งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

วิธีวิทยาการวิจัยของ งานวิจัยในโรงพยาบาล น.ท.หญิง ดร. วัชราพร เชยสุวรรณ วิทยาลัยพยาบาลกองทัพเรือ.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "วิธีวิทยาการวิจัยของ งานวิจัยในโรงพยาบาล น.ท.หญิง ดร. วัชราพร เชยสุวรรณ วิทยาลัยพยาบาลกองทัพเรือ."— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 วิธีวิทยาการวิจัยของ งานวิจัยในโรงพยาบาล น.ท.หญิง ดร. วัชราพร เชยสุวรรณ วิทยาลัยพยาบาลกองทัพเรือ

2 วิธีวิทยา หมายถึง วิธีการหรือการศึกษาที่มี ระบบเกี่ยวกับวิธีการหรือเทคนิควิธี วิธีวิทยา หมายถึง วิธีการหรือการศึกษาที่มี ระบบเกี่ยวกับวิธีการหรือเทคนิควิธี วิธีวิทยาการวิจัย หมายถึง ระเบียบวิธีดำเนินการทุก ขั้นตอนในการวิจัย ได้แก่ การกำหนดปัญหาการวิจัย การรายงานเอกสารที่เกี่ยวข้อง การกำหนดสมมติฐาน การกำหนดกลุ่มประชากร และการเลือกกลุ่มตัวอย่าง การสร้างเครื่องมือ การรวบรวม การวิเคราะห์และการ แปลความหมาย การนำเสนอ

3 แนวคิดของการวิจัย กระบวนทัศน์การวิจัยประกอบด้วย 2 ส่วน คือ กระบวนทัศน์การวิจัยประกอบด้วย 2 ส่วน คือ โลกทัศน์ (World View) + เทคนิควิธีการวิจัย โลกทัศน์ (World View) + เทคนิควิธีการวิจัย การทำวิจัยมิใช่เพียงเพื่อสร้างองค์ความรู้ แต่ เพื่อพัฒนาระบบการคิดด้วย การทำวิจัยมิใช่เพียงเพื่อสร้างองค์ความรู้ แต่ เพื่อพัฒนาระบบการคิดด้วย การทำวิจัยให้เป็นหนึ่งเดียวกับการปฏิบัติงาน การทำวิจัยให้เป็นหนึ่งเดียวกับการปฏิบัติงาน การนำผลวิจัยไปปฏิบัติใช้ประโยชน์ การนำผลวิจัยไปปฏิบัติใช้ประโยชน์

4 ขั้นตอนการวิจัย กำหนด ปัญหาการ วิจัย ทบทวน วรรณกรรม กำหนด กรอบทฤษฎี กำหนด ตัวแปร กำหนด สมมติฐาน การเลือกแบบ แผนการวิจัย การกำหนด ประชากรและ การสุ่มกลุ่ม ตัวอย่าง การเตรียม เครื่องมือ การเก็บ รวบรวมข้อมูล การ วิเคราะห์ ข้อมูล การแปล ผลและ อภิปราย ผล การเขียน รายงานการ วิจัย

5 ความคลาด เคลื่อนในการวิจัย คำถามของ การวิจัย ดำเนินการ ทำวิจัย ผลการ วิจัย ค่าความ จริง (True Value) ค่า ความ เท็จ (Error) แบบสุ่ม (Random E.) อย่างเป็นระบบ (Systematic E.) สถิติที่ เหมาะสม รูปแบบการวิจัย และระเบียบวิธี วิจัยที่เหมาะสม การลด ความ คลาดเ คลื่อน

6 แบบแผนการวิจัย แบบแผนหรือรูปแบบการวิจัย (Research Design) เปรียบเสมือนแบบร่างหรือแบบแปลน (Blueprint) สำหรับใช้เป็นแนวทางในการ ดำเนินการวิจัย แบบแผนการวิจัยที่ดีต้อง กำหนดให้เหมาะสมกับปัญหาการวิจัยและ วัตถุประสงค์ของการวิจัย รวมทั้งการควบคุม ตัวแปรแทรกซ้อน เพื่อให้ผลการวิจัยมีความ ตรงและน่าเชื่อถือ

7 ประเภทของแบบแผนการวิจัย 1. จำแนกตามวิธีการรวบรวมข้อมูล 2. จำแนกตามการนำผลการวิจัยไปใช้ 3. จำแนกตามเวลาความเกี่ยวพันของปรากฏการณ์ 4. จำแนกตามมิติเวลาที่ศึกษา 5. จำแนกตามการจัดกระทำ 6. จำแนกตามระดับการควบคุมตัวแปร 7. จำแนกตามทางการแพทย์ / วิทยาศาสตร์สุขภาพ

8 ประเภทของแบบ แผนการวิจัย 1.จำแนกตามวิธีการรวบรวมข้อมูล 1.1 การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เป็นการวิจัยที่มุ่งศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรม ทัศนคติ วัฒนธรรมของคนในสังคม รวมทั้งเหตุการณ์ต่าง ๆ เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ของประเด็นปัญหาการวิจัย ที่ศึกษา โดยการตีความจากข้อมูลที่รวบรวมได้ และสร้างข้อสรุปของปัญหาการวิจัยที่ศึกษา

