งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

ทางเลือกของสังคม (2) กรณีศึกษา สฤณี อาชวานันทกุล Fringer | คนชายขอบ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน, 8 กรกฎาคม 2550 งานนี้เผยแพร่ภายใต้ลิขสิทธิ์

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "ทางเลือกของสังคม (2) กรณีศึกษา สฤณี อาชวานันทกุล Fringer | คนชายขอบ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน, 8 กรกฎาคม 2550 งานนี้เผยแพร่ภายใต้ลิขสิทธิ์"— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 ทางเลือกของสังคม (2) กรณีศึกษา สฤณี อาชวานันทกุล Fringer | คนชายขอบ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน, 8 กรกฎาคม 2550 งานนี้เผยแพร่ภายใต้ลิขสิทธิ์ Creative Commons แบบ Attribution Non-commercial Share Alike (by-nc-sa) โดยผู้สร้างอนุญาตให้ทำซ้ำ แจกจ่าย แสดง และสร้างงาน ดัดแปลงจากส่วนใดส่วนหนึ่งของงานนี้ได้โดยเสรี แต่เฉพาะในกรณีที่ให้เครดิตผู้สร้าง ไม่ นำไปใช้ในทางการค้า และเผยแพร่งานดัดแปลงภายใต้ลิขสิทธิ์เดียวกันนี้เท่านั้น

2 กรณีศึกษา 1.การประกันภัยสภาพอากาศ (weather insurance) 2.DualCurrency Systems 3.BENETECH 4.CAMPFIRE program ในซิมบับเว

3 การประกันภัยสภาพอากาศ (weather insurance) ระบบการเงินโลกกับเกษตรกรรายย่อย

4 ความเสี่ยงในการเพาะปลูก: high probability+low consequence/low probability+high consequence High probability Low Consequence Reduced yields The producers generally perceive this as their risk Normal weather Low probability High Consequence Extremely low yields Low probability High Consequence Extremely low yields Extreme weather events (excess rainfall or flood) Extreme weather events (droughts)

5 ปัญหาของประกันผลิตผลทางเกษตร กรมธรรม์ประกันผลิตผลทางเกษตร –Multi-Peril Crop Insurance (MPCI): ประกันผลิตผลที่ผ่าน มาไม่คุ้มทุน (ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการสูงเกินไป) –Named Peril Crop Insurance: ประกันความเสียหายต่อ พืชผลใช้ได้สำหรับความเสียหายเฉพาะบางท้องถิ่นเท่านั้น ปัญหาหลักของกรมธรรม์ประกันผลผลิต –การคำนวณมูลค่าความเสียหาย และข้อมูลที่นาแต่ละผืน –ปัญหา moral hazard (เกษตรกรไม่ดูแลพืชที่ทำประกันแล้ว) –ปัญหา adverse selection (เกษตรกรมีแนวโน้มปลูกแต่พืชที่ ได้ประกัน แม้ว่าอาจไม่ตรงกับสภาพอากาศหรือความต้องการ ของตลาด) –ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบและบริหารจัดการสูงมาก ต้องใช้เงิน อุดหนุนจากรัฐในระดับสูง

6 กรมธรรม์บนพื้นฐานดัชนี (index-based insurance) กรมธรรม์บนพื้นฐานดัชนีให้การคุ้มครองบนมูลค่าของ “ดัชนี” (index) ไม่ใช่มูลค่าความเสียหายในไร่นา ดัชนีคือตัวแปรที่มีมูลค่าแปรผันตามระดับความเสียหาย แต่ผู้เอาประกันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ตัวอย่างดัชนีเช่น ปริมาณน้ำฝน, อุณหภูมิ, ผลิตผลระดับ ภูมิภาค, ระดับน้ำในแม่น้ำ กรมธรรม์บนพื้นฐานดัชนีช่วยแก้ปัญหาด้านอุปทาน (supply-side problems) ส่วนใหญ่ที่เป็นปัญหาของ กรมธรรม์ผลิตผลทางเกษตรแบบดั้งเดิม

