งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

หลักสูตรอบรม การวัดประสิทธิภาพและผลิตภาพของการผลิตสินค้าเกษตร ผศ. ดร. ศุภวัจน์ รุ่งสุริยะวิบูลย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "หลักสูตรอบรม การวัดประสิทธิภาพและผลิตภาพของการผลิตสินค้าเกษตร ผศ. ดร. ศุภวัจน์ รุ่งสุริยะวิบูลย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่"— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 หลักสูตรอบรม การวัดประสิทธิภาพและผลิตภาพของการผลิตสินค้าเกษตร ผศ. ดร. ศุภวัจน์ รุ่งสุริยะวิบูลย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

2 Lecture 3: ขอบเขตเนื้อหา การศึกษาทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การผลิตโดยการใช้ตัวแทนเซต ฟังก์ชันการผลิต ฟังก์ชันต้นทุน ฟังก์ชันกำไร

3 การศึกษาทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การผลิตโดยการใช้ตัวแทนเซต ข้อดีของการใช้ตัวแทนเซตในการอธิบายโครงสร้างของเทคโนโลยีการผลิต คือ สามารถใช้ศึกษากระบวนการผลิตที่ประกอบไปด้วยปัจจัยการผลิตและ ผลผลิตมากกว่าหนึ่งชนิด รวมทั้งสามารถใช้อธิบายความสัมพันธ์ของการวัด ประสิทธิภาพในการผลิตของหน่วยผลิตได้เป็นอย่างดี

4 การศึกษาทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การผลิตโดยการใช้ตัวแทนเซต พิจารณากระบวนการผลิตที่ประกอบไปด้วยผลผลิตจำนวน M ชนิด และปัจจัย การผลิต K ชนิด ผลผลิตจำนวน M ชนิดถูกแทนด้วยเวคเตอร์ ราคาของผลผลิตถูกแทนด้วยเวคเตอร์ ปัจจัยการผลิต K ชนิดถูกแทนด้วยเวคเตอร์ ราคาของปัจจัยการผลิตถูกแทนด้วยเวคเตอร์

5 คำนิยามของเซตที่สัมพันธ์ต่อเทคโนโลยีการผลิต เทคโนโลยีการผลิต (production technology) คือ เซตของเวคเตอร์คู่ลำดับของปัจจัยการผลิตและ ผลผลิต (input-output vectors) ใดๆที่เป็นไปได้ในการกระบวนการผลิต

6 คำนิยามของเซตที่สัมพันธ์ต่อเทคโนโลยีการผลิต เซตปัจจัยการผลิตของเทคโนโลยีการผลิต (input sets of production technology) คือ เซตของเวคเตอร์ปัจจัยการผลิตใดๆที่เป็นไป ได้ที่ใช้ในการผลิตสินค้าซึ่งแสดงด้วยเวคเตอร์ของผลผลิต L(y A ) คือ บริเวณใดๆที่อยู่เหนือเส้นโค้ง เส้นโค้งที่แสดงเขตแดนตอน ล่างสุดของ L(y A ) ถูกนิยามไว้คือ เส้นผลผลิตเท่ากัน (isoquant) ซึ่ง แสดงถึงสัดส่วนหรือส่วนผสมต่างๆกันของปัจจัยการผลิต 2 ชนิดซึ่งให้ ผลผลิตจำนวนที่เท่ากันแก่หน่วยผลิต

7 คำนิยามของเซตที่สัมพันธ์ต่อเทคโนโลยีการผลิต เซตผลผลิตของเทคโนโลยีการผลิต (output sets of production technology) คือ เซตของเวคเตอร์ผลผลิตใดๆที่เป็นไปได้ที่ สามารถผลิตได้จากการใช้ปัจจัยการผลิตทั้งหมดซึ่งแสดงด้วยเวคเตอร์ของ ปัจจัยการผลิต P(x B ) คือ บริเวณใดๆที่อยู่ต่ำกว่าเส้นโค้ง เส้นโค้งที่แสดงเขตแดนตอนบนสุด ของ P(x B ) ถูกนิยามไว้คือ เส้นความเป็นไปได้ในการผลิต (production possibilities curve) ซึ่งแสดงถึงสัดส่วนต่างๆกันของผลผลิตจำนวน 2 ชนิดที่ผลิตได้จากการใช้ปริมาณปัจจัยการผลิตที่เท่ากันในการผลิต

8 เส้นพรมแดนการผลิต (Production Frontier) พิจารณากระบวนการผลิตที่ประกอบไปด้วยการผลผลิตจำนวน 1 ชนิด เส้นพรมแดนการผลิต f(x) คือ ฟังก์ชันที่ใช้แสดงจำนวนผลผลิต สูงสุดที่สามารถผลิตได้จากการใช้เวคเตอร์ปัจจัยการผลิตที่กำหนดให้ ใดๆ ในกระบวนการผลิตที่ประกอบไปด้วยผลผลิต 1 ชนิด เส้นพรมแดนการผลิต f(x) สามารถนิยามได้โดยการใช้เซตปัจจัยการ ผลิตหรือเซตผลผลิตของเทคโนโลยีการผลิต ดังนี้