9   วิธีการรวบรวมข้อมูลในงานวิจัยเชิงคุณภาพ นิยมใช้ วิธีการสัมภาษณ์แบบเชิงลึก (In-dept Interview) การสังเกต (Observation) การสนทนากลุ่ม (Focus Group Interview)  ข้อมูลที่รวบรวมได้ส่วนใหญ่เป็นการบันทึกตาม คำพูดหรือข้อความที่ได้ยิน ได้ฟัง ได้เห็น โดย บันทึกอย่างละเอียด ไม่เน้นข้อมูลที่เป็นตัวเลข  ตัวอย่าง งานวิจัย ดอกไม้ในพายุ: กรณีศึกษาผ่านมุมมองประสบการณ์ ของผู้หญิงที่ถูกกระทำความรุนแรงซ้ำซากในครอบครัว

10 1.จำแนกตามวิธีการรวบรวมข้อมูล 1.2 การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) วิธีรวบรวมข้อมูลในงานวิจัยเชิงปริมาณ โดยส่วนใหญ่ จะใช้แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง แบบสังเกตที่มีโครงสร้าง ละบันทึกข้อมูลในลักษณะ ตัวเลข

11 2. จำแนกตามการนำผลการวิจัยไปใช้ 2.1 การวิจัยบริสุทธิ์ หรือการวิจัยพื้นฐาน 2.1 การวิจัยบริสุทธิ์ หรือการวิจัยพื้นฐาน (Basic Research) เป็นการวิจัยที่มุ่งค้นหา ความรู้ใหม่ ได้แก่ การศึกษาค้นคว้าทฤษฏี การทดสอบสมมติฐานของปรากฏการณ์ ความรู้ใหม่ที่ค้นพบจะเป็นฐานความรู้สำหรับ นำไปใช้วิจัย เพื่อต่อยอดองค์ความรู้

12 2. จำแนกตามการนำผลการวิจัยไปใช้ 2.2 การวิจัยประยุกต์ (Applied Research) เป็นการวิจัยที่มุ่งค้นหาความรู้ใหม่ เพื่อนำ ผลการวิจัยมาใช้ประโยชน์ได้จริงในทางปฏิบัติ เช่น แก้ปัญหาในหน่วยงาน พัฒนาคุณภาพของ หน่วยงาน ฯลฯ 2.2 การวิจัยประยุกต์ (Applied Research) เป็นการวิจัยที่มุ่งค้นหาความรู้ใหม่ เพื่อนำ ผลการวิจัยมาใช้ประโยชน์ได้จริงในทางปฏิบัติ เช่น แก้ปัญหาในหน่วยงาน พัฒนาคุณภาพของ หน่วยงาน ฯลฯ  การวิจัยเชิงปฏิบัติการ เป็นการวิจัยที่ทำการ ศึกษาค้นคว้าไปพร้อมกับการปฏิบัติงาน  การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม

13 ระดับของการนำผลงานไปใช้ประโยชน์ 1. ศึกษาปัญหาในหน่วยงาน ยังไม่ได้นำ ผลงานไปพัฒนาหรือแก้ปัญหา 2.นำผลงานไปแก้ปัญหาให้ดีขึ้นในระยะเริ่มต้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นยังอยู่ในวงจำกัด 3.มีการขยายผลข้ามหน่วยงาน หรือมี นวัตกรรมเกิดขึ้นจากการพัฒนางาน 4.มีการประชาสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวง กว้าง 5.เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบาย

14 ตัวอย่างผลงาน R 2 R ตัวอย่างผลงาน R 2 R  การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วย โรคเบาหวานในชุมชนแบบองค์รวม กรณีศึกษา: บ้านทาง สาย ต.หนองกินเพล อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี วัตถุประสงค์: เพื่อหารูปแบบและแนวทางตลอดจน เสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพชุมชนอย่างมีส่วนร่วม ในการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานในชุมชนแบบองค์รวม การรวบรวมข้อมูล: การสังเกตแบบมีส่วนร่วม การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก การสนทนากลุ่ม เวที แลกเปลี่ยนเรียนรู้

15 ตัวอย่างผลงาน R 2 R ตัวอย่างผลงาน R 2 R  “ลงทะเบียนรับบริการทุกจุด ไม่สะดุดทันเวลา โรงพยาบาลภูเขียว จ. ชัยภูมิ” วัตถุประสงค์: 1.เพื่อลดระยะเวลาในการรอคอยทำบัตรตรวจรักษา 2.เพื่อลดขั้นตอนการให้บริการ 3.เพื่อลดการส่งบัตรตรวจรักษาผิดแผนก กระบวนการวิจัย: 1) ระยะเตรียมการ / ประเมิน สถานการณ์ 2) ระยะปฏิบัติการ และ 3) ระยะสรุป และประเมินผล