7 คุณสมบัติหลักๆ ของดัชนี สังเกตได้และวัดง่าย เป็นข้อมูลอัตตวิสัย (objective) มีความโปร่งใส ตรวจทานได้โดยผู้ประเมินอิสระ สามารถรายงานข้อมูลได้ทันท่วงที มีความมั่นคงและยั่งยืน วัดได้ตลอดไป ดัชนีที่เกี่ยวกับสภาพดินฟ้าอากาศ สามารถนำมาใช้สร้าง กรมธรรม์ที่คุ้มครองเกษตรกรรายย่อยจากความเสี่ยงด้านดิน ฟ้าอากาศ ซึ่งเป็นความเสี่ยงสูงสุดในอาชีพนี้

8 ตลาดประกันสินค้าเกษตรมีมูลค่า $7 พันล้าน ที่มา:

9 หลักการของกรมธรรม์ประกันภัยแล้ง ประเภท : กรมธรรม์ประกันภัยแล้ง โดยจ่ายเงินบน พื้นฐานของดัชนีน้ำฝน (rainfall index) –สร้างจากข้อมูลของปริมาณฝนในอดีตเพื่อคำนวณ “ระดับปกติ” ของน้ำฝน (ที่ทำให้ผลผลิตอยู่ในเกณฑ์ปกติ) เรียกค่านี้ว่า ‘ดัชนีขั้นต่ำ’ (threshold) –ถ้าดัชนีที่เกิดขึ้นจริงต่ำกว่าดัชนีขั้นต่ำ (threshold) บริษัท ประกันต้องจ่ายเงินชดเชยเกษตรกรตามส่วนต่าง ผู้ทำประกัน : เกษตรกร โดยในระยะเริ่มแรกอาจต้องมี การช่วยอุดหนุนจากภาครัฐ ผู้ให้ประกัน : บริษัทประกันภัย หรือ ธกส. (เบื้องต้น?) บทบาทของรัฐบาล : ให้การสนับสนุนในด้านต่างๆ เช่น การเผยแพร่แนวคิด และประชาสัมพันธ์แก่เกษตรกร

10 กรมธรรม์ประกันภัยแล้ง vs. การประกันราคา สินค้าเกษตร กรมธรรม์ประกันภัยแล้งการประกันราคาสินค้าเกษตร หลีกเลี่ยงพฤติกรรม moral hazard & adverse selection ของ เกษตรกร เกษตรกรอาจเลือกปลูกพืชที่ไม่ เหมาะกับภูมิอากาศ แต่ได้รับการ ประกันราคา (adverse selection) ต้นทุนการบริหารจัดการต่ำ เนื่องจากดัชนีน้ำฝนเป็นข้อมูลที่ โปร่งใส (Transparent) และไม่มี การบิดเบือน (Objective) การคำนวณดัชนีราคามีต้นทุนสูง และพ่อค้าคนกลางสามารถปั่นราคา ได้ การคำนวณเงินประกันชดเชย สามารถทำได้ทันที การประกันภัยต่อ (Reinsurance) ของกรมธรรม์ประกันภัยชนิดนี้มี ตลาดรองรับ การประกันภัยต่อของราคาสินค้า เกษตรยังอยู่ในวงจำกัด หรืออาจไม่ มีเลย

11 ตัวอย่างโครงสร้างการจ่ายเงินประกัน: กรมธรรม์ ประกันภัยแล้งในลิลองเว ประเทศมาลาวี ที่มา:

12 *Maize yields are particularly sensitive to rainfall during the tasseling stage and the yield formation stage – rainfall during the latter phase determines the size of the maize grain Diagram taken from the FAO’s maize water requirement report* Sowing and establishment period is also critical crop survival A rainfall index is normally split into 3 or more crop growth phases Objective: maximise the correlation between index and loss of crop yield ปฏิทินเพาะปลูกของข้าวโพด ประเทศมาลาวี

