งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

การวิเคราะห์สิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการความ ปลอดภัยจากสารเคมีและวัตถุ อันตรายภาคอุตสาหกรรม ณ การนิคมอุตสาหกรรมลำพูน วันที่ 16 กรกฎาคม 2555.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "การวิเคราะห์สิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการความ ปลอดภัยจากสารเคมีและวัตถุ อันตรายภาคอุตสาหกรรม ณ การนิคมอุตสาหกรรมลำพูน วันที่ 16 กรกฎาคม 2555."— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 การวิเคราะห์สิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการความ ปลอดภัยจากสารเคมีและวัตถุ อันตรายภาคอุตสาหกรรม ณ การนิคมอุตสาหกรรมลำพูน วันที่ 16 กรกฎาคม 2555

2

3 จุดแข็ง ( S trengths) มีการกระจายบทบาทและหน้าที่ในการกำกับดูแล ทำให้เกิด ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง

4 จุดอ่อน ( W eaknesses) หน่วยงานควบคุมไม่เข้มแข็ง การจัดการและการสื่อสารยังไม่เพียงพอ ขาดการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่อง ทั่วถึงและทันต่อสถานการณ์ ทำให้ผู้ใช้ไม่ทราบข้อเท็จจริงของสารเคมี และข้อมูลที่ สื่อสารไปยังผู้บริโภค/ประชาชนไม่เพียงพอ ขาดการตรวจติดตาม การแบ่งโครงสร้างองค์กรเพื่อควบคุม ก่อให้เกิดช่องว่างทางกฎหมาย สารบางชนิด ขาดหน่วยงานดูแลและรับผิดชอบ การกำกับดูแลไม่ตอบสนองกับนโยบายที่กำหนดไว้ (นโยบายดีแต่ปฏิบัติไม่มี ประสิทธิภาพ) ขาดการกระจายอำนาจการควบคุมดูแลไม่ยังหน่วยงานท้องถิ่น ขาดงบประมาณในการควบคุมดูแล ติดตามและประเมินผล ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารมีความเข้าใจยาก เป็นวิชาการหรือศัพท์เทคนิคมากเกินไป ขาดความพร้อมในการเข้าสู่ AEC กฎหมายล้าหลัง ไม่ทันสมัย และการควบคุมยังไม่ครอบคลุมสารเคมีอันตรายอื่นๆ และไม่ครอบคลุมกับผู้ใช้งานในทุกระดับ ขาดการบูรณาการในระดับท้องถิ่น ไม่เอื้อต่อการนำไปปฏิบัติ บทลงโทษไม่รุนแรง กฎหมายไม่เข้มแข็ง และการควบคุมไม่เข้มงวด

5 โอกาส ( O pportunities) การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น การแก้ไขกฎหมายให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น การเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

6 อุปสรรค ( T hreats) ปัญหาทางความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง เป็นอุปสรรคในการแก้ไขปัญหาอุตสาหกรรม มีข้อจำกัดในการกระจายข้อมูลแก่สาธารณะใน ทุกระดับ ใช้สื่อที่ไม่เป็นที่นิยมของสาธารณะ ปัญหาการแทรกแซงทางการเมือง การใช้อิทธิพลของนักการเมือง ปัญหาคอรัปชั่นของประเทศ

7 ระยะเวลาที่มีผลบังคับใช้ ควรกำหนดเวลาในการเตรียมความพร้อมในการดำเนินงาน ด้านความปลอดภัย กำหนดเป็นนโยบายในการสื่อสาร โดยเลือกใช้สื่อที่เป็นที่นิยมแพร่หลาย และสื่อสารอย่าง ต่อเนื่องให้เข้าถึงท้องถิ่นได้ กำหนดประเภทและระดับความเป็นอันตรายของสารเคมีให้ชัดเจน และสื่อสารให้ประชาชน เข้าใจ ขยายฐานการควบคุมสารเคมีให้มากยิ่งขึ้น ส่งเสริมและพัฒนาให้องค์กรส่วนท้องถิ่นมีศักยภาพและความรู้ในการบริหารจัดการได้ด้วย ตนเอง ด้านสิ่งแวดล้อม จัดทำแผนการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย พร้อมสื่อสารให้ชุมชนรับทราบ ผลการดำเนินงานอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ควรมีกองทุนหรือแหล่งเงินทุนสนับสนุนการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีหรือกระบวนการผลิต ด้านอื่นๆ นำเสนอข้อมูลและข่าวสารผ่านช่องทางที่มีประสิทธิภาพ เช่น ผ่านสื่อทีวี หรือฟรีทีวี เป็นต้น