16 2. จำแนกตามการนำผลการวิจัยไปใช้ 2.3 การวิจัยและพัฒนา (Research & Development) เป็นการวิจัยที่มุ่งค้นหาความรู้ ใหม่ หรือการนำความรู้ที่มีอยู่ไปพัฒนาให้ดีขึ้น กว่าเดิม นิยมนำมาใช้ในการคิดค้น และผลิต สิ่งประดิษฐ์ พัฒนากระบวนการ รูปแบบหรือ ระบบบริการ และระบบบริหารจัดการที่เป็น นวัตกรรม 2.3 การวิจัยและพัฒนา (Research & Development) เป็นการวิจัยที่มุ่งค้นหาความรู้ ใหม่ หรือการนำความรู้ที่มีอยู่ไปพัฒนาให้ดีขึ้น กว่าเดิม นิยมนำมาใช้ในการคิดค้น และผลิต สิ่งประดิษฐ์ พัฒนากระบวนการ รูปแบบหรือ ระบบบริการ และระบบบริหารจัดการที่เป็น นวัตกรรม ตัวอย่าง: การพัฒนาบริการรักษาโรคตาใน โรงพยาบาลชุมชน เพื่อลดการส่งต่อผู้ป่วยไป โรงพยาบาลศูนย์ ตัวอย่าง: การพัฒนาบริการรักษาโรคตาใน โรงพยาบาลชุมชน เพื่อลดการส่งต่อผู้ป่วยไป โรงพยาบาลศูนย์

17 3. จำแนกตามเวลาความเกี่ยวพันของ ปรากฏการณ์ 3.1 การศึกษาย้อนหลัง (Retrospective Studies) เป็นการวิจัยเกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันว่ามี ความเกี่ยวพันกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตอย่างไร บ้าง หรือมีปัจจัยใดบ้างในอดีตที่มีความเกี่ยวพันกับ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยการศึกษาจากผลที่ เกิดขึ้นไปยังสาเหตุที่ทำให้เกิดผลนั้น ๆ ซึ่งเป็นการศึกษา ย้อนหลัง (Ex-post Facto)

18 ตัวอย่าง “วิถีชีวิตและโรคความดันโลหิตสูงในประชากร ชาวเขา อ. แม่ฟ้าหลวง จ. เชียงราย” วัตถุประสงค์ : เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างวิถี ชีวิตและโรคความดันโลหิตสูงในประชากร ชาวเขาฯ กลุ่มตัวอย่าง : กลุ่มผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง จำนวน 196 คน กลุ่มเปรียบเทียบจำนวน 196 คน

19 3. จำแนกตามเวลาความเกี่ยวพันของ ปรากฏการณ์ 3.2 การศึกษาความคืบหน้า (Prospective Studies / Cohort studies) เป็นการศึกษาวิจัยในปรากฏการณ์ที่ต้องใช้การติดตามผล เพื่อให้ได้คำตอบว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมีผล ต่อเนื่องไปยังอนาคตอย่างไร ซึ่งเป็นการวิจัย เพื่อติดตาม ความคืบหน้าของปรากฏการณ์

20 4. จำแนกตามมิติเวลาที่ศึกษา 4.1 การศึกษาแบบตัดขวาง (Cross Sectional Studies) เป็นการวิจัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของปรากฏการณ์ ที่ศึกษา โดยศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างหลาย ๆ กลุ่ม และรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างทุกกลุ่มในช่วงเวลาเดียวกัน

21 ตัวอย่าง : “ความชุกและปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ ในหมู่บ้านพื้นที่ติดลำน้ำพลับพลา อ. ชุมพลบุรี จ. สุรินทร์” วัตถุประสงค์ : เพื่อเปรียบเทียบความชุกของการติดเชื้อ พยาธิใบไม้ในตับฯ และหาปัจจัยเสี่ยง ระเบียบวิธีวิจัย : กลุ่มตัวอย่างเป็นประชาชนอายุ 9 ปีขึ้นไป และเปรียบเทียบความชุกของโรคพยาธิระหว่างชุมชนคน ไทย - ลาว และ ไทย - เขมร

22 4. จำแนกตามมิติเวลาที่ศึกษา 4.2 การศึกษาแบบระยะยาว (Longitudinal Studies) เป็นการวิจัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของปรากฏการณ์ ที่ศึกษา โดยศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดิมตลอดช่วงที่ วิจัย จุดอ่อนของการวิจัยระยะยาว คือ สิ้นเปลืองเวลา และ งบประมาณ และการสูญหายของตัวอย่าง

23 5. จำแนกตามการจัดกระทำ  การวิจัยแบบไม่ทดลอง เป็นการวิจัยที่ ไม่ได้จัดกระทำสิ่งทดลองให้กับกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ การศึกษาย้อนหลัง การศึกษาความ คืบหน้า การวิจัยเชิงสำรวจ การวิจัยแบบ บรรยาย ฯลฯ  การวิจัยแบบทดลอง เป็นการวิจัยที่เน้น ความเป็นเหตุและผลของตัวแปร ได้แก่ การ วิจัยแบบทดลองที่แท้จริง การวิจัยกึ่งทดลอง

24 6. จำแนกตามระดับการควบคุมตัวแปร ระดับที่ 1 การควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนในระดับน้อย ที่สุด ได้แก่ การวิจัยเชิงสำรวจ การวิจัยเชิงบรรยาย การวิจัยสหสัมพันธ์ ระดับที่ 2 การควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนในระดับ มากกว่าระดับที่ 1 ได้แก่ การวิจัยเชิงเปรียบเทียบ สาเหตุ ระดับที่ 3 การควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนได้ในระดับมาก ที่สุด ได้แก่ การวิจัยแบบทดลองที่แท้จริง การวิจัยกึ่ง ทดลอง

