งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

ประโยชน์และความสำคัญการผสมเทียม (Artificial insemination) จัดทำโดย สำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "ประโยชน์และความสำคัญการผสมเทียม (Artificial insemination) จัดทำโดย สำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์"— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 ประโยชน์และความสำคัญการผสมเทียม (Artificial insemination) จัดทำโดย สำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์

2 การผสมเทียม (Artificial insemination) ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง การผสมพันธุ์ด้วยวิธีฉีดน้ำอสุจิเข้า อวัยวะสืบพันธุ์ของเพศเมีย โดยไม่ได้ร่วม สัมพันธ์ทางเพศกัน

3 การผสมเทียมยังหมายถึง การ ขยายพันธุ์สัตว์ ด้วยเทคนิคที่สามารถ ป้องกันการแพร่โรคทางการสืบพันธุ์

4 การผสมเทียมในประเทศไทย ในปี พ.ศ ศาสตราจารย์นีลล์ ลา เกอร์ลอฟ ชาวสวีเดน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญจาก เอฟ.เอ.โอ. ได้เดินทางมาสำรวจการเลี้ยงปศุ สัตว์ในประเทศไทย

5 จากนั้นได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายโครงการผลิตโคนมลูกผสมด้วย วิธีการผสมเทียม

6 ปี พ.ศ กรมปศุสัตว์ได้ส่งข้าราชการ 2 นายคือ นายสัตวแพทย์ทศพร สุทธิคำ และ นายสัตวแพทย์อุทัย สาลิคุปต์ ไปศึกษา ณ ราชวิทยาลัยสัตวแพทย์ กรุงสต๊อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน โดยองค์การอาหารและเกษตรแห่ง สหประชา ชาติร่วมกับรัฐบาลสวีเดน ได้เปิด หลักสูตรฝึก อบรมวิชาการสืบพันธุ์ รวมทั้ง การผสมเทียมขึ้นเป็นรุ่นแรก

7 นายสัตวแพทย์ทศพร สุทธิคำ ศึกษา วิชาการสืบพันธุ์และผสมเทียม ณ ประเทศ สวีเดนสำเร็จ จากนั้นท่านเริ่มต้นด้วยการพยายาม ก่อตั้งสถานีผสมเทียม เพื่อให้บริการผสม เทียมแก่ปศุสัตว์ของเกษตรกร

8

9 พยายามถ่ายทอดความรู้ด้านการ ผสมเทียมแก่นักวิชาการของกรมปศุ สัตว์ ปี พ.ศ กรมปศุสัตว์จึง ได้ เปิดสถานีผสมเทียมแห่งแรก ที่จังหวัด เชียงใหม่ และได้มอบหมายให้ นายสัตวแพทย์ทศพร สุทธิคำ ปฏิบัติ หน้าที่เป็นหัวหน้าสถานีผสมเทียม

10 ในวันที่ 9 กันยายน พ.ศ นายสัตวแพทย์ทศพร ได้ผสมเทียมให้ แม่โคตัวแรก ที่อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นแม่โคของนายนคร ผดุงกิจ โค ดังกล่าวได้ตั้งท้องและต่อมาคลอดลูกเป็นลูก โคเพศเมีย ในวันที่ 9 กันยายน ของทุก ๆ ปี จึงถือ เป็นวันกำเนิดงานผสมเทียมของประเทศไทย

11

12

13

14 การปฏิบัติงานผสมเทียมในสมัยแรก ๆ ทำการรีดน้ำเชื้อพ่อพันธุ์โคนม ผสมด้วย น้ำยาละลายน้ำเชื้อประเภทไข่แดงซิเตรท (Egg Yolk Citrate) น้ำเชื้อที่ใช้เป็นน้ำเชื้อ สด (Fresh Semen) พ่อพันธุ์โคนมที่ใช้รีดน้ำเชื้อระยะแรก ๆ คือ พ่อพันธุ์เรดเดน, บราวน์สวิส, เจอร์ซี่

