งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

บทที่ 5 กระบวนการพัฒนาชุมชน

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "บทที่ 5 กระบวนการพัฒนาชุมชน"— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 บทที่ 5 กระบวนการพัฒนาชุมชน
บทที่ 5 กระบวนการพัฒนาชุมชน การศึกษาชุมชน หรือชุมชนศึกษา การวิเคราะห์ปัญหาชุมชน การจัดลำดับปัญหาและความต้องการของชุมชน การวางแผนและโครงการเพื่อการพัฒนาชุมชน การดำเนินงานพัฒนาชุมชน การประเมินผลงาน การทบทวนเพื่อแก้ไขปัญหาและอุปสรรค

2 การศึกษาชุมชน หรือชุมชนศึกษา
การศึกษาชุมชน (Community Study) หมายถึง การสำรวจและศึกษาวิเคราะห์ความจริงในข้อมูลต่าง ๆ ของชุมชน ทั้งในด้านสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง ปัญหาและความต้องการของประชาชนในชุมชน เพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาชุมชนต่อไป 1. ประเภทของการศึกษาชุมชน แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1) การศึกษาเฉพาะด้าน (Topical Community Study) 2) การศึกษาทั่ว ๆ ไป (General Community Study)

3 การศึกษาชุมชน หรือชุมชนศึกษา
2. ความมุ่งหมายของการศึกษาชุมชน เพื่อทราบข้อมูลพื้นฐานต่าง ๆ ของชุมชน เพื่อทราบปัญหาต่าง ๆ ที่มีอยู่ในชุมชน เพื่อทราบความต้องการต่าง ๆ ของประชาชนในชุมชน เพื่อทราบถึงความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนในชุมชน และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนในชุมชนกับหน่วยงาน องค์การต่าง ๆ ทั้งในและนอกชุมชน เพื่อทราบถึงความเชื่อ ค่านิยม เจตคติ ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมต่าง ๆ ของประชาชนในชุมชน เพื่อทราบถึงศักยภาพหรือขีดความรู้ความสามารถของชุมชน เช่น ผู้นำ กลุ่มองค์กร สถาบันต่าง ๆ ทรัพยากรทั้งที่เป็นคนและวัตถุ เป็นต้น เพื่อนำข้อมูลที่ได้จากการศึกษาไปใช้ดำเนินการพัฒนาชุมชนในขั้นตอนต่าง ๆ

4 การศึกษาชุมชน หรือชุมชนศึกษา
3. วิธีการศึกษาชุมชน การสังเกต (Observation) เป็นการศึกษาชุมชนเพื่อทราบถึงข้อมูลเบื้องต้นของชุมชน ด้วยการบันทึกตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในขณะนั้น ทำได้ 2 วิธีคือ การสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participation Observation) กับการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม (Non-Participation Observation) การสัมภาษณ์ (Interview) เป็นกระบวนการสื่อสารระหว่างบุคคลด้วยการพบปะกับผู้ให้ข้อมูลโดยตรง โดยทั่วไปการสัมภาษณ์มี 3 รูปแบบคือ การสัมภาษณ์เป็นรายบุคคลหรือรายกลุ่ม (Individual or Group Interview) การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structural Interview) และการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง (Non-Structural Interview)

5 การศึกษาชุมชน หรือชุมชนศึกษา
การใช้แบบสอบถาม (Questionaire) เป็นคำถามหรือชุดของคำถามที่สร้างขึ้นอย่างมีกฎเกณฑ์ เพื่อใช้รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่ต้องการศึกษา การศึกษาด้วยวิธีนี้จะใช้ได้กับคนอ่านหนังสือออกและเขียนหนังสือได้เท่านั้น ทำได้ 2 แบบ คือ แบบสอบถามแบบปลายปิด (Close end Question) คือให้ตอบตอบคำถามตามที่กำหนดให้เลือกเท่านั้น และคำถามแบบปลายเปิด (Open end Question) ที่เปิดโอกาสให้ให้ผู้ตอบได้ตอบคำถามเองโดยอิสรเสรี การศึกษาจากผู้รู้และแหล่งวิชาการต่าง ๆ ทั้งเป็นบุคคล เช่น นักวิชาการ หรือผู้ที่มีความรู้ ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนั้น ๆ และจากเอกสารข้อมูลต่าง ๆ ที่หน่วยงานต่าง ๆ ได้ศึกษาไว้แล้ว

