งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายที่ใช้ในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา สุวัฒน์ ไวยุพัฒนธี ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ประภาศ.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายที่ใช้ในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา สุวัฒน์ ไวยุพัฒนธี ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ประภาศ."— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายที่ใช้ในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา สุวัฒน์ ไวยุพัฒนธี ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ประภาศ คงเอียด ผู้พิพากษาศาลภาษีอากรกลาง

2 หลักการสำคัญในการเขียนบันทึกการค้นและจับกุม 1. ต้องมีข้อเท็จจริงที่สอดคล้อง กับข้อกล่าวหา 1. ต้องมีข้อเท็จจริงที่สอดคล้อง กับข้อกล่าวหา 2. ต้องมีข้อเท็จจริงที่สอดคล้อง กับอำนาจการตรวจค้นและจับกุมของ เจ้าพนักงาน 2. ต้องมีข้อเท็จจริงที่สอดคล้อง กับอำนาจการตรวจค้นและจับกุมของ เจ้าพนักงาน

3 ข้อเท็จจริงสอดคล้องกับข้อกล่าวหา 1. ต้องมีความรู้เกี่ยวกับ ความผิดตามกฎหมายสรรพสามิต 1. ต้องมีความรู้เกี่ยวกับ ความผิดตามกฎหมายสรรพสามิต 2. ต้องมีความรู้เกี่ยวกับ กฎหมายอาญา 2. ต้องมีความรู้เกี่ยวกับ กฎหมายอาญา

4 ข้อเท็จจริงสอดคล้องกับอำนาจจับกุม 1. ต้องมีความรู้เกี่ยวกับอำนาจเจ้า พนักงานตามกฎหมายสรรพสามิต 1. ต้องมีความรู้เกี่ยวกับอำนาจเจ้า พนักงานตามกฎหมายสรรพสามิต 2. ต้องมีความรู้เกี่ยวกับประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2. ต้องมีความรู้เกี่ยวกับประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

5 กฎหมายในการจัดเก็บภาษีอากร การบริหารจัดเก็บภาษี การตรวจปราบปราม กฎหมายที่สำคัญซึ่งเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการของหน่วยงานจัดเก็บภาษี - ประมวลรัษฎากร - กฎหมายศุลกากร - กฎหมายสรรพสามิต - พ.ร.บ. ชดเชยค่าภาษีอากร - พ.ร.บ. การนิคมอุตสาหกรรม ฯลฯ ฯลฯ - ป. อาญา - ป. วิ. อาญา - พ.ร.บ. ยาเสพติด ฯลฯ ฯลฯ กฎหมายควบคุมการปฏิบัติราชการ - พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน - พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน - พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร - พ.ร.บ. วิ. ปกครอง - พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิด - กฎหมายอื่น

6 การตรวจปราบปรามตามกฎหมายสรรพสามิต ประมวลกฎหมายอาญา ภาค 1 มาตรา 1(3), 17, 31, 59, 80, 83, 84, มาตรา 1(3), 17, 31, 59, 80, 83, 84, 90, 91, 95, 102 และ 105

7 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา - มาตรา 2 (2) (3) (4) (7) (8) (9) (10) (11) (13) (16) (20) (21) (22) - มาตรา 16, 17, 37, 38, 61, 66 - การจับ มาตรา ที่สำคัญคือ มาตรา 78, 80 วรรค 1, 81, 82 และ 83 - การค้น มาตรา ที่สำคัญคือ มาตรา 92, 93, 96, 98 (2) และ 102 การตรวจปราบปรามตามกฎหมายสรรพสามิต

8 มาตรา 4 “เจ้าพนักงานสรรพสามิต” หมายความว่า ข้าราชการพลเรือนสังกัดกรมสรรพสามิต “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายวามว่า ข้าราชการพลเรือนสังกัดกระทรวงการคลังหรือ บุคคลอื่น ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ เจ้าพนักงานตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต

9 ประกาศกระทรวงการคลัง ลงวันที่ 12 กันยายน ข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกรมสรรพสามิต ตั้งแต่ ระดับ 3 ขึ้นไป เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติภาษี สรรพสามิต พ.ศ ภายในเขตท้องที่ที่รับผิดชอบ 2. ข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกรมศุลกากร ตั้งแต่ ระดับ 2 ขึ้นไป เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 54 เฉพาะสินค้า นำเข้า 3. ข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกรมศุลกากร ตั้งแต่ ระดับ 3 ขึ้นไป เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 79 ถึง 85 เฉพาะ สินค้านำเข้า 4. เจ้าหน้าที่ของธนาคารพาณิชย์ที่กรมสรรพสามิตประกาศ ให้เป็นสถานที่ยื่นแบบรายการภาษีสรรพสามิต เป็นพนักงาน เจ้าหน้าที่ตามมาตรา 53 วรรคสี่ พนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต

10 มาตรา 131 “เพื่อประโยชน์ในการจับกุม ปราบปรามผู้กระทำความผิดตาม พระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็น พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา” มาตรา 131 “เพื่อประโยชน์ในการจับกุม ปราบปรามผู้กระทำความผิดตาม พระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็น พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา” มาตรา 134 “ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเจ้าพนักงานสรรพสามิตเป็นผู้จับกุม ผู้ต้องหาในความผิดที่เปรียบเทียบได้ตาม พระราชบัญญัตินี้...” มาตรา 134 “ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเจ้าพนักงานสรรพสามิตเป็นผู้จับกุม ผู้ต้องหาในความผิดที่เปรียบเทียบได้ตาม พระราชบัญญัตินี้...” ผู้มีอำนาจตรวจค้นและจับกุม ตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต

11 มาตรา 2(16) “พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ” หมายความถึงเจ้าพนักงานซึ่งกฎหมายให้มี อำนาจและหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย ของประชาชน ให้รวมทั้ง...เจ้าพนักงานกรม สรรพสามิต …ในเมื่อทำการอันเกี่ยวกับการ จับกุมปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายซึ่งตน มีหน้าที่ต้องจับกุมหรือปราบปราม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

12 มาตรา 16 “... อำนาจพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจใน การที่จะปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมาย นี้ ต้องเป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับทั้งหลาย … ซึ่งว่าด้วยอำนาจและหน้าที่ของพนักงานฝ่าย ปกครองหรือตำรวจนั้น ๆ” มาตรา 17 “พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจมีอำนาจ สืบสวนคดีอาญาทั้งปวง” ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

13 มาตรา 4 “เจ้าพนักงานสรรพสามิต” หมายความว่า เจ้าพนักงานกรมสรรพสามิต ซึ่งอธิบดีแต่งตั้ง ให้มีอำนาจและหน้าที่เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไป ตามพระราชบัญญัตินี้ “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า เจ้า พนักงานสรรพสามิตและผู้ซึ่งอธิบดีแต่งตั้งให้ มีอำนาจและหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตาม พระราชบัญญัตินี้ พ.ร.บ. สุรา

14 ประกาศกรมสรรพสามิต ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2546 พนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการตาม พ.ร.บ. สุรา ฯ (ข้อ 2.4) - ผ.อ. สรรพสามิตภาค - ผ.อ. สำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพ ฯ ผู้ทำหน้าที่ เป็นสรรพสามิตกรุงเทพ ฯ พื้นที่ สรรพสามิตพื้นที่ เจ้าหน้าที่บริหารงานสรรพสามิต 7 เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 7 และเจ้าหน้าที่ตรวจ สรรพสามิต 7 ของสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ - สรรพสามิตพื้นที่สาขา และเจ้าหน้าที่บริหารงาน สรรพสามิต 7 สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่สาขา พนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ. สุรา

15 ประกาศกรมสรรพสามิต ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2546 พนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการตาม พ.ร.บ. สุรา ฯ (ข้อ 2.4) - ผ.อ. สำนัก ฯ เจ้าหน้าที่ตรวจสรรพสามิต เจ้าหน้าที่ ตรวจสอบภาษี และนายตรวจสรรพสามิต สำนักตรวจสอบ ป้องกัน และปราบปราม - ผ.อ. ส่วน เจ้าหน้าที่ตรวจสรรพสามิต เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ภาษี นายตรวจสรรพสามิต เจ้าพนักงานสรรพสามิต และเจ้าหน้าที่ สรรพสามิต ส่วนตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม ของสำนักงาน สรรพสามิตภาค - เจ้าหน้าที่ตรวจสรรพสามิต นักวิชาการสรรพสามิต เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษี นายตรวจสรรพสามิต เจ้าพนักงาน สรรพสามิต และเจ้าหน้าที่สรรพสามิต สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ พนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ. สุรา

16 ประกาศกรมสรรพสามิต ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2546 พนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการตาม พ.ร.บ. สุรา ฯ (ข้อ 2.4) - เจ้าหน้าที่ตรวจสรรพสามิต นักวิชาการสรรพสามิต เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษี นายตรวจสรรพสามิต และเจ้าพนักงาน สรรพสามิต สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่สาขา - เจ้าหน้าที่บริหารงานสรรพสามิต เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษี นักวิชาการสรรพสามิต และเจ้าหน้าที่สรรพสามิต สำนักงาน สรรพสามิตกรุงเทพมหานครพื้นที่ พนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ. สุรา

17 มาตรา 28 “ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปตรวจโรงงาน สุราที่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้ หรือสถานที่ของผู้ ได้รับใบอนุญาตให้ทำ หรือขาย หรือเก็บสุรา หรือเชื้อสุรา หรือสินค้าอื่นใดที่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้ใน เวลาทำการ” มาตรา 29 “เพื่อประโยชน์ในการจับกุมและปราบปรามผู้กระทำ ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มี อำนาจและหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานฝ่ายปกครองหรือ ตำรวจ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา” พ.ร.บ. สุรา

18 มาตรา 55 “ให้อธิบดีมีอำนาจแต่งตั้ง ข้าราชการกรมสรรพสามิตเป็นเจ้า พนักงานปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติ นี้ หรือเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่ จับกุมและปราบปรามผู้กระทำผิดตาม พระราชบัญญัตินี้ โดยประกาศในราช กิจจานุเบกษา” “ให้อธิบดีมีอำนาจแต่งตั้ง ข้าราชการกรมสรรพสามิตเป็นเจ้า พนักงานปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติ นี้ หรือเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่ จับกุมและปราบปรามผู้กระทำผิดตาม พระราชบัญญัตินี้ โดยประกาศในราช กิจจานุเบกษา” พ.ร.บ. ยาสูบ