15 ปีงบประมาณ 2546(ตุลาคม 2545) ได้ มีการเปลี่ยนกรอบส่วนราชการทั้งประเทศ กองผสมเทียม ได้ยกฐานะเป็น สำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ ประกอบด้วย 1 ฝ่าย 4 กลุ่ม และ 14 ศูนย์ ซึ่งทั้งหมด ขึ้นตรงกับสำนัก

16 1 ฝ่าย ได้แก่ -ฝ่ายบริหารทั่วไป 4 กลุ่ม ได้แก่ -กลุ่มวิจัยและผลิตน้ำเชื้อ -กลุ่มพัฒนาระบบข้อมูล -กลุ่มวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตปศุ สัตว์ -กลุ่มวิจัยการผสมเทียมและความสมบูรณ์ พันธุ์

17 15 ศูนย์ ได้แก่ -ศูนย์ผลิตน้ำเชื้อ 4 ศูนย์ -ศูนย์ย้ายฝากตัวอ่อน 1 ศูนย์ -ศูนย์วิจัยการผสมเทียมและ เทคโนโลยีชีวภาพ 10 ศูนย์

18 ศูนย์ผลิตน้ำเชื้อ 4 ศูนย์ ได้แก่ -ศูนย์ผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งพ่อพันธุ์ ผสมเทียมลำพญากลาง -ศูนย์ผลิตน้ำเชื้อโคพันธุ์โครงการ หลวงอินทนนท์ -ศูนย์ผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งพ่อพันธุ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ -ศูนย์ผลิตน้ำเชื้อสุกรราชบุรี

19 ศูนย์ฯ ET 1 ศูนย์ -ศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ย้ายฝากตัวอ่อน

20 ศูนย์ผสมเทียม 10 ศูนย์ฯ -ศูนย์วิจัยการผสมเทียมฯ สระบุรี -ศูนย์วิจัยการผสมเทียมฯ ชลบุรี -ศูนย์วิจัยการผสมเทียมฯ นครราชสีมา -ศูนย์วิจัยการผสมเทียมฯ ขอนแก่น -ศูนย์วิจัยการผสมเทียมฯ อุบลราชธานี

21 -ศูนย์วิจัยการผสมเทียมฯ เชียงใหม่ -ศูนย์วิจัยการผสมเทียมฯ พิษณุโลก -ศูนย์วิจัยการผสมเทียมฯ ราชบุรี -ศูนย์วิจัยการผสมเทียมฯ สุราษฎร์ธานี -ศูนย์วิจัยการผสมเทียมฯ สงขลา

22 ลำดับรายนามผู้อำนวยการกองผสมเทียม 1.นายสัตวแพย์ทศพร สุทธิคำ พ.ศ พ.ศ นายสัตวแพทย์ภาษย์ สาริกะภูติ พ.ศ พ.ศ นายสัตวแพทย์ประเสริฐ ศงสะเสน พ.ศ พ.ศ สัตวแพทย์หญิงปาริฉัตร สุขโต พ.ศ พ.ศ นายสัตวแพทย์สุรจิต ทองสอดแสง พ.ศ พ.ศ นายสัตวแพทย์อยุทธ์ หรินทรานนท์ พ.ศ พ.ศ.2545

23 ลำดับรายนามผู้อำนวยการสำนัก เทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ 1.นายสัตวแพทย์อยุทธ์ หรินทรานนท์ พ.ศ ปัจจุบัน

24 การผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ ในธรรมชาติแม่โคที่พร้อมรับการผสม พันธุ์ จะแสดงอาการที่เรียกว่าเป็นสัด การเป็นสัดเป็นอาการที่โคยอมรับการ ผสมพันธุ์จากพ่อพันธุ์

25 ขณะที่แม่โคเริ่มแสดงอาการเป็น สัด แม่โคจะปล่อยสารเรียกว่า ฟีโรโมน (pheromone) ฟีโรโมน เป็นตัวชักจูงให้พ่อพันธุ์ สนใจแม่โค และคอยติดตามเพื่อหา โอกาสผสมพันธุ์

