งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

โครงการวิจัยนำร่อง: โครงการสำรวจสถานการณ์การตีตราและ เลือกปฏิบัติประเด็นเกี่ยวเนื่องกับเอชไอวีหรือเอดส์ (การศึกษาในหน่วยบริการสุขภาพ) ดร.นารีรัตน์ ผุดผ่อง.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "โครงการวิจัยนำร่อง: โครงการสำรวจสถานการณ์การตีตราและ เลือกปฏิบัติประเด็นเกี่ยวเนื่องกับเอชไอวีหรือเอดส์ (การศึกษาในหน่วยบริการสุขภาพ) ดร.นารีรัตน์ ผุดผ่อง."— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 โครงการวิจัยนำร่อง: โครงการสำรวจสถานการณ์การตีตราและ เลือกปฏิบัติประเด็นเกี่ยวเนื่องกับเอชไอวีหรือเอดส์ (การศึกษาในหน่วยบริการสุขภาพ) ดร.นารีรัตน์ ผุดผ่อง สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) กระทรวงสาธารณสุข โรงแรมรามาดา เดมา กรุงเทพฯ 15 กรกฏาคม 2557

2 หัวข้อการนำเสนอ  ความเป็นมาและความสำคัญ  วัตถุประสงค์ของโครงการฯ  วิธีการดำเนินงาน  ผลการดำเนินงาน 2

3 แนวคิดที่นำไปสู่การตรวจสอบและพัฒนากิจกรรม เพื่อลดการตีตราและการเลือกปฎิบัติในระบบบริการสุขภาพ ระดับบุคคล - การขาดความ ตระหนักและขาด ความเข้าใจ - การมีอคติ ตัดสิน และตีค่าตามสังคม - การกลัวการติดเชื้อ ระดับองค์กร - การมีแนวทาง ปฏิบัติ / นโยบาย - การเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจและ ศักยภาพของบุคลากร - การบริหารจัดการ เพื่อพัฒนาระบบ สิ่งแวดล้อม และสร้าง ปัจจัยเอื้อต่างๆ การตีค่า ตามสังคม ทัศนะของ สังคมต่อ ผู้ติดเชื้อหรือ ต่อคนที่มี พฤติกรรม เฉพาะที่ เสี่ยงต่อการ ติดเชื้อ ปัจจัย ขับเคลื่อน รูปแบบ การ แสดงออ ก ผลลั พธ์ ผลกระ ทบ 1) กลัวหรือ เชื่อตามทัศนะ ของสังคม (Anticipated stigma) 2) ตีตรา ตนเอง (Internalized stigma) 3) ประสบการณ์ การถูกตีตรา (Enacted stigma) 4) การเลือก ปฏิบัติ (Discriminatio n) - ไม่ไปตรวจ เลือด ทำให้รู้สถานะติด เชื้อล่าช้า - ไม่กล้าเปิดเผย สถานะฯ - เข้าถึงการรักษา ล่าช้า - ไม่ได้รับการ ดูแลและ ช่วยเหลืออย่าง เหมาะสมและ ต่อเนื่อง - การติด เชื้อราย ใหม่ - การตาย เนื่องจาก เอดส์ - คุณภาพ ชีวิต ลดลง 3

4 ความเป็นมาและความสำคัญ การตีตราและการเลือกปฏิบัติที่เกิดขึ้นในสถานบริการสุขภาพจะ เป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการก้าวไปสู่เป้าหมายที่เป็นศูนย์ การตีตราและการเลือกปฏิบัติเกิดขึ้นในแทบทุกส่วนของสังคม แต่มากกว่าครึ่ง (ร้อยละ 54) เกิดขึ้นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการ ให้บริการด้านสุขภาพ (UNAID, 2011) ผลการประเมินแผนเอดส์ชาติ (พ.ศ ) พบว่า การ ป้องกันและคุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ เป็นส่วนที่ต้องการการ ปรับปรุงและพัฒนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการติดตาม สถานการณ์เพื่อการดูแลและแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง (Srivanichakron et al., 2011) 4

