพย์สินของผู้นั้นและขายทอดตลาดเพื่อชำระเงินให้ ครบถ้วน วิธีการยึด การอายัดและการขายทอดตลาด ทรัพย์สินให้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่งโดยอนุโลม ส่วนผู้มีอำนาจสั่งยึดหรืออายัด หรือขายทอดตลาดให้เป็นไปตามที่กำหนดใน กฎกระทรวง พ. ร. บ. วิ. ปกครอง ฯ

24 มาตรา 140 ทรัพย์สินของผู้มีหน้าที่เสียภาษีที่ค้าง ชำระภาษีอาจถูกยึดและขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระ ภาษีที่ค้าง โดยให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายมีอำนาจ ออกคำสั่งเป็นหนังสือยึดหรือขายทอดตลาดได้โดยมิต้อง ขออำนาจศาล การยึดทรัพย์สินจะกระทำได้ต่อเมื่อได้ส่งคำเตือน เป็นหนังสือให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีชำระภาษีที่ค้างภายใน กำหนดไม่น้อยกว่าสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือนั้น การขายทอดตลาดทรัพย์สินจะกระทำมิได้ใน ระหว่างระยะเวลาที่ได้ยื่นคำคัดค้านตามมาตรา 86 หรือ อุทธรณ์ตามมาตรา 89 หรืออุทธรณ์ตามมาตรา 96 และ ตลอดเวลาที่ทำการพิจารณาและวินิจฉัยคำคัดค้านหรือ อุทธรณ์ยังไม่ถึงที่สุด พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต ฯ

25 มาตรา 63 ถ้าบทกฎหมายใดกำหนดมาตรการ บังคับทางปกครองไว้โดยเฉพาะแล้ว แต่เจ้าหน้าที่เห็น ว่ามาตรการบังคับนั้นมีลักษณะที่จะเกิดผลน้อยกว่า มาตรการบังคับตามหมวดนี้ เจ้าหน้าที่จะใช้มาตรการ บังคับทางปกครองตามหมวดนี้แทนก็ได้ มาตรา 62 ผู้ถูกดำเนินการตามมาตรการบังคับ ทางปกครองอาจอุทธรณ์การบังคับทางปกครองนั้น ได้ การอุทธรณ์การบังคับทางปกครองให้ใช้ หลักเกณฑ์และวิธีการเดียวกันกับการอุทธรณ์คำสั่ง ทางปกครอง พ.ร.บ. วิ. ปกครอง ฯ

26 มาตรา 8 “ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับ ผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเพื่อ การละเมิดของเจ้าหน้าที่ ให้หน่วยงาน ของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิด ใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแก่ หน่วยงานของรัฐได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ได้ กระทำการนั้นไปด้วยความจงใจหรือ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง …” พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิด ฯ

27 มาตรา 4 “เจ้าหน้าที่” หมายความว่า ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานประเภทอื่น ไม่ว่าจะเป็นการ แต่งตั้งในฐานะเป็นกรรมการหรือฐานะอื่นใด “หน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมี ฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วน ท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติ หรือพระราชกฤษฎีกา และให้หมายความรวมถึง หน่วยงานอื่นของรัฐที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ เป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย พ. ร. บ. ความรับผิดทางละเมิดฯ

28 มาตรา 5 “หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อ ผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดซึ่งเจ้าหน้าที่ ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ใน กรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐ ดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ ไม่ได้ …” พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดฯ

29 มาตรา 6 “ถ้าการกระทำละเมิดของ เจ้าหน้าที่มิใช่การกระทำในการปฏิบัติ หน้าที่ เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดในการนั้น เป็นการเฉพาะตัว ในกรณีนี้ผู้เสียหาย อาจฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง แต่จะ ฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้” พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดฯ

30 มาตรา 7 “ในคดีที่ผู้เสียหายฟ้องหน่วยงานของรัฐ ถ้าหน่วยงานของรัฐเห็นว่าเป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ ต้องรับผิดหรือร่วมรับผิด หรือในคดีที่ผู้เสียหาย ฟ้องเจ้าหน้าที่ ถ้าเจ้าหน้าที่เห็นว่าเป็นเรื่องที่ หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดหรือต้องร่วมรับผิด หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังกล่าวมีสิทธิ ขอให้ศาลที่พิจารณาคดีนั้นอยู่เรียกเจ้าหน้าที่ หรือหน่วยงานของรัฐ แล้วแต่กรณี เข้ามาเป็น คู่ความในคดี …” พ. ร. บ. ความรับผิดทางละเมิดฯ

31 มาตรา 9 “ถ้าหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย สิทธิที่จะเรียกให้อีกฝ่ายหนึ่งชดใช้ค่า สินไหมทดแทนแก่ตนให้มีกำหนดอายุ ความหนึ่งปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทน แก่ผู้เสียหายนั้น” พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดฯ

32 มาตรา 10 “ในกรณีที่เจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทำละเมิด ต่อหน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงาน ของรัฐที่ผู้นั้นสังกัดอยู่หรือไม่ ถ้าเป็นการ กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ การเรียกร้องค่า สินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ให้นำบทบัญญัติ มาตรา 8 มาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ถ้ามิใช่ การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ให้บังคับตาม บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์...” พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิด ฯ

33 มาตรา 11 “ในกรณีที่ผู้เสียหายเห็นว่าหน่วยงานของรัฐต้องรับผิด ตามมาตรา 5 ผู้เสียหายจะยื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐให้ พิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่เกิด แก่ตนก็ได้ ในการนี้หน่วยงานของรัฐต้องออกใบรับคำขอให้ไว้ เป็นหลักฐาน และพิจารณาคำขอนั้นโดยไม่ชักช้า เมื่อ หน่วยงานของรัฐมีคำสั่งเช่นใดแล้ว หากผู้เสียหายยังไม่พอใจ ในผลการวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐ ก็ให้มีสิทธิร้องทุกข์ต่อ คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ …” มาตรา 14 “เมื่อได้มีการจัดตั้งศาลปกครองขึ้นแล้ว สิทธิร้องทุกข์ ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ตามมาตรา ๑๑ ให้ถือว่าเป็น สิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดฯ

34 รัฐธรรมนูญ ฯ ม. 6, 34, 237 และ 238 ประมวลกฎหมายอาญา ภาค 1 มาตรา 1(3), 17, 31, 59, 80, 83, 84, 90, 91, 95, 102 และ 105 การตรวจปราบปราม ตามกฎหมายสรรพสามิต

35 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา - มาตรา 2 (2) (3) (4) (7) (8) (9) (10) (11) (13) (16) (20) (21) (22) - มาตรา 16, 17, 37, 38, 61, 66 - การจับ มาตรา ที่สำคัญคือ มาตรา 78, 80 วรรค 1, 81, 82 และ 83 - การค้น มาตรา ที่สำคัญคือ มาตรา 92, 93, 96, 98 (2) และ 102 การตรวจปราบปราม ตามกฎหมายสรรพสามิต

36 มาตรา 4 “เจ้าพนักงานสรรพสามิต” หมายความว่า ข้าราชการพลเรือนสังกัดกรมสรรพสามิต “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายวามว่า ข้าราชการพลเรือนสังกัดกระทรวงการคลังหรือ บุคคลอื่น ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ เจ้าพนักงานตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิตฯ

37 มาตรา 131 “ เพื่อประโยชน์ในการจับกุม ปราบปรามผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ อาญา ” มาตรา 134 “ ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเจ้าพนักงานสรรพสามิตเป็นผู้จับกุม ผู้ต้องหาในความผิดที่เปรียบเทียบได้ตาม พระราชบัญญัตินี้ …” ผู้มีอำนาจตรวจค้นและจับกุม ตาม พ. ร. บ. ภาษีสรรพสามิต ฯ

38 มาตรา 2 (16) “พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ” หมายความถึงเจ้าพนักงานซึ่งกฎหมายให้มี อำนาจและหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย ของประชาชน ให้รวมทั้ง...เจ้าพนักงานกรม สรรพสามิต …ในเมื่อทำการอันเกี่ยวกับการ จับกุมปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายซึ่งตน มีหน้าที่ต้องจับกุมหรือปราบปราม ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา

39 มาตรา 16 “… อำนาจพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ในการที่จะปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวล กฎหมายนี้ ต้องเป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับ ทั้งหลาย … ซึ่งว่าด้วยอำนาจและหน้าที่ของ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจนั้น ๆ” มาตรา 17 “พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจมีอำนาจ สืบสวนคดีอาญาทั้งปวง” ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา

40 มาตรา 4 “เจ้าพนักงานสรรพสามิต” หมายความ ว่า เจ้าพนักงานกรมสรรพสามิต ซึ่งอธิบดี แต่งตั้งให้มีอำนาจและหน้าที่เพื่อปฏิบัติการให้ เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า เจ้า พนักงานสรรพสามิตและผู้ซึ่งอธิบดีแต่งตั้งให้ มีอำนาจและหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตาม พระราชบัญญัตินี้ พ.ร.บ. สุรา ฯ

41 มาตรา 28 “ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปตรวจโรงงาน สุราที่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้ หรือสถานที่ของ ผู้ได้รับใบอนุญาตให้ทำ หรือขาย หรือเก็บสุรา หรือเชื้อ สุรา หรือสินค้าอื่นใดที่ได้รับใบอนุญาตตาม พระราชบัญญัตินี้ในเวลาทำการ” มาตรา 29 “เพื่อประโยชน์ในการจับกุมและปราบปรามผู้กระทำ ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มี อำนาจและหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานฝ่ายปกครองหรือ ตำรวจ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา” พ.ร.บ. สุรา ฯ

42 มาตรา 55 ประกาศในราช กิจจานุเบกษา “ให้อธิบดีมีอำนาจแต่งตั้ง ข้าราชการกรมสรรพสามิตเป็นเจ้า พนักงานปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติ นี้ หรือเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่ จับกุมและปราบปรามผู้กระทำผิดตาม พระราชบัญญัตินี้ โดยประกาศในราช กิจจานุเบกษา” พ.ร.บ. ยาสูบ ฯ

43 มาตรา 4 “เจ้าพนักงาน” หมายความว่า เจ้าพนักงาน ซึ่งอธิบดีแต่งตั้งขึ้นเพื่อปฏิบัติการตาม พระราชบัญญัตินี้ มาตรา 12 “เพื่อที่จะดูว่าได้มีการปฏิบัติถูกต้องตาม พระราชบัญญัติและกฎกระทรวงที่ออกตาม พระราชบัญญัตินี้หรือไม่ ให้เจ้าพนักงานมีอำนาจ เข้าไปในสถานที่ใด ๆ ในเวลาระหว่างพระอาทิตย์ ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก เพื่อทำการตรวจค้นได้” พ.ร.บ. ไพ่ ฯ

44 มาตรา 78 “พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใด โดยไม่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาลนั้นไม่ได้ เว้น แต่ (1) เมื่อบุคคลนั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้า ดังได้บัญญัติไว้ในมาตรา 80 (2) เมื่อพบบุคคลโดยมีพฤติการณ์อันควร สงสัยว่าผู้นั้นน่าจะก่อเหตุร้ายให้เกิดภยันตรายหรือ ทรัพย์สินของผู้อื่น โดยมีเครื่องมือ อาวุธ หรือวัตถุ ย่างอื่นอันสามารถอาจใช้ในการกระทำความผิด ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา

45 มาตรา 78 (3) เมื่อมีเหตุที่จะออกหมายจับบุคคล นั้นตามมาตรา 66(2) แต่มีความจำเป็น เร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับ บุคคลนั้นได้ (4) เป็นการจับผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ หนีหรือจะหลบหนีในระหว่างถูกปล่อย ชั่วคราวตามมาตรา 117” ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา

46 มาตรา 66 “เหตุที่จะออกหมายจับได้มีดังต่อไปนี้ (1) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้ กระทำความผิดอาญาซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี หรือ (2) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้ กระทำความผิดอาญาและมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนีหรือ จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายประการ อื่น ถ้าบุคคลนั้นไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือไม่มาตาม หมายเรียกหรือตามนัดโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควร ให้ สันนิษฐานว่าบุคคลนั้นจะหลบหนี” ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา

47 มาตรา 80 วรรคหนึ่ง “ที่เรียกว่าความผิดซึ่งหน้านั้น ได้แก่ความผิดซึ่งเห็นกำลังกระทำ หรือพบในอาการใดซึ่งแทบไม่ ต้องสงสัยเลยว่าเขาได้กระทำผิด มาแล้วสด ๆ” ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา

48 มาตรา 81 “ไม่ว่าจะมีหมายจับหรือไม่ก็ ตาม ห้ามมิให้จับในที่รโหฐาน เว้น แต่จะได้ทำตามบทบัญญัติใน ประมวลกฎหมายนี้อันว่าด้วยการ ค้นในที่รโหฐาน” ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา

49 มาตรา 92 “ห้ามมิให้ค้นในที่รโหฐานโดยไม่มีหมายค้น หรือคำสั่งของศาล เว้นแต่พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจเป็นผู้ค้น และในกรณีดังต่อไปนี้ (1) เมื่อมีเสียงร้องให้ช่วยมาจากข้างในที่ รโหฐาน หรือมีเสียงหรือพฤติการณ์อื่นใดอัน แสดงได้ว่ามีเหตุร้ายเกิดขึ้นในที่รโหฐานนั้น (2) เมื่อปรากฏความผิดซึ่งหน้ากำลัง กระทำลงในที่รโหฐาน ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา

50 มาตรา 92 (3) เมื่อบุคคลที่ได้กระทำความผิดซึ่งหน้า ขณะที่ถูกไล่จับหนีเข้าไปหรือมีเหตุอันแน่นแฟ้นควร สงสัยว่าได้เข้าไปซุกซ่อนตัวอยู่ในที่รโหฐานนั้น (4) เมื่อมีพยานหลักฐานตามสมควรว่าสิ่งของที่ มีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยการกระทำความผิด หรือได้ใช้ในการกระทำความผิด หรืออาจเป็น พยานหลักฐานพิสูจน์การกระทำความผิดได้ซ่อนหรือ อยู่ในนั้น ประกอบทั้งต้องมีเหตุอันควรเชื่อว่าเนื่องจาก การเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้ สิ่งของนั้นจะถูก โยกย้ายหรือทำลายเสียก่อน ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา

51 มาตรา 92 (5) เมื่อทีรโหฐานนั้นผู้จะต้องถูกจับเป็นเจ้าบ้าน และ การจับนั้นมีหมายจับหรือจับตามมาตรา 78 การใช้อำนาจตาม (4) ให้พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจผู้ค้นส่งมอบสำเนาบันทึกการตรวจค้นและบัญชี ทรัพย์ที่ได้จากการตรวจค้น รวมทั้งจัดทำบันทึกแสดง เหตุผลที่ทำให้สามารถเข้าค้นได้เป็นหนังสือให้ไว้แก่ผู้ ครอบครองสถานที่ที่ถูกตรวจค้น แต่ถ้าไม่มีผู้ครอบครอง อยู่ ณ ที่นั้น ให้ส่งมอบหนังสือดังกล่าวแก่บุคคลเช่นว่านั้น ในทันทีที่กระทำได้ และรีบรายงานเหตุผลและผลการตรวจ ค้นเป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไป” ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา

52 มาตรา 96 “การค้นในที่รโหฐานต้องกระทำระหว่างพระอาทิตย์ ขึ้นและตก มีข้อยกเว้นดังนี้ (1) เมื่อลงมือค้นแต่ในเวลากลางวัน ถ้ายังไม่เสร็จจะ ค้นต่อไปในเวลากลางคืนก็ได้ (2) ในกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่ง หรือซึ่งมีกฎหมายอื่น บัญญัติให้ค้นได้เป็นพิเศษ จะทำการค้นในเวลากลางคืนก็ได้ (3) การค้นเพื่อจับผู้ดุร้ายหรือผู้ร้ายสำคัญจะทำใน เวลากลางคืนก็ได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตพิเศษจากศาลตาม หลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับของประธานศาล ฎีกา” ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา

53 มาตรา 2(9) “หมายอาญา” หมายความถึง หนังสือบงการที่ ออกตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ สั่งให้ เจ้าหน้าที่ทำการจับ ขัง จำคุก หรือปล่อยผู้ต้องหา จำเลย หรือนักโทษ หรือให้ทำการค้น รวมทั้งสำเนา หมายจับหรือหมายค้นอันได้รับรองว่าถูกต้อง และคำ บอกกล่าวทางโทรเลขว่าได้ออกหมายจับหรือหมายค้น แล้ว ตลอดจนสำเนาหมายจับหรือหมายค้นที่ได้ส่งทาง โทรสาร สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อเทคโนโลยี สารสนเทศประเภทอื่น ทั้งนี้ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 77 ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา

54 มาตรา 61 “ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 97 พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจมี อำนาจหน้าที่จัดการให้เป็นไปตามหมายอาญา ซึ่งได้มอบหรือส่งมาให้ จัดการภายในอำนาจของเขา หมายอาญาใดซึ่งศาลได้ออก จะมอบหรือส่งไปยังพนักงานฝ่าย ปกครองหรือตำรวจซึ่งอยู่ภายในเขตอำนาจของศาลดั่งระบุในหมาย หรือ แก่หัวหน้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจประจำจังหวัด อำเภอ กิ่ง อำเภอ หรือตำบล ซึ่งจะให้จัดการให้เป็นไปตามหมายนั้นก็ได้ ในกรณีหลังเจ้าพนักงานผู้ได้รับหมายต้องรับผิดชอบในการ จัดการตามหมายนั้น จะจัดการเองหรือสั่งให้เจ้าพนักงานรองลงไปจัดการ ให้ก็ได้ หรือจะมอบหรือส่งสำเนาหมายอันรับรองว่าถูกต้องให้แก่พนักงาน ฝ่ายปกครองหรือตำรวจคนอื่นซึ่งมีหน้าที่จัดการตามหมายซึ่งตนได้รับนั้น ก็ได้ ถ้าหมายนั้นได้มอบหรือส่งให้แก่เจ้าพนักงานตั้งแต่สองนายขึ้นไป เจ้าพนักงานจะจัดการตามหมายนั้นแยกกันหรือร่วมกันก็ได้” ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา

55 มาตรา 97 “ในกรณีที่ค้นโดยมีหมาย เจ้า พนักงานผู้มีชื่อในหมายค้นหรือผู้ รักษาการแทนซึ่งต้องเป็นพนักงานฝ่าย ปกครองหรือตำรวจตั้งแต่ระดับสามหรือ ตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นร้อยตำรวจตรีขึ้น ไปเท่านั้น มีอำนาจเป็นหัวหน้าไปจัดการ ให้เป็นไปตามหมายนั้น” ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา

56 มาตรา 98 “การค้นในที่รโหฐานนั้นจะค้นได้แต่เฉพาะเพื่อหา ตัวคนหรือสิ่งของที่ต้องการค้นเท่านั้น แต่มีข้อยกเว้น ดังนี้ (1) ในกรณีที่ค้นหาสิ่งของโดยไม่จำกัดสิ่ง เจ้า พนักงานผู้ค้นมีอำนาจยึดสิ่งของใด ๆ ซึ่งน่าจะใช้เป็น พยานหลักฐานเพื่อเป็นประโยชน์หรือยันผู้ต้องหาหรือ จำเลย (2) เจ้าพนักงานซึ่งทำการค้นมีอำนาจจับบุคคล หรือสิ่งของอื่นในที่ค้นนั้นได้ เมื่อมีหมายอีกต่างหาก หรือในกรณีความผิดซึ่งหน้า” ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา

57 มาตรา 93 “ห้ามมิให้ทำการค้นบุคคลใดในที่ สาธารณสถาน เว้นแต่พนักงานฝ่าย ปกครองหรือตำรวจเป็นผู้ค้น ในเมื่อมีเหตุ อันควรสงสัยว่าบุคคลนั้นมีสิ่งของในความ ครอบครองเพื่อจะใช้ในการกระทำ ความผิด หรือซึ่งได้มาโดยการกระทำ ความผิด หรือซึ่งมีไว้เป็นความผิด” ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา

58 มาตรา 102 วรรคหนึ่ง “การค้นในที่รโหฐานนั้น ก่อนลงมือค้น ให้เจ้าพนักงานผู้ค้นแสดงความบริสุทธิ์ เสียก่อน และเท่าที่สามารถจะทำได้ให้ค้นต่อ หน้าผู้ครอบครองสถานที่หรือบุคคลใน ครอบครัวของผู้นั้น หรือถ้าหาบุคคลเช่น กล่าวนั้นไม่ได้ ก็ให้ค้นต่อหน้าบุคคลอื่น อย่างน้อยสองคนซึ่งเจ้าพนักงานได้ขอร้อง มาเป็นพยาน” ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา

59 มาตรา 83 “ในการจับนั้น เจ้าพนักงานหรือราษฎรซึ่ง ทำการจับต้องแจ้งแก่ผู้ที่จะถูกจับนั้นว่าเขาต้อง ถูกจับ แล้วสั่งให้ผู้ถูกจับไปยังที่ทำการของ พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ถูกจับพร้อมด้วย ผู้จับ เว้นแต่สามารถนำไปที่ทำการของ พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบได้ในขณะนั้น ให้นำไปที่ทำการของพนักงานสอบสวน ผู้รับผิดชอบดังกล่าว แต่ถ้าจำเป็นก็ให้จับตัวไป ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา

60 มาตรา 83 ในกรณีที่เจ้าพนักงานเป็นผู้จับ ต้องแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ ถูกจับทราบ หากมีหมายจับให้แสดงต่อผู้ถูกจับพร้อมทั้งแจ้ง ด้วยว่า ผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะไม่ให้การหรือให้การก็ได้ และ ถ้อยคำของผู้ถูกจับนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการ พิจารณาคดีได้ และผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะพบและปรึกษา ทนายความ หรือผู้ซึ่งจะเป็นทนายความ ถ้าผู้ถูกจับประสงค์ จะแจ้งให้ญาติหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจทราบถึงการจับกุมที่ สามารถดำเนินการได้โดยสะดวกและจะไม่เป็นการขัดขวาง การจับหรือการควบคุมผู้ถูกจับ หรือทำให้เกิดความไม่ ปลอดภัยแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด ก็ให้เจ้าพนักงานอนุญาตให้ผู้ ถูกจับดำเนินการได้ตามสมควรแก่กรณี ในการนี้ให้เจ้า พนักงานผู้จับนั้นบันทึกการจับดังกล่าวไว้ด้วย ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา

61 มาตรา 83 ถ้าบุคคลซึ่งจะถูกจับขัดขวางหรือ จะขัดขวางการจับ หรือหลบหนีหรือ พยายามจะหลบหนี ผู้ทำการจับมีอำนาจ ใช้วิธีหรือการปกป้องทั้งหลายเท่าที่ เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งเรื่องในการ จับนั้น” ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา

62 มาตรา 84 วรรคหนึ่ง “เจ้าพนักงานหรือราษฎรผู้ทำการจับ ต้องเอาตัวผู้ถูกจับไปยังที่ทำการของ พนักงานสอบสวนตามมาตรา 83 โดยทันที และเมื่อถึงที่นั้นแล้ว ให้ส่งตัวผู้ถูกจับแก่ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจของที่ทำ การของพนักงานสอบสวนดังกล่าวเพื่อ ดำเนินการดังต่อไปนี้” ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา

63 มาตรา 84 วรรคสี่ “ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงาน ผู้จับ หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในชั้น จับกุมหรอรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำ รับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิด ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน แต่ถ้าเป็น ถ้อยคำอื่น จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการ พิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ต่อเมื่อได้มีการแจ้ง สิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือตามมาตรา 83 วรรคสอง แก่ผู้ถูกจับ แล้วแต่กรณี” ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา

64 ฎีกาที่ 3347/2529 เจ้าพนักงานสรรพสามิตและตำรวจ ค้นพบของกลางซึ่งเป็นภาชนะเครื่องกลั่นสำหรับทำสุราที่บริเวณ บ้านจำเลย และสอบถามแล้วจำเลยรับว่าเป็นของตน ดังนี้ ไม่ใช่ ความผิดซึ่งหน้าซึ่งเจ้าพนักงานเห็นจำเลยกำลังกระทำหรือพบ ในอาการใดซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าจำเลยกระทำผิด มาแล้วสด ๆ จึงไม่ใช่ความผิดซึ่งหน้าที่พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจจะจับจำเลยได้โดยไม่มีหมายจับ เมื่อเป็นการจับกุม โดยไม่มีอำนาจเพราะไม่มีหมายจับ แม้จำเลยจะต่อสู้ขัดขวางการ จับกุมก็ไม่มีความผิด ฎีกาที่ 825/2534 เจ้าพนักงานสรรพสามิตมีอำนาจเข้าไป ตรวจค้นในสถานที่ของผู้ได้รับอนุญาตให้ขายสุราในเวลาทำการ ได้ตาม พ.ร.บ. สุรา พ.ศ มาตรา 28 โดยไม่ต้องมีหมายค้น ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 92 คำพิพากษาศาลฎีกาที่สำคัญ

65 ฎีกาที่ 2914/2537 โรงค้าไม้ที่ใช้เป็นที่พักอาศัยยามที่โรงค้าไม้ หยุดดำเนินกิจการ ภายในโรงค้าไม้ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้าหรือด้านหลัง ย่อมไม่ใช่สาธารณสถาน แต่เป็นที่รโหฐานตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2(13) แม้ โจทก์ร่วมจะมีอำนาจจับกุมจำเลยเพราะเป็นกรณีที่มีผู้ขอให้จับโดยแจ้ง ว่าจำเลยได้กระทำความผิดและแจ้งด้วยว่าได้ร้องทุกข์ไว้ตามระเบียบ แล้วตาม ป.วิ.อ. มาตรา 78(4) แต่การจับกุมตามกรณีดังกล่าวก็ต้องมิใช่ เป็นการจับกุมในที่รโหฐาน เพราะตามมาตรา 81 บัญญัติว่าจะมี หมายจับหรือไม่ก็ตาม ห้ามมิให้จับในที่รโหฐาน เว้นแต่จะได้ทำตาม บทบัญญัติว่าด้วยการค้นในที่รโหฐาน ซึ่งพฤติการณ์ของโจทก์ร่วมที่ กระทำไปก็หาต้องด้วยข้อยกเว้นดังกล่าวไม่ การที่โจทก์ร่วมกับพวก เข้าทำการจับกุมจำเลยในที่รโหฐานจึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบทั้ง ปราศจากอำนาจที่จะทำได้ตามกฎหมาย ถือไม่ได้ว่าเป็นการปฏิบัติการ ตามหน้าที่ แม้จำเลยจะต่อสู้ขัดขวางการจับกุมและทำร้ายโจทก์ร่วมจริง การกระทำของจำเลยก็เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่สำคัญ

66 ฎีกาที่ 7387/2543 ข้อยกเว้นการค้นในที่รโหฐานโดยไม่ ต้องมีคำสั่งหรือหมายค้นของศาลว่า “...ทั้งนี้ตามที่กฎหมาย บัญญัติ” ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 238 นั้น มิใช่จะต้องมีการออกกฎหมายบัญญัติขึ้นใช้ในภายหลังจาก กฎหมายรัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับแล้วเท่านั้น เนื่องจาก รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 6 บัญญัติว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของ กฎหมาย กฎข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัติ นั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้ จึงเห็นได้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวรับรองให้ กฎหมาย กฎหรือข้อบังคับที่มีอยู่ก่อนรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ถ้า โดยเนื้อหาไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญนี้แล้วก็ยังมีผลใช้บังคับ ได้ต่อไป ดังนั้น บทบัญญัติในเรื่องการค้นในที่รโหฐานในกรณีมี เหตุจำเป็นเร่งด่วนย่อมใช้บังคับต่อไปได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่สำคัญ

67 ฎีกาที่ 1455/2544 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 97 และ มาตรา 102 วรรคหนึ่ง การค้นโดยมีหมายค้นจะต้อง ดำเนินการโดยเจ้าพนักงานตำรวจผู้ถูกระบุชื่อในหมาย ค้น และทำการค้นต่อหน้าเจ้าของหรือบุคคลใน ครอบครัวของเจ้าของสถานที่ที่จะค้น หรือมิฉะนั้นก็ค้น ต่อหน้าบุคคลอื่นสองคนที่ขอให้มาเป็นพยานก็ได้ ร้อย ตำรวจเอก พ. ผู้ถูกระบุชื่อในหมายค้นเป็นหัวหน้าใน การตรวจค้นและทำการตรวจค้นต่อหน้าจำเลยซึ่งเป็น บุตรของเจ้าของบ้าน จึงถือว่าเป็นบุคคลในครอบครัว ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 102 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยจะยังไม่ บรรลุนิติภาวะแต่ก็เป็นผู้เข้าใจในสาระของการกระทำ และมีความรู้สึกผิดชอบเพียงพอที่จะให้ความยินยอม โดยชอบแล้ว ดังนั้น การค้นจึงชอบด้วยกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่สำคัญ

68 ฎีกาที่ 5336/2543 ผู้ดำเนินการจับกุมและตรวจค้นคือร้อย ตำรวจเอก ศ. ซึ่งสืบทราบและวางแผนจับกุมจำเลย โดยไปซุ่มดู พฤติการณ์ของจำเลยในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ผู้ขับ รถบรรทุก จากการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด อยู่ใต้กล่องยา กันยุงบนชั้นวางของใกล้กับที่นั่งของจำเลย กรณีจึงมีเหตุอันควรสงสัย ว่ามียาเสพติดได้ซุกซ่อนอยู่ในห้องพักอันเป็นที่รโหฐานนั้น ประกอบกับ มีเหตุอันควรเชื่อว่หากไม่ดำเนินการทันที ยาเสพติดอาจถูกโยกย้าย เมื่อแสดงบัตรประจำตัวเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ให้จำเลยดูแล้ว ร้อยตำรวจ เอก ศ. จึงมีอำนาจตรวจค้นเคหสถานและจับกุมผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยา เสพติดได้โดยไม่ต้องมีหมายจับหรือหมายค้นตาม พ.ร.บ. ป้องกันและ ปราบปรามยาเสพติดฯ มาตรา 14 กรณีจึงไม่ต้องพิจารณาว่ามีเหตุที่ค้น ได้โดยไม่ต้องมีหมายค้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 92(1)-(5) หรือไม่ ฎีกาที่ 667/2535 ชั้นจับกุมกฎหมายมิได้บังคับให้พนักงาน ตำรวจผู้จับกุมต้องบอกให้ผู้ถูกจับทราบก่อนว่า ถ้อยคำที่ผู้ถูกจับกล่าว นั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานยันเขาในชั้นพิจารณาได้ ฎีกาที่ 5336/2543 ผู้ดำเนินการจับกุมและตรวจค้นคือร้อย ตำรวจเอก ศ. ซึ่งสืบทราบและวางแผนจับกุมจำเลย โดยไปซุ่มดู พฤติการณ์ของจำเลยในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ผู้ขับ รถบรรทุก จากการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด อยู่ใต้กล่องยา กันยุงบนชั้นวางของใกล้กับที่นั่งของจำเลย กรณีจึงมีเหตุอันควรสงสัย ว่ามียาเสพติดได้ซุกซ่อนอยู่ในห้องพักอันเป็นที่รโหฐานนั้น ประกอบกับ มีเหตุอันควรเชื่อว่หากไม่ดำเนินการทันที ยาเสพติดอาจถูกโยกย้าย เมื่อแสดงบัตรประจำตัวเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ให้จำเลยดูแล้ว ร้อยตำรวจ เอก ศ. จึงมีอำนาจตรวจค้นเคหสถานและจับกุมผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยา เสพติดได้โดยไม่ต้องมีหมายจับหรือหมายค้นตาม พ.ร.บ. ป้องกันและ ปราบปรามยาเสพติดฯ มาตรา 14 กรณีจึงไม่ต้องพิจารณาว่ามีเหตุที่ค้น ได้โดยไม่ต้องมีหมายค้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 92(1)-(5) หรือไม่ ฎีกาที่ 667/2535 ชั้นจับกุมกฎหมายมิได้บังคับให้พนักงาน ตำรวจผู้จับกุมต้องบอกให้ผู้ถูกจับทราบก่อนว่า ถ้อยคำที่ผู้ถูกจับกล่าว นั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานยันเขาในชั้นพิจารณาได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่สำคัญ