26 ระยะต้น ๆ ของการเป็นสัด แม่โคจะยัง ไม่ยอมให้พ่อพันธุ์ผสม ซึ่งเป็นไปตามกลไก ตามธรรมชาติของฮอร์โมนในตัวแม่โคเอง ระยะต้น ๆ ฟอลลิเคิล(Follicle)บนรังไข่ ของแม่โค ยังไม่สุกหรือแก่ ฮอร์โมน เอสโตรเจนยังมีน้อย แม่โคจึงยังไม่ยอมรับ การผสม คือยังไม่ยืนนิ่งให้พ่อพันธุ์ขึ้นขี่

27 ผ่านไประยะหนึ่ง ฟอลลิเคิลบนรังไข่ ของแม่โคสุกหรือแก่เต็มที่ ฮอร์โมน เอสโตรเจนที่สร้างจากฟอลลิเคิลมีปริมาณ มาก แม่โคจะยืนนิ่งให้พ่อพันธุ์ขึ้นขี่

28 เมื่อแม่โคยืนนิ่ง พ่อพันธุ์จะขึ้นขี่ อวัยวะ เพศของพ่อพันธุ์จะยื่นยาวออกมาจากถุงหุ้ม (prepuce) พร้อมทั้งสอดส่ายหารูเปิดของ อวัยวะเพศแม่โค หลังจากพ่อพันธุ์สอดอวัยวะเพศเข้าไป ในช่องคลอดของแม่โค พ่อพันธุ์จะกระแทก อย่างแรง(trust) และหลั่งน้ำเชื้อออกมาใน ช่องคลอด(Vagina) แม่โค

29 การหลั่งน้ำเชื้อครั้งแรก ๆ จะมีน้ำเชื้อ ประมาณ 6 ซีซี มีอสุจิประมาณ 7,000 ล้านตัว พ่อพันธุ์จะใช้เวลาในการผสมต่อครั้ง ไม่ถึง 20 วินาที

30

31 พ่อพันธุ์จะพยายามหาโอกาสผสม พันธุ์เรื่อยไป ตามความแข็งแรงของพ่อพันธุ์ หรือจนกว่าแม่โคจะสิ้นสุดอาการเป็นสัด พ่อพันธุ์จะขึ้นขี่แม่โคและปล่อยน้ำเชื้อ ประมาณ 3-5 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน นาที ความเข้มข้นของตัวอสุจิจากน้ำเชื้อที่ หลั่งออกมาในการผสมครั้งหลัง ๆ จะลด น้อยลง

32 น้ำเชื้อของพ่อพันธุ์จะถูกปล่อยที่ช่อง คลอด(Vagina)ของแม่โค ตัวอสุจิจะเดินทางจากช่องคลอดเพื่อ ไปยังท่อนำไข่ ซึ่งหากน้ำเชื้อพบกับไข่ บริเวณแอมพูล่า(Ampulla)ของท่อนำไข่ ตัว อสุจิจะเข้าผสมกับไข่เกิดการปฏิสนธิ

33

34 หากน้ำเชื้อเคลื่อนที่ถึงท่อนำไข่ แต่ ไม่พบกับไข่ น้ำเชื้อจะเคลื่อนที่เลยไปถึง ปากแตรและตกลงไปในช่องท้อง ในการเคลื่อนที่ของตัวอสุจิไปที่ท่อ นำไข่ เกิดจากการบีบตัวของมดลูก และ แรงว่ายของตัวอสุจิเอง รวมถึงเมือกใส จากระบบสืบพันธุ์ของแม่โคที่สร้าง ออกมาขณะเป็นสัดด้วย