8

9 จุดแข็ง ( S trengths) เนื้อหาของกฎหมายมีการกำหนดหน้าที่ไว้ชัดเจน เช่น สถานประกอบการในนิคม กฎหมายการขนส่ง ข้อ ปฏิบัติเกี่ยวกับศุลกากร เป็นต้น

10 จุดอ่อน ( W eaknesses) ไม่มีหน่วยงานในการกำกับดูแลสถานประกอบการนอกเขตนิคมอุตสาหกรรม และการกำหนดขอบเขต/หน้าที่ ของหน่วยงานทั้งในและนอกนิคมไม่ชัดเจนว่า การตรวจติดตามสถานประกอบการในและนอกนิคมเป็นหน้าที่ ของใคร มีหลายหน่วยงานในการกำกับดูแลสารเคมีมากเกินไป เกิดความซ้ำซ้อนและยุ่งยากในการยื่นเอกสารให้แต่ละ หน่วยงานตรวจสอบ และต้องทำรายงานแยกให้แต่ละหน่วยงาน การตีความข้อกฎหมายของแต่ละหน่วยงานขัดแย้งกัน ปัญหาด้านเอกสารไม่พอเพียง เช่น เอกสารการนำเข้าสารเคมีที่ไม่เป็น วอ. แต่ทางกรมศุลกากรไม่แน่ใจในเรื่อง ความครบถ้วนของเอกสาร ไม่มีความชัดเจนด้านความคุ้มครองแก่ผู้ได้รับผลกระทบหรืออันตรายจากสารเคมี ในแง่ของสิทธิและตัวเงิน ไม่มีการควบคุมสารเคมีที่อยู่นอกบัญชีรายชื่อ วอ. การดำเนินงานต่อ กรอ. ใช้เวลาในการพิจารณาค่อนข้างนาน ทำให้เกิดปัญหาในการนำเข้า/ส่งออก หรือดำเนิน กิจกรรมใดๆ ต่อสารเคมี สถานที่ติดต่อราชการอยู่ที่ส่วนกลาง (กทม.) เท่านั้น ไม่มีการตรวจติดตามสารเคมีหลังจากการขออนุญาตการใช้ ตรวจจับได้ยากเนื่องจากมีการนัดหมายการตรวจสอบโรงงานล่วงหน้าทำให้โรงงานมีการเตรียมตัวปกปิด ซ่อน เร้น ความน่าเชื่อถือ/ชัดเจน ของ SDS ที่ได้รับ การอ้างอิงประกาศบัญชีรายชื่อ วอ. ไม่ทราบแหล่งที่มา ในบางกรณีมีผลกระทบต่อกระบวนการผลิต และ คุณภาพผลิตภัณฑ์ หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องควรยังขาดการประชาสัมพันธ์เนื้อหากฎหมาย

11 การจัดตั้งศูนย์การบริหารจัดการสารเคมีของประเทศ เป็นหน่วยงานเดียว เพื่อรับการติดต่อจากผู้ประกอบการ ทางเดียว โอกาส ( O pportunities)