9 คุณสมบัติของเส้นพรมแดนการผลิต (i) f(0) = 0 (ii) f(x) คือ ฟังก์ชันกึ่งต่อเนื่องตอนบน (upper semicontinuous) บน R + K (iii) ถ้า f(x) > 0 แล้ว f(λx) → α ก็ต่อเมื่อ λ → α (iv) ถ้า x’ ≥ x แล้ว f(x’) ≥ f(x) Note ถ้าฟังก์ชัน f(a) ใดๆ เมื่อ ค่า a ถูกเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยโดยที่ f(a) ไม่ได้มีค่าเพิ่มขึ้น อย่างทันที ฟังก์ชัน f(a) ถูกเรียกว่า ฟังก์ชันกึ่งต่อเนื่องตอนบน (upper semicontinuous) บน a

10 ฟังก์ชันระยะทาง (distance function) สำหรับกระบวนการผลิตที่ประกอบไปด้วยการใช้ปัจจัยการผลิตและผลผลิต มากกว่า 1 ชนิด (multiple inputs and outputs) เส้นพรมแดนการผลิตไม่ สามารถนำมาใช้วิเคราะห์กระบวนการผลิตที่ว่านี้ Shephard (1953, 1970) ได้เสนอฟังก์ชันระยะทาง (distance function) เพื่ออธิบายกระบวนการผลิตที่ประกอบไปด้วยการใช้ปัจจัยการ ผลิตและผลผลิตมากกว่า 1 ชนิด ฟังก์ชันระยะทางมี 2 รูปแบบ 1. ฟังก์ชันระยะทางของปัจจัยการผลิต (input distance function, D I ) ซึ่งใช้อธิบายลักษณะของเซตปัจจัยการผลิต L(y) 2. ฟังก์ชันระยะทางของผลผลิต (output distance function, D o ) ซึ่งใช้อธิบายลักษณะของเซตผลผลิต P(x)

11 ฟังก์ชันระยะทางของปัจจัยการผลิต (D I ) กำหนดได้โดยอาศัยหลักการของการลดปริมาณการใช้ของปัจจัยการ ผลิตในกระบวนการผลิต โดยวัดระยะทางจากปริมาณปัจจัยการผลิตที่ ใช้โดยหน่วยผลิตถึงเขตแดนของเส้นผลผลิตเท่ากัน (isoquant) ซึ่ง ระยะทางที่วัดได้นี้จะใช้แสดงปริมาณที่เวคเตอร์ปัจจัยการผลิตของหน่วย ผลิตสามารถถูกหดลงในแนวรัศมี (radially contracted) อย่างมากที่สุด และยังคงสามารถรักษาการผลิตให้อยู่ในปริมาณเท่าเดิม ฟังก์ชันระยะทางของปัจจัยการผลิต D I (y,x) ถูกนิยามไว้ดังนี้ รูปภาพแสดงปริมาณปัจจัยการผลิต x ที่เป็นไป ได้ที่ใช้ในการผลิต y แต่ผลผลิต y สามารถ ผลิตได้โดยการใช้ปริมาณของปัจจัยการผลิตที่ ลดลง (x/λ*) ดังนั้น D I (y,x) = λ* ≥ 1

12 คุณสมบัติของฟังก์ชันระยะทางของปัจจัยการผลิต (i) D I (0, x) = α และ D I (y, 0) = 0 (ii) D I (y, λx) = λD I (y, x) สำหรับ λ > 0 (iii) D I (y, λx) ≥ D I (y, x) สำหรับ λ ≥ 1 (iv) D I (λy, x) <= D I (y, x) สำหรับ λ ≥ 1 (v) D I (y, x) คือ ฟังก์ชันกึ่งต่อเนื่องตอนบน (upper semicontinuous) (vi) D I (y, x) คือ ฟังก์ชันเว้าออก (concave) ใน x Note ถ้าฟังก์ชัน f(a) ใดๆ เมื่อ ค่า a ถูกเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยโดยที่ f(a) ไม่ได้มีค่า เพิ่มขึ้นอย่างทันที ฟังก์ชัน f(a) ถูกเรียกว่า ฟังก์ชันกึ่งต่อเนื่องตอนบน (upper semicontinuous) บน a

