งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

บทที่ 7 การเจริญเติบโตและการพัฒนา รองศาสตราจารย์ ดร. ดนัย บุณยเกียรติ ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "บทที่ 7 การเจริญเติบโตและการพัฒนา รองศาสตราจารย์ ดร. ดนัย บุณยเกียรติ ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่"— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 บทที่ 7 การเจริญเติบโตและการพัฒนา รองศาสตราจารย์ ดร. ดนัย บุณยเกียรติ ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

2 เจริญเติบโต (Growth) หมายถึง การเปลี่ยนแปลง ขนาด ลักษณะและจำนวน ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ เหมาะสม Differentiation เป็นกระบวนการที่เซลล์เปลี่ยนแปลง ไปให้มีลักษณะเฉพาะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพ ของเซลล์และเนื้อเยื่อ อาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง หรือลักษณะทางเคมี

3 Development คือ ผลรวมของกระบวนการ เปลี่ยนแปลงที่กลับคืนไม่ได้ของอวัยวะหรือต้นพืช กระบวนการนี้อาจจะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพ- แวดล้อม เช่น แสง Morphogenesis คือ การเปลี่ยนแปลงทางรูปร่าง ซึ่งเป็นผลสุดท้ายของกระบวนการ Differentiation และ Development เช่น การเปลี่ยนจากระยะ Vegetative เป็น Reproductive

4 ขั้นตอนการเจริญเติบโตของเซลล์ การเจริญเติบโตทั้งหมดประกอบด้วยปรากฏการณ์ 3 ชนิดในระดับเซลล์ คือ 1. การแบ่งเซลล์ (Cell division) 2. การขยายขนาดของเซลล์ (Cell enlargement) 3. การเปลี่ยนแปลงคุณภาพ (Cellular differentation)

5 เซลล์สามารถแบ่งได้ในหลายระนาบ เมื่อเกิดผนัง เซลล์ใหม่ระหว่างเซลล์ที่เกิดใหม่อยู่ในระนาบที่ ขนานกับผิวที่ใกล้ที่สุดเรียกว่าเป็นการแบ่งเซลล์ แบบ Periclinal ถ้าผนังเซลล์ใหม่ ตั้งฉากกับ ผิวที่ใกล้ที่สุดเรียกว่า Anticlinal

6 การเปลี่ยนแปลงของผนังเซลล์ ระหว่างการเจริญเติบโต ผนังเซลล์สามารถเจริญได้ในทิศทางที่ยอมให้ ไมโครไฟบริลเคลื่อนที่แยกออกจากกัน ดังนั้น การเจริญเติบโตจึงเกิดในทิศทางที่ตั้งฉากกับ ความยาวของไมโครไฟบริล ถ้าการเรียงตัวของไมโครไฟบริลเป็นไปอย่างสุ่ม การขยายขนาดจะเกิดในทุกทิศทาง เช่น เซลล์ ของผลไม้และเนื้อเยื่อ Spongy mesophyll ใน เนื้อเยื่อที่ยังอ่อนอายุน้อย ถ้าการเรียงตัวของไมโครไฟบริลจะไม่เป็นไป อย่างสุ่ม

7 ทำให้การเจริญเติบโตเกิดขึ้นในลักษณะตั้งฉากกับแกน ของไมโครไฟบริล เช่น การยืดยาวของราก ลำต้น และก้านใบ จะเห็นได้ว่าการสะสมเซลลูโลส ไมโครไฟบริลมี ผลกระทบต่อการควบคุมรูปร่างของเซลล์นั้น สิ่งที่ ควบคุมการเรียงตัวของไมโครไฟบริล คือ ไซโต สเกลเลตัน การเคลื่อนที่ของไมโครไฟบริลควบคุมโดย ไมโครทิว-บูลส์

8 วงจรของเซลล์ (Cell cycle) ช่วงที่เซลล์เจริญเติบโตก่อนการลอกแบบ DNA เรียกว่า G1 การลอกแบบ DNA เรียกว่า S เซลล์เจริญต่ออีกหลังจากลอกแบบ DNA เรียก ระยะ G2

9 ฟิสิกส์ของการเจริญ : พลังงานที่ทำงานได้ของน้ำ พืชเพิ่มปริมาตรของเซลล์ได้โดยการดูดน้ำเข้าไป แล้วผนังเซลล์จะยืดออก ผนังเซลล์และเยื่อหุ้ม เซลล์ใหม่ได้รับการสังเคราะห์เพิ่มขึ้นเพื่อไม่ให้ ผนังเซลล์บางลง อัตราการเคลื่อนที่ของน้ำเข้าสู่เซลล์ควบคุมโดย ปัจจัย 2 ประการ คือ Water potential gradient และการยอมให้น้ำผ่านเข้าออกของ เยื่อหุ้มเซลล์  =  S +  P =  S + P