69 ฎีกาที่ 1605/2544 สิบตำรวจโท ช. สืบทราบว่าบ้านของจำเลย เป็นแหล่งลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้โทษก็ได้ใช้วิธีซุ่มดูพฤติการณ์ ของจำเลย เมื่อเห็นจำเลยขุดบริเวณแปลงผักและนำสิ่งของใส่ในหลุมที่ ขุดแล้วกลบไว้ จึงใช้วิทยุสื่อสารเรียกเจ้าพนักงานตำรวจที่รออยู่ให้ไปที่ เกิดเหตุและได้ออกมาแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อขอตรวจค้น เมื่อใช้จอบขุดบริเวณที่จำเลยกลบไว้ก็พบเมทแอมเฟตามีน กรณี ดังกล่าวถือได้ว่ามีเหตุสงสัยตามสมควรว่าสิ่งของที่ได้มาโดยการ กระทำผิดได้ซ่อนอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุ ประกอบทั้งมีเหตุอันควรเชื่อ ว่าเนื่องจากการเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้สิ่งของนั้นจะถูก โยกย้ายเสียก่อน แม้สิบตำรวจโท ช. กับพวกเข้าค้นโดยไม่มีหมายค้นก็ สามารถกระทำได้โดยชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 92(4) ฎีกาที่ 1549/2525 ป.วิ.อ. มาตรา 83 บัญญัติแต่เพียงให้เจ้า พนักงานแจ้งแก่ผู้ถูกจับว่าเขาจะต้องถูกจับเท่านั้น มิได้บัญญัติให้มีการ แจ้งข้อหาหรือการทำบันทึกการจับกุมแต่ประการใด ฎีกาที่ 1605/2544 สิบตำรวจโท ช. สืบทราบว่าบ้านของจำเลย เป็นแหล่งลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้โทษก็ได้ใช้วิธีซุ่มดูพฤติการณ์ ของจำเลย เมื่อเห็นจำเลยขุดบริเวณแปลงผักและนำสิ่งของใส่ในหลุมที่ ขุดแล้วกลบไว้ จึงใช้วิทยุสื่อสารเรียกเจ้าพนักงานตำรวจที่รออยู่ให้ไปที่ เกิดเหตุและได้ออกมาแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อขอตรวจค้น เมื่อใช้จอบขุดบริเวณที่จำเลยกลบไว้ก็พบเมทแอมเฟตามีน กรณี ดังกล่าวถือได้ว่ามีเหตุสงสัยตามสมควรว่าสิ่งของที่ได้มาโดยการ กระทำผิดได้ซ่อนอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุ ประกอบทั้งมีเหตุอันควรเชื่อ ว่าเนื่องจากการเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้สิ่งของนั้นจะถูก โยกย้ายเสียก่อน แม้สิบตำรวจโท ช. กับพวกเข้าค้นโดยไม่มีหมายค้นก็ สามารถกระทำได้โดยชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 92(4) ฎีกาที่ 1549/2525 ป.วิ.อ. มาตรา 83 บัญญัติแต่เพียงให้เจ้า พนักงานแจ้งแก่ผู้ถูกจับว่าเขาจะต้องถูกจับเท่านั้น มิได้บัญญัติให้มีการ แจ้งข้อหาหรือการทำบันทึกการจับกุมแต่ประการใด คำพิพากษาศาลฎีกาที่สำคัญ

70 มาตรา 17 “บทบัญญัติในภาค 1 แห่งประมวลกฎหมายนี้ ให้ใช้ในกรณีแห่งความผิดตามกฎหมายอื่นด้วย เว้นแต่กฎหมายนั้น ๆ จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น” มาตรา 31 “ในกรณีที่ศาลจะพิพากษาให้ปรับผู้กระทำ ความผิดหลายคนในความผิดอันเดียวกัน ในกรณี เดียวกัน ให้ศาลลงโทษปรับเรียงตามรายตัว บุคคล” มาตรา 17 “บทบัญญัติในภาค 1 แห่งประมวลกฎหมายนี้ ให้ใช้ในกรณีแห่งความผิดตามกฎหมายอื่นด้วย เว้นแต่กฎหมายนั้น ๆ จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น” มาตรา 31 “ในกรณีที่ศาลจะพิพากษาให้ปรับผู้กระทำ ความผิดหลายคนในความผิดอันเดียวกัน ในกรณี เดียวกัน ให้ศาลลงโทษปรับเรียงตามรายตัว บุคคล” ประมวลกฎหมายอาญา

71 มาตรา 59 “บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา …” กระทำโดยเจตนา ได้แก่กระทำโดยรู้ สำนึกในการที่กระทำ และใน ขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือ ย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น …” มาตรา 59 “บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา …” กระทำโดยเจตนา ได้แก่กระทำโดยรู้ สำนึกในการที่กระทำ และใน ขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือ ย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น …” ประมวลกฎหมายอาญา

72 มาตรา 83 “ ในกรณีความผิดใดเกิดขึ้นโดย การกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้น ไป ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันนั้น เป็นตัวการ ต้องระวางโทษตามที่ กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น” มาตรา 83 “ ในกรณีความผิดใดเกิดขึ้นโดย การกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้น ไป ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันนั้น เป็นตัวการ ต้องระวางโทษตามที่ กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น” ประมวลกฎหมายอาญา

73 มาตรา 90 “เมื่อการกระทำใดอันเป็นกรรมเดียวเป็น ความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมาย บทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่ผู้กระทำ ความผิด” มาตรา 91 “เมื่อปรากฏว่าผู้ใดได้กระทำการอันเป็น ความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ศาลลงโทษผู้นั้น ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป …” มาตรา 90 “เมื่อการกระทำใดอันเป็นกรรมเดียวเป็น ความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมาย บทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่ผู้กระทำ ความผิด” มาตรา 91 “เมื่อปรากฏว่าผู้ใดได้กระทำการอันเป็น ความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ศาลลงโทษผู้นั้น ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป …” ประมวลกฎหมายอาญา

74 ฎีกาที่ 1333/2532 ผู้กระทำผิดต่อ พ.ร.บ. ยาสูบ พ.ศ มาตรา 19 วรรคแรก โดยมียาสูบที่มิได้ปิด แสตมป์ยาสูบไว้ในครอบครองเกินกว่าห้าร้อยกรัม ซึ่ง ต้องระวางโทษตามมาตรา 49 คือปรับสิบเท่าของค่า แสตมป์ยาสูบที่จะต้องปิดนั้น ความผิดตามมาตรา 19 วรรคแรก ดังกล่าวเกิดจากการมียาสูบทั้งหมดไว้ใน ครอบครอง มิใช่เฉพาะจำนวนที่เกินห้าร้อยกรัม จึงต้อง ปรับจำเลยตามจำนวนน้ำหนักของยาสูบทั้งหมดที่ จำเลยมีไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้า พนักงานตามกฎหมายและมิได้ปิดแสตมป์ยาสูบ มิใช่ ปรับเฉพาะตามจำนวนน้ำหนักของยาสูบที่เกินห้าร้อย กรัมเท่านั้น คำพิพากษาศาลฎีกาที่สำคัญ