13 ฟังก์ชันระยะทางของผลผลิต (D o ) กำหนดขึ้นโดยอาศัยหลักการของการเพิ่มปริมาณของผลผลิตที่ได้ใน กระบวนการผลิต โดยการวัดระยะทางจากปริมาณผลผลิตที่ผลิตได้โดย หน่วยผลิตถึงเขตแดนของเส้นความเป็นไปได้ในการผลิต (production possibility curve) ซึ่งระยะทางที่วัดได้นี้จะแสดงปริมาณ ที่เวคเตอร์ของผลผลิตสามารถถูกขยายได้อย่างน้อยที่สุดโดยที่ยังคง สามารถผลิตได้จากการใช้ปัจจัยการผลิตในปริมาณเท่าเดิม ฟังก์ชันระยะทางของผลผลิต D o (x,y) สามารถนิยามไว้ดังนี้ รูปภาพแสดงถึงผลผลิตในกระบวนการ ผลิตที่สามารถผลิตได้โดยการใช้ปัจจัยการ ผลิต x แต่ภายใต้ปัจจัยการผลิต x ที่ กำหนดให้หน่วยผลิตสามารถผลิตได้ เพิ่มขึ้นเท่ากับ (y/μ*) ดังนั้น D 0 (x,y) = μ * <= 1

14 คุณสมบัติของฟังก์ชันระยะทางของผลผลิต (i) D o (x, 0) = 0 และ D o (0, y) = α (ii) D o (x, λy) = λD o (x, y) สำหรับ λ > 0 (iii) D o (λx, y) <= D o (x, y) สำหรับ λ ≥ 1 (iv) D o (x, λy) <= D o (x, y) สำหรับ 0 <= λ <= 1 (v) D o (x, y) คือ ฟังก์ชันกึ่งต่อเนื่องตอนล่าง (lower semicontinuous) (vi) D o (x, y) คือ ฟังก์ชันเว้าเข้า (convex) ใน y Note ถ้าฟังก์ชัน f(a) ใดๆ เมื่อ ค่า a ถูกเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยโดยที่ f(a) ไม่ได้มีค่าลดลง อย่างทันที ฟังก์ชัน f(a) ถูกเรียกว่า ฟังก์ชันกึ่งต่อเนื่องตอนล่าง (lower semicontinuous) บน a

15 เส้นพรมแดนต้นทุน (Cost Frontier) เส้นพรมแดนต้นทุน c(y,w) สามารถกำหนดได้จากการใช้เซตของ ปัจจัยการผลิตหรือฟังก์ชันระยะทางของปัจจัยการผลิต ดังนี้ เส้นพรมแดนต้นทุน c(y,w) ใช้อธิบายถึงค่าใช้จ่าย (expenditures) ต่ำสุดที่ต้องการเพื่อใช้ในการผลิตสินค้า y ณ ระดับใดๆจากราคาของปัจจัย การผลิต x ที่กำหนดให้ ค่าใช้จ่ายของหน่วยผลิตแต่ละรายจะมีค่าอยู่บน หรือเหนือเส้นพรมแดนต้นทุน c(y,w)

16 คุณสมบัติของเส้นพรมแดนต้นทุน 1. มีค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 0 สำหรับ w > 0 และ y ≥ 0 2. เป็นฟังก์ชันเอกพันธุ์เชิงเส้นตรงหรือลำดับที่ 1 ใน w 3. เป็นฟังก์ชันที่มีค่าเพิ่มขึ้นใน w 4. เป็นฟังก์ชันต่อเนื่อง (continuous) และฟังก์ชันเว้าออก (concave) ใน w 5. เป็นฟังก์ชันเว้าเข้า (convex function) ใน y พิจารณาฟังก์ชันในรูป y=f(x 1,…,x n ) เมื่อนำค่าคงที่ t คูณกับตัวแปรอิสระทุกตัวแล้ว ฟังก์ชัน y=f(x 1,…,x n ) จะเป็นฟังก์ชันเอกพันธ์ (homogenous function) ลำดับที่ r เมื่อ f(tx 1,…,tx n ) = t r f(x 1,…,x n )

17 เส้นพรมแดนกำไร (Profit Frontier) เส้นพรมแดนกำไร π(p,w) สามารถนิยามได้ดังนี้ ถ้าพฤติกรรมของหน่วยผลิตที่ต้องการต้นทุนต่ำสุดประสพผลสำเร็จ ดังนั้น เนื่องจาก แนวทางเลือกอื่นๆ ถ้าพฤติกรรมของหน่วยผลิตที่ต้องการรายรับสูงสุด ประสพผลสำเร็จ ดังนั้น เนื่องจาก

18 คุณสมบัติของเส้นพรมแดนกำไร (i) π(p’,w) ≥ π(p,w) สำหรับ p’ > p (ii) π(p,w’) w (iii) π(λp, λw) = 0 (iv) เป็นฟังก์ชันเว้าเข้า (convex function) ใน p และ w