25 1.งานวิจัยสถานการณ์และการดำเนินโรค 2.งานวิจัยคุณค่าของการรักษา 3.งานวิจัยสาเหตุและปัจจัยเสี่ยง 4.งานวิจัยวิธีการวินิจฉัย 5.งานวิจัยเศรษฐศาสตร์คลินิก 6.งานวิจัยเพื่อประเมินและพัฒนาคุณภาพ บริการ 7. จำแนกตามทางการแพทย์/วิทยาศาสตร์สุขภาพ

26 1. งานวิจัยสถานการณ์และการดำเนินโรค ใช้เมื่อต้องการอธิบายความผิดปกติหรือโรคที่พบ เช่น รายงานกลุ่มผู้ป่วยโรคใดโรคหนึ่ง งานวิจัยนี้จะกล่าวถึง ความบ่อย ความรุนแรง ลักษณะ การเปลี่ยนแปลง และ ผลของโรคนั้นต่อตัวผู้ป่วยและประชาชนทั่วไป รูปแบบการวิจัยที่ใช้: การวิจัยเชิงสำรวจ หรือ การวิจัยแบบบรรยาย การวิจัยแบบบรรยาย

27 2. งานวิจัยคุณค่าของการรักษา ใช้เมื่อต้องการเปรียบเทียบผลการรักษาตั้งแต่ 2 กลุ่มขึ้นไป คำว่าการรักษาอาจหมายถึง ยา วิธีการ อุปกรณ์ที่ใช้ เพื่อการรักษาหรือป้องกันโรค รูปแบบการวิจัยที่ใช้: การวิจัยเชิงทดลอง

28 3. งานวิจัยสาเหตุและปัจจัยเสี่ยง ใช้เมื่อต้องการทราบความสัมพันธ์ของสิ่งใดสิ่ง หนึ่งที่มีต่อโรค หรือความผิดปกติอื่น ๆ เช่น ศึกษาปัจจัยเสี่ยงของการเกิดอาการแทรกซ้อน ของการตั้งครรภ์ว่ามีอะไรบ้าง รูปแบบการวิจัยที่ใช้: การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบ ศึกษาไปข้างหน้า การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบ ย้อนกลับ การศึกษาแบบภาคตัดขวาง

29 4. งานวิจัยวิธีการวินิจฉัย เพื่อตอบคำถามที่เกี่ยวกับวิธีวินิจฉัยต่าง ๆ เช่น การตรวจทางรังสีช่วยในการวินิจฉัย pulmonary emboli ได้ดีเพียงใด รูปแบบ งานวิจัยที่ดีจะต้องมีการเปรียบเทียบกับวิธีการ มาตรฐาน

30 5. งานวิจัยเศรษฐศาสตร์คลินิก เป็นงานวิจัยที่ประเมินประสิทธิภาพของ เทคโนโลยี เช่น ยา อุปกรณ์ที่ใช้ในการ รักษาหรือวินิจฉัยโรค โดยเปรียบเทียบทั้ง ต้นทุนและผลที่ได้รับว่าต่างกันอย่างไร

31 6. งานวิจัยเพื่อประเมินและพัฒนาคุณภาพบริการ เป็นงานวิจัยที่ประยุกต์ใช้หลักการวิจัยเข้ากับการ บริหาร และบริการ เพื่อพัฒนาให้ได้บริการที่มี คุณภาพที่ต้องการ อาจประเมินในลักษณะ โครงสร้าง กระบวนการ หรือผลลัพธ์

32 แบบแผนการวิจัย การวิจัยเชิง ทดลอง (Experimental Research) การวิจัยโดยการ สังเกต (Observational Research ) การวิจัยแบบ บรรยาย (Descriptive R.) การวิจัยเชิง วิเคราะห์ (Analytical R.) การศึกษา ณ จุด เวลาใดเวลาหนึ่ง (Cross-Sectional Study) การศึกษาไป ข้างหน้า (Cohort or Prospective ) การศึกษา ย้อนหลัง (Case- control or Retrospec tive) การวิจัยเชิง ทดลอง การวิจัยกึ่ง ทดลอง

33 การวิจัยโดยการสังเกต การวิจัยใดก็ตามที่ผู้วิจัยไม่มีการกำหนดสิ่ง ทดลอง/ สิ่งแทรกแซงให้กับตัวอย่างที่นำมา ศึกษา แต่ตัวอย่างเหล่านั้นได้รับหรือสัมผัสกับ ปัจจัยเสี่ยงนั้น ๆ อยู่แล้ว ในการดำเนิน ชีวิตประจำวันของเขา โดยผู้วิจัยเป็นเพียงเฝ้า ติดตาม สังเกตดูผลที่เกิดขึ้น

34 การวิจัยโดยการสังเกต การวิจัยแบบบรรยาย หรือเชิงพรรณนา การวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง การวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง การวิจัยเชิงพรรณนา ระยะยาว การวิจัยเชิงพรรณนา ระยะยาว การวิจัยแบบบรรยาย หรือเชิงพรรณนา การวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง การวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง การวิจัยเชิงพรรณนา ระยะยาว การวิจัยเชิงพรรณนา ระยะยาว การวิจัยเชิงวิเคราะห์ - การวิจัยเชิงวิเคราะห์ แบบไปข้างหน้า - การวิจัยเชิงวิเคราะห์ แบบย้อนหลัง - การวิจัยเชิงวิเคราะห์ ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง/ การศึกษาแบบตัดขวาง การวิจัยเชิงวิเคราะห์ มีกลุ่ม เปรียบเทีย บ ไม่มีกลุ่ม เปรียบเทียบ ภาพที่ 2 การจำแนกการวิจัย โดยการสังเกต