19 ประกาศกรมสรรพสามิต ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2546 เจ้าพนักงานมีหน้าที่จับกุมปราบปราม ตาม พ.ร.บ. ยาสูบ (ข้อ 3.4) - ผ.อ. สำนัก ฯ เจ้าหน้าที่ตรวจสรรพสามิต เจ้าหน้าที่ ตรวจสอบภาษี และนายตรวจสรรพสามิต สำนักตรวจสอบ ป้องกัน และปราบปราม - ผ.อ.สรรพสามิตภาค ผ.อ. ส่วนตรวจสอบ ฯ เจ้าหน้าที่ ตรวจสอบภาษี นายตรวจสรรพสามิต เจ้าพนักงานสรรพสามิต และ เจ้าหน้าที่สรรพสามิต ส่วนตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม ของ สำนักงานสรรพสามิตภาค - สรรพสามิตพื้นที่ เจ้าหน้าที่บริหารงานสรรพสามิต เจ้าหน้าที่ตรวจสรรพสามิต เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษี นายตรวจ สรรพสามิต เจ้าพนักงานสรรพสามิต และเจ้าหน้าที่สรรพสามิต ของ สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ เจ้าพนักงานตาม พ.ร.บ. ยาสูบ

20 ประกาศกรมสรรพสามิต ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2546 เจ้าพนักงานมีหน้าที่จับกุมปราบปราม ตาม พ.ร.บ. ยาสูบ (ข้อ 3.4) - สรรพสามิตพื้นที่สาขา เจ้าหน้าที่บริหารงานสรรพสามิต เจ้าหน้าที่ตรวจสรรพสามิต เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษี นายตรวจ สรรพสามิต และเจ้าพนักงานสรรพสามิต ของสำนักงานสรรพสามิต พื้นที่สาขา - เจ้าหน้าที่บริหารงานสรรพสามิต นักวิชาการสรรพสามิต เจ้า พนักงานสรรพสามิต และเจ้าหน้าที่สรรพสามิต ซึ่งปฏิบัติราชการใน สำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพมหานคร พื้นที่ เจ้าพนักงานตาม พ.ร.บ. ยาสูบ

21 มาตรา 4 “เจ้าพนักงาน” หมายความว่า เจ้าพนักงานซึ่งอธิบดี แต่งตั้งขึ้นเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ มาตรา 12 “เพื่อที่จะดูว่าได้มีการปฏิบัติถูกต้องตาม พระราชบัญญัติและกฎกระทรวงที่ออกตาม พระราชบัญญัตินี้หรือไม่ ให้เจ้าพนักงานมีอำนาจเข้าไปใน สถานที่ใด ๆ ในเวลาระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ ตก เพื่อทำการตรวจค้นได้” พ.ร.บ. ไพ่

22 ประกาศกรมสรรพสามิต ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2546 เจ้าพนักงานปฏิบัติการตาม พ.ร.บ. ไพ่ (ข้อ 4.1) - ผ.อ. สรรพสามิตภาค - ผ.อ. สำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพ ฯ ผู้ทำหน้าที่เป็น สรรพสามิตกรุงเทพ ฯ พื้นที่ สรรพสามิตพื้นที่ เจ้าหน้าที่บริหารงานสรรพสามิต 7 เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 7 และเจ้าหน้าที่ตรวจสรรพสามิต 7 ของสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ - สรรพสามิตพื้นที่สาขา และเจ้าหน้าที่บริหารงาน สรรพสามิต 7 สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่สาขา เจ้าพนักงานตาม พ.ร.บ. ไพ่

23 ประกาศกรมสรรพสามิต ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2546 เจ้าพนักงานตามมาตรา 12 พ.ร.บ. ไพ่ (ข้อ 4.2) - ผ.อ. สำนัก ฯ เจ้าหน้าที่ตรวจสรรพสามิต เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ภาษี และนายตรวจสรรพสามิต สำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม - ผ.อ. ส่วน เจ้าหน้าที่ตรวจสรรพสามิต เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษี นายตรวจสรรพสามิต เจ้าพนักงานสรรพสามิต และเจ้าหน้าที่ สรรพสามิต ส่วนตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม ของสำนักงาน สรรพสามิตภาค - เจ้าหน้าที่ตรวจสรรพสามิต เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษี นายตรวจ สรรพสามิต เจ้าพนักงานสรรพสามิต และเจ้าหน้าที่สรรพสามิต สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ - เจ้าหน้าที่บริหารงานสรรพสามิต เจ้าหน้าที่ตรวจสรรพสามิต นักวิชาการสรรพสามิต เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษี นายตรวจสรรพสามิต และเจ้าพนักงานสรรพสามิต สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่สาขา เจ้าพนักงานตาม พ.ร.บ. ไพ่

24 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใด โดยไม่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาลนั้นไม่ได้ เว้นแต่ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใด โดยไม่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาลนั้นไม่ได้ เว้นแต่ (1) เมื่อบุคคลนั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้าดัง ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 80 (2) เมื่อพบบุคคลโดยมีพฤติการณ์อันควรสงสัย ว่าผู้นั้นน่าจะก่อเหตุร้ายให้เกิดภยันตรายหรือ ทรัพย์สินของผู้อื่น โดยมีเครื่องมือ อาวุธ หรือวัตถุ ย่างอื่นอันสามารถอาจใช้ในการกระทำความผิด

25 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 (3) เมื่อมีเหตุที่จะออกหมายจับบุคคลนั้นตาม มาตรา 66(2) แต่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจ ขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลนั้นได้ (4) เป็นการจับผู้ต้องหาหรือจำเลยที่หนีหรือจะ หลบหนีในระหว่างถูกปล่อยชั่วคราวตามมาตรา 117

26 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 66 เหตุที่จะออกหมายจับได้มีดังต่อไปนี้ (1) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำ ความผิดอาญาซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี หรือ (2) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำ ความผิดอาญาและมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนีหรือจะไปยุ่ง เหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น ถ้าบุคคลนั้นไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือไม่มาตาม หมายเรียกหรือตามนัดโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควร ให้สันนิษฐาน ว่าบุคคลนั้นจะหลบหนี