10 พลังงานที่ทำงานได้ต่อโมลของน้ำจะเป็นลบมากขึ้น การลดลงของความดันเต่ง ( Turgor pressure ) แรงดันในเซลล์เกิดได้โดยการต้านทานของผนังเซลล์ ต่อการยืดตัว ถ้าการต้านทานนี้ลดลงผนังเซลล์จะคลาย ตัวออก การยืดตัวจึงนำไปสู่การลดลงของความดัน ซึ่งจะนำไปสู่ความแตกต่างของ Water potential หรือ Water potential gradient (  ) และเกิด การเคลื่อนที่ของน้ำ ฟิสิกส์ของการเจริญ : พลังงานที่ทำงานได้ของน้ำ

11 เซลล์ยืดตัวแบบ Elasticity เหมือนยางวง และยัง ยืดตัวแบบ Plasticity ซึ่งเมื่อยืดแล้วไม่สามารถ กลับคืนสู่ตำแหน่งเดิม และ Plasticity เกิดขึ้น เมื่อเซลล์ได้รับออกซิน ฟิสิกส์ของการเจริญ : พลังงานที่ทำงานได้ของน้ำ

12 ลักษณะการเจริญเติบโตบางประเภทของพืช การเจริญเติบโตของต้นไม้จะไม่สม่ำเสมอทั่วทั้งต้น แต่จะ เจริญเติบโตในส่วนที่มีเนื้อเยื่อเจริญ (Meristem) โครงสร้างของพืชบางชนิดจะเป็นแบบ "สิ้นสุด" (Determinate) ตัวอย่างของส่วนที่มีการเจริญแบบนี้คือ ใบ ดอก และผล การเจริญ "ไม่สิ้นสุด" (Indeterminate) เช่น ต้นผลไม้ที่มี อายุ 30 ปีเมื่อขยายพันธุ์โดยการตอนก็จะงอกรากและนำไป ปลูกได้อีกหลายสิบปีซึ่งเป็นการเจริญแบบไม่สิ้นสุด

13 ลักษณะการเจริญเติบโตบางประเภทของพืช เมื่อพืชทั้งต้นมีการเจริญแบบ “ สิ้นสุด ” หรือ “ไม่สิ้นสุด ” มักจะใช้คำที่แตกต่างไปจากเดิม Monocarpic Species Polycarpic Species เป็นพืชออกดอกมากกว่า 1 ครั้ง แล้วจึงตาย พืชข้ามปี (Biennials) เช่น หัวบีท พืชที่มีนิสัยการเจริญแบบ Polycarpic จะไม่เปลี่ยน เนื้อเยื่อ Vegetative ไปเป็นเนื้อเยื่อ Reproductive ทั้งหมด

14 Growth Kinetics 1. Exponential Phase 2. Linear Phase 3. Declining State 4. Steady State

15 Kinetic of Growth – Comman way of plotting growth curves

16

17 การวัดและวิเคราะห์การเจริญเติบโต การเพิ่มปริมาตรนั้นจะวัดการขยายใน 1- 2 ทิศทาง เช่น ความยาว ความสูง ความกว้าง เส้นผ่าศูนย์กลาง หรือพื้นที่ การชั่งน้ำหนักแห้งทำได้โดยอบต้นไม้หรือส่วนใดส่วน- หนึ่งที่ต้องการชั่งน้ำหนักแห้งที่อุณหภูมิ o C เป็นเวลา 24 – 48 ชั่วโมง เนื้อเยื่ออาจจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเพราะมีการสะสมอาหาร เช่น แป้ง และไขมัน โดยไม่มีการเจริญเติบโตเข้ามา เกี่ยวข้อง

18 การชั่งน้ำหนักแห้งอาจจะไม่สามารถชี้ให้เห็นว่ามี การเจริญเติบโตได้ การเจริญที่มีการแบ่งเซลล์แต่ไม่มีการเพิ่มขนาดก็คือ การแก่ของ Embryo Sac หน่วยที่ใช้ในการวัดการเจริญเติบโตนั้นใช้ระบบ SI (Systeme-International d' Unites) ซึ่ง –หน่วยของความยาวคือ เมตร –มวลมีหน่วยเป็น กิโลกรัม –หน่วยย่อยของความยาวคือ มิลลิเมตร –หน่วยย่อยของน้ำหนักคือ ไมโครกรัม มิลลิกรัม และกรัม