13 การใช้กรมธรรม์ : ประสบการณ์ของธนาคารโลก

14 ประเทศที่ธนาคารโลกช่วยพัฒนากรมธรรม์ Deals transacted: –Argentina I – Weather insured seed credit –Argentina II – Dairy yield protection against low rainfall –South Africa – Apple co-operative freeze cover –India – Approximately 250,000 insured against poor monsoon –Mexico – Crop insurance portfolio reinsurance through weather derivative structure –Canada (Ontario) - Forage insurance with weather indexation –Canada (Alberta) - Heat index insurance for maize –Ukraine – Winter wheat protection against weather risks –Malawi – Weather insurance pilot for groundnut farmers –Ethiopia – WFP Drought Insurance Under preparation: –Morocco – Wheat yield protection against drought –Zambia – Maize yield protection against drought –Nicaragua – Bank-intermediated weather insurance for groundnut farmers –Thailand – Bank-intermediated weather insurance

15 โครงสร้างการส่งผ่านความเสี่ยง เกษตรกร บริษัทรับประกันภัยต่อ ทำสัญญากรมธรรม์ประกันภัยอากาศ สนธิสัญญารับประกันภัยต่อ ตลาดต่างประเทศ ตลาดประกันความเสี่ยง market exchange/maker ซื้อตราสารอนุพันธ์ ตลาดในประเทศ สหกรณ์/กองทุน บริษัทประกัน / หน่วยงานรัฐ / ธกส?

16 โครงการนำร่อง : กรมธรรม์ชดเชยกรณีภัย แล้ง จ. เพชรบูรณ์ วงเงินที่ได้รับความ คุ้มครองจะถูก กำหนดโดยอ้างอิง จากต้นทุนการ เพาะปลูกเป็นหลัก ( ตัวเลขสมมติ ) พืชที่ได้รับความคุ้มครองข้าวที่ปลูกนอกเขตชลประทาน (จ.เพชรบูรณ์) ตัวแปรสภาพอากาศปริมาณน้ำฝน (มม.) การวัดค่าดัชนีวัดที่สถานีอุตุวิทยาที่กำหนดเอาไว้ล่วงหน้า

17 โครงการนำร่อง : กรมธรรม์ชดเชยกรณีน้ำท่วม (ข้าวโพด จ.นครราชสีมา) เป็นนวัตกรรมใหม่ของวงการประกันภัย เนื่องจากเริ่ม ทดลองในประเทศไทยเป็นแห่งแรก พืชที่ได้รับความ คุ้มครอง ข้าวโพดที่ปลูกในเขตชลประทานและ นอกเขตชลประทาน ตัวแปรสภาพ อากาศ ความยาวนานของน้ำท่วม (จำนวนวัน) การวัดค่าดัชนีดูจากภาพถ่ายดาวเทียมทางอากาศ (remote sensing) เพื่อวัดความ ยาวนานของน้ำท่วม

18 River LA4 LA2 LA3 LA1 LA5 “ Medium Risk” Pricing Zone “Low Risk” Pricing Zone กรมธรรม์ประกันภัยน้ำท่วมใช้หลักการเดียวกัน “High Risk” Pricing Zone

19 ความคืบหน้าโครงการนำร่อง (?) ในปี 2549 ธนาคารโลกอยู่ระหว่างการจัดทำร่าง MOU โดยจะนำแผนการดำเนินงานในปี 2549 เป็นส่วนหนึ่ง ของ MOU และเสนอให้ส่วนงานที่เกี่ยวข้องในประเทศ ไทยพิจารณาก่อนมีการลงนามใน MOU ธนาคารโลกได้ให้บริษัท PASCO ทำการศึกษาด้าน เทคนิคเบื้องต้นในการจัดทำประกันภัยพืชผลโดยใช้ ดัชนีภูมิอากาศในประเทศไทย โดยคาดว่าในปีการผลิต 2549 (?) จะดำเนินงานเพื่อทดสอบระบบการประกันภัย พืชผล เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการดำเนินงาน โครงการนำร่องในพื้นที่ที่กำหนดต่อไป