6 การศึกษาชุมชน หรือชุมชนศึกษา
การสำรวจ (Surveys) เป็นการศึกษาชุมชนโดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์เข้าช่วยและอย่างมีระบบ ซึ่งอาจใช้วิธีอื่น ๆ ร่วมกัน เช่น การทำแผนที่ การถ่ายรูป การสัมภาษณ์ การบันทึก การสืบประวัติ การขุดค้นทางโบราณคดี เป็นต้น การวิจัย (Research) เป็นการค้นหาความรู้ ความจริง ที่เชื่อถือได้ โดยใช้วิธีการที่เป็นระบบแบบแผนทางวิทยาศาสตร์ เพื่ออธิบายความรู้ ความจริงที่ทำการศึกษา และนำผลที่ได้ไปสร้างกฎเกณฑ์ทฤษฎีต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ในการอ้างอิง และเป็นการทำให้สามารถทำนายและควบคุมการเกิดปรากฏการณ์ต่าง ๆ ได้

7 การวิจัย มีขั้นตอนดำเนินงานตามลำดับ คือ
การวิจัย มีขั้นตอนดำเนินงานตามลำดับ คือ การเลือกหัวข้อปัญหา การศึกษาค้นคว้าแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง การให้คำจำกัดความปัญหาที่ศึกษา (กรอบแนวคิดในการศึกษา) การสร้างสมมุติฐานในการศึกษา การพิจารณาขัดเกลาปัญหาและสมมุติฐาน การวางรูปแบบการวิจัย (วิธีวิทยา) การสร้างเครื่องมือในการวิจัย การทดลองและตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ การเลือกกลุ่มตัวอย่างและขนาดตัวอย่าง การเก็บและรวบรวมข้อมูล การจัดกระทำกับข้อมูล (การวิเคราะห์) การเขียนรายงานการวิจัย การเผยแพร่ผลการวิจัย

8 ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาชุมชน หรือชุมชนศึกษา
4. หลักในการศึกษาชุมชน ต้องต่อเนื่องกันไปตลอดเวลา ใช้วิธีการหลาย ๆ วิธี และทดลองทำหลาย ๆ ครั้ง ใช้วิธีวิทยาศาสตร์ ใช้หลักฐาน วัสดุ อุปกรณ์อย่างเพียงพอ สร้างความรู้สึกและความสัมพันธ์อันดีต่อผู้ที่จะศึกษา

9 ขั้นตอนที่ 2 การวิเคราะห์ปัญหาชุมชน
1. ประเภทของปัญหาชุมชน ปัญหาด้านเศรษฐกิจ เช่น ความยากจน ผลิตผลราคาต่ำ ปัญหาด้านสังคม เช่น การเพิ่มประชากร ด้อยการศึกษา ปัญหาด้านวัฒนธรรม เช่น วัตถุนิยม ปัญหาด้านการเมืองการปกครอง เช่น การซื้อสิทธิ์ขายเสียง การไม่มีส่วนร่วมทางการเมือง กลุ่มพันธมิตร ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลาย การสร้างเขื่อน เป็นต้น

10 2. ระดับของการพัฒนา ปัญหาที่เกิดจากความต้องการที่แท้จริง (Felt Needs) เป็นสิ่งที่ชาวบ้านรู้สึกว่ามีความเดือดร้อนมากที่สุด ต้องขจัดให้หมดไป ปัญหาที่เกิดจากความต้องการที่มีความรุนแรงน้อยลงมา (Unfelt Needs) เป็นปัญหาที่ชาวบ้านรู้สึกว่าเดือดร้อนบ้าง แต่ยังไม่เห็นความจำเป็นที่จะทำการแก้ไขในทันทีทันใด ต้องให้การศึกษาและแนะนำให้เห็นถึงคุณและโทษของสิ่งเหล่านั้น ปัญหาที่เกิดจากความต้องการที่ประชาชนไม่รู้สึกเดือดร้อน (Unawared Needs) เป็นปัญหาที่ประสบอยู่ แต่ไม่รู้ว่าเป็นปัญหาละควรแก้ไข ต้องให้การศึกษาแนะนำอย่างมาก ต้องอดทนใช้เวลานาน จึงจะสามารถทำให้ประชาชนยอมรับว่าเป็นปัญหาและร่วมกันขจัดให้หมดไป