35 การเคลื่อนที่ของอสุจิไปที่ท่อนำไข่ แบ่ง ได้เป็น 2 ลักษณะคือ 1.ลักษณะเร็ว(rapid phase) ตัวอสุจิจะ เดินทางไปถึงท่อนำไข่โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่ นาที 2.ลักษณะช้า(prolong phase) ตัวอสุจิ เดินทางไปถึงท่อนำไข่ใช้เวลาเป็นชั่วโมง หรือหลาย ๆ ชั่วโมง

36 -ลักษณะเร็ว พบอสุจิในท่อนำไข่ของแม่โค หลังจาก การผสมพันธุ์ตามธรรมชาติหรือจากการผสม เทียม ในเวลาเพียงแค่ 2-3 นาที อสุจิเหล่านี้ ไม่สามารถทำการปฏิสนธิ หรือเข้าผสมกับไข่ได้ อสุจิที่พบในท่อนำไข่จากการเคลื่อนที่ ลักษณะเร็ว เป็นอสุจิที่ไม่เคลื่อนไหว ผนังเซล ของอสุจิถูกทำลาย อสุจิชุดนี้จะถูกขับออกทางปากแตรของ ท่อนำไข่และตกลงไปในช่องท้อง

37 -ลักษณะช้า อสุจิส่วนใหญ่ จะเคลื่อนที่ลักษณะช้า กว่าจะเดินทางไปถึงท่อนำไข่ใช้เวลา เป็นชั่วโมง หรือหลายชั่วโมง เนื่องจากอสุจิจะถูกกักไว้ในบริเวณส่วน ต่าง ๆ ของระบบสืบพันธุ์โคเพศเมีย

38 บริเวณที่มักเป็นที่กักตัวอสุจิ ได้แก่ บริเวณคอมดลูก(Cervix) บริเวณรอยต่อระหว่างปีกมดลูกและท่อ นำไข่ส่วนอีทมัส บริเวณรอยต่อระหว่างท่อนำไข่ ส่วนอิทมัสและแอมพูลา

39

40 คอมดลูกมีลักษณะเป็นหลืบ จึงเป็นที่กัก ตัวอสุจิอย่างดี อสุจิส่วนใหญ่ ถูกกักไว้ที่คอมดลูก ลักษณะความเป็นหลืบของคอมดลูก จะ เป็นการกรองตัวอสุจิตามธรรมชาติ ตัวอสุจิที่ ตายหรือเคลื่อนไหวผิดปกติ จะติดอยู่ตาม หลืบในคอมดลูก

41 พบอสุจิบางส่วนผ่านคอมดลูกไปถึงตัว มดลูกประมาณชั่วโมงที่ 2 หลังจากการผสม พันธุ์ตามธรรมชาติ

42 ตัวอสุจิที่สามารถ ผ่านคอมดลูก จะ เคลื่อนที่ต่อไปที่ไปปีก มดลูก เมื่อไปถึงรอยแยก ของปีกมดลูก ตัวอสุจิ จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนตามธรรมชาติ เพื่อ ไปปีกมดลูกข้างซ้าย และข้างขวา

43 เมื่อไปถึงรอยต่อระหว่างปีกมดลูกกับ ท่อนำไข่ส่วนอิทมัส บริเวณรอยต่อนี้จะมี ลักษณะเป็นลิ้นหรือกล้ามเนื้อหูรูด บริเวณ รอยต่อจะเป็นจุดกักตัวอสุจิอีกจุดหนึ่ง จะพบอสุจิจำนวนมากบริเวณบริเวณ รอยต่อระหว่างปีกมดลูกและท่อนำไข่ ส่วนอิทมัส ประมาณชั่วโมงที่ 8 หลังการผสม พันธุ์ตามธรรมชาติ

44 หรือ ประมาณชั่วโมงที่ 6 หลังจากตัว อสุจิผ่านคอมดลูกมาแล้ว สรุปเบื้องต้น ตัวอสุจิจะให้เวลาในการเดินทางผ่านคอ มดลูกประมาณ 2 ชั่วโมง ตัวอสุจิจะให้เวลาในการเดินทางจากตัว มดลูกถึงสุดปีกมดลูกประมาณ 6 ชั่วโมง