20 DualCurrency Systems ระบบเงินตราเพื่อกำจัดความไร้ประสิทธิภาพ และช่วยสังคม

21 ผลิตภาพที่สูงขึ้นหายไปไหน? ศักยภาพล้นเกิน (เช่น mileage เครื่องบินไม่ได้ใช้) ? ความไร้ประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจ =

22 ปัญหาเกิดจากการแข่งขันมากเกินไป ที่มา:

23 DualCurrency สร้างระบบเงินตราใหม่ ที่มา:

24 ตัวอย่างธุรกรรมผ่าน DCNet ที่มา:

25 ตัวอย่างธุรกรรมผ่าน DCNet (ต่อ) ประโยชน์ของ DualCurrency ลูกจ้างได้ประโยชน์จากการใช้กำลังซื้อที่ไม่ใช่ตัวเงิน และได้ค่าตอบแทนจากการช่วยสังคม นายจ้างได้ประโยชน์จากลูกจ้างที่มีความสุขกับการ ทำงานมากขึ้น ร้านค้าต่างๆ ขายสินค้าได้มากขึ้น สังคมได้ประโยชน์จากอาสาสมัครทางสังคม (ที่ได้รับ ‘ค่าตอบแทน’ เป็น Business Dollars)

26 BENETECH ช่วยเหลือคนจนด้วยไฮเทค

27 โมเดลของ BENETECH: break-even tech ที่มา:

28 Arkenstone Reader  Bookshare.org ที่มา: คอลเล็กชั่นหนังสือดิจิตัลที่ ใหญ่ที่สุดในโลก: หนังสือ 32,850 เล่ม และวารสาร 150 ฉบับ แปลงเป็นภาษาเบรลล์ ตัวพิมพ์ใหญ่ หรือไฟล์เสียง ร่วมกันดูแลโดยอาสาสมัคร 200 คน ส่วนใหญ่เป็นคนตา บอด อาสาสมัครคนหนึ่ง บริจาคหนังสือ 3,000 เล่ม ที่ เขาสแกนทุกวันติดกัน 10 ปี ขายเครื่องสแกนหนังสือสำหรับคนตา บอดยี่ห้อ Arkenstone ให้กับคนตาบอด 35,000 คน ใน 60 ประเทศ & 12 ภาษา Jim Fruchteman นำรายได้จากการขาย เครื่องนี้มาก่อตั้ง BENETECH ($3m)

29 Route 66 บริการสอนอ่านเขียนผ่านเว็บ

30 Martus: ระบบช่วยงานองค์กรสิทธิมนุษยชน BENETECH พัฒนาระบบซอฟต์แวร์ชื่อ “Martus Human Rights Bulletin System” เพื่อช่วยองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน เก็บข้อมูล จัดระเบียบ และเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการละเมิด สิทธิมนุษยชนทั่วโลก Martus ช่วยให้องค์กรพัฒนาเอกชนสามารถสร้างและจัดเก็บ ฐานข้อมูลบนเซิร์ฟเวอร์ของ Martus เป็นโค้ดเสรี (open source) ดังนั้นจึงต่อเติมและดัดแปลงได้ ง่ายโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ให้การสนับสนุนด้านเทคนิคแก่องค์กรพัฒนาเอกชนจาก 13 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย

31 CAMPFIRE Program ในซิมบับเว การบริหารจัดการทรัพยากรชุมชน

32 วัฒนธรรมท้องถิ่นในซิมบับเว ประชากรกว่า 5 ล้านคนอาศัยอยู่ใน ‘พื้นที่ชุมชน’ (communal land) ซึ่ง กินพื้นที่กว่าครึ่งประเทศซิมบับเว ความเชื่อในวัฒนธรรมท้องถิ่นของ ซิมบับเวมีกลไกควบคุมการล่าสัตว์ป่า ที่ได้ผลกว่ากฎหมาย เพราะเชื่อว่าการ ละเมิดจะทำให้ฟ้าดินลงโทษ ชาวบ้านทุกคนเป็นสมาชิกเผ่า แต่ละ เผ่ามีรูปสลักบนเสา (totem) เป็น สัญลักษณ์ Totem เหล่านี้ห้ามสมาชิกเผ่าฆ่าสัตว์ ประเภทใดประเภทหนึ่งเช่น ช้าง ม้า ลาย และควายป่า