11 3. ขั้นตอนของการวิเคราะห์ปัญหาชุมชน
การค้นหาปัญหาที่แท้จริงของชุมชน โดยการ - ใช้หลักเกณฑ์ช่วยในการพิจารณา ได้แก่ ความร้ายแรงเร่งด่วน ผลกระทบต่อคนส่วนมาก การยอมรับของชุมชน และผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต - ใช้ข้อมูลตัวชี้วัด เป็นการนำข้อมูลตัวเลข ซึ่งเป็นสถิติต่าง ๆ มาเปรียบเทียบสภาวะปัญหา กับสภาวะปกติ - ยึดถือแนวทางบางอย่างในการพิจารณา เช่น มองปัญหาด้วยความเป็นกลาง มองการณ์ไกล อย่างปราศจากอคติ ระบุปัญหาให้ชัดเจน การค้นหาและระบุปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหานั้น ๆ การค้นหาปัจจัยที่ซ่อนเร้น ซึ่งจะต้องนำเอาทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ เช่น สังคมวิทยา จิตวิทยา มานุษยวิทยา เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ เป็นต้น มาใช้เป็นแนวทางในการค้นหาปัจจัยดังกล่าว โดยทำการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ (Systemic Analysis)

12 การค้นหาสาเหตุของปัญหาชุมชน โดยพิจารณาว่าสิ่งที่เป็นปัญหานั้นมีสภาพอย่างไร ค้นหาสาเหตุของปัญหาทุกแง่ทุกมุม อะไรเป็นสาเหตุที่แท้จริง โดยสืบสาวจากผลของปัญหาที่เกิดขึ้นไปจนถึงรากเหง้าของปัญหา การแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาชุมชน เมื่อค้นพบสาเหตุของปัญหาแล้ว ต้องแสวงหาแนวทางเพื่อที่จะแก้ไขปัญหานั้นให้หมดไป โดยทำความเข้าใจกับรายละเอียดของปัญหาอย่างรอบด้าน มองหาปัจจัยที่จะสนับสนุนในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชน พยายามค้นหาวิธีแก้ไขปัญหาหลาย ๆ วิธี ศึกษาความเป็นไปได้และสอดคล้องกับความต้องการพื้นฐานของชุมชน วิธีแก้ไขปัญหาอาจแก้ไขโดยประชาชนในชุมชนเอง โดยความร่วมมือระหว่างประชาชนกับบุคคลหรือองค์กรภายนอกชุมชน หรือแก้ไขโดยรัฐบาล

13 4. ประโยชน์ของการวิเคราะห์ปัญหาชุมชน
1. เป็นแนวทางในการพิจารณาแก้ไขปัญหาแต่ละปัญหาตามขีดความสามารถของชุมชน 2. ทำให้ทราบว่าปัญหาใดแก้ไขได้ง่าย ปัญหาใดแก้ไขได้ยาก สามารถเลือกดำเนินการได้ก่อนหลังตามลำดับ 3. เป็นการเตรียมการสำหรับการแก้ไขปัญหาไว้ล่วงหน้า ทำให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 4. เป็นประโยชน์ต่อการวางแผนพัฒนาชุมชนอย่างแท้จริง เพราะการวิเคราะห์ปัญหาชุมชน เป็นการเชื่อมโยงปัญหาทั้งหมดเอาไว้ทุกแง่มุม