5 โครงการได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือจาก หลายหน่วยงาน IHPP, RIHES, CM PHO, BMA เป็นทีมวิจัยในการพัฒนาเครื่องมือและลง พื้นที่เพื่อทดลองใช้เครื่องมือ เก็บข้อมูลในจังหวัดนำร่อง และเขียน รายงานผลการวิจัย สถาบันรีเสิร์ชไทรแองเกิล (RTI International) เป็นผู้เชี่ยวชาญการ พัฒนาเครื่องมือ ทำหน้าที่สนับสนุนด้านความรู้และเทคนิคต่างๆในการ พัฒนาเครื่องมือ การเก็บข้อมูล การเขียนรายงาน และจัดทำคู่มือในการ ติดตามสำรวจสถานการณ์ การสนับสนุน ความร่วมมือ และคำแนะนำ จาก NAMc, FAR, TNP+, UN joint team (UNAIDS, UNDP, UNFPA, ILO) การสนับสนุนด้านงบประมาณ - โครงการนำร่อง จาก ILO - ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค จาก USAID 5

6 มีการตีตราและเลือกปฏิบัติประด็นเกี่ยวเนื่องกับเอชไอวีหรือ เอดส์ในการบริการสุขภาพ (ที่เกิดขึ้นกับผู้ให้และผู้รับบริการ) ในประเทศไทยหรือไม่ ถ้ามีปัญหาที่เกิดขึ้นมีความเกี่ยวข้อง กับเรื่องใด และมีมากน้อยเพียงใด เครื่องมือและวิธีการในการสำรวจที่ไม่ซับซ้อนและเหมาะสม กับบริบทของประเทศไทยควรเป็นอย่างไร การพัฒนาและส่งเสริมให้เกิดการใช้เครื่องมือสำรวจ ติดตาม และประเมินผลสถานการณ์การตีตราและเลือกปฏิบัติ ที่ เหมาะสมกับบริบทประเทศไทยควรเป็นอย่างไร คำถามของการศึกษา 6

7 วัตถุประสงค์ของโครงการฯ เพื่อพัฒนาเครื่องมือสำหรับใช้ในการตรวจสอบการตีตราและ การเลือกปฏิบัติในกลุ่มผู้อยู่ร่วมกับเชื้อ และผู้ให้บริการสุขภาพ ที่เกี่ยวข้องกับเอชไอวีหรือเอดส์ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการใช้เครื่องมือนี้ในการสำรวจ และติดตามสถานการณ์การตีตราและการเลือกปฏิบัติที่ เกี่ยวข้องกับการให้บริการเอชไอวีหรือเอดส์ ในจังหวัดนำร่อง 2 จังหวัด คือ กรุงเทพมหานคร และจังหวัดเชียงใหม่ 7

8 ระยะที่ 2: สำรวจสถานการณ์ตึ ตรา & เลือกปฎิบัติใน สถานพยาบาล - ประชุมอบรมเจ้าหน้าที่ ผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ ( กรุงเทพฯ & เชียงใหม่ ). - ส่งเสริมสนับสนุนการใช้ เครื่องมือที่สร้างขึ้นในการสำรวจ สถานการณ์ฯในพื้นที่ ระยะที่ 2: สำรวจสถานการณ์ตึ ตรา & เลือกปฎิบัติใน สถานพยาบาล - ประชุมอบรมเจ้าหน้าที่ ผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ ( กรุงเทพฯ & เชียงใหม่ ). - ส่งเสริมสนับสนุนการใช้ เครื่องมือที่สร้างขึ้นในการสำรวจ สถานการณ์ฯในพื้นที่ ระยะที่ 1: พัฒนาเครื่องมือและ วิธีการดำเนินงาน - ทบทวนวรรณกรรม - ประชุมระดมสมอง ปรึกษาหารือ ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้เกี่ยวข้อง - ทดสอบข้อคำถามหรือเครืองมือ ( นนทบุรี / ลำพูน ). ระยะที่ 1: พัฒนาเครื่องมือและ วิธีการดำเนินงาน - ทบทวนวรรณกรรม - ประชุมระดมสมอง ปรึกษาหารือ ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้เกี่ยวข้อง - ทดสอบข้อคำถามหรือเครืองมือ ( นนทบุรี / ลำพูน ). ผลลัพธ์ 1: ชุดคำถามและ ระเบียบวิธีการเพื่อใช้การ ดำเนินงานในระยะที่ 2 ผลลัพธ์ 2: 1. พัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ในพื้นที่ ( จังหวัด ). 2. เข้าใจสถานการณ์ว่าเกิดขึ้นได้ อย่างไร และมีปัญหามากน้อยขนาด ไหน. ผลลัพธ์ 2: 1. พัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ในพื้นที่ ( จังหวัด ). 2. เข้าใจสถานการณ์ว่าเกิดขึ้นได้ อย่างไร และมีปัญหามากน้อยขนาด ไหน. Output 3: ข้อเสนอแนะเชิง นโยบาย : 1. ชุดข้อคำถามที่เหมาะสมในการ ติดตามสถานการณ์ฯที่เกิดขึ้นใน สถานพยาบาล 2. ระบบกลไกที่มีประสิทธิภาพใน การสำรวจ ติดตามและประเมิน อย่างต่อเนื่องในระดับจังหวัด Output 3: ข้อเสนอแนะเชิง นโยบาย : 1. ชุดข้อคำถามที่เหมาะสมในการ ติดตามสถานการณ์ฯที่เกิดขึ้นใน สถานพยาบาล 2. ระบบกลไกที่มีประสิทธิภาพใน การสำรวจ ติดตามและประเมิน อย่างต่อเนื่องในระดับจังหวัด วิธีดำเนินงาน 8