33 ปัญหา : เจ้าหน้าที่อุทยาน vs. ชาวบ้าน พื้นที่ประมาณร้อยละ 12 ของซิมบับเวเป็นพื้นที่สงวนในเขต อุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าบางชนิดในเขตอุทยานแห่งชาติแพร่ พันธุ์เร็วมากจนก่อให้เกิดความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ช้าง ป่า และสัตว์ป่าบางชนิดก็มีปัญหาทางพันธุกรรมจากการผสม พันธุ์กับญาติพี่น้องเชื้อสายเดียวกัน (inbreeding) ชาวบ้านจำนวนมากถูกไล่ที่เมื่อรัฐสถาปนาอุทยานแห่งชาติ ส่วน ใหญ่ใช้ชีวิตต่อไปบนพื้นที่ชุมชนในเขตใกล้เคียง สัตว์ป่ามัก ออกมาเดินนอกเขตอุทยาน ทำลายพืชผล ทำร้ายสัตว์เลี้ยงและ บางครั้งก็ทำร้ายมนุษย์ด้วย ปัญหานี้นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ อุทยาน นำไปสู่การล่าสัตว์ป่าอย่างผิดกฎหมายบ่อยครั้ง ชาวบ้านมองสัตว์ป่าว่าน่ารำคาญ ไม่ใช่ทรัพยากรที่มีค่า

34 การขยายพันธุ์อันรวดเร็วของช้างป่า

35 กำเนิดโครงการ CAMPFIRE CAMPFIRE (Communal Areas Management Programme for Indigenous Resources) เป็น โครงการที่รัฐบาลซิมบับเวริเริ่มกลางทศวรรษ 1980 ออกแบบมาเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการรักษาพันธุ์สัตว์ ป่า และการพัฒนาชนบทจากรายได้ที่มาจากสัตว์ป่า สนับสนุนให้ชาวบ้านร่วมกันบริหารจัดการและควบคุม ประชากรสัตว์ป่า และระบบนิเวศในชุมชนด้วยตัวเอง เปลี่ยนความคิดของชาวบ้าน จนมองสัตว์ป่าว่าเป็น ทรัพยากรสำคัญ

36 วิธีสร้างรายได้ของชุมชนใน CAMPFIRE สัมปทานล่าสัตว์: รายได้กว่าร้อยละ 90 ในโครงการ CAMPFIRE มาจากการขายสัมปทานล่าสัตว์ให้นักล่าสัตว์มือ อาชีพ และผู้ประกอบการซาฟารี ภายใต้โควตาที่รัฐบาลตั้ง เช่น นักล่าสัตว์ต้องจ่ายเงิน US$12,000 เพื่อล่าช้างและควายป่า และต้องอยู่ในความดูแลอย่างใกล้ชิดของมืออาชีพท้องถิ่นที่ ได้รับใบอนุญาต การล่าสัตว์แบบนี้ถือเป็น ‘การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ’ (ecotourism) ชั้นดี เพราะรัฐไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอุดหนุนนักท่องเที่ยว ทำ ความเสียหายต่อระบบนิเวศท้องถิ่นน้อยมาก แต่ทำรายได้สูง ขายสัตว์ป่า: ชุมชนในพื้นที่ที่มีประชากรสัตว์ป่าจำนวนมากขาย สัตว์ป่าให้กับอุทยานแห่งชาติหรือพื้นที่สัตว์สงวน