45 เมื่ออสุจิเดินทางมาถึงรอยต่อระหว่างปีก มดลูกและท่อนำไข่ส่วนอิทมัส ตัวอสุจิส่วนใหญ่จะถูกกักไว้บริเวณนี้ บริเวณรอยต่อ จะเป็นส่วนที่ทำการ คัดเลือกตัวอสุจิให้เดินทางผ่านไปในได้ใน ปริมาณที่พอเหมาะ เมื่ออสุจิผ่านส่วนนี้ไปได้แล้ว จะเดินทาง ต่อไปที่ท่อนำไข่ส่วนแอมพูล่า

46 ช่วงต่อระหว่างท่อนำไข่ส่วนอิทมัส และแอมพูล่า จะเป็นตัวกรองอสุจิอีก ชั้นหนึ่ง เพื่อลดปริมาณอสุจิที่จะเคลื่อนที่ มาถึงท่อนำไข่ส่วนแอมพูล่า ปกติจะสามารถพบอสุจิในท่อนำไข่ ส่วนแอมพูล่าบริเวณที่จะมีการปฏิสนธิ เพียงไม่กี่ร้อยตัวเท่านั้น

47

48 ตัวอสุจิหลังการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ จะเริ่มพบที่ท่อนำไข่ส่วนแอมพูล่าประมาณ ชั่วโมงที่ 12 พบเป็นจำนวนมากประมาณชั่วโมงที่ หลังการผสมพันธุ์

49 ในการเคลื่อนที่ของอสุจิไปที่ท่อนำไข่ ตลอดระยะทางการเคลื่อนที่ ตัวอสุจิบางส่วน จะถูกทำลายโดยเม็ดเลือดขาวของแม่โค บางส่วนจะติดตามหลืบหรือรอยต่อหรือ กล้ามเนื้อหูรูดต่าง ๆ เป็นการควบคุมจำนวนอสุจิไม่ให้เข้าถึง ไข่มากเกินไป ป้องกันการผสมจากอสุจิ มากกว่า 1 ตัว

50 ขณะที่อสุจิเคลื่อนที่ผ่านระบบสืบพันธุ์ ของแม่โค ตัวอสุจิจะเกิดปฏิกริยาที่ชื่อว่าคาร์ ปาซิเตชั่น(Capacitation) เพื่ออสุจิจะ สามารถปฏิสนธิกับไข่ได้

51 ในขณะที่แม่โคเป็นสัด ท่อนำไข่ส่วน ฟิมเบียร์หรือปากแตร จะยื่นไปหุ้มรับรังไข่ ไว้ เมื่อฟอลลิเคิลบนรังไข่แตก ไข่จะตก มาสู่ปากแตร ไข่จะเคลื่อนที่มาตามท่อนำไข่ส่วน แอมพูล่า โดยการโบกพัดของขนเล็ก ๆ (cilia)ในท่อนำไข่ และการบีบตัวของท่อ นำไข่รวมถึงการเคลื่อนไหวของของเหลว ในท่อนำไข่ร่วมกัน

52

53

54

55 การเข้าผสมกับไข่ของอสุจิ เริ่มจากตัวอสุจิหลาย ๆ ตัว ที่อยู่รอบ ๆ ไข่ จะปล่อยเอ็นไซม์จากอโครโซม(Acrosome) ชื่อไฮยาลูโรนิเดส(Hyaluronidase)ที่ส่วนหัว ของตัวอสุจิเพื่อสลายเซลคิวมูลัส โอโอฟอรัส (cumulus oophorus) ที่หุ้มรอบไข่

56 ฮอร์โมนแอลเอชจากแม่โคจะช่วย ให้เซลคิวมูลัส โอโอฟอรัส กระจายตัว มากขึ้น ตัวอสุจิบางส่วนจึงเจาะผ่านเซล คิวมูลัส โอโอฟอรัสไปได้