12 อุปสรรค ( T hreats) ประชาชนไม่ทราบเนื้อหากฎหมาย

13 ระยะเวลาที่ควรมีผลบังคับใช้ ให้มีผลบังคับใช้เกิน 1 ปีขึ้นไป เพื่อเตรียมความพร้อมของสถานประกอบการ โดยมีการ ประชาสัมพันธ์ หรือการอบรมให้ทราบก่อน ระยะเวลาการบังคับใช้ให้พิจารณาจากความพร้อมของสถานประกอบการ เช่น ขั้นตอนการ ดำเนินงาน หรือการประกาศบัญชีรายชื่อสารนั้นๆ เป็น วอ. ชนิดที่ 4 แบบไหน และมีกลไก/ ขั้นตอนการดำเนินงานอย่างไร มีการกำหนดระยะเวลาการควบคุมแบบค่อยเป็นค่อยใน เช่น กรณีกฎหมาย REACH จะค่อยๆ ลด ปริมาณสารเคมีที่จะควบคุมลงไปเรื่อยๆ จาก 1,000 ตันจนถึง 1 ตัน หน่วยงานราชการควรเป็นตัวกระตุ้นให้สถานประกอบการเร่งดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อให้เกิด การเตรียมพร้อมแต่เนิ่นๆ ก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้จริง ด้านความปลอดภัย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการศึกษาสารเคมีที่ไม่อยู่ในบัญชีรายชื่อ วอ. ด้วย ควรมีการตรวจติดตามการดำเนินงานกับสารเคมีหลังจากได้รับอนุญาตให้ประกอบการได้ สถานประกอบการที่ขออนุญาตแล้วควรขอ ISO ควรมีการระบุเป็นข้อมูลว่าสารเคมีแต่ละตัวจะต้องกำจัดอย่างไร ควรมีการระบุสัญลักษณ์ความเป็นอันตรายของสารเคมีไว้ที่ภาชนะบรรจุ ควรมีวิธีการควบคุมสารเคมีในผู้ใช้รายย่อยที่ไม่ได้อยู่ในเขตประกอบการ เช่น โรงชุบ ว่ามีการใช้ สารเคมีอย่างไร มีการรั่วไหลไปที่ใด ออกข้อกำหนดว่าการนำเข้าสารเคมีจะต้องมีการแนบ SDS ที่เป็นภาษาทางการ เช่น ไทย หรือ อังกฤษ เนื่องจากที่ผ่านมามี SDS ที่เป็นภาษาอื่น เช่น ภาษาเยอรมัน การพิจารณาสารเคมีอันตราย ควรมีการพิจารณาแยกในสถานะของสาร เช่น ทองแดงในรูปของ ผงทองแดงในต่างประเทศมีการพิจารณาให้เป็นสารอันตรายเนื่องจากมีโอกาสรั่วไหลได้ง่ายกว่า ทองแดงที่เป็น เส้น หรือเป็นชิ้น

14 ด้านสิ่งแวดล้อม ควรมีการระบุเป็นข้อมูลว่าสารเคมีแต่ละตัวจะต้องกำจัดอย่างไร ควรมีวิธีการควบคุมสารเคมีในผู้ใช้รายย่อยที่ไม่ได้อยู่ในเขตประกอบการ เช่น โรงชุบ ว่ามีการใช้สารเคมีอย่างไร มีการรั่วไหลไปที่ใด ข้อเสนอแนะอื่นๆ การตอบข้อหารือโดยการออกเป็นหนังสือรับรอง หรือการตอบข้อหารือเป็นลายลักษณ์ อักษร เพื่อการใช้อ้างอิง ย่นระยะเวลาในการดำเนินการติดต่อให้สั้นลง เสนอแนะให้มีการดำเนินการแบบออนไลน์ แทนการติดต่อกับ กรอ. โดยตรง ทำการสุ่มตรวจสถานประกอบการโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า การตรวจสอบสถานประกอบการควรเป็นการร่วมมือกันระหว่าง เจ้าหน้าที่ในท้องถิ่น ประชาชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ ควรมีการประชาสัมพันธ์และการฝึกอบรมให้แก่สถานประกอบการในการปฏิบัติตาม กฎหมาย ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้ประกอบการดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อ เตรียมพร้อมต่อมาตรการกฎหมายสากล ออกข้อกำหนดให้ SDS ที่ได้รับจากผู้ขาย มีความถูกต้องชัดเจนมากขึ้น

15

16 จุดแข็ง ( S trengths) แต่ละหน่วยงานมีพนักงาน/เจ้าหน้าที่ในการกำกับดูแล ที่มีความเชี่ยวชาญในควบคุมกับกับดูแลในขอบเขต ความรับผิดชอบของตัวเอง บทลงโทษเข้มงวด/รุนแรง ดีอยู่แล้ว