14 5. เทคนิคการศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาชุมชน
การประเมินสภาวะชนบทแบบมีส่วนร่วม (Participatory Rural Appraisal หรือ PRA) เป็นเทคนิคการศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาชุมชนที่เกิดจากแนวคิดที่ว่า การศึกษาชุมชน คือ สิ่งที่ชุมชนควรกระทำเอง การวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) เป็นเทคนิคการศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาชุมชนที่เน้นให้คนในชุมชนสามารถรวมตัวกันในรูปขององค์กรประชาชนที่มีประสิทธิภาพ โดยเพิ่มคุณภาพของคนในชุมชนด้วยระบบข้อมูล ให้ประชาชนเห็นความสำคัญของข้อมูล และสามารถนำข้อมูลมาเป็นฐานในการพัฒนาชุมชนได้

15 ลักษณะที่สำคัญของการวิจัยแบบมีส่วนร่วม
ผู้ศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาชุมชนต้องไปใช้ชีวิตในชุมชน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ลึกซึ้งและถูกต้อง เน้นการจัดการชุมชนและการมีส่วนร่วมในรูปขององค์กรของคนในชุมชน โดยผู้ศึกษาและวิเคราะห์ชุมชนต้องทำหน้าที่เป็นนักจัดการ ช่วยฝึกอบรมเสริมสร้างความรู้และทักษะของการวิจัยให้เท่านั้น ให้ชุมชนคิดและตัดสินใจด้วยตนเอง โดยไม่มีการครอบงำ นักพัฒนาชุมชนเพียงช่วยประสานให้ความรู้ทางวิชาการและเทคนิคต่าง ๆ เท่านั้น เป็นการผสมผสานแนวคิดของการจัดการชุมชน (Community Organization)

16 ขั้นตอนของการวิจัยแบบมีส่วนร่วม
1. ระยะเวลาก่อนทำการศึกษาวิจัย คัดเลือกชุมชนและการเข้าถึงชุมชน การบูรณาการนักวิจัยเข้ากับชุมชน การศึกษาสำรวจข้อมูลเบื้องต้นสำหรับชุมชน การเผยแพร่แนวความคิดแก่ชุมชน

17 ขั้นตอนของการวิจัยแบบมีส่วนร่วม
2. ระยะดำเนินการวิจัย การศึกษาวิเคราะห์ปัญหาร่วมกับชุมชน การฝึกอบรมทีมงานวิจัยของชุมชน การวิเคราะห์ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นปละกำหนดแนวทางออกด้วย การออกแบบการวิจัยและการเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนาม การวิเคราะห์ข้อมูล การนำเสนอข้อมูลต่อที่ประชุมของชุมชน

18 ขั้นตอนของการวิจัยแบบมีส่วนร่วม
3. ระยะการจัดทำแผนงาน การฝึกอบรมทีมงานวางแผนชุมชน การกำหนดโครงการหรือกิจกรรม การศึกษาความเป็นไปได้ของแผนงาน การแสวงหางบประมาณและหน่วยงานที่สนับสนุน การวางแผนเพื่อติดตามและประเมินผล

19 ขั้นตอนของการวิจัยแบบมีส่วนร่วม
4. ระยะการปฏิบัติงานตามแผน การกำหนดทีมงานปฏิบัติงาน การฝึกอบรมทักษะในการปฏิบัติงานให้กับทีมงาน 5. ระยะติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน การกำหนดทีมงานติดตามและประเมินผลชุมชน การฝึกอบรมให้ความรู้และเทคนิคในการติดตามและประเมินผล นำข้อมูลเสนอต่อที่ประชุมของชุมชนเพื่อรับทราบและข้อคิดเห็นเพิ่ม

20 ขั้นตอนที่ 3 การจัดลำดับความสำคัญของปัญหา และความต้องการของชุมชน
ขั้นตอนที่ 3 การจัดลำดับความสำคัญของปัญหา และความต้องการของชุมชน 1. แนวทางในการจัดลำดับปัญหาและความต้องการของชุมชน ปัญหาที่ชุมชนได้รับความเดือดร้อนมากที่สุด ควรเป็นปัญหาที่สำคัญมากที่สุด ปัญหาที่เทื่อแก้ไขแล้ว นำไปสู่การแก้ไขปัญหาอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้น ควรเป็นปัญหาที่สำคัญมาก ปัญหาที่อยู่ในขีดความสามารถของประชาชนที่จะแก้ไขได้ ควรเป็นปัญหาที่มีความสำคัญมาก