19 หน่วย SI สำหรับพลังงาน คือ จูล, อุณหภูมิ คือ เซลเซียส และเวลาคือ วินาที แต่ในด้านการวัดการเจริญ วินาทีเป็นช่วงที่สั้นเกินไปจึงสามารถ ใช้หน่วยเป็นวันหรือสัปดาห์ได้ การเจริญเติบโตของพืชในสภาพไร่ นานั้น มักจะวัดโดยการวิเคราะห์ การเจริญ เติบโต ซึ่งใช้พื้นฐานจาก น้ำหนักแห้งของพืช เปรียบเทียบกับ พื้นที่ใบหรือพื้นที่ดิน ทั้งนี้เพราะ ผลผลิตของพืชมักจะคิดตามพื้นที่ที่ ปลูก ซึ่งมักจะวิเคราะห์จากพืชเป็น กลุ่มมากกว่าจากพืชต้นเดียว การวิเคราะห์การเจริญเติบโตจะทำ ให้เข้าใจถึงกระบวนการเจริญเติบโต และข้อจำกัดของผลผลิตดีขึ้น

20 มีหน่วยเป็น น้ำหนักต่อเวลา เมื่อ W คือ น้ำหนักแห้ง และ t คือ เวลา Relative Growth Rate(RGR) = 1 dW w dt Absolute Growth Rate = dW dt Relative and Absolute Growth Rate T2 – T1 = log e (W2 - W1) มีหน่วยเป็น [น้ำหนักต่อน้ำหนัก] ต่อเวลา = log e 2 - log e 1 หรือ

21 ค่า Relative Growth Rate เป็นค่าที่ บอกถึงประสิทธิภาพในการสังเคราะห์แสง เพราะเป็น อัตราส่วนการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักแห้งต่อหน่วยเวลา เมื่อเทียบกับน้ำหนักที่มีอยู่เดิม ค่า Relative Growth Rate เป็นค่าที่จะคงที่ในระยะแรกแต่ต่อมาจะลดลง เมื่อเวลาผ่านไป ในบางกรณีอาจจะลดตลอดเวลาที่ ผ่านไปก็ได้ การลดของ Ralative Growth Rate นี้อาจจะเกิดจากอวัยวะของพืชกลายเป็นส่วนที่ไม่ทำ หน้าที่ทางเมตาบอลิสม์ เช่น กลายเป็นท่อน้ำท่อ อาหาร และมีเนื้อเยื่อที่ไม่สามารถสังเคราะห์อาหารได้ เพิ่มขึ้น

22 Unit Leaf Rate และ Leaf Area Ratio (ULR และ LAR) Unit Leaf Rate นั้นอาจจะเรียกว่า Net Assimilation Rate (NAR) ซึ่งจะบอกถึง ประสิทธิภาพของใบ เป็นอัตราส่วนของน้ำหนักแห้ง ต่อพื้นที่ใบทั้งหมดต่อเวลา ULR คือ NAR = 1 dW LA dt มีหน่วยเป็นน้ำหนักต่อพื้นที่ต่อเวลา เมื่อ LA คือ พื้นที่ใบทั้งหมด หรือ RGR = NAR x LAR

23 ค่า NAR จะลดลงเมื่อพืชเจริญเติบโตมาก ขึ้นเพราะค่าอัตราส่วนของพื้นที่ใบต่อน้ำหนัก แห้งของพืชทั้งต้นลดลง เพราะเกิดการบังกัน ของใบหรือใบอาจจะแก่เกินไปทำให้สังเคราะห์ แสงได้ลดลง ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ค่า RGR ของพืชลดลงเมื่อพืชเจริญเติบโตมากขึ้น ค่า NAR นี้จะบ่งบอกว่าใบมีประสิทธิภาพใน การสังเคราะห์แสงดีเพียงไร

24 ค่า LAR สามารถบอกประสิทธิภาพของพื้นที่ใบใน การสังเคราะห์แสง LAR คือ อัตราส่วนของพื้นที่ใบทั้งหมดต่อน้ำหนัก แห้งของพืชทั้งต้น ค่า LAR จะเป็นค่าที่บอกอัตราส่วนของสารที่ได้จาก การสังเคราะห์แสงต่อสารที่ใช้ในการหายใจภายในต้นพืช หน่วยของ LAR คือ พื้นที่ต่อน้ำหนัก LAR = LA W