35 เหตุ (Exposure/ Risk Factor) ผล (Outcome / Effect Health Problem) Cross-sectional Analytic ภาพที่ 3 การจำแนกการ วิจัยเชิงวิเคราะห์ Prospective (cohort) Retrospective (Case-Control)

36 ประชากร กลุ่มเสี่ยง กลุ่มที่ ได้รับ ปัจจัย เสี่ยง กลุ่มที่ ไม่ได้รับ ปัจจัย เสี่ยง เกิด โรค ไม่เกิด โรค เกิด โรค ไม่เกิด โรค แผนภาพที่ 4 รูปแบบการวิจัยเชิง วิเคราะห์แบบศึกษาไปข้างหน้า การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบ ศึกษาไปข้างหน้า

37 แผนภาพที่ รูปแบบการวิจัยเชิงวิเคราะห์ แบบศึกษาย้อนหลัง การวิจัยเชิงวิเคราะห์ แบบศึกษาย้อนหลัง เป็นโรค ไม่เป็นโรค สัมผัส ปัจจัยเสี่ยง ไม่สัมผัส ปัจจัยเสี่ยง สัมผัส ปัจจัยเสี่ยง ไม่สัมผัส ปัจจัยเสี่ยง ปัจจุ บัน อดี ต

38 การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง (Cross-Sectional Study) การวิจัยใดก็ตามที่ผู้วิจัยทำการเก็บข้อมูลของ ผู้ป่วยทั้งปัจจัยเสี่ยงและโรคในเวลาเดียวกัน ตัวอย่าง การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างโรคความ ดันโลหิตสูง และการสูบบุหรี่

39 การวิจัยเชิงทดลอง การวิจัยใดก็ตามที่ผู้วิจัยมีการกำหนดสิ่งทดลอง/ สิ่งแทรกแซงให้กับตัวอย่างที่นำมาศึกษา โดย ผู้วิจัยติดตาม สังเกตดูผลที่เกิดขึ้นในอนาคต ใช้ตรวจสอบความเป็นเหตุและผลของตัวแปรต้น และตัวแปรตาม มีทั้งแบบแผนการวิจัยแบบอ่อน การวิจัยเชิงทดลองที่แท้จริง และแบบแผนการ วิจัยกึ่งทดลอง

40 วัตถุประสงค์ ๑.เพื่อค้นหาข้อเท็จจริงของสาเหตุที่ทำให้ เกิดผล ๒.เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสาเหตุและผล ของปรากฏการณ์ต่าง ๆ ๓.เพื่อนำผลการวิจัยไปสร้างเป็นกฏเกณฑ์ สูตร ทฤษฎี ๔.เพื่อวิเคราะห์หรือหาข้อบกพร่องของงาน ต่าง ๆ เพื่อนำไปปรับปรุง พัฒนา ต่าง ๆ เพื่อนำไปปรับปรุง พัฒนา

41 การวิจัยเชิงทดลอง ลักษณะของการวิจัยเชิงทดลอง ประกอบด้วย 1.การจัดกระทำ/ การกำหนดสิ่งทดลอง (Manipulation/ Intervention/ Treatment) 2. การควบคุมตัวแปรแทรกซ้อน/ การควบคุมสิ่ง ทดลอง/ การมีกลุ่มควบคุม (Control) 3. การสุ่ม (Randomization) – การสุ่มจาก ประชากร การสุ่มเข้ากลุ่ม และการสุ่มสิ่ง ทดลองให้แต่ละกลุ่ม

42 การควบคุมตัวแปรแทรกซ้อน การสุ่ม (Randomization)การสุ่ม (Randomization) R. Selection - การสุ่มจากประชากร R. Assignment – การสุ่มเข้ากลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม และกลุ่มควบคุม R.Treatment - การสุ่มสิ่งทดลอง การเพิ่มตัวแปร (Add to the design)การเพิ่มตัวแปร (Add to the design)การเพิ่มเป็นตัวแปรอิสระที่จะต้องศึกษา

43 การควบคุมตัวแปรแทรกซ้อน (ต่อ) การจับคู่ (Matching)การจับคู่ (Matching) - จับกลุ่ม (Matched group) เป็นการจัดให้ทั้ง ๒ กลุ่มมีคุณสมบัติเหมือนกัน โดยไม่คำนึงว่า สมาชิกในกลุ่มจะเท่ากันเป็นรายบุคคลหรือไม่ - จับคู่รายบุคคล (Matched subjects) การใช้สถิติ (Statistical control)การใช้สถิติ (Statistical control) Analysis of Covariance Analysis of Covariance การตัดทิ้ง (Elimination)การตัดทิ้ง (Elimination) คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างที่มีความสนใจเหมือน ๆ กัน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างที่มีความสนใจเหมือน ๆ กัน

44 MAX – MIN- CON Principle (Kerlinger, 1986) ๑.Maximization of experimental variance ๒.Minimization of error variance random error, systematic error ๓. Control External factors, Intrinsic to the subjects, Experimenter and subjects Experimenter and subjects หลักการออกแบบแผนการวิจัยเชิงทดลอง