37 ขายของป่า: ภายใต้โครงการ CAMPFIRE ชาวบ้านขายของที่ เก็บได้ในป่า เช่น ไข่จระเข้ ให้กับนักท่องเที่ยวและคนต่างถิ่น การท่องเที่ยว: ในอดีต รายได้ส่วนใหญ่จากนักท่องเที่ยวตก เป็นของบริษัททัวร์ ไม่ใช่ของชุมชนท้องถิ่น แต่โครงการ CAMPFIRE พัฒนาโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และเชิง วัฒนธรรม เช่น ทัวร์ดูนก และทัวร์บ่อน้ำพุร้อน โดยจ้างชาวบ้าน เป็นทัวร์ไกด์ และบริหารจัดการที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว ขายหนังและเนื้อสัตว์ป่า: ในบริเวณที่มีสัตว์ป่าบางชนิดชุกชุม เช่น ละมั่ง กรมอุทยานแห่งชาติก็ดูแลให้ชาวบ้านฆ่าและขาย หนังและเนื้อสัตว์ได้ วิธีสร้างรายได้ของชุมชนใน CAMPFIRE (ต่อ)

38 โครงสร้างการจัดการ CAMPFIRE หมู่บ้านแต่ละแห่งที่เข้าร่วมโครงการ CAMPFIRE แต่งตั้ง “คณะกรรมการสัตว์ป่า” (wildlife committee) ซึ่งมีหน้าที่นับ สัตว์ป่าในบริเวณทุกเดือน ลาดตระเวนไม่ให้มีการลักลอบฆ่าสัตว์ และให้การศึกษาต่อชาวบ้าน ทางการฝึกสอนนักสำรวจ (game scout) เพื่อช่วยสอดส่องดูแล ป่าและบริหารประชากรสัตว์ป่า กรมอุทยานจัด workshop ทุกปีเพื่อกำหนดโควตาการล่าสัตว์ ประจำปีร่วมกันกับชาวบ้าน โดยคำนึงถึงศักยภาพของพื้นที่ใน การรองรับประชากรสัตว์แต่ละชนิด (carrying capacity) World Wildlife Fund (WWF) ช่วยในการนับจำนวนประชากร สัตว์ป่าโดยใช้ภาพถ่ายทางอากาศ เจ้าของบริษัททัวร์ต้องเก็บข้อมูลสัตว์ป่าที่ลูกทัวร์ฆ่าอย่าง ละเอียด และรายงานข้อมูลต่อรัฐก่อนที่จะได้รับโควตาใหม่

39 การใช้เงินรายได้จาก CAMPFIRE สภามณฑล (District Council) เป็นผู้จัดเก็บรายได้จาก CAMPFIRE และใช้รายได้นั้นตามเกณฑ์ที่ CAMPFIRE แนะนำ ได้แก่: –80% ของรายได้มอบให้กับชุมชนท้องถิ่นโดยตรง ซึ่งจะตัดสินใจร่วมกัน ว่าจะนำเงินไปใช้ทำอะไร –20% ที่เหลือเป็นของสภามณฑล ใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ โครงการ CAMPFIRE ในพื้นที่ มณฑล 26 แห่งที่ร่วมโครงการ หารายได้กว่า US$1.4 ล้านจาก CAMPFIRE ในปี 1993 เพียงปีเดียว ในปีที่รายได้ดี ชาวบ้านจะนำรายได้ไปพัฒนาชุมชน เช่น สร้าง สถานีอนามัยและโรงเรียน ขุดบ่อน้ำบาดาล สร้างถนน จ้างทัวร์ ไกด์ ในปีที่รายได้ไม่ดี ชาวบ้านมักนำเงินไปซื้ออาหาร เช่น ข้าวโพด มาเผื่อยามขาดแคลน ตั้งแต่ปี 1989 ชาวบ้านกว่า 250,000 คน มีส่วนร่วมในโครงการ CAMPFIRE


ดาวน์โหลด ppt ทางเลือกของสังคม (2) กรณีศึกษา สฤณี อาชวานันทกุล Fringer | คนชายขอบ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน, 8 กรกฎาคม 2550 งานนี้เผยแพร่ภายใต้ลิขสิทธิ์

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google