17 มีหลายหน่วยงานในการกำกับดูแลด้านสารอันตราย ทำให้การประสานงานข้อมูลไม่มี ประสิทธิภาพ และบางครั้งการติดตามตรวจสอบในพื้นที่ต่างๆ ไม่ทราบว่าอยู่ในการ กำกับดูแลของหน่วยงานใด ไม่มี พรบ.ควบคุมไปถึงการประกอบอาชีพที่มีการใช้วัตถุอันตราย เช่น การรับกำจัด ปลวก/แมลง พรบ. ไม่ครอบคลุมถึงการจำหน่ายสารเคมี ทำให้ไม่มีหน่วยตรวจสอบคนจำหน่าย เกิดช่องว่างในการควบคุม มีการประกาศเพิ่มเติมหลายฉบับ ใช้ในทางปฏิบัติยาก มีสารเคมีใหม่ๆ เกิดขึ้น ซึ่ง พรบ ไม่ครอบคลุม สารสกัดจากสารธรรมชาติ (Green Chemical) มีการเจือปนสารเคมี ซึ่งไม่อยู่ใน ข้อกำหนดของกฎหมาย แต่อาจเป็นสารอันตราย ที่การร่างกฎหมายควรพิจารณา การบังคับใช้กฎหมายยุ่งยาก เพราะต้องมีหลักฐานแน่ชัด และกระบวนการในการได้ หลักฐานมีขั้นตอนที่ซับซ้อน บทลงโทษใช้บทลงโทษสูงสุด (ศุลกากร) แต่ศุลกากรมักไม่ตรวจจับตั้งแต่ตอน นำเข้า แต่มาตรวจจับภายหลังผู้ประกอบการนำสารเคมีมาผลิตแล้ว ผู้ประกอบการ รู้สึกว่าไม่เป็นธรรม จุดอ่อน ( W eaknesses)

18 จัดตั้งหน่วยงานควบคุมกลาง และเชิญผู้เชี่ยวชาญของ แต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาปฏิบัติหน้าที่ร่วมกัน การเข้าสู่ AEC เกิดการค้าขายเสรี ทำให้ ปท.ไทยต้อง มีการปรับปรุงการจัดการสารเคมีและวัตถุอันตรายให้ เป็นสากล โอกาส ( O pportunities)

19 ผู้ประกอบการไม่ตรงไปตรงมา แจ้งการใช้สารเคมีไม่ตรงกับ ความเป็นจริง เนื่องจากมีหลายหน่วยงานภายใต้ พรบ. ทำให้ผู้ขาย/ผู้ใช้ ไม่ ทราบสารเคมีต่างๆ อยู่ในขอบเขตการควบคุมของใคร พรบฯ กำหนดให้มีผู้เชี่ยวชาญในการกำกับดูแลการใช้/ผลิต แต่ ในประชาชนไม่ปฏิบัติตาม โดยใช้แรงงานต่างด้าวในการ ดำเนินการ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่โดยเฉพาะ SMEs ไม่มีความรู้ทาง กฎหมาย การผลิตจึงไม่มีผู้เชี่ยวชาญในการดำเนินการตามที่ กฎหมายกำหนด ประชาชนขาดความรู้ทางกฎหมายเกี่ยวกับการใช้/ผลิต/ ครอบครอง สารเคมี อุปสรรค ( T hreats)

20 ระยะเวลาที่ควรมีผลบังคับใช้ ให้เวลา 1 ปี ก่อนมีผลบังคับใช้ ด้านความปลอดภัย/สิ่งแวดล้อม เพิ่มการประชาสัมพันธ์แนวทางการปฏิบัติ/ป้องกันในการใช้สารเคมี ด้านอื่นๆ ควรมีการรวบรวมประกาศเพิ่มเติมให้เป็นกฎหมายฉบับเดียว ควรมีหน่วยงานกลางในการดำเนินการตรวจสอบพื้นที่แล้วรายงานให้ หน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องทราบ หน่วยงานกลางควรขึ้นกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม


ดาวน์โหลด ppt การวิเคราะห์สิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการความ ปลอดภัยจากสารเคมีและวัตถุ อันตรายภาคอุตสาหกรรม ณ การนิคมอุตสาหกรรมลำพูน วันที่ 16 กรกฎาคม 2555.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google