45 ประเด็นแบบ ทดลอง แบบกึ่ง ทดลอง แบบไม่ ทดลอง การจัด กระทำ มี ไม่มี การควบคุม การควบคุมตัว แปรแทรกซ้อน มีและ เคร่งครั ด มีแต่ไม่ เคร่งครัด การควบคุม สิ่งทดลอง มีและ เคร่งครั ด มีแต่ไม่ เคร่งครัด ไม่มี การมีกลุ่ม ควบคุม มีมีหรือไม่มี ก็ได้ ไม่มี การสุ่ม การสุ่มตัวอย่าง จากประชากร มีมีหรือไม่มี ก็ได้ มี การสุ่มตัวอย่าง เข้ากลุ่ม ทดลองและ กลุ่มควบคุม มีมีหรือไม่มี ก็ได้ ไม่มี ความแตกต่างของแบบแผนการวิจัยเชิงทดลอง แบบ กึ่งทดลอง และแบบไม่ทดลอง

46 จุดแข็งของแบบแผนการวิจัยเชิงทดลอง * ความตรงภายใน จุดอ่อนของแบบแผนการวิจัยเชิงทดลอง ๑.แหล่งทดลองการวิจัย ๒.ขนาดกลุ่มตัวอย่าง ๓.การสุ่ม ๔.ประเด็นจริยธรรม

47 หลักการเลือกใช้แบบแผนการวิจัยเชิงทดลอง ๑. จำนวนตัวแปรอิสระหรือสิ่งทดลอง มีกี่ชนิด มีกี่ชนิด ๒. ระดับของตัวแปรอิสระหรือสิ่งทดลองมี กี่ระดับ ๓. หน่วยทดลองแต่ละหน่วย ได้รับ อิทธิพลของสิ่งทดลองทุกระดับหรือไม่

48 ประเภทของแบบแผนการวิจัยเชิงทดลอง ๑. รูปแบบการทดลองอย่างอ่อน (Pre Experimental Design) ๒. รูปแบบการทดลองที่แท้จริง (True Experimental Design) ๓. รูปแบบกึ่งทดลอง (Quasi Experimental Design)

49 แบบแผนการทดลองขั้นต้น (Pre-experimental design) เป็นการวิจัยเชิงทดลองอย่างอ่อน (leaky design) ควบคุมอิทธิพลแทรกได้น้อยกว่าแบบอื่น ขาดน้ำหนักในการอธิบายความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ มีความเป็นธรรมชาติสูง ประกอบด้วย ๑. The One-Shot Case Study ๒. The One-Group Pretest-posttest Design ๓. The Static Group Comparison Design

50 One-Shot Case Study X O ลักษณะ – ศึกษาเพียง 1 กลุ่ม - มีการวัดผลการทดลองครั้งเดียว ตัวอย่าง ข้อดี –ไม่ซับซ้อน ข้อจำกัด – ขาดข้อมูลสำหรับเปรียบเทียบกับตนเอง - ขาดข้อมูลการเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่น

51 One-Group Pretest-posttest Design O 1 X O 2 ลักษณะ – ศึกษาเพียง 1 กลุ่ม - มีการวัดผลการทดลองก่อน+หลัง ตัวอย่าง ข้อดี –ไม่ซับซ้อน มีข้อมูลพื้นฐานเพื่อเปรียบเทียบ ข้อจำกัด - ขาดข้อมูลการเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่น

52 Static Group Comparison Design X O O 2 ลักษณะ – ศึกษามากกว่า 1 กลุ่ม - มีการวัดผลการทดลองหลังอย่างเดียว ตัวอย่าง ข้อดี –มีการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม ข้อจำกัด – ขาดข้อมูลสำหรับเปรียบเทียบกับตนเอง สุ่มไม่สมบูรณ์

53 แบบแผนการทดลองจริง (True-experimental design) เป็นการวิจัยเชิงทดลองเต็มรูปแบบ มีลักษณะสำคัญ คือการสุ่มเข้ากลุ่มแบบสมบูรณ์ มีการควบคุม อิทธิพลแทรก เป็นรูปแบบที่แกร่ง (tight design) แต่มีความเป็นธรรมชาติน้อย ประกอบด้วย ๑. Posttest-Only Control Group Design ๒. Pretest Posttest Control Group Design ๓. Solomon Four Group Design

54 แบบแผนการทดลองจริง (True-experimental design) ๔. Completely Randomized Design ๕. Completely Randomized Factorial Design ๖. Randomized Block Design ๗. Nested Design ๘. Latin-Square Design ๙. Split-plot Factorial Design

55 Posttest-Only Control Group Design ลักษณะ – เปรียบเทียบ 2 กลุ่มขึ้นไป - มีการวัดผลการทดลองหลังอย่างเดียว ตัวอย่าง ข้อดี –มีการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม -มีการสุ่มสมบูรณ์ ลดความแตกต่างระหว่างกลุ่ม ข้อจำกัด – ขาดข้อมูลสำหรับเปรียบเทียบกับตนเอง สุ่มสมบูรณ์ R R R X O R O