27 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 80 วรรคหนึ่ง ที่เรียกว่าความผิดซึ่งหน้านั้น ได้แก่ ความผิดซึ่งเห็นกำลังกระทำ หรือพบใน อาการใดซึ่งแทบไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขา ได้กระทำผิดมาแล้วสด ๆ

28 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 81 ไม่ว่าจะมีหมายจับหรือไม่ก็ตาม ห้ามมิให้ จับในที่รโหฐาน เว้นแต่จะได้ทำตามบทบัญญัติ ในประมวลกฎหมายนี้อันว่าด้วยการค้นในที่ รโหฐาน

29 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (13) "ที่รโหฐาน" หมายความถึงที่ต่าง ๆ ซึ่งมิใช่ที่ สาธารณสถานดั่งบัญญัติไว้ในกฎหมายลักษณะ อาญา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 (13) "สาธารณสถาน" หมายความว่า สถานที่ใด ๆ ซึ่งประชาชนมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้

30 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 92 ห้ามมิให้ค้นในที่รโหฐานโดยไม่มีหมายค้นหรือ คำสั่งของศาล เว้นแต่พนักงานฝ่ายปกครองหรือ ตำรวจเป็นผู้ค้น และในกรณีดังต่อไปนี้ (1) เมื่อมีเสียงร้องให้ช่วยมาจากข้างในที่ รโหฐาน หรือมีเสียงหรือพฤติการณ์อื่นใดอันแสดงได้ ว่ามีเหตุร้ายเกิดขึ้นในที่รโหฐานนั้น (2) เมื่อปรากฏความผิดซึ่งหน้ากำลังกระทำลง ในที่รโหฐาน

31 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 92 (3) เมื่อบุคคลที่ได้กระทำความผิดซึ่งหน้า ขณะที่ถูก ไล่จับหนีเข้าไปหรือมีเหตุอันแน่นแฟ้นควรสงสัยว่าได้เข้าไป ซุกซ่อนตัวอยู่ในที่รโหฐานนั้น (4) เมื่อมีพยานหลักฐานตามสมควรว่าสิ่งของที่มีไว้ เป็นความผิดหรือได้มาโดยการกระทำความผิดหรือได้ใช้ใน การกระทำความผิด หรืออาจเป็นพยานหลักฐานพิสูจน์การ กระทำความผิดได้ซ่อนหรืออยู่ในนั้น ประกอบทั้งต้องมีเหตุ อันควรเชื่อว่าเนื่องจากการเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้ สิ่งของนั้นจะถูกโยกย้ายหรือทำลายเสียก่อน

32 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 92 (5) เมื่อที่รโหฐานนั้นผู้จะต้องถูกจับเป็นเจ้าบ้าน และ การจับนั้นมีหมายจับหรือจับตามมาตรา 78 การใช้อำนาจตาม (4) ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือ ตำรวจผู้ค้นส่งมอบสำเนาบันทึกการตรวจค้นและบัญชีทรัพย์ ที่ได้จากการตรวจค้น รวมทั้งจัดทำบันทึกแสดงเหตุผลที่ทำ ให้สามารถเข้าค้นได้เป็นหนังสือให้ไว้แก่ผู้ครอบครอง สถานที่ที่ถูกตรวจค้น แต่ถ้าไม่มีผู้ครอบครองอยู่ ณ ที่นั้น ให้ ส่งมอบหนังสือดังกล่าวแก่บุคคลเช่นว่านั้นในทันทีที่กระทำ ได้ และรีบรายงานเหตุผลและผลการตรวจค้นเป็นหนังสือต่อ ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไป

33 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 96 การค้นในที่รโหฐานต้องกระทำระหว่างพระอาทิตย์ขึ้น และตก มีข้อยกเว้นดังนี้ การค้นในที่รโหฐานต้องกระทำระหว่างพระอาทิตย์ขึ้น และตก มีข้อยกเว้นดังนี้ (1) เมื่อลงมือค้นแต่ในเวลากลางวัน ถ้ายังไม่เสร็จจะ ค้นต่อไปในเวลากลางคืนก็ได้ (2) ในกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่ง หรือซึ่งมีกฎหมายอื่น บัญญัติให้ค้นได้เป็นพิเศษ จะทำการค้นในเวลากลางคืนก็ได้ (3) การค้นเพื่อจับผู้ดุร้ายหรือผู้ร้ายสำคัญจะทำใน เวลากลางคืนก็ได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตพิเศษจากศาลตาม หลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับของประธานศาล ฎีกา

34 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(9) “หมายอาญา” หมายความถึง หนังสือบงการที่ ออกตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ สั่งให้ เจ้าหน้าที่ทำการจับ ขัง จำคุก หรือปล่อยผู้ต้องหา จำเลย หรือนักโทษ หรือให้ทำการค้น รวมทั้งสำเนา หมายจับหรือหมายค้นอันได้รับรองว่าถูกต้อง และคำ บอกกล่าวทางโทรเลขว่าได้ออกหมายจับหรือหมาย ค้นแล้ว ตลอดจนสำเนาหมายจับหรือหมายค้นที่ได้ส่ง ทางโทรสาร สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อเทคโนโลยี สารสนเทศประเภทอื่น ทั้งนี้ ตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 77