9 เครื่องมือที่ใช้ในการสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง และการเก็บข้อมูล

10 1)แบบสอบถามผู้บริหาร 13 ข้อ 2)แบบสอบถามผู้ปฎิบัติในรพ. 65 ข้อ 3)แบบสัมภาษณ์ผู้อยู่ร่วมกับเชื้อฯ 33 ข้อ เครื่องมือที่ใช้ : แบบสอบถาม

11 โรงพยาบาลที่เข้าร่วมในโครงการนำร่อง: กรุงเทพฯ + เชียงใหม่ ประเภทของโรงพยาบาลโรงพยาบาลที่เข้าร่วม รัฐบาล26 เอกชน6 รวม32 ***เป็นรพ.ที่มีแผนก ARV และยินดีเข้าร่วมโครงการฯโดยความสมัครใจ 11

12 กลุ่มตัวอย่าง ประเภทอาสาสมัคร จำนวนที่เข้าร่วมโครงการฯ ผู้บริหาร (ผอ./รองผอ.) – แบบสอบถามตอบด้วยตัวเอง 13 ข้อ 30 ผู้ปฏิบัติงานในรพ. -แบบสอบถามตอบด้วยตัวเอง 65 ข้อ* 738 ผู้อยู่ร่วมกับเชื้อฯ -แบบสัมภาษณ์ 33 ข้อ* 714 (ณ คลินิก ARV=614+ ณ เครือข่าย NGOs* 100) * รวมคำถามที่ให้อาสาสมัครแสดงความคิดเห็นต่อ แบบสอบถามเพื่อการปรับปรุงด้วย ** เครือข่ายกลุ่มเฉพาะ เช่น MSM/TG, SW, PWID, Migrant และ PLHIV ( ที่ไม่ใช่ของรพ.) 12

13 วิธีการเก็บข้อมูล ทีมวิจัยฝึกคนเก็บข้อมูลและคนสัมภาษณ์เข้าไปเก็บข้อมูลให้ โดยมีผู้ประสานงาน แต่ละรพ.อำนวยความสะดวกให้ การตอบแบบสัมภาษณ์ด้วยตัวเอง  ประมาณครึ่งหนึ่งต้องทิ้งแบบสอบถามไว้แล้วไปตามเก็บที่หลัง อีกครึ่งหนึ่ง ตอบแบบสอบถามให้ภายในวันที่เข้าไปเก็บข้อมูล (10 นาที)  บุคลากรทุกคนตอบแบบสอบถามให้วันต่อวัน (ภายในวันเดียวกันที่แจก แบบสอบถาม จะไม่มีการทิ้งแบบสอบถามไว้ข้ามวัน โดยบางรพ.สามารถให้ เจ้าหน้าที่ที่ถูกสุ่มคัดเลือกมาตอบแบบสอบถามในห้องเดียวกัน) (15-25 นาที)  ค่าตอบแทนเป็นของที่ระลึกมูลค่าไม่เกิน 200 บาทต่อราย การสัมภาษณ์  ผู้ประสานงาน ณ คลีนิก ARV หรือ ณ เครือข่าย แนะนำโครงการคร่าวๆ และ สอบถามความสมัครใจของผู้อยู่ร่วมกับเชื้อฯ จากนั้นแนะนำให้รู้จักกับผู้ สัมภาษณ์ในสถานที่เป็นส่วนตัว  ใช้เวลาสัมภาษณ์ประมาณ นาทีต่อราย  ค่าตอบแทนเป็นเงินค่าเดินทาง 200 บาท (ชม.) – 300 บาท (กรุงเทพฯ) 13