56 Pretest Posttest Control Group Design ลักษณะ – เปรียบเทียบ 2 กลุ่มขึ้นไป - มีการวัดผลการทดลองก่อน+หลัง ตัวอย่าง ข้อดี –มีการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม และภายในกลุ่ม -มีการสุ่มสมบูรณ์ ลดความแตกต่างระหว่างกลุ่ม ข้อจำกัด – pretesting สุ่มสมบูรณ์ R R R O 1 X O 2 R O 1 O 2

57 ตัวอย่างผลงาน R 2 R ตัวอย่างผลงาน R 2 R  “เวลาและปริมาณน้ำดื่มที่เหมาะสม ในการเตรียม ผู้ป่วยนรีเวช เพื่อรับการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง ทางหน้าท้อง” วัตถุประสงค์: 1.เพื่อหาเฉลี่ยของเวลา และปริมาณน้ำดื่มที่ใช้ในการ เตรียมผู้ป่วยฯ 2.เพื่อหาค่าเฉลี่ยของปริมาณปัสสาวะที่เหมาะสมฯ ระเบียบวิธีการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มดื่มน้ำปริมาณ 300, 400และ 500 cc. กลุ่มละ 31 คน

58 Solomon Four Group Design ลักษณะ – เปรียบเทียบ 4 กลุ่ม - มีการวัดผลการทดลองก่อน+หลัง /หลัง ตัวอย่าง ข้อดี –มีการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม และภายในกลุ่ม -มีการสุ่มสมบูรณ์ ลดความแตกต่างระหว่างกลุ่ม ข้อจำกัด – ยุ่งยากในการทดลอง สุ่มสมบูรณ์ R O 1 X O 2 R O 1 O 2 R X O 2 R O 2 R R R R

59 Completely Randomized Design มีสิ่งทดลอง ๑ อย่าง ที่มีระดับสิ่งทดลอง มากกว่า ๒ ระดับ โดยแต่ละระดับของสิ่ง ทดลองจะแตกต่างที่ปริมาณหรือคุณภาพก็ได้ มีสิ่งทดลอง ๑ อย่าง ที่มีระดับสิ่งทดลอง มากกว่า ๒ ระดับ โดยแต่ละระดับของสิ่ง ทดลองจะแตกต่างที่ปริมาณหรือคุณภาพก็ได้ ขนาดกลุ่มตัวอย่างในแต่ละกลุ่มไม่ จำเป็นต้องเท่ากัน ขนาดกลุ่มตัวอย่างในแต่ละกลุ่มไม่ จำเป็นต้องเท่ากัน เหมาะกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นเอกพันธ์ (Homogenous) เหมาะกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นเอกพันธ์ (Homogenous)

60 Completely Randomized Design ตัวอย่าง ABC n1n1 n2n2 n3n3 n4n4 n5n5 n6n6 n7n7 n8n8 n9n9 n 10 n 11 n 12 n 13 n 14 n 15

61 แบบแผนการทดลองกี่งการทดลอง (Quasi- experimental design) เป็นการวิจัยเชิงทดลองมีลักษณะกึ่งกลางระหว่าง pre กับ true experiment มีการควบคุมอิทธิพล แทรกดีกว่า pre experiment แต่มีความเป็น ธรรมชาติมากกว่า true experiment ได้แก่ Quasi-Equivalent Control Group DesignQuasi-Equivalent Control Group Design Time- Series Design etc.Time- Series Design etc.

62 Quasi-Equivalent Control Group Design O 1 X O 2 O 1 O 2 ลักษณะ – เปรียบเทียบ 2 กลุ่ม - มีการวัดผลการทดลองก่อน+หลัง ข้อดี –มีการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม และภายในกลุ่ม - เหมาะสำหรับกลุ่มตัวอย่างจำนวนน้อย ๆ ข้อจำกัด – ไม่มีการสุ่ม o1o1 o1o1

63 ตัวอย่างงานวิจัย “ผลของการใช้เก้าอี้โยกต่อการทำงานของ ลำไส้ในผู้ป่วยหลังผ่าตัดช่องท้องทางนรีเวช” วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบการทำงานของลำไส้ ของผู้ป่วยหลังผ่าตัดช่องท้องทางนรีเวชระหว่างกลุ่ม ที่ให้เคลื่อนไหวร่างกายตามปกติกับกลุ่มที่ให้การ เคลื่อนไหวร่างกายตามเก้าอี้โยก กลุ่มตัวอย่าง: มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด 60 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ๆ ละ 30 คน

64 เกณฑ์สำหรับงานวิจัยเชิงทดลองที่ดี ๑.มีการควบคุมอย่างพอเพียง ๒.ผลที่ได้จากการทดลองต้องสามารถสรุปอ้างอิงยัง ประชากรได้ ๓.มีกลุ่มควบคุม ๔.ข้อมูลมีความเพียงพอในการทดสอบสมมติฐาน ๕.ข้อมูลที่ได้จะต้องสะท้อนผลที่ได้รับจากการทดลอง ๖.มีการควบคุมตัวแปรภายนอกด้วยแบบแผนการวิจัย ๗.รูปแบบการวิจัยไม่ซับซ้อนมากเกินไป