57 หลังจากตัวอสุจิบางส่วนเจาะทะลุผ่าน คิวมูลัส โอโอฟอรัสที่ล้อมรอบไข่แล้ว อสุจิจะพบบางส่วนของชั้น โคโรนา เรดิ เอต้า

58 ตัวอสุจิจะพยายามเจาะทะลุชั้นโค โรนา เรดิเอต้า โดยการสลายเปลือกอะ โครโซมชั้นนอกบริเวณส่วนหัวของตัว อสุจิ การสลายเปลือก อโครโซมชั้นนอก จะเกิดเอ็นไซม์โคโรนา เพนิเตรชัน (Corona penetration enzyme) ใช้ เจาะทะลุเซลชั้นโคโรนา เรดิเอต้า

59 หลังจากอสุจิเจาะทะลุเซลชั้นโคโรนา เรดิเอต้าได้แล้ว อสุจิจะพบเปลือกไข่หรือโซนา เพลลู ซิด้า(zona pellucida)

60 เปลือกไข่ชั้นนี้ จะจำเพาะชนิดสัตว์ เปลือกไข่โซนา เพลลูซิด้าของสัตว์ต่างชนิด กันกับตัวอสุจิ ตัวอสุจิจะไม่สามารถเจาะทะลุ ได้

61 ตัวอสุจิเมื่อพบกับเปลือกโซนา เพลลู ซิด้า จะพยายามเจาะทะลุโดยการ เคลื่อนไหวของตัวอสุจิเอง เอ็นไซม์ไฮยาลูโรนิเดส เอ็นไซม์อะโครซิน ซึ่งสร้างจากอะ โครโซมของอสุจิ

62 ตัวอสุจิจำนวนหลายตัว จะสามารถเจาะ ทะลุผ่านเปลือกไข่ชั้นโซนา เพลลูซิด้า หลังจากเจาะทะลุเปลือกไข่แล้ว จะพบ กับไซโตพลาสซึมของไข่

63 ตัวอสุจิตัวแรกที่สัมผัสกับไซโตร พลาสซึมของไข่ จะเป็นเพียงอสุจิตัว เดียวเท่านั้นที่มีโอกาสเข้าผสมกับไข่ เนื่องจากเมื่อตัวอสุจิตัวใดตัวหนึ่ง สัมผัสกับไซโตพลาสซึมของไข่ ไซโต พลาสซึมจะปล่อยคอร์ติคัล แกรนูล มา คลุมผิวไซโตพลาสซึมทั้งหมด ทำให้ อสุจิตัวอื่น ๆ เกาะไซโตรพลาสซึมไม่ได้

64 ส่วนหัวของอสุจิจะแทรกเข้าไปในไข่ และสลัดหางหิ้ง เกิดการรวมนิวเคลียส ระหว่างอสุจิกับไข่ เรียกว่าเกิดปฏิสนธิ (fertilization) หลังเกิดการปฏิสนธิ ตัวอ่อนจะมีการ แบ่งตัว และขณะเดียวกันก็เคลื่อนที่มาที่ปีก มดลูก

65 หลังจากตัวอสุจิผสมกับไข่แล้ว จะมีการ พัฒนาเป็นตัวอ่อน ตัวอ่อนเริ่มแรกจะเป็นตัว อ่อนระยะ 1 เซล เรียกว่าไซโกต (Zygote)

66 ตัวอ่อนจะแบ่งตัวเพิ่มขั้นเรื่อย ๆ จาก 1 เซล เป็น 2 เซล จาก 2 เซล เป็น 4 เซล จาก 4 เซล เป็น 8 เซล จาก 8 เซล เป็น 16 เซล

67 ตัวอ่อนระยะ 16 เซล จะนับได้ยาก และอัตราการแบ่งตัวของแต่ละเซลก็ไม่ พร้อมกัน ทำให้จำนวนเซลหลังจาก 16 เซลแล้วการแบ่งตัวอาจเป็นเลขคี่ไม่เป็น ทวีคูณได้ จาก 16 เซล เป็น 32 เซล ตัวอ่อน ระยะนี้จะอัดแน่นจนมองเห็นคล้าย น้อยหน่าเรียกระยะที่เห็นตัวอ่อนมีเซล อัดแน่นจนมองเห็นคล้ายน้อยหน่าว่ามอรู ล่า(morula)