14 การวิเคราะห์ข้อมูล และ ผลการวิเคราะห์เบิ้องต้น

15 การลดข้อคำถามในแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ (1) กระบวนการที่ใช้ในการลดข้อคำถาม (เทคนิคของสถาบันรีเสิร์ชไทรเอง เกิล: RTI international) ใช้ 2 วิธีการหลัก คือ 1. ประสบการณ์นักวิจัยและประสบการณ์จริงจากภาคสนาม (field experiences) เช่น - ความเข้าใจและปฏิกริยาของผู้ตอบแบบสอบถามหรือผู้ถุกสัมภาษณ์ - ข้อสังเกตอื่นๆ 2. พิจารณารายละเอียดของแต่ละข้อคำถาม (item performances) เช่น - เข้าใจได้ง่ายหรือกำกวม คำตอบที่ได้เบี่ยงเบนจากคำถามหรือไม่ - สถิติ เช่น ความถี่หรือจำนวนของการคำถามนั้นๆ หรือความสัมพันธ์ ของคำถามนั้นกับคำถามในส่วนอื่นๆ เป็นต้น - ดูว่าเป็นประเด็นสำคํญ กับยุคสมัย เกี่ยวข้องกับบริบทของพื้นที่ หรือ ของประเทศไทย 15

16 การลดข้อคำถามในแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ (2) จำนวนข้อคำถามที่เหลือหลังจากผ่านการประชุมเชิงปฏิบัติการแล้ว 1. แบบสอบถามแบบตอบด้วยตัวเองของผู้บริหาร จาก 13 ข้อ เหลือ 8 ข้อ 2. แบบสอบถามแบบตอบด้วยตัวเองของผู้ปฏิบัติงานรพ. จาก 65 ข้อ - เหลือ 14 ข้อ สำหรับ sentinel site* - เหลือ 7 ช้อ สำหรับ provincial site 3. แบบสัมภาษณ์ผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี จาก 33 ข้อ เหลือ 17 ข้อ * ความเห็นส่วนตัวใช้แบบนี้ไปเลยทุกจังหวัดน่าจะดีไม่ว่าจะเป็น sentinel site หรือไม่ ก็ตาม เพราะแบบสอบถามไม่ได้ยาวมาก และน่าจะเป็นประโยขน์ต่อประเทศไทย ในระยะยาว 16

17 สถานการณ์การตีตราและการเลือก ปฏิบัติใน 2 จังหวัดนำร่อง 1. ผู้ปฏิบัติงานหรือผู้ให้บริการสุขภาพ (Health care staff) 2. ผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีหรือผู้รับบริการสุขภาพ (PLHIV)

18 ผลการวิเคราะห์ฝั่งผู้ให้บริการหรือ บุคลากรผู้ปฏิบัติรพ. (Health facility staff survey) 18

19 คุณลักษณะทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม: ผู้ให้บริการสุขภาพ ตาราง 1 : คุณลักษณะทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม คุณลักษณะN% ตำแหน่งงาน ระดับวิชาชีพ ต่ำกว่าระดับวิชาชีพ Missing อายุ (ปี) เฉลี่ย 37 (Range = 18-70) Missing เพศ ผู้หญิง ผู้ชาย Missing 60.8 งานที่ปฏิบัติอยู่ ณ ปัจจุบัน เกี่ยวข้องโดยตรงกับบริการ HIV ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับบริการ HIV Missing ได้พบปะ ติดต่อ หรือให้บริการ แก่ผู้อยู่ร่วมกับ เชื้อฯ กี่คน (ในช่วง1 เดือน ที่ผ่านมา) ไม่เคยพบเลย > Missing Total