65 การวิจารณ์ผล/ อภิปรายผลการวิจัย ผู้วิจัยควรอธิบายหาเหตุผลว่าการทดลอง เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้หรือไม่ เพราะ เหตุใด มีหลักฐานสนับสนุนหรือไม่ มีงาน ทดลองที่ใกล้เคียงอย่างไรผู้วิจัยควรอธิบายหาเหตุผลว่าการทดลอง เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้หรือไม่ เพราะ เหตุใด มีหลักฐานสนับสนุนหรือไม่ มีงาน ทดลองที่ใกล้เคียงอย่างไร จากนั้นสรุปและเสนอแนะข้อมูลที่เป็น ประโยชน์ ปัญหาและอุปสรรค เพื่อผู้วิจัยอื่น ๆ จะได้ถือปฏิบัติและพึงระวัง ช่องทางวิจัยใน การต่อยอดจากนั้นสรุปและเสนอแนะข้อมูลที่เป็น ประโยชน์ ปัญหาและอุปสรรค เพื่อผู้วิจัยอื่น ๆ จะได้ถือปฏิบัติและพึงระวัง ช่องทางวิจัยใน การต่อยอด

66 การวางแผนการดำเนินการวิจัย…ตัวอย่าง ประเด็นการวิจัยกึ่งทดลอง 1.แผนแบบการวิจัย-ตัวแปรอย่างน้อย 1 ตัว เป็นตัวแปรจัดกระทำ เพื่อศึกษาผลที่เกิดจากตัวแปรนั้น -ควบคุมความแปรปรวนโดยแผนแบบการ ทดลองและสถิติ 2. ลักษณะของคำถาม วิจัย ผลจากตัวแปรทดลองที่เกิดขึ้นคืออะไร 3. ตัวอย่างคำถามวิจัยผลของการเคลื่อนไหวร่างกายโดยใช้เก้าอี้ โยกต่อการทำงานของลำไส้ของผู้ป่วยหลัง ผ่าตัดช่องท้องทางนรีเวชต่างกับการเคลื่อน ไหวแบบปกติอย่างไร 4. รายงานเอกสารที่ เกี่ยวข้องกับการวิจัย การเปลี่ยนแปลงแรงกลต่ออวัยวะระบบ ทางเดินอาหาร การดูแลผู้ป่วยหลังผ่าตัด

67 การวางแผนการดำเนินการวิจัย…ตัวอย่าง ประเด็นการวิจัยกึ่งทดลอง 5. การกำหนดกรอบ ความคิดของการวิจัย -แผนภาพแสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่ มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวลำไส้ของผู้ป่วย โดยตัวแปรอิสระคือ การเคลื่อนไหวร่างกาย สำหรับตัวแปรอิสระอื่นที่มีผลต้องทำการ ควบคุม 6. สมมติฐานการวิจัยควรมีและตั้งแบบมีทิศทาง โดยมีทฤษฎีรองรับ 7. ตัวแปรอิสระการเคลื่อนไหวร่างกาย มี 2 แบบ แบบใช้เก้าอี้ โยก และแบบปกติ 8. ตัวแปรตาม/ตัวแปร หลัก จำนวนครั้งการเคลื่อนไหวลำไส้ การเนอ การ ผายลม การถ่ายอุจจาระ

68 การวางแผนการดำเนินการวิจัย…ตัวอย่าง ประเด็นการวิจัยกึ่งทดลอง 9. ประชากร-ผู้ป่วยนรีเวชที่ได้รับการผ่าตัดหน้าท้อง 10. ขนาดตัวอย่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน 11. วิธีการเลือก ตัวอย่าง ไม่มี R. Selection, ไม่มี R. assignment มีแต่ R. treatment โดยกลุ่มตัวอย่างทั้งกลุ่ม ถูกสุ่มเข้ารับการทดลอง 12. เครื่องมือวิจัยแบบบันทึกส่วนบุคคล ข้อมูลเกี่ยวกับการ รักษาพยาบาล ข้อมูลการทำงานลำไส้ แบบสอบถามความพึงพอใจ 13. การตรวจสอบ คุณภาพเครื่องมือ ความเที่ยงแบบความสอดคล้องภายใน ของครอนบาค

69 การวางแผนการดำเนินการวิจัย…ตัวอย่าง ประเด็นการวิจัยกึ่งทดลอง 14. การเก็บรวบรวม ข้อมูล -เก็บข้อมูลก่อน ระหว่าง และหลังการทดลอง ในพื้นที่ที่ทำวิจัย 15. การวิเคราะห์ ข้อมูล สถิติวิเคราะห์ประเภทการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย

70 ถ้าเรา… มีความมั่นใจที่จะทำได้ อยากลงมือทำในสิ่งที่คิด ทุ่มเทใส่ใจ ลงแรง ตัดสินใจทำในสิ่งที่ถูก ลงมือทำ เพียรทำงานจนเสร็จ มีความเอื้ออาทร สามารถ ทำงานเป็นทีม มีสามัญสำนึก สามารถหาคำตอบ และมีเป้าประสงค์ที่มั่นคง และมีเป้าประสงค์ที่มั่นคง การสร้างงานวิจัยไม่ใช่เรื่องยาก… กำลังใจและโอกาส ท่านได้รับแล้ว

71 ThankSssssssss ThankSssssssss Q & A


ดาวน์โหลด ppt วิธีวิทยาการวิจัยของ งานวิจัยในโรงพยาบาล น.ท.หญิง ดร. วัชราพร เชยสุวรรณ วิทยาลัยพยาบาลกองทัพเรือ.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google