19 การวัดประสิทธิภาพ

20 ประสิทธิภาพเชิงเทคนิคโดยการใช้ปัจจัยการผลิต (TE I ) ฟังก์ชันระยะทางของปัจจัยการผลิต D I (y,x) ถูกนิยามไว้ดังนี้ รูปภาพแสดงปริมาณปัจจัยการผลิต x ที่ เป็นไปได้ที่ใช้ในการผลิต y แต่ผลผลิต y สามารถผลิตได้โดยการใช้ปริมาณของ ปัจจัยการผลิตที่ลดลง (x/λ*) ดังนั้น D I (y,x) = λ* ≥ 1 TE i (y,x) = 1/D i (y,x) 0 <= TE i (y,x) <= 1

21 ประสิทธิภาพเชิงเทคนิคโดยการใช้ผลผลิต (TE o ) ฟังก์ชันระยะทางของผลผลิต D o (y,x) สามารถนิยามไว้ดังนี้ รูปภาพแสดงถึงผลผลิตในกระบวนการ ผลิตที่สามารถผลิตได้โดยการใช้ปัจจัยการ ผลิต x แต่ภายใต้ปัจจัยการผลิต x ที่ กำหนดให้หน่วยผลิตสามารถผลิตได้ เพิ่มขึ้นเท่ากับ (y/μ*) ดังนั้น D 0 (x,y) = μ * <= 1 TE o (x,y) = D o (x,y) 0 <= TE o (x,y) <= 1

22 การวัดประสิทธิภาพต้นทุน พิจารณาหน่วยผลิตเผชิญราคาของปัจจัยการผลิต w ε R ++ K โดยที่หน่วยผลิต ต้องการต้นทุนต่ำสุดในการผลิตสินค้า y ε R + M การวัดประสิทธิภาพต้นทุน (cost efficiency) หรือ ประสิทธิภาพทาง เศรษฐศาสตร์ (economic efficiency) สามารถกำหนดได้จากอัตราส่วนของ ต้นทุนต่ำสุด (minimum cost) ต่อต้นทุนแท้จริง (actual cost) ดัง ความสัมพันธ์ CE(y,x,w) = C(y,w)/w’x โดยที่ 0 <= CE(y,x,w) <= 1

23 การแยกค่าประสิทธิภาพต้นทุน ประสิทธิภาพต้นทุนสามารถแยกค่าออกได้เป็นประสิทธิภาพเชิง เทคนิคโดยการใช้ปัจจัยการผลิต และประสิทธิภาพเชิงแบ่งสรรของ ปัจจัยการผลิต ดังความสัมพันธ์ CE(y,x,w)= TE I (y,x)*AE I (y,x,w)

24 การวัดประสิทธิภาพกำไร พิจารณาหน่วยผลิตเผชิญราคาของผลผลิต p ε R ++ M และ ราคาของปัจจัยการ ผลิต w ε R ++ K โดยที่หน่วยผลิตต้องการกำไรสูงสุดในการผลิต (p’y-w’x) จากการใช้ปัจจัยการผลิต x ε R + K ที่กำหนด เพื่อผลิต y ε R + M การวัดประสิทธิภาพกำไร (profit efficiency) หรือ ประสิทธิภาพทาง เศรษฐศาสตร์ (economic efficiency) สามารถกำหนดได้จากอัตราส่วนของ กำไรแท้จริง (actual profit) ต่อกำไรสูงสุด (maximum profit) ดัง ความสัมพันธ์ PE(y,x,p,w) = (p’y-w’x)/π(p,w) การแยกค่าประสิทธิภาพกำไรออกเป็นส่วนประกอบต่างๆ สามารถทำได้โดยการ ใช้ปัจจัยการผลิต (input ‑ oriented) หรือ การใช้ผลผลิต (output ‑ oriented)

25 การแยกค่าประสิทธิภาพกำไร ประสิทธิภาพกำไรสามารถแยกค่าออกได้เป็นประสิทธิภาพเชิงเทคนิค โดยการใช้ผลผลิต ประสิทธิภาพเชิงแบ่งสรรของผลผลิต (ประสิทธิภาพ รายรับ) และประสิทธิภาพเชิงแบ่งสรรของปัจจัยการผลิต (ประสิทธิภาพ ต้นทุน) ดังความสัมพันธ์ PE(y,x,p,w)= TE 0 (y,x)*RE (y,x,p)*CE (y,x,w) การแยกค่าประสิทธิภาพกำไรโดยการใช้ผลผลิต (output ‑ oriented)


ดาวน์โหลด ppt หลักสูตรอบรม การวัดประสิทธิภาพและผลิตภาพของการผลิตสินค้าเกษตร ผศ. ดร. ศุภวัจน์ รุ่งสุริยะวิบูลย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google