21 การจัดลำดับความสำคัญของปัญหา และความต้องการของชุมชน
2. ประโยชน์ของการจัดลำดับความต้องการและปัญหาชุมชน ทำให้ทราบว่าปัญหาใดชุมชนเดือดร้อนมากที่สุด และต้องรีบแก้ไขก่อนปัญหาอื่น ในชุมชนประสบปัญหามากมายหลายปัญหา จนไม่อาจจะทำการแก้ไขไปพร้อม ๆ กันได้ จึงจัดลำดับก่อนหลังเป็นแนวทางแก้ไขปัญหา ทำให้ทราบถึงความเกี่ยวพันของแต่ละปัญหา ถ้านำไปแก้ไขพร้อม ๆ กันก็จะไม่เสียเวลา เป็นแนวทางในการวางแผนเพื่อแก้ไขปัญหาทั้งหมดของชุมชนได้เป็นอย่างดี

22 ขั้นตอนที่ 4 การวางแผนและโครงการ เพื่อการพัฒนาชุมชน
ขั้นตอนที่ 4 การวางแผนและโครงการ เพื่อการพัฒนาชุมชน การวางแผนและการวางโครงการพัฒนาชุมชน หมายถึง กระบวนการในการกำหนดวัตถุประสงค์ในการดำเนินการบริหารและกำหนดวิถีทางสำหรับปฏิบัติงานพัฒนาชุมชนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่วางไว้ ลักษณะของการวางแผนและโครงการในการพัฒนาชุมชน

23 1. ลักษณะของการวางแผนและโครงการในการพัฒนาชุมชน
มีลักษณะเป็นระบบ ประกอบด้วยปัจจัยที่นำเข้าไป (Input) เช่น บุคลากร งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ และวิธีการจัดการ เป็นต้น ต้องมีวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่สอดคล้องกับปัญหา และตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริงของประชาชนในชุมชน มีการวางกรอบงานในอนาคต มีระยะเวลาในการเริ่มต้นและสิ้นสุดโครงการที่แน่นอน เป็นงานที่ริเริ่มหรืองานพัฒนา ไม่ใช่งานประจำที่ต้องทำตามปกติ

24 2. หลักในการวางแผนและโครงการในงานพัฒนาชุมชน
ในการวางแผนและโครงการเป็นผลจากการศึกษาวิเคราะห์ข้อเท็จจริงของสภาวะทางสังคม เศรษฐกิจ และปัญหาของประชาชนในชุมชนนั้น ๆ ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานความต้องการของชุมชน มีการจัดลำดับความสำคัญของปัญหา มีความสอดคล้องกับค่านิยม ความเชื่อ ข้อห้ามของประชาชนในชุมชน เริ่มจากสิ่งที่ประชาชนมีอยู่และสิ่งที่ประชาชนรู้แล้วไปหาสิ่งที่ยังไม่มีและไม่รู้ วัตถุประสงค์ต้องสอดคล้องกับความสนใจ ความพึงพอใจของประชาชน มีการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบแบบแผน ต้องเป็นกระบวนการที่ก่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ ต้องอาศัยความร่วมมือประสานงานร่วมกับองค์กรต่าง ๆ และผู้นำชุมชน ต้องบ่งชี้ถึงแนวทางในการประเมินผลได้เป็นอย่างดี

25 4 . ขั้นตอนในการวางแผนและโครงการในงานพัฒนาชุมชน
1. ขั้นการกำหนดโครงการ การศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาต่าง ๆ การรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ให้ได้มากที่สุด การคัดเลือกปัญหาเพื่อจัดทำโครงการโดยคัดเลือกจากปัญหาที่จัดลำดับความสำคัญไว้แล้ว การค้นหาสาเหตุและกำหนดวิธีแก้ไขปัญหา การวิเคราะห์ทางเลือกที่จะแก้ไขปัญหา