75 ฎีกาที่ 212/2532 ตาม พ.ร.บ. สุรา พ.ศ มาตรา 16 อธิบดีกรมสรรพสามิตมีอำนาจอนุญาตให้ผู้ได้รับใบอนุญาตให้ ขายสุราประเภทที่ 1 หรือประเภทที่ 2 หรือตัวแทน ออกหนังสือ สำคัญแบบ ส. 1/42 สำหรับขนสุราออกจากสถานที่ขายสุราของ ตนได้ตามเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพสามิตกำหนดไว้ โดยถือ เสมือนหนึ่งเป็นใบอนุญาตขนสุราตามมาตรา 14 การที่จำเลยซื้อ เบียร์จำนวน 2,400 ขวด จากผู้ได้รับใบอนุญาตให้ขายสุรา และผู้ ได้รับใบอนุญาตได้ออกหนังสือสำคัญแบบ ส. 1/42 ให้จำเลย โดย เขียนชื่อผู้ซื้อซึ่งจำเลยเป็นผู้บอกไม่ตรงกับความเป็นจริง และไม่ ปรากฏว่าบุคคลดัง กล่าวจะมีตัวตนจริงหรือไม่ จึงถือว่าไม่ปฏิบัติ ตามเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพสามิตกำหนด ไม่มีผลให้หนังสือ สำคัญดังกล่าวเป็นเสมือนใบอนุญาตขนสุรา จำเลยจึงมีความผิด ฐานขนสุราโดยไม่ได้รบอนุญาตตาม พ.ร.บ. สุรา พ.ศ มาตรา 14, 38 ทวิ และ พ.ร.บ. สุรา พ.ศ (ฉบับที่ 2) มาตรา 8 คำพิพากษาศาลฎีกาที่สำคัญ

76 ฎีกาที่ 3796/2532 ตาม พ.ร.บ. สุรา ฯ มาตรา 5 บัญญัติห้ามการทำสุรา ซึ่งหมายถึงสุรากลั่นและสุราแช่ไว้ในมาตราเดียวกัน ส่วนมาตรา 32 บัญญัติ เกี่ยวกับการมีไว้ในครอบครองซึ่งสุราที่รู้ว่าทำขึ้นโดยฝ่าฝืนมาตรา 5 ซึ่ง หมายถึงสุรากลั่นและสุราแช่ ฉะนั้น เมื่อโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยกระทำผิด ทั้งหมดในวันเวลาเดียวกัน แสดงว่าจำเลยทำสุราและมีสุราทั้งสุรากลั่นและสุรา แช่ของกลางในคราวเดียวกัน ดังนี้ แม้จำเลยจะทำทั้งสุรากลั่นและสุราแช่ก็ เป็นความผิดกรรมเดียวกัน ขณะเดียวกันการมีสุรากลั่นและสุราแช่ก็เป็น ความผิดกรรมเดียวกันอีกส่วนหนึ่งต่างหากเช่นกัน ฎีกาที่ 4337/2532 การทำสุราโดยไม่ได้รับอนุญาตและการมีไว้ใน ครอบครองซึ่งสุราที่รู้ว่าทำขึ้นโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายนั้น พ.ร.บ. สุรา ฯ บัญญัติ ความผิดและบทลงโทษไว้คนละมาตรากัน จึงเป็นความผิดต่างกรรมกัน การทำสุราแช่และการทำสุรากลั่นถือว่ามีเจตนาและวัตถุประสงค์อัน เดียวกัน ส่วนการมีสุราแช่หรือสุรากลั่นก็เป็นการกระทำโดยมีเจตนาและ วัตถุประสงค์อันเดียวกันเช่นกัน แม้โจทก์บรรยายฟ้องแยกเป็น 4 ข้อ ก็ไม่ทำ ให้เป็นการกระทำแยกกันได้ จำเลยคงมีความผิดเพียงสองกรรมเท่านั้น ฎีกาที่ 3796/2532 ตาม พ.ร.บ. สุรา ฯ มาตรา 5 บัญญัติห้ามการทำสุรา ซึ่งหมายถึงสุรากลั่นและสุราแช่ไว้ในมาตราเดียวกัน ส่วนมาตรา 32 บัญญัติ เกี่ยวกับการมีไว้ในครอบครองซึ่งสุราที่รู้ว่าทำขึ้นโดยฝ่าฝืนมาตรา 5 ซึ่ง หมายถึงสุรากลั่นและสุราแช่ ฉะนั้น เมื่อโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยกระทำผิด ทั้งหมดในวันเวลาเดียวกัน แสดงว่าจำเลยทำสุราและมีสุราทั้งสุรากลั่นและสุรา แช่ของกลางในคราวเดียวกัน ดังนี้ แม้จำเลยจะทำทั้งสุรากลั่นและสุราแช่ก็ เป็นความผิดกรรมเดียวกัน ขณะเดียวกันการมีสุรากลั่นและสุราแช่ก็เป็น ความผิดกรรมเดียวกันอีกส่วนหนึ่งต่างหากเช่นกัน ฎีกาที่ 4337/2532 การทำสุราโดยไม่ได้รับอนุญาตและการมีไว้ใน ครอบครองซึ่งสุราที่รู้ว่าทำขึ้นโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายนั้น พ.ร.บ. สุรา ฯ บัญญัติ ความผิดและบทลงโทษไว้คนละมาตรากัน จึงเป็นความผิดต่างกรรมกัน การทำสุราแช่และการทำสุรากลั่นถือว่ามีเจตนาและวัตถุประสงค์อัน เดียวกัน ส่วนการมีสุราแช่หรือสุรากลั่นก็เป็นการกระทำโดยมีเจตนาและ วัตถุประสงค์อันเดียวกันเช่นกัน แม้โจทก์บรรยายฟ้องแยกเป็น 4 ข้อ ก็ไม่ทำ ให้เป็นการกระทำแยกกันได้ จำเลยคงมีความผิดเพียงสองกรรมเท่านั้น คำพิพากษาศาลฎีกาที่สำคัญ

77 ฎีกาที่ 4899/2536 พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ มาตรา 27 ทวิ กำหนด ระวางโทษปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วนั้น คำว่า “ค่าอากร” หมายถึงค่าอากรในทางศุลกากรเท่านั้น หารวมถึงภาษี สรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม อันเป็นภาษีฝ่ายสรรพากรด้วยไม่ จึงจะนำภาษี สรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มมารวมเป็นค่าอากรเพื่อคำนวณโทษปรับด้วย มิได้ ่ ฎีกาที่ 232/2543 การที่จำเลยมียาสูบของกลางที่ผลิตในต่างประเทศ โดยมีผู้ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรขาเข้าไว้ใน ความครอบครอง และยาสูบมิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตามกฎหมาย กับการที่ จำเลยมียาสูบจำนวนเดียวกันนั้นไว้เพื่อขายนั้น แม้การกระทำนั้นจะผิดต่อ บทบัญญัติแห่งกฎหมายหลายฉบับ แต่ก็เป็นการกระทำที่มุ่งประสงค์ต่อผล อย่างเดียวกัน คือการหลีกเลี่ยงที่จะไม่ต้องเสียอากรตามกฎหมาย ถือได้ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่การที่จำเลยได้ ขายยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบเป็นการกระทำที่แยกต่างหากจากการมีไว้ เพื่อขายและเป็นคนละกรรมกันอีกกรรมหนึ่ง ฎีกาที่ 4899/2536 พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ มาตรา 27 ทวิ กำหนด ระวางโทษปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วนั้น คำว่า “ค่าอากร” หมายถึงค่าอากรในทางศุลกากรเท่านั้น หารวมถึงภาษี สรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม อันเป็นภาษีฝ่ายสรรพากรด้วยไม่ จึงจะนำภาษี สรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มมารวมเป็นค่าอากรเพื่อคำนวณโทษปรับด้วย มิได้ ่ ฎีกาที่ 232/2543 การที่จำเลยมียาสูบของกลางที่ผลิตในต่างประเทศ โดยมีผู้ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรขาเข้าไว้ใน ความครอบครอง และยาสูบมิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตามกฎหมาย กับการที่ จำเลยมียาสูบจำนวนเดียวกันนั้นไว้เพื่อขายนั้น แม้การกระทำนั้นจะผิดต่อ บทบัญญัติแห่งกฎหมายหลายฉบับ แต่ก็เป็นการกระทำที่มุ่งประสงค์ต่อผล อย่างเดียวกัน คือการหลีกเลี่ยงที่จะไม่ต้องเสียอากรตามกฎหมาย ถือได้ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่การที่จำเลยได้ ขายยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบเป็นการกระทำที่แยกต่างหากจากการมีไว้ เพื่อขายและเป็นคนละกรรมกันอีกกรรมหนึ่ง คำพิพากษาศาลฎีกาที่สำคัญ