20 ข้อค้นพบสำคัญเกี่ยวกับการตีตราและเลือกปฏิบัติ: ผู้ให้บริการสุขภาพ (1) ตาราง 2 : แสดงความกังวลว่าจะติดเชื้อเอชไอวีจากการปฎิบัติประจำวัน ในรพ. ลักษณะของ ความกลัว โดยภาพรวม: % รายงานว่า กลัวอย่างน้อย ข้อใดข้อหนึ่งใน 3 ข้อนี้ 1) กัววลว่าจะติด เชื้อ จากการ สัมผัสหรือจับ ต้องเสื้อผ้า ข้าว ของเครื่องใช้ ของผู้อยู่ร่วมกับ เชื้อฯ 2) กังวลว่าจะ ติดเชื้อจากการ ทำแผลให้ผู้อยู่ ร่วมกับเชื้อฯ 3) กังวลว่าจะ ติดเชื้อ จากการ เจาะเลือดให้ผู้ อยู่ร่วมกับเชื้อฯ N % เจ้าหน้าที่ที่ ตอบคำถาม 65.6%36.6%60.8%63.5% 20

21 ข้อค้นพบสำคัญเกี่ยวกับการตีตราและเลือกปฏิบัติ: ผู้ให้บริการสุขภาพ (2) ตาราง 3 : ระบุว่าตนเองใช้วิธีการป้องกันการติดเชื้อเกินกว่ามาตรฐาน เวลาต้องให้การดูแลรักษาพยาบาลผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี ลักษณะของการ ป้องกันที่เกินกว่า มาตรฐาน โดยภาพรวม: % รายงานว่าตนเอง ใช้วิธีการป้องกัน การติดเชื้อมากกว่า มาตรฐาน 1) ใส่ถุงมือ 2 ชั้น เฉพาะกับ PLHIV 2) ใช้วีธีการ ป้องกันตัวเองเป็น พิเศษเฉพาะกับ PLHIV แต่จะไม่ทำ กับผู้ป่วยอื่นๆ N % เจ้าหน้าที่ที่ตอบ คำถาม 51.7%38.1%42.7% 21

22 ข้อค้นพบสำคัญเกี่ยวกับการตีตราและเลือกปฏิบัติ: ผู้ให้บริการสุขภาพ (3) ตาราง 4 : ทัศนคติการตีตราที่มีต่อผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี ประโยคที่ แสดงทัศนคติ โดยภาพรวม: % เจ้าหน้าที่ที่เห็น ด้วยข้อใดข้อหนึ่ง ใน 3 ข้อแรก และ ไม่เห็นด้วยในข้อ สุดท้าย 1) ผู้อยู่ร่วมกับ เชื้อฯส่วนใหญ่ไม่ สนใจว่าตนเอง อาจทำให้ผู้อื่นติด เชื้อได้ [เห็นด้วย] 2) ผู้อยู่ร่วมกับ เชื้อฯ ควรมีความ ละอายต่อสถาน การติดเชื้อของ ตนเอง [เห็นด้วย] 3) คนติดเชื้อ เอชไอวีเพราะ เขาไม่มีความ รับผิดชอบหรือ มีพฤติกรรมที่ ผิดศึลธรรม [เห็นด้วย] 4) ผู้หญืงที่ตืด เชื้อเอชไอวีควรมี ลูกได้ ถ้าเธอ ต้องการ [ไม่เห็นด้วย] N % เจ้าหน้าที่ที่ ตอบคำถาม 87.8%35.6%42.9%67.7%56.5% 22

23 ข้อค้นพบสำคัญเกี่ยวกับการตีตราและเลือกปฏิบัติ: ผู้ให้บริการสุขภาพ (4) ตาราง 5 : สังเกตเห็นบุคลากรในรพ.เดียวกันแสดงพฤติกรรมการ เลือกปฏิบัติต่อผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี พฤติกรรมที่ สังเกตเห็น โดยภาพรวม: % สังเกตเห็น พฤติกรรมอย่างใด อย่างหนึ่งใน 2 ข้อนี้ เจ้าหน้าที่ไม่เต็มใจหรือ หลีกเลี่ยงการให้บริการ สุขภาพแก่ผู้อยู่ร่วมกับ เชื้อฯ เจ้าหน้าให้การดูแล รักษาพยาบาลที่ด้อย คุณภาพแก่ผู้อยู่ร่วมกับ เชื้อฯเมื่อเปรียบเทียบกับ ผู้ป่วยอื่นๆ N % เจ้าหน้าที่ที่ตอบ คำถาม 22.7%19.5%13.4% 23

24 ผลการวิเคราะห์ฝั่งผู้รับบริการหรือผู้ อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี (PLHIV survey) 24