68 จากนั้น ตัวอ่อนจะมีการพัฒนาจนมี ช่องว่างภายในเรียกว่าบลาสโตซีส

69 ตัวอ่อนตั้งแต่ระยะ 1 เซล ถึง 32 เซล ยังอยู่ภายในท่อนำไข่ ทุกขณะที่ตัวอ่อนมีการแบ่งตัว จะ ค่อย ๆ เคลื่อนที่มาที่ปีกมดลูกด้วย ตัวอ่อนจะเคลื่อนที่ถึงปีกมดลูก ประมาณวันที่ 7 เป็นระยะที่เรียกว่า บลาสโตซีส

70 ตัวอ่อนจะค่อย ๆ เจริญมากขึ้น และ จะเริ่มเกาะผนังมดลูกประมาณวันที่ 23 ประมาณวันที่ 35 ตัวอ่อนจะฝังตัวที่ ปีกมดลูก เรียกว่าเกิดการตั้งท้อง

71 การผสมเทียมโค การผสมเทียม เป็นการปฏิบัติงานที่ คล้ายการทำหน้าที่ของพ่อพันธุ์ตาม ธรรมชาติ

72 ที่ต่างกันคือ 1.ปริมาณน้ำเชื้อที่ใช้ผสมเทียม น้อย กว่าปริมาณน้ำเชื้อจากการผสมพันธุ์ตาม ธรรมชาติมาก 2.ตำแหน่งที่ปล่อยน้ำเชื้อ พ่อพันธุ์จะ ปล่อยน้ำเชื้อที่ช่องคลอด(Vagina) การ ผสมเทียมจะปล่อยน้ำเชื้อที่ตำแหน่งตัว มดลูกเป็นส่วนใหญ่ 3.น้ำเชื้อที่ใช้ผสมเทียม ผสมด้วยยา ปฏิชีวนะ เพื่อลดการติดเชื้ออันเกิดจากการ สืบพันธุ์

73 ประโยชน์ของการผสมเทียม 1.สามารถปรับปรุงพันธุ์สัตว์ให้ดีขึ้นได้ อย่างรวดเร็ว 2.ย่นระยะเวลาในการพิสูจน์พ่อพันธุ์ 3.สามารถทำให้สัตว์คลอดลูกได้ตาม ฤดูกาล 4.ตัดปัญหาในการเลี้ยงดูสัตว์พ่อพันธุ์

74 5.ตัดปัญหาในการขนส่งสัตว์ไปผสม พันธุ์กัน 6.สามารถผสมพันธุ์สัตว์ต่างขนาดกัน ได้ 7.ป้องกันโรคติดต่อที่เกิดจากการ ผสมพันธุ์กัน 8.ป้องกันโรคระบาดที่เกิดจากการ เคลื่อนย้ายสัตว์ไปผสมพันธุ์กัน

75 ข้อเสียของการผสมเทียม 1.ถ้าพ่อพันธุ์ที่ใช้ผลิตน้ำเชื้อ มีลักษณะ ที่ไม่ดี ลักษณะที่ไม่ดีนี้ จะแพร่กระจายได้ อย่างรวดเร็ว 2.ถ้าเจ้าหน้าที่ผู้ทำการผสมเทียม ขาด ความรู้และความชำนาญ หรือทำการผสม เทียมด้วยความสกปรก อวัยวะสืบพันธุ์ของแม่ โคอาจเกิดการติดเชื้อหรือบาดเจ็บได้

76 ขอขอบคุณ สำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์


ดาวน์โหลด ppt ประโยชน์และความสำคัญการผสมเทียม (Artificial insemination) จัดทำโดย สำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google