25 Specific Leaf Area และ Leaf Weight Ratio (SLA และ LWR) SLA คือ อัตราส่วนของพื้นที่ใบต่อหน่วย น้ำหนักของใบ ซึ่งสามารถบอกต่อความหนาแน่น หรือความหนาของใบได้ หน่วยเป็นพื้นที่ต่อน้ำหนัก เมื่อ LW คือ น้ำหนักแห้งของใบ LWR คือ ค่าที่บ่งชี้ถึงความมีใบมากน้อยของพืชเมื่อ เปรียบเทียบกับน้ำหนัก SLA = LA LW

26 เป็นค่าที่ไม่มีหน่วย RGR = NAR x SLA x LW เมื่อ LAR = SLA x LWR LWR = LW W

27 Leaf Area Index (LAI) LAI คือ อัตราส่วนของพื้นที่ใบต่อพื้นที่ปลูก LAI = LA P เมื่อ LA เป็นพื้นที่ใบ P เป็นพื้นที่ปลูกและไม่มีหน่วย ค่า LAI เป็นค่าที่แสดงขนาดของพืชบน พื้นที่ที่ปลูก ในการวัดค่า LAI นั้น สามารถวัดจากกลุ่มตัวอย่างจากพื้นที่ที่ ทราบเนื้อที่แน่นอน หรืออาจจะหาจากพืชต้น เดียวแล้วคูณด้วยความหนาแน่นของพืชใน พื้นที่ก็ได้

28 Crop Growth Rate (CGR) CGR คืออัตราส่วนของน้ำหนักแห้งที่ พืชสร้างขึ้นมาต่อหน่วยพื้นที่ที่ปลูก ซึ่ง จัดเป็นดัชนีที่ง่ายและสำคัญต่อการผลิต ทางด้านการเกษตรกรรม CGR = 1 dW P dT มีหน่วยเป็น น้ำหนักต่อพื้นที่ต่อเวลา หรือ CGR = NAR x LAI

29 Derived quantity Contraction Expression for instantaneo us value Unit Relative Growth RateRGR = Log e 2 - Log e 1 Log e W 2 - W 1 T 2 - T 1 1 w dwdw dt หรือ = [weightweight -1 ]time -1 Leaf area ratioLAR นน. ต้น A W = พ. ท. ใบ = A L L = x L W A LW = x Speccific ratio =xLWR = SPL x Area weight -1

30 Leaf Area IndexLAI dimensionless A Land Area = พ.ท.พ.ท. อัตราส่วน พ. ท. ใบ = Area weight -1 Specific Leaf Area SLA A L = พ. ท. ใบ นน. ใบ = = L W Leaf Weight RatioLWR พ. ท. ใบ นน. ต้น = dimensionless Net Assimilation Ratio NAR 1 A dw dt = dw A W x 1 W dt 1 A dw dt = NARLAR x RGR = Unit leaf Rate weight area -1 time -1 Derived quantity Contraction Expression for instantaneo us value Unit NAR =xLAI Crop Growth Ratio 1 p dw dt = weight area -1 time -1 CGR

31 การเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพของเซลล์ translationtranscription DNA MessengerRNA enzymes

32

33

34 BASE PURINE OR PYRIMIDINE RIBOSE OR DEOXYRIBOSE 5C - SUGAR P NUCLEOSIDE BASE - SUGAR NUCLEOTIDE PPPP BASE - SUGAR Ribose is found in Ribonucleic Acid = RNA Deoxyribose is found in Deoxyribonucleic Acid = DND

35 BASE CORRESPONDING NUCLEOSIDE FOUND IN PURINES ADENINE GUANINE ADENINE GUANOSINE RNA + DNA PYRIMIDINES CYTOSINE URACIL TYMINE CYTIDINE URADINE TYMIDINE RNA + DNA DNA

36

37

38

39

40

41

42 เซลล์ที่แบ่งแล้วนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงทาง คุณภาพเพื่อให้เหมาะสมกับหน้าที่โดยจะ เกี่ยวข้องกับชนิด ปริมาณ และกิจกรรมของ เอนไซม์ภายในเซลล์ และถึงแม้ว่ายีนส์จะทำ หน้าที่ควบคุมชนิดของเอนไซม์ที่เซลล์จะ สังเคราะห์ขึ้น แต่สภาพแวดล้อมจะเป็นสิ่ง กำหนดให้เอนไซม์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือไม่