25 คุณลักษณะทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม: ผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี ตาราง 6 : คุณลักษณะทั่วไปของผู้ให้สัมภาษณ์ 25 CharacteristicsN (714)% อายุ เฉลี่ย 41.5 (18-73) ปี เป็นประชากรกลุ่มเฉพาะ? KP PLHIV (MSM, TG, SW, PWID, Migrant) Non-KP PLHIV การศึกษา ไม่ได้รับการศึกษา689.5 ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา/ อาชีวะ ระดับมหาวิทยาลัย มีบัตรประกันสุขภาพแบบใด บัตร 30 บาทหรือบัตรทอง บัตรประกันสังคม ไม่มีบัตรใดเลย212.9 ระยะเวลาที่รู้ว่าตัวเองติดเชื้อ HIVเฉลี่ย = 8.5 ปี ปัจจุบันกำลังรับยาต้านเอชไอวีอยู่ รับยาต้านไวรัสมานานเฉลี่ย = 6.4 ปี

26 ข้อค้นพบสำคัญเกี่ยวกับการตีตราและเลือกปฏิบัติ: ผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี (1) ตาราง 7: ระบุว่าตนเองเคยตัดสินใจไม่ไปรับการรักษาที่รพ.เพื่อรับบริการไม่ว่าจะ เป็นบริการสุขภาพทั่วไปหรือบริการเอชไอวี 26 สถานการณ์ ไม่ไปรพ.เพื่อ รับบริการ สุขภาพทั่วไป หรือบริการเอช ไอวี (710) เหตุผล (N=203*) เกี่ยวกับ การตีตรา (กลัวถูก เปิดเผย สถานะ) เกี่ยวกับ การตีตรา (ได้รับการ บริการที่ไม่ เป็นมิตร) กังวลเกี่ยวกับ คุณภาพการ บริการ ไม่เกี่ยวกับ การตีตรา (เช่น ค่าใช้จ่าย เวลา เป็นต้น ) % PLHIV 22.0% 50.0%19.9% 18.6%41.7% * คนหนึ่งสามารถตอบได้หลายเหตุผล ซึ่ง 203 เหตุผลมาจากคนตอบคำถามนี้ทั้งหมด 156 คน ดังนั้น % รวมทั้งหมดจึงเกิน 100%

27 ข้อค้นพบสำคัญเกี่ยวกับการตีตราและเลือกปฏิบัติ: ผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี (2) 27 สถานการณ์ถูกปฏิเสธ ที่จะให้การ รักษา ได้รับบริการ ล่าช้ากว่าที่ คาดการณ์ไว้ ได้รับบริการที่ ด้อยคุณภาพ กว่าผู้ป่วยราย อื่น ถูกละเมิดสิทธิ์ เช่น ถูกเปิดเผยสถานะ โดยการทำ เครื่องหมายที่เตียง หรือแฟ้มประวัติ หรือ ถูกบังคับให้ตรวจหา เชื้อฯก่อนการ ให้บริการ (ผ่าตัด) บุคลากรรพ. แสดงท่าทีกลัว หรือหลีกเลี่ยง ที่จะให้การ ดูแล รักษาพยาบาล % PLHIV10.6%16.3%23.7%29.4%7.4% ตาราง 8: ระบุว่าตนเองเคยมีประสบการณ์การถูกเลือกปฏิบัติในรพ. ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา (N=612) *คนหนึ่งสามารถระบุได้หลายเหคุการณ์

28 ข้อจำกัดของการศึกษา จำนวนกลุ่มตัวอย่างน้อย เนื่องจากเป็นเพียงการศึกษานำร่องเพื่อพัฒนา เครื่องมือ จึงไม่อาจเป็นตัวแทนภาพรวมของประเทศไทยได้ เนื่องจากเป็นการสำรวจการรับรู้หรือความคิดเห็นส่วนบุคคล ดังนั้นผลที่ได้ อาจเกิดจากอคติ หรือความเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งบางครั้งการรับรู้หรือสิ่งที่เขา สังเกตเห็นอาจเกิดจากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่การตีตราหรือเลือกปฏิบัติ เช่น เหตุผลทางการแพทย์ หรือการปฏิบัติต่อผู้ป่วยอื่นๆ เช่นเดียวกันไม่เฉพาะแต่ เขาเท่านั้น เป็นต้น แม้ว่าทีมเก็บข้อมูลได้พยายามยืนยันเรื่องการรักษาความลับอย่างเคร่งครัด บุคลากรทางการแพทย์บางส่วนอาจให้ข้อมูลที่ไม่จริงนัก เนื่องจากกังวลว่า จะมีผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของเขาหรือทำให้รพ.เสียชื่อเสียง และใน ทำนองเดียวกัน ผู้อยู่ร่วมกับเชื้อฯบางส่วนอาจไม่ได้ให้ข้อมูลจริงเนื่องจาก เกรงว่าจะมีผลต่อการรักษาหรือการได้รับยาต้านที่รพ. 28