35 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 61 ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 97 พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ มีอำนาจหน้าที่จัดการให้เป็นไปตามหมายอาญา ซึ่งได้มอบหรือส่งมา ให้จัดการภายในอำนาจของเขา ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 97 พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ มีอำนาจหน้าที่จัดการให้เป็นไปตามหมายอาญา ซึ่งได้มอบหรือส่งมา ให้จัดการภายในอำนาจของเขา หมายอาญาใดซึ่งศาลได้ออก จะมอบหรือส่งไปยังพนักงานฝ่าย ปกครองหรือตำรวจซึ่งอยู่ภายในเขตอำนาจของศาลดั่งระบุในหมาย หรือแก่หัวหน้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจประจำจังหวัด อำเภอ กิ่งอำเภอ หรือตำบล ซึ่งจะให้จัดการให้เป็นไปตามหมายนั้นก็ได้ ในกรณีหลังเจ้าพนักงานผู้ได้รับหมายต้องรับผิดชอบในการ จัดการตามหมายนั้น จะจัดการเองหรือสั่งให้เจ้าพนักงานรองลงไป จัดการให้ก็ได้ หรือจะมอบหรือส่งสำเนาหมายอันรับรองว่าถูกต้อง ให้แก่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจคนอื่นซึ่งมีหน้าที่จัดการตาม หมายซึ่งตนได้รับนั้นก็ได้ ถ้าหมายนั้นได้มอบหรือส่งให้แก่เจ้าพนักงาน ตั้งแต่สองนายขึ้นไป เจ้าพนักงานจะจัดการตามหมายนั้นแยกกันหรือ ร่วมกันก็ได้

36 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 97 ในกรณีที่ค้นโดยมีหมาย เจ้าพนักงานผู้มี ชื่อในหมายค้นหรือผู้รักษาการแทนซึ่งต้องเป็น พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตั้งแต่ระดับ สามหรือตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นร้อยตำรวจตรี ขึ้นไปเท่านั้น มีอำนาจเป็นหัวหน้าไปจัดการให้ เป็นไปตามหมายนั้น ในกรณีที่ค้นโดยมีหมาย เจ้าพนักงานผู้มี ชื่อในหมายค้นหรือผู้รักษาการแทนซึ่งต้องเป็น พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตั้งแต่ระดับ สามหรือตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นร้อยตำรวจตรี ขึ้นไปเท่านั้น มีอำนาจเป็นหัวหน้าไปจัดการให้ เป็นไปตามหมายนั้น

37 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 98 การค้นในที่รโหฐานนั้นจะค้นได้แต่เฉพาะเพื่อ หาตัวคนหรือสิ่งของที่ต้องการค้นเท่านั้น แต่มี ข้อยกเว้นดังนี้ การค้นในที่รโหฐานนั้นจะค้นได้แต่เฉพาะเพื่อ หาตัวคนหรือสิ่งของที่ต้องการค้นเท่านั้น แต่มี ข้อยกเว้นดังนี้ (1) ในกรณีที่ค้นหาสิ่งของโดยไม่จำกัดสิ่ง เจ้า พนักงานผู้ค้นมีอำนาจยึดสิ่งของใด ๆ ซึ่งน่าจะใช้เป็น พยานหลักฐานเพื่อเป็นประโยชน์หรือยันผู้ต้องหา หรือจำเลย (2) เจ้าพนักงานซึ่งทำการค้นมีอำนาจจับบุคคล หรือสิ่งของอื่นในที่ค้นนั้นได้ เมื่อมีหมายอีกต่างหาก หรือในกรณีความผิดซึ่งหน้า

38 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 93 ห้ามมิให้ทำการค้นบุคคลใดในที่ สาธารณสถาน เว้นแต่พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจเป็นผู้ค้น ในเมื่อมีเหตุอันควรสงสัย ว่าบุคคลนั้นมีสิ่งของในความครอบครองเพื่อจะ ใช้ในการกระทำความผิด หรือซึ่งได้มาโดยการ กระทำความผิด หรือซึ่งมีไว้เป็นความผิด ห้ามมิให้ทำการค้นบุคคลใดในที่ สาธารณสถาน เว้นแต่พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจเป็นผู้ค้น ในเมื่อมีเหตุอันควรสงสัย ว่าบุคคลนั้นมีสิ่งของในความครอบครองเพื่อจะ ใช้ในการกระทำความผิด หรือซึ่งได้มาโดยการ กระทำความผิด หรือซึ่งมีไว้เป็นความผิด

39 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 102 วรรคหนึ่ง การค้นในที่รโหฐานนั้น ก่อนลงมือค้นให้ เจ้าพนักงานผู้ค้นแสดงความบริสุทธิ์เสียก่อน และเท่าที่สามารถจะทำได้ให้ค้นต่อหน้าผู้ ครอบครองสถานที่หรือบุคคลในครอบครัวของ ผู้นั้น หรือถ้าหาบุคคลเช่นกล่าวนั้นไม่ได้ ก็ให้ ค้นต่อหน้าบุคคลอื่นอย่างน้อยสองคนซึ่งเจ้า พนักงานได้ขอร้องมาเป็นพยาน การค้นในที่รโหฐานนั้น ก่อนลงมือค้นให้ เจ้าพนักงานผู้ค้นแสดงความบริสุทธิ์เสียก่อน และเท่าที่สามารถจะทำได้ให้ค้นต่อหน้าผู้ ครอบครองสถานที่หรือบุคคลในครอบครัวของ ผู้นั้น หรือถ้าหาบุคคลเช่นกล่าวนั้นไม่ได้ ก็ให้ ค้นต่อหน้าบุคคลอื่นอย่างน้อยสองคนซึ่งเจ้า พนักงานได้ขอร้องมาเป็นพยาน