26 2. ขั้นจัดทำรายละเอียดของโครงการ
ชื่อโครงการ หลักการและเหตุผล วัตถุประสงค์ของโครงการ เป้าหมายของโครงการ วิธีดำเนินงาน ระยะเวลาในการดำเนินงาน งบประมาณ การติดตามและการประเมินผลโครงการ ผู้รับผิดชอบโครงการ ผลที่คาดว่าจะได้รับ

27 ตัวอย่างโครงการ 1. ชื่อโครงการ โครงการฝึกอบรมบุคลากรเครือข่ายชุมชนเข้มแข็ง ของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี 2. หลักการและเหตุผล มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานีได้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น ในการดำเนินงานของศูนย์ฯ มีผู้เกี่ยวข้องที่ต้องมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานเป็นจำนวนมาก ทั้งบุคลากรของมหาวิทยาลัยและบุคลากรภายนอกสถาบัน จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดในการพัฒนาให้เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องและสอดคล้องกัน มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานีจึงจัดทำโครงการฝึกอบรมบุคลากรเครือข่ายชุมชนเข้มแข็งของมหาวิทยาลัยขึ้น

28 3. วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานีมีบุคลากรทำหน้าที่เป็นวิทยากรเครือข่ายชุมชนเข้มแข็งมากขึ้น 2. เพื่อให้มหาวิทยาลัยมีเครือข่ายวิทยากรชุมชนเข้มแข็งทั้งภายในและภายนอกสถาบัน 3. เพื่อให้การดำเนินงานของศูนย์ศึกษาการพัฒนาการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นมีประสิทธิภาพ 4. เป้าหมาย 1. บุคลากรของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ประกอบด้วย อาจารย์ นักศึกษา จำนวน 40 คน 2. บุคลากรภายนอกมหาวิทยาลัย ประกอบด้วย ครู สมาชิกองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน จำนวน 40 คน

29 5. วิธีดำเนินงาน 1. ขออนุมัติโครงการ 2. เตรียมการและประสานงาน 3. จัดฝึกอบรม 4. ประเมินผล 6. ระยะเวลาในการดำเนินงาน กรกฎาคม – กันยายน ดังรายละเอียดต่อไปนี้ - ขออนุมัติโครงการ กรกฎาคม 2552 - เตรียมการและประสานงาน กรกฎาคม – สิงหาคม 2552 - จัดฝึกอบรม 31 สิงหาคม – 2 กันยายน 2552 - ประเมินผลการฝึกอบรม กรกฎาคม – กันยายน 2552

30 7. งบประมาณ ใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน จำนวน 60,000 บาท จำแนกตามรายจ่ายดังนี้ 1. ค่าวัสดุ จำนวน 6,000 บาท 2. ค่าใช้สอย จำนวน 40,000 บาท 3. ค่าตอบแทน จำนวน 14,000 บาท ทั้งนี้ โดยถัวเฉลี่ยจ่ายทั้ง 3 หมวดรายจ่าย 8. ผู้รับผิดชอบโครงการ 1. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี 2. วิทยากรเครือข่ายชุมชนเข้มแข็ง มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี 3. สำนักฝึกอบรมและบริการวิชาการชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

31 9. การติดตามและประเมินผล
1. ประเมินจากการเข้าร่วมในกิจกรรมระหว่างการฝึกอบรม 2. ประเมินจากการตอบแบบสอบถาม 3. ประเมินจากการนำผลการฝึกอบรมไปใช้ในชุมชน 10. ผลที่คาดว่าจะได้รับ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานีมีวิทยากรและบุคลากรเครือข่ายชุมชนเข้มแข็งเพียงพอแก่การดำเนินงานในด้านการพัฒนาท้องถิ่น และสามารถตอบสนองนโยบายของรัฐบาลแก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการสนับสนุนการเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนจนประสบความสำเร็จ


ดาวน์โหลด ppt บทที่ 5 กระบวนการพัฒนาชุมชน

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google