29 สรุปผลการศึกษานำร่อง แบบสำรวจที่ใช้ในระดับนานาชาติสามารถนำมาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของ ประเทศไทยได้ โดยสามารถปรับให้สั้นและกระชับขึ้น แต่ยังคงเนื้อหาประเด็น สำคัญเกี่ยวกับการตีตราและเลือกปฏิบัติได้อย่างครอบคลุม เช่น ความกลัวการติด เชื้อ ทัศนคติต่อผู้อยุ่ร่วมกับเชื้อ พฤติกรรมการบริการที่แสดงถึงการตีตราและเลือก ปฏิบัติ เป็นต้น บุคลากรผู้ปฏิบัติงานในสถานบริการสุขภาพของไทยบางส่วน มีความกลัวต่อ การติดเชื้อเอชไอวี เช่น การใช้วิธีการป้องกันการติดเชื้อที่มากกว่ามาตรฐานซึ่งไม่ มีความจำเป็นเมื่อให้การบริการผู้อยู่ร่วมกับเชื้อฯ โดยการแสดงออกเหล่านี้อาจ เป็นไปโดยไม่ตั้งใจ หรือเพราะไม่เข้าใจว่าเป็นการตีตราและเลือกปฏิบัติ บุคลากรผู้ปฏิบัติงานในสถานบริการสุขภาพของไทยบางส่วน มีทัศนคติทาง ลบต่อผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี ซึ่งอาจเป็นสิ่งผลักดันที่จะนำไปสู่พฤติกรรมการตี ตราและเลือกปฏิบัติได้ ผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีบางส่วน หลีกเลี่ยงไม่ไปรับบริการที่รพ.ด้วยเหตุผล ของการกลัวการถูกตีตราและเลือกปฏิบัติจากบุคลากรรพ. ผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีบางส่วน มีประสบการณ์ถูกเลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งการถูกละเมิดสิทธิ์ แม้จะมีสัดส่วนไม่มาก 29

30 ข้อเสนอแนะ ข้อมูลจากการศึกษานำร่องนี้ สามารถใช้ไปประกอบในการออกแบบวิธีการลดการตี ตราและเลือกปฏิบัติในรพ.หรือสถานบริการของไทยได้ การลดความกลัวการติดเชื้อและลดทัศนคติด้านลบต่อผู้อยู่ร่วมกับเชื้อในบุคลากร รพ. ควรเป็นส่วนสำคัญของกิจกรรมหรือกระบวนการลดการตีตราและเลือกปฏิบัติ ในรพ.หรือสถานบริการสุขภาพของไทย การสร้างความเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชน และสิทธิผู้ป่วยในบุคลากรรพ. เป็นสิ่ง สำคัญที่จะช่วยลดหรือป้องกันการละเมิดสิทธิ์ผู้ป่วยหรือผู้อยู่ร่วมกับเชื้อฯ สามารถนำเครื่องมือหรือวิธีการสำรวจที่พัฒนาขึ้นในโครงการนำร่องนี้ไปขยายผล เพื่อใช้ในพื้นที่อื่นๆของไทยได้ เนื่องจากได้ถูกปรับให้สอดคล้องกับบริบทของ ท้องถิ่นและของไทยแล้ว นอกจากนี้ยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการติดตามผล หรือความก้าวหน้าของการดำเนินการลดการตีตราที่จัดทำขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม ถ้า มีบริบทเฉพาะพื้นที่จริงๆ ก็อาจต้องพิจารณาปรับให้เหมาะสมเป็นการณ์เฉพาะ 30

31 31


ดาวน์โหลด ppt โครงการวิจัยนำร่อง: โครงการสำรวจสถานการณ์การตีตราและ เลือกปฏิบัติประเด็นเกี่ยวเนื่องกับเอชไอวีหรือเอดส์ (การศึกษาในหน่วยบริการสุขภาพ) ดร.นารีรัตน์ ผุดผ่อง.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google