40 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 83 วรรคหนึ่ง ในการจับนั้น เจ้าพนักงานหรือราษฎรซึ่งทำการ จับต้องแจ้งแก่ผู้ที่จะถูกจับนั้นว่าเขาต้องถูกจับ แล้ว สั่งให้ผู้ถูกจับไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวน แห่งท้องที่ที่ถูกจับพร้อมด้วยผู้จับ เว้นแต่สามารถ นำไปที่ทำการของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบได้ ในขณะนั้น ให้นำไปที่ทำการของพนักงานสอบสวน ผู้รับผิดชอบดังกล่าว แต่ถ้าจำเป็นก็ให้จับตัวไป

41 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 83 วรรคสอง ในกรณีที่เจ้าพนักงานเป็นผู้จับ ต้องแจ้งข้อกล่าวหาให้ ผู้ถูกจับทราบ หากมีหมายจับให้แสดงต่อผู้ถูกจับพร้อมทั้ง แจ้งด้วยว่า ผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะไม่ให้การหรือให้การก็ได้ และ ถ้อยคำของผู้ถูกจับนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการ พิจารณาคดีได้ และผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะพบและปรึกษา ทนายความ หรือผู้ซึ่งจะเป็นทนายความ ถ้าผู้ถูกจับประสงค์ จะแจ้งให้ญาติหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจทราบถึงการจับกุมที่ สามารถดำเนินการได้โดยสะดวกและจะไม่เป็นการขัดขวาง การจับหรือการควบคุมผู้ถูกจับ หรือทำให้เกิดความไม่ ปลอดภัยแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด ก็ให้เจ้าพนักงานอนุญาตให้ ผู้ถูกจับดำเนินการได้ตามสมควรแก่กรณี ในการนี้ให้เจ้า พนักงานผู้จับนั้นบันทึกการจับดังกล่าวไว้ด้วย

42 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 83 วรรคสาม ถ้าบุคคลซึ่งจะถูกจับขัดขวางหรือจะ ขัดขวางการจับ หรือหลบหนีหรือพยายามจะ หลบหนี ผู้ทำการจับมีอำนาจใช้วิธีหรือการ ปกป้องทั้งหลายเท่าที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์ แห่งเรื่องในการจับนั้น ถ้าบุคคลซึ่งจะถูกจับขัดขวางหรือจะ ขัดขวางการจับ หรือหลบหนีหรือพยายามจะ หลบหนี ผู้ทำการจับมีอำนาจใช้วิธีหรือการ ปกป้องทั้งหลายเท่าที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์ แห่งเรื่องในการจับนั้น

43 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคหนึ่ง เจ้าพนักงานหรือราษฎรผู้ทำการจับต้อง เอาตัวผู้ถูกจับไปยังที่ทำการของพนักงาน สอบสวนตามมาตรา 83 โดยทันที และเมื่อถึงที่ นั้นแล้ว ให้ส่งตัวผู้ถูกจับแก่พนักงานฝ่าย ปกครองหรือตำรวจของที่ทำการของพนักงาน สอบสวนดังกล่าวเพื่อดำเนินการดังต่อไปนี้ เจ้าพนักงานหรือราษฎรผู้ทำการจับต้อง เอาตัวผู้ถูกจับไปยังที่ทำการของพนักงาน สอบสวนตามมาตรา 83 โดยทันที และเมื่อถึงที่ นั้นแล้ว ให้ส่งตัวผู้ถูกจับแก่พนักงานฝ่าย ปกครองหรือตำรวจของที่ทำการของพนักงาน สอบสวนดังกล่าวเพื่อดำเนินการดังต่อไปนี้

44 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคสี่ ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้ จับ หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในชั้น จับกุมหรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับ สารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิดห้ามมิ ให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน แต่ถ้าเป็นถ้อยคำอื่น จะ รับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ ถูกจับได้ต่อเมื่อได้มีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือ ตามมาตรา 83 วรรคสองแก่ผู้ถูกจับ แล้วแต่กรณี ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้ จับ หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในชั้น จับกุมหรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับ สารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิดห้ามมิ ให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน แต่ถ้าเป็นถ้อยคำอื่น จะ รับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ ถูกจับได้ต่อเมื่อได้มีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือ ตามมาตรา 83 วรรคสองแก่ผู้ถูกจับ แล้วแต่กรณี

45 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 37 คดีอาญาเลิกกันได้ ดังต่อไปนี้ (1) ในคดีมีโทษปรับสถานเดียว เมื่อผู้กระทำผิด ยินยอมเสียค่าปรับในอัตราอย่างสูงสำหรับความผิดนั้นแก่ พนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนศาลพิจารณา (2) ในคดีความผิดที่เป็นลหุโทษหรือความผิดที่มีอัตรา โทษไม่สูงกว่าความผิดลหุโทษ หรือคดีอื่นที่มีโทษปรับสถาน เดียวอย่างสูงไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือความผิดต่อกฎหมาย เกี่ยวกับภาษีอากรซึ่งมีโทษปรับอย่างสูงไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท เมื่อผู้ต้องหาชำระค่าปรับตามที่พนักงานสอบสวนได้เปรียบ เทียบแล้ว

46 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 37 (3) ในคดีความผิดที่เป็นลหุโทษหรือความผิดที่มีอัตรา โทษไม่สูงกว่าความผิดลหุโทษ หรือคดีที่มีโทษปรับสถาน เดียวอย่างสูงไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทซึ่งเกิดในกรุงเทพมหานคร เมื่อผู้ต้องหาชำระค่าปรับตามที่นายตำรวจประจำท้องที่ ตั้งแต่ตำแหน่งสารวัตรขึ้นไป หรือนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร ผู้ทำการในตำแหน่งนั้น ๆ ได้เปรียบเทียบแล้ว (4) ในคดีซึ่งเปรียบเทียบได้ตามกฎหมายอื่น เมื่อ ผู้ต้องหาได้ชำระค่าปรับตามคำเปรียบเทียบของพนักงาน เจ้าหน้าที่แล้ว

