งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

ภาษาซี ( C programming language) เป็นภาษา โปรแกรมเชิงโครงสร้างระดับสูงที่ได้รับการพัฒนาขึ้น ในช่วงทศวรรษ 1970 โดย เดนนิส ริทชี่ ( Dennis Ritchie) ขณะทำงานอยู่ที่เบลล์เทเลโฟน.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "ภาษาซี ( C programming language) เป็นภาษา โปรแกรมเชิงโครงสร้างระดับสูงที่ได้รับการพัฒนาขึ้น ในช่วงทศวรรษ 1970 โดย เดนนิส ริทชี่ ( Dennis Ritchie) ขณะทำงานอยู่ที่เบลล์เทเลโฟน."— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 ภาษาซี ( C programming language) เป็นภาษา โปรแกรมเชิงโครงสร้างระดับสูงที่ได้รับการพัฒนาขึ้น ในช่วงทศวรรษ 1970 โดย เดนนิส ริทชี่ ( Dennis Ritchie) ขณะทำงานอยู่ที่เบลล์เทเลโฟน เลบอราทอรี่ สำหรับใช้ใน ระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ ต่อมาภายหลังได้ถูกนำไปใช้กับ ระบบปฏิบัติการอื่น ๆ และกลายเป็นภาษาโปรแกรมหนึ่งที่ ใช้กันแพร่หลายมากที่สุด ภาษาซีมีจุดเด่นที่ประสิทธิภาพ ในการทำงาน เนื่องจากมีความสามารถใกล้เคียงกับ ภาษาระดับต่ำ แต่เขียนแบบภาษาระดับสูง โปรแกรม คอมพิวเตอร์ที่เขียนด้วยภาษาซีจึงทำงานได้รวดเร็ว ภาษาซี เป็นภาษาโปรแกรมที่นิยมใช้กันมากสำหรับพัฒนา ระบบปฏิบัติการ, ซอฟต์แวร์ระบบ, ควบคุม ไมโครคอนโทรลเลอร์ และเป็นภาษาที่ใช้กันทั่วไปใน หลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์

2 เดนนิส ริทชี่ ( Dennis Ritchie)

3 การเขียนโปรแกรมแต่ละภาษานั้น โครงสร้างของแต่ละโปรแกรมจะแตกต่างกันไป แต่ลักษณะโครงสร้างของภาษาซีนั้น สามารถ แบ่งได้ 5 ส่วนดังนี้ 1. พรีโพรเซสเซอร์ไดเร็กทีฟ ( Preprocessor directives) 2. ส่วนการกำหนดค่า (Global Declarations) 3. ส่วนฟังก์ชั่นหลัก (The Main Functions ) 4. การสร้างฟังก์ชั่นและการใช้ฟังก์ชั่น (Uses – defined function) 5. ส่วนอธิบายโปรแกรม (Program comments) โครงสร้างโปรแกรม

4 ส่วนนี้ ทุกโปรแกรมจะต้องมี ใช้สำหรับเรียกไฟล์ที่ โปรแกรมต้องการในการทำงาน และ กำหนดค่าต่างๆ ซึ่งจะต้องเริ่มต้นด้วยเครื่องหมาย #( ไดเร็กทีฟ ) และตามด้วยชื่อโปรแกรมหรือชื่อตัวแปรที่ต้องการ กำหนดค่า ส่วนนี้ เราอาจเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า (Header Part) สำหรับไดเร็กทีฟที่นิยมใช้กัน ได้แก่ #include เป็นการแจ้งให้คอมไพเลอร์อ่านไฟล์อื่นเข้ามา คอมไพล์ด้วย รูปแบบ #include แล้วตามด้วยชื่อไฟล์ เช่น #include #include #include พรีโพรเซสเซอร์ไดเร็กทีฟ ( Preprocessor directives)

5 ส่วนนี้จะใช้ประกาศตัวแปรหรือฟังก์ชั่นที่ ต้องใช้ในโปรแกรม โดยทุกส่วนของโปรแกรม สามารถเรียกใช้งานจากส่วนนี้ได้ ในบาง โปรแกรมอาจไม่มีก็ได้ #include float grade; int main() ส่วนการกำหนดค่า (Global Declarations)

6 ส่วนนี้ทุกโปรแกรมจะต้องมี ซึ่งประกอบ ไปด้วยประโยคคำสั่งต่างๆ ที่จะให้โปรแกรม ทำงาน โดยนำคำสั่งต่างๆมาเรียงต่อกัน แต่ละ ประโยคจบด้วยเครื่องหมาย ; ( เซมิโคลอน ) โดยโปรแกรมหลักนี้ จะเริ่มด้วย int main() ตาม ด้วยเครื่องหมาย { และจบด้วย } int main() { printf("Good Afternoon"); getch(); } ส่วนฟังก์ชั่นหลัก ( Main Function )

7 เป็นการเขียนคำสั่งและฟังก์ชั่นต่างๆ ขึ้น เพื่อใช้ใน โปรแกรม ต้องอยู่ภายใต้เครื่องหมาย { } และต้องสร้างฟังก์ชั่น หรือคำใหม่ให้ทำงานตามที่เราต้องการ เช่น #include int main() { function(); /* เรียกใช้ฟังก์ชั่นที่สร้างขึ้น */ } function() /* สร้างฟังก์ชั่นใหม่ โดยให้ชื่อว่า function*/ { return; /* คืนค่าที่เกิดจากการทำฟังก์ชั่น */ } ส่วนกำหนดฟังก์ชั่นขึ้นใช้เอง (Uses-defined function)

8 ส่วนนี้ใช้เขียนคอมเมนต์โปรแกรม เพื่ออธิบายการทำงาน ต่างๆ ทำให้ผู้ที่ศึกษาโปรแกรมสามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้น เมื่อ คอมไพล์โปรแกรมในส่วนนี้จะถูกข้ามไป { function(); /* เรียกใช้ฟังก์ชั่นที่สร้างขึ้น */ } function() /* สร้างฟังก์ชั่นใหม่ โดยให้ชื่อว่า function*/ { return; /* คืนค่าที่เกิดจากการทำฟังก์ชั่น */ } ส่วนอธิบายโปรแกรม (Program Comment)

9 โครงสร้างภาษาซีเบื้องต้น #include /* ไฟล์ส่วนหัวโปรแกรม */ void main() /* ฟังก์ชันหลักของโปรแกรม */ { /* เริ่มต้นการเขียนโปรแกรมด้วย เครื่องหมายปีกกาเปิด */ variable declaration; /* การประกาศค่าตัวแปรที่ใช้ใน โปรแกรม */ program statement; /* ประโยคคำสั่งในโปรแกรม */ } /* จบการเขียนโปรแกรมด้วย เครื่องหมายปีกกาปิด */

10 ตัวอย่างโปรแกรมที่เขียนด้วย ภาษาซีเบื้องต้น include /* เรียกใช้ฟังก์ชั่นที่สร้างขึ้น */ void main() { printf(“Triamudomsuksa school of the north”); /* แสดงผลข้อความขึ้นทางหน้าจอ */ } เวลาโปรแกรมแสดงผลจะแสดงออกมาดังนี้ Triamudomsuksa school of the north


ดาวน์โหลด ppt ภาษาซี ( C programming language) เป็นภาษา โปรแกรมเชิงโครงสร้างระดับสูงที่ได้รับการพัฒนาขึ้น ในช่วงทศวรรษ 1970 โดย เดนนิส ริทชี่ ( Dennis Ritchie) ขณะทำงานอยู่ที่เบลล์เทเลโฟน.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google