43 เอนไซม์ไนเตรท รีดักซ์เตส (Nitrate Reductase) ในรากจะไม่รีดิวซ์ไนเตรท ถ้าไม่มีประจุไนเตรทใน ดินและเอนไซม์ อะไมเลส (Amylase) ในใบจะไม่มี กิจกรรมถ้าพืชอยู่ในที่มืดเป็นเวลานานจนใช้แป้ง หมดไปจากใบ

44 Histone Concept ฮีสโตนทำหน้าที่เป็น Gene Repressor ของ DNA ส่งผลให้ DNA ไม่สามารถ ทำหน้าที่ได้ตามปกติ

45

46 Totipotency เซลล์ที่ได้จากส่วนใดส่วนหนึ่งของพืชที่ ยังมีชีวิตอยู่เมื่อนำไปเลี้ยงจะสามารถ "Dedifferentiate" กลับเป็นเซลล์ ของคัพภะแล้วเจริญเป็นต้นพืชที่ สมบูรณ์ทุกประการได้เช่นเดียวกับพืช ต้นเดิม ลักษณะของเซลล์เช่นนี้เรียกว่า "Totipotent Cell"

47

48 การเปลี่ยนแปลงระยะการเจริญเติบโต Juvenile Phase Mature Phase กรณีของต้น English Ivy ซึ่งในระยะ Juvenile จะมีใบแบบ Palmate และเป็นไม้เลื้อย แต่เมื่อ ออกดอกลักษณะการเจริญจะเปลี่ยนเป็นแบบพุ่มแล้ว ใบจะสร้างใบที่มีรูปร่างเป็นรูปไข่ (Ovate)

49 กรณีพืชทั่ว ๆ ไปเมื่อถึงระยะ Mature แล้วจะ ไม่กลับเป็น Juvenile อีก แต่ต้น English Ivy สามารถกลับมาเป็นระยะ Juvenile ได้อีก เมื่อ ได้รับ GA 3 ส่วน ABA จะระงับการเปลี่ยนแปลง อันเนื่องจาก GA 3 ดังนั้นการเปลี่ยนระยะ การเจริญของพืช อาจจะเกี่ยวข้องกับความสมดุล ของ GA และ ABA

50 ลักษณะของต้น English Ivy (Hedera helix) ในระยะ Juvenile และ Mature มีดอกไม่มีดอก ยอดหยุดการเจริญได้โดยมี Terminal budไม่มี Terminal bud ลำต้นตั้งตรงลำต้นเลื้อย ลำต้นเรียบไม่มีขนลำต้นมีขน ไม่มีสารสีแอนโธไซยานินใบอ่อนและลำต้นมีสารสีแอนโธไซยานิน Spiral PhyllotaxyAlternate Phyllotaxy มีใบเป็นรูป Ovateมีใบ 3 หรือ 5 แฉก มีลักษณะเป็น Palmate ลักษณะต้น Matureลักษณะต้น Juvenile การเปลี่ยนสภาพของพืชจาก Juvenile ไปสู่ Mature นั้นจะสัมพันธ์กับ การเปลี่ยนแปลงที่บริเวณยอด

51

52

53

54 การเจริญเติบโตซึ่งไม่สมดุลและการเคลื่อนที่ เนื่องจากความเต่งของเซลล์

55 การเจริญตอบสนองต่อแสง (Phototropism) Positive Phototropism Negative Phototropism การโค้งเข้าหาแสงเกิดจากการที่ปริมาณ ของฮอร์โมนออกซิน (Auxin) จะปรากฏอยู่ มากในด้านที่ไม่ได้รับแสงทำให้เกิดการ ขยายหรือยืดตัวของเซลล์ในบริเวณนั้น มากกว่าด้านที่ได้รับแสงซึ่งมีปริมาณออกซิ นอยู่น้อย ออกซินจะเคลื่อนที่ไปสู่ด้านที่ไม่ได้รับแสง ของโคลีออพไทล์ของต้นอ่อนซึ่งทำให้เกิด การตอบสนองของแสงต่อยอดและรากของ พืช แสงไม่ได้มีส่วนในการทำลายออกซิน