47 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 38 ความผิดตามอนุมาตรา (2)(3) และ (4) แห่งมาตราก่อน ถ้าเจ้า พนักงานดั่งกล่าวในมาตรานั้นเห็นว่าผู้ต้องหาไม่ควรได้รับโทษถึงจำคุก ให้มีอำนาจเปรียบเทียบดังนี้ (1) ให้กำหนดค่าปรับซึ่งผู้ต้องหาจะพึงชำระ ถ้าผู้ต้องหาและ ผู้เสียหายยินยอมตามนั้น เมื่อผู้ต้องหาได้ชำระเงินค่าปรับตามจำนวนที่ เจ้าหน้าที่กำหนดให้ภายในเวลาอันสมควรแต่ไม่เกินสิบห้าวันแล้ว คดี นั้นเป็นอันเสร็จเด็ดขาด ถ้าผู้ต้องหาไม่ยินยอมตามที่เปรียบเทียบ หรือเมื่อยินยอมแล้ว ไม่ชำระเงินค่าปรับภายในเวลากำหนดในวรรคก่อน ให้ดำเนินคดีต่อไป (2) ในคดีมีค่าทดแทน ถ้าผู้เสียหายและผู้ต้องหายินยอมให้ เปรียบเทียบให้เจ้าหน้าที่กะจำนวนตามที่เห็นสมควรหรือตามที่คู่ความ ตกลงกัน

48 คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

49 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1087/2492 ความผิดซึ่งหน้าได้กระทำขึ้นในที่รโหฐาน กำนันเป็น เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองมีอำนาจที่จับผู้กระทำผิดตามความ ในมาตรา 78 (1) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ อาญาโดยไม่มีหมายจับ และมีอำนาจที่จะเข้าค้นจับในที่ รโหฐานโดยไม่มีหมายค้นตามมาตรา 92 ได้ โจทก์กับพวกได้สมคบกันต้มกลั่นสุราเถื่อนในเวลา กลางคืน จำเลยเป็นกำนันปกครองท้องที่กับพวกได้ไปแอบ ดู เห็นโจทก์กับพวกกำลังต้มกลั่นสุราเถื่อนอยู่ในบ้าน จึงพา กันเข้าไปจับกุม ดังนี้ นับว่าเป็นกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่งตาม มาตรา 96 (2) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ถึงแม้เป็นเวลาค่ำคืน จำเลยก็กระทำได้

50 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1549/2525 นายสิบและพลตำรวจสงสัยว่าจำเลยจะกินสุรา เถื่อนในเวลาค่ำคืน จึงเข้าไปเพื่อจะจับกุมโดยไม่มี หมายไม่ได้ เพราะไม่ใช่ความผิดซึ่งหน้าและตำรวจ ไม่มีอำนาจตามขึ้นไปจับจำเลยบนเรือนอันเป็นที่ รโหฐานเพราะไม่ใช่กรณีฉุกเฉินอย่างยิ่ง หากตำรวจ ขืนขึ้นไปจับจำเลย จำเลยทำร้ายเอาก็ไม่เป็นการต่อสู้ ขัดขวางเจ้าพนักงาน

51 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4791/2528 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 83 บัญญัติแต่เพียงให้เจ้าพนักงานแจ้งแก่ผู้ที่จะถูกจับว่าเขา จะต้องถูกจับเท่านั้น มิได้กำหนดให้มีการแจ้งข้อหาหรือการ บันทึกการจับกุมแต่ประการใด การแจ้งข้อหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ อาญา มาตรา134 กำหนดให้กระทำเฉพาะเมื่อผู้ต้องหามา อยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวน และไม่จำต้องแจ้งข้อหาทุก กระทง ดังนั้น การที่พนักงานสอบสวนเติมคำว่าบุกรุกลงใน บันทึกการจับกุมที่ผู้จับทำขึ้น จึงหาทำให้การสอบสวนเป็น การสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่

52 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4791/2528 สารวัตรตำรวจและสารวัตรปกครองป้องกันเป็นตำรวจชั้น ผู้ใหญ่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(17) จึงมีอำนาจตรวจค้นโดยไม่ต้องมีหมายค้นตามมาตรา 92 วรรคสุดท้าย เมื่อมีเหตุให้เชื่อได้ว่ามีของที่ได้มาโดยผิดกฎหมาย อยู่ในบ้านที่เกิดเหตุ หากไม่ทำการตรวจค้นเสียในวันเกิดเหตุของ ที่อยุ่ในบ้านอาจถูกขนไปเสีย การตรวจค้นต่อหน้าเจ้าของหรือผู้ ครอบครองบ้านที่เกิดเหตุและโดยไม่ทำลายกุญแจก็ไม่อาจทำ ได้ ทั้งการตรวจค้นของจำเลยซึ่งเป็นสารวัตรตำรวจได้กระทำต่อ หน้าพยานสองคน การตรวจค้นของจำเลยจึงเป็นการกระทำที่ ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 92, 94 และ 102 จำเลยจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 157, 358, 362, 364, 365 (2) เมื่อจำเลยมี อำนาจค้นโดยไม่ต้องมีหมายค้น และมีพฤติการณ์ที่จะออกหมาย ค้นและทำการค้นได้ ดังนั้น หมายค้นจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ก็ไม่ทำให้จำเลยไม่มีอำนาจค้น