78 ฎีกาที่ 1141/2534 ความผิดฐานทำสุราโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานมี ภาชนะหรือเครื่องกลั่นสำหรับทำสุราโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานมีไว้ใน ครอบครองซึ่งสุราที่รู้ว่าทำขึ้นโดยฝ่าฝืนกฎหมาย และฐานขายหรือนำออก แสดงเพื่อขายซึ่งสุราดังกล่าว แม้จะเป็นความผิดต่อ พ.ร.บ. สุรา พ.ศ ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับเดียวกัน และบางฐานมีบทลงโทษในมาตราเดียวกัน แต่ก็ เห็นได้ว่าความผิดในแต่ละฐานต่างมีสภาพและลักษณะของการกระทำที่ แตกต่างกัน สามารถแยกเป็นคนละส่วนต่างหากจากกันได้ แสดงว่ากฎหมาย มุ่งประสงค์จะลงโทษผู้กระทำผิดในแต่ละกรณีเป็นตอน ๆ ไป จึงเป็นความผิด หลายกรรมต่างกัน ฎีกาที่ 6055/2534 สุราของกลางที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับใบอนุญาต ขายสุราได้ซื้อจากผู้ที่ไม่มีสิทธิขายโดยชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ. สุรา ฯ มาตรา 40 ทวิ นั้น ตาม พ.ร.บ. สุรา ฯ มาตรา 45 มิได้บัญญัติให้ ริบสุราของกลาง ทั้งสุราของกลางดังกล่าวก็มิใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติ ว่าผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิด หรือเป็นทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้หรือมีไว้ เพื่อใชในการกระทำผิด หรือได้มาโดยได้กระทำความผิด อันจะเป็นเหตุให้ ศาลพิพากษาให้ริบเสียได้ ตาม ป.อ. มาตรา 32, 33 ฎีกาที่ 1141/2534 ความผิดฐานทำสุราโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานมี ภาชนะหรือเครื่องกลั่นสำหรับทำสุราโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานมีไว้ใน ครอบครองซึ่งสุราที่รู้ว่าทำขึ้นโดยฝ่าฝืนกฎหมาย และฐานขายหรือนำออก แสดงเพื่อขายซึ่งสุราดังกล่าว แม้จะเป็นความผิดต่อ พ.ร.บ. สุรา พ.ศ ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับเดียวกัน และบางฐานมีบทลงโทษในมาตราเดียวกัน แต่ก็ เห็นได้ว่าความผิดในแต่ละฐานต่างมีสภาพและลักษณะของการกระทำที่ แตกต่างกัน สามารถแยกเป็นคนละส่วนต่างหากจากกันได้ แสดงว่ากฎหมาย มุ่งประสงค์จะลงโทษผู้กระทำผิดในแต่ละกรณีเป็นตอน ๆ ไป จึงเป็นความผิด หลายกรรมต่างกัน ฎีกาที่ 6055/2534 สุราของกลางที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับใบอนุญาต ขายสุราได้ซื้อจากผู้ที่ไม่มีสิทธิขายโดยชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ. สุรา ฯ มาตรา 40 ทวิ นั้น ตาม พ.ร.บ. สุรา ฯ มาตรา 45 มิได้บัญญัติให้ ริบสุราของกลาง ทั้งสุราของกลางดังกล่าวก็มิใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติ ว่าผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิด หรือเป็นทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้หรือมีไว้ เพื่อใชในการกระทำผิด หรือได้มาโดยได้กระทำความผิด อันจะเป็นเหตุให้ ศาลพิพากษาให้ริบเสียได้ ตาม ป.อ. มาตรา 32, 33 คำพิพากษาศาลฎีกาที่สำคัญ

79 ฎีกาที่ 1440/2544 จำเลยทั้งห้ากระทำความผิดฐานร่วมกันขน ถ่ายน้ำมันในเขตต่อเนื่องโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ. ศุลกากรฯ มาตรา 37 ตรี หลังจากที่จำเลยลักลอบนำน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาในเขต ต่อเนื่องแล้ว ซึ่งไม่แน่ชัดว่าจำเลยทั้งห้าขนถ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงโดย เจตนาหลีกเลี่ยงการเสียภาษีหรือเจตนาอื่น จึงถือได้ว่าเป็นการกระทำ ความผิดโดยเจตนาต่างหากจากความผิดฐานอื่น เมื่อจำเลยทั้งห้าให้ การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าการกระทำความผิดของ จำเลยทั้งห้าในความผิดฐานนี้เป็นความผิดกรรมเดียว ส่วนความผิดฐาน ร่วมกันนำน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยังมิได้เสียภาษีศุลกากรและภาษีสรรพสามิต เข้ามาในราชอาณาจักรตาม พ.ร.บ. ศุลกากรฯ มาตรา 27 กับความผิด ฐานร่วมกันขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงที่มิได้เสียภาษี สรรพสามิตตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิตฯ มาตรา 162 (1) เป็นความผิด ต่อกฎหมายหลายบทต่าง พ.ร.บ. กัน โดยมีเจตนาประสงค์ต่อผล แตกต่างกัน สามารถแยกการกระทำแต่ละความผิดได้ จึงเป็นความผิด หลายกรรมตาม ป.อ. มาตรา 91 คำพิพากษาศาลฎีกาที่สำคัญ

80 ฎีกาที่ 8299/2540 การมีไว้เพื่อขายซึ่งยาสูบที่ผลิตใน ต่างประเทศโดยมิได้ปิดแสตมป์ยาสูบ สุราต่างประเทศที่มิได้ปิด แสตมป์สุรา สินค้าที่ยังมิได้เสียภาษีสรรพสามิต และมีไพ่ไว้ใน ครอบครอง แม้จะยึดของกลางทั้งหมดได้ในคราวเดียวกัน แต่ การกระทำผิดแต่ละข้อหาเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายต่าง พ.ร.บ. โดยมีเจตนาประสงค์ต่อผลแตกต่างกัน สามารถแยกการกระทำ แต่ละความผิดได้ จึงเป็นการกระทำความผิดหลายกรรม รวม 4 กระทง ไม่ใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมาย หลายบท พ.ร.บ. ยาสูบ พ.ศ มาตรา 50 พ.ร.บ. สุรา พ.ศ มาตรา 33 พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ มาตรา 162 และ พ.ร.บ. ไพ่ พ.ศ มาตรา 14 ทวิ กำหนดโทษปรับผู้กระทำ ความผิดโดยมิได้มีข้อจำกัดว่ามีผู้ร่วมกันกระทำผิดหลายคนให้ ปรับรวมกัน จึงต้องลงโทษปรับจำเลยทั้งห้าเรียงตามรายตัว บุคคลตาม ป.อ. มาตรา 31 คำพิพากษาศาลฎีกาที่สำคัญ