56

57

58 การเจริญตอบสนองต่อแรงดึงดูดของโลก (Geotropism) Positive Geotropism Negative Geotropism เกิดจากการเคลื่อนที่ของอนุภาคภายในเซลล์ซึ่งจะ เคลื่อนที่ลงทางด้านล่างของเซลล์เรียกว่า สตาโตลิธส์ (Statoliths) ซึ่งจากการศึกษาต่อมาพบว่า คือ เม็ด- อะไมโลพลาสต์ ทั้งเซลล์ที่ส่วนปลายและเซลล์ถัดลงมา จะมีปริมาณของ อะไมโลพลาสต์อยู่มากทางด้านล่างของเซลล์ในรากนั้น ส่วน Root Cap เป็นส่วนที่ตอบสนองต่อแรงดึงดูดของ โลก

59 ถ้ากำจัด Root Cap ออก รากจะไม่เจริญแบบ ตอบสนองต่อแรงดึงดูดของโลก เซลล์ของ Root Cap จะมีจำนวนอะไมโลพลาสต์มาก ในพืชใบ เลี้ยงคู่ การตอบสนองต่อแรงดึงดูดของโลกจะเกิด ที่ปลายยอดและเซลล์ชั้นที่มีการยืดตัวซึ่งจะมี ปริมาณอะไมโลพลาสต์มาก กลุ่มเซลล์เหล่านี้ เรียกว่า Starch Sheath มักจะเกิดอยู่รอบ ๆ ท่อน้ำท่ออาหาร การเจริญตอบสนองต่อแรงดึงดูดของโลก (Geotropism)

60

61 Nyctinasty มีเม็ดสีซึ่งเรียกว่า ไฟโตโครม (Phytochrome) เข้ามาเกี่ยวข้อง การเคลื่อนที่ชนิดนี้ของพืชยังเกี่ยวข้องกับ การตอบสนองต่อสิ่งเร้าด้วย

62

63

64

65 ในการศึกษาพืชชื่อ Albizzia julibrissin ซึ่งมีใบ ประกอบและจะแสดงการเคลื่อนที่ของใบดังกล่าวข้างต้น ทำให้เกิดลักษณะ "หลับ" การเคลื่อนที่ของใบย่อยเกิด จากการเปลี่ยนขนาดของเซลล์บริเวณฐานของใบย่อย เหล่านี้ เซลล์เหล่านี้เรียกว่า พัลวินัส (Palvinus) ใน ตอนกลางคืนน้ำจะเคลื่อนที่ออกจากด้าน Ventral (ด้านที่ติดแกนหรือในที่นี้คือ Rachilla ของใบ) สู่ ด้าน Dorsal (ด้านที่ไม่ติดกับ Rachilla) ทำให้กลุ่ม เซลล์ด้าน Dorsal มีขนาดใหญ่ เซลล์ด้าน Ventral มี ขนาดเล็กลงทำให้ใบย่อยเคลื่อนที่เข้าหากัน ส่วนตอน เช้าการเคลื่อนที่ของน้ำจะเกิดในทางกลับกัน แต่ เนื่องจากการเปลี่ยนขนาดของเซลล์ดังกล่าวเกิดชั่วคราว จึงไม่เรียกการเคลื่อนที่ชนิดนี้ว่าการเจริญเติบโต

66 การที่น้ำเคลื่อนที่ได้เป็นเพราะว่ากลุ่มเซลล์พัลวีนัส มี ปริมาณ K + อยู่สูง เมื่อ K + เคลื่อนที่ออกจากเซลล์ ด้าน Ventral และเซลล์ด้าน Dorsal จะรับ K + เข้า ไปทำให้เกิดอาการ "หลับ" ของใบ การเคลื่อนที่ ของน้ำจึงเกี่ยวข้องกับพลังงานที่สามารถทำงานได้ ของน้ำ และมีกลไกเหมือนกับการปิดเปิดของปากใบ

67 การเคลื่อนที่ของพืชแบบนี้มี 2 ลักษณะ คือ 1.Oscillatory movement ซึ่งเป็นการเกิดขึ้น ภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมงลงมาจนถึงระยะ 2-3 นาที เช่น การเคลื่อนที่ของใบ Albizzia Mimosa และ Trifolium เป็นต้น 2.Single event movement เป็นการเคลื่อนที่ซึ่ง เกิดขึ้นในระยะเวลา 2-3 นาทีถึง 2-3 mSec. แต่ การผันกลับจะเกิดอย่างช้า ๆ เช่น ใบ Mimosa บางชนิด

68 The End


ดาวน์โหลด ppt บทที่ 7 การเจริญเติบโตและการพัฒนา รองศาสตราจารย์ ดร. ดนัย บุณยเกียรติ ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google