81 ฎีกาที่ 4040/2543 การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันนำสินค้าของกลางที่ยัง มิได้เสียภาษีโดยถูกต้องครบถ้วนออกไปจากโรงอุตสาหกรรม ย่อมเป็นความผิดสำเร็จ ตั้งแต่ตอนนำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรมตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิตฯ มาตรา 19, 147(1) แล้วกรรมหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 นำสินค้านั้นไปเก็บไว้ที่สำนักงาน ใหญ่และสาขาปิ่นเกล้า เป็นความผิดฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าโดยรู้ว่าเป็น สินค้าที่มิได้เสียภาษีหรือเสียภาษีไม่ครบถ้วนตามมาตรา 161(1) และมีไว้เพื่อขายซึ่ง สินค้าโดยรู้ว่าเป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษีหรือเสียภาษีไม่ครบถ้วน เป็นความผิดตามมาตรา 162(1) ถือว่าเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียว แต่เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามมาตรา 162(1) ซึ่งเป็นบทหนัก ตาม ป.อ. มาตรา 90 เป็นอีกกรรมหนึ่ง เมื่อเครื่องปรับอากาศที่ยึดได้จากสาขาปิ่นเกล้าจำนวน 455 เครื่อง เป็นสินค้า ที่ยังมิได้เสียภาษี ซึ่งตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต ฯ มาตรา 19 ห้ามมิให้นำสินค้าที่ยัง มิได้เสียภาษีโดยถูกต้องครบถ้วนออกจากโรงอุตสาหกรรมหรือคลังสินค้าทัณฑ์บน เว้น แต่จะเข้ากรณียกเว้นที่กฎหมายกำหนด การฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นความผิด ตามมาตรา 147(1) และตามมาตรา 168 วรรคสอง บัญญัติว่า สินค้าในการกระทำ ความผิดที่มีโทษตามมาตรา 147 ให้ศาลสั่งริบเป็นของกรมสรรพสามิต ไม่ว่าจะมีผู้ถูก ลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ ศาลจึงต้องริบเครื่องปรับอากาศจำนวนดังกล่าวตาม บทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิตฯ หาใช่เป็นการริบตาม ป.อ. มาตรา 33 ไม่ ฎีกาที่ 4040/2543 การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันนำสินค้าของกลางที่ยัง มิได้เสียภาษีโดยถูกต้องครบถ้วนออกไปจากโรงอุตสาหกรรม ย่อมเป็นความผิดสำเร็จ ตั้งแต่ตอนนำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรมตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิตฯ มาตรา 19, 147(1) แล้วกรรมหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 นำสินค้านั้นไปเก็บไว้ที่สำนักงาน ใหญ่และสาขาปิ่นเกล้า เป็นความผิดฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าโดยรู้ว่าเป็น สินค้าที่มิได้เสียภาษีหรือเสียภาษีไม่ครบถ้วนตามมาตรา 161(1) และมีไว้เพื่อขายซึ่ง สินค้าโดยรู้ว่าเป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษีหรือเสียภาษีไม่ครบถ้วน เป็นความผิดตามมาตรา 162(1) ถือว่าเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียว แต่เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามมาตรา 162(1) ซึ่งเป็นบทหนัก ตาม ป.อ. มาตรา 90 เป็นอีกกรรมหนึ่ง เมื่อเครื่องปรับอากาศที่ยึดได้จากสาขาปิ่นเกล้าจำนวน 455 เครื่อง เป็นสินค้า ที่ยังมิได้เสียภาษี ซึ่งตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต ฯ มาตรา 19 ห้ามมิให้นำสินค้าที่ยัง มิได้เสียภาษีโดยถูกต้องครบถ้วนออกจากโรงอุตสาหกรรมหรือคลังสินค้าทัณฑ์บน เว้น แต่จะเข้ากรณียกเว้นที่กฎหมายกำหนด การฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นความผิด ตามมาตรา 147(1) และตามมาตรา 168 วรรคสอง บัญญัติว่า สินค้าในการกระทำ ความผิดที่มีโทษตามมาตรา 147 ให้ศาลสั่งริบเป็นของกรมสรรพสามิต ไม่ว่าจะมีผู้ถูก ลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ ศาลจึงต้องริบเครื่องปรับอากาศจำนวนดังกล่าวตาม บทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิตฯ หาใช่เป็นการริบตาม ป.อ. มาตรา 33 ไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่สำคัญ

82 ฎีกาที่ 4277/2540 รถยนต์ซึ่งประกอบขึ้นภายในประเทศโดยใช้อุปกรณ์ที่ผลิต จากต่างประเทศและยังไม่เสียภาษีสรรพสามิต ถ้าสินค้าอยู่ในโรงอุตสาหกรรม ความรับ ผิดที่จะต้องเสียภาษีเกิดขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนย้ายรถยนต์ออกจากโรงอุตสาหกรรม เจ้า พนักงานสรรพสามิตตรวจจับและยึดรถยนต์ของกลางจากเต็นท์ขายรถยนต์ของจำเลย แสดงว่าได้มีการเคลื่อนย้ายออกจากโรงอุตสาหกรรมแล้ว ความรับผิดที่จะต้องเสียภาษี จึงเกิดขึ้นแล้ว เมื่อจำเลยไม่ได้ยื่นแบบรายการต่อเจ้าพนักงานสรรพสามิตตามที่ กฎหมายกำหนด จึงมีความผิดตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ มาตรา 20, 48(1), 148 จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ได้นำรถยนต์ที่ยัง ไม่ได้เสียภาษีออกจากโรงอุตสาหกรรมไปไว้ในที่ซึ่งมิใช่คลังสินค้าทัณฑ์บน การ กระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่ได้รับยกเว้นตามมาตรา 19(2) ถึง (5) จำเลยทั้งสองจึงมี ความผิดตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ มาตรา 19, 147 พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ มาตรา 167(1) บัญญัติห้ามผู้ใดขายหรือมี ไว้เพื่อขายซึ่งสินค้าโดยรู้ว่าเป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษีหรือเสียภาษีไม่ครบถ้วน เว้นแต่ใน กรณีที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมมีไว้ในโรงอุตสาหกรรมหรือคลังสินค้าทัณฑ์บน ซึ่งไม่ ปรากฏข้ออนุโลมให้ไปเสียหลังจากที่มีผู้ซื้อแล้วได้ จำเลยจึงมีความผิดในข้อหามีไว้ เพื่อขายซึ่งสินค้าโดยรู้ว่าเป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษี ฎีกาที่ 4277/2540 รถยนต์ซึ่งประกอบขึ้นภายในประเทศโดยใช้อุปกรณ์ที่ผลิต จากต่างประเทศและยังไม่เสียภาษีสรรพสามิต ถ้าสินค้าอยู่ในโรงอุตสาหกรรม ความรับ ผิดที่จะต้องเสียภาษีเกิดขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนย้ายรถยนต์ออกจากโรงอุตสาหกรรม เจ้า พนักงานสรรพสามิตตรวจจับและยึดรถยนต์ของกลางจากเต็นท์ขายรถยนต์ของจำเลย แสดงว่าได้มีการเคลื่อนย้ายออกจากโรงอุตสาหกรรมแล้ว ความรับผิดที่จะต้องเสียภาษี จึงเกิดขึ้นแล้ว เมื่อจำเลยไม่ได้ยื่นแบบรายการต่อเจ้าพนักงานสรรพสามิตตามที่ กฎหมายกำหนด จึงมีความผิดตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ มาตรา 20, 48(1), 148 จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ได้นำรถยนต์ที่ยัง ไม่ได้เสียภาษีออกจากโรงอุตสาหกรรมไปไว้ในที่ซึ่งมิใช่คลังสินค้าทัณฑ์บน การ กระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่ได้รับยกเว้นตามมาตรา 19(2) ถึง (5) จำเลยทั้งสองจึงมี ความผิดตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ มาตรา 19, 147 พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ มาตรา 167(1) บัญญัติห้ามผู้ใดขายหรือมี ไว้เพื่อขายซึ่งสินค้าโดยรู้ว่าเป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษีหรือเสียภาษีไม่ครบถ้วน เว้นแต่ใน กรณีที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมมีไว้ในโรงอุตสาหกรรมหรือคลังสินค้าทัณฑ์บน ซึ่งไม่ ปรากฏข้ออนุโลมให้ไปเสียหลังจากที่มีผู้ซื้อแล้วได้ จำเลยจึงมีความผิดในข้อหามีไว้ เพื่อขายซึ่งสินค้าโดยรู้ว่าเป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษี คำพิพากษาศาลฎีกาที่สำคัญ


ดาวน์โหลด ppt ประภาศ คงเอียด ผู้พิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ประภาศ คงเอียด ผู้พิพากษาศาลภาษีอากรกลาง กฎหมายสรรพสามิตและ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google