53 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3743/2529 การที่เจ้าพนักงานค้นพบของกลางที่บริเวณบ้าน จำเลยได้แก่ภาชนะหรือเครื่องกลั่นสำหรับทำสุราโดย ไม่ได้รับอนุญาต สอบถามแล้วจำเลยรับว่าของกลาง เป็นของตน ไม่ใช่ความผิดซึ่งเจ้าพนักงานเห็นจำเลย กำลังกระทำหรือพบในอาการซึ่งแทบจะไม่มีความ สงสัยเลยว่ากระทำความผิดมาแล้วสด ๆ จึงไม่ใช่ ความผิดซึ่งหน้าที่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ จะจับจำเลยได้โดยไม่มีหมายจับ เมื่อเป็นการจับกุม โดยไม่มีอำนาจแม้จำเลยจะต่อสู้ขัดขวางการจับกุมก็ ไม่มีความผิด

54 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3227/2531 จำเลยทั้งสี่ตรวจพบสุรากลั่นจำนวน 14 ขวด มี แรงแอลกอฮอล์สูงกว่าสุราที่ชอบด้วยกฎหมายและ โจทก์บอกว่าเป็นสุราที่ซื้อมาจาก ล. ตัวแทนจำหน่าย สุราในอำเภอจักราช ดังนี้ ไม่ใช่ความผิดซึ่งเจ้า พนักงานเห็นโจทก์กำลังกระทำหรือพบในอาการซึ่ง แทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าโจทก์กระทำผิดมาแล้ว สด ๆ จึงไม่ใช่ความผิดซึ่งหน้าซึ่งพนักงานฝ่าย ปกครองหรือตำรวจจะจับโจทก์ได้โดยไม่มีหมายจับ

55 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 825/2534 เจ้าพนักงานสรรพสามิตมีอำนาจเข้าไปตรวจค้น ในสถานที่ของผู้ได้รับอนุญาตให้ขายสุราในเวลาทำ การได้ตาม พ.ร.บ. สุรา พ.ศ มาตรา 28 โดย ไม่ต้องมีหมายค้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 92

56 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 667/2535 บันทึกการจับกุมของเจ้าพนักงานตำรวจผู้ จับกุมที่ไม่ได้บอกให้ผู้ถูกจับทราบก่อนว่า ถ้อยคำที่ผู้ถูกจับกล่าวนั้นอาจใช้เป็น พยานหลักฐานยันเขาในชั้นพิจารณาได้นั้น รับ ฟังเป็นพยานหลักฐานได้

57 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1035/2536 คำว่า "เจ้าบ้าน" ตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญามาตรา 92 (5) หมายความถึงผู้เป็นหัวหน้าของบุคคลที่พัก อาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นและรวมตลอดถึงคู่สมรสของผู้เป็นหัวหน้า เท่านั้น เพราะบุคคลดังกล่าวเป็นผู้รับผิดชอบในการครอบครองบ้าน และปกครองผู้อยู่อาศัยในบ้านหลังนั้น หาได้รวมถึงผู้อยู่ในบ้านทุกคน ไม่ ตามทะเบียนบ้านหลังเกิดเหตุมี บ. บิดาจำเลยเป็นหัวหน้ามีชื่อ จำเลยอยู่ในฐานะเป็นบุตร จำเลยจึงมิได้อยู่ในฐานะเป็นเจ้าบ้านตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 92 (5) การที่ ผู้เสียหายกับพวกเข้าไปจับกุมจำเลยในบ้านดังกล่าวตามหมายจับแต่ ไม่มีหมายค้น ทั้งผู้เสียหายกับพวกมิใช่เจ้าพนักงานตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่ จะทำการค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น จึงเป็นการจับกุมโดยไม่ชอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 81 และเป็นการ จับกุมโดยไม่มีอำนาจ จำเลยจึงชอบที่จะป้องกันสิทธิของตนให้พ้นจาก ภยันตรายอันเกิดจากการจับกุมโดยไม่ชอบเช่นนั้นได้ หากจำเลยจะ ชกต่อยผู้เสียหายจริงก็เป็นการกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตน พอสมควรแก่เหตุ และไม่มีความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานใน การปฏิบัติการตามหน้าที่และทำร้ายร่างกาย

58 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2914/2537 โรงค้าไม้มีรั้วรอบของชิดและนอกจากใช้เป็นสถานประกอบการ ค้าแล้ว ยังใช้เป็นที่พักอาศัยด้วย ในยามที่โรงค้าไม้หยุดดำเนินกิจการ ภายในบริเวณโรงค้าไม้ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้าหรือด้านหลังย่อมไม่ใช่ สาธารณสถานแต่กลับเป็นที่รโหฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญามาตรา 2(13) แม้โจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจจะมี อำนาจจับกุมจำเลยในกรณีที่มีผู้ขอให้จับโดยแจ้งว่าจำเลยได้กระทำ ความผิดและแจ้งด้วยว่าได้ร้องทุกข์ไว้ตามระเบียบแล้วตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 78(4) ก็ตาม แต่กรณีดังกล่าว ก็ต้องมิใช่เป็นการจับกุมในที่รโหฐาน เพราะตามมาตรา 81 บัญญัติว่า จะมีหมายจับหรือไม่ก็ตามห้ามมิให้จับในที่รโหฐาน เว้นแต่จะได้ทำตาม บทบัญญัติอันว่าด้วยการค้นในที่รโหฐาน พฤติการณ์ของโจทก์ร่วมซึ่ง กระทำไปไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นดังกล่าว การที่โจทก์ร่วมกับพวกทำการ จับกุมจำเลยในที่รโหฐานจึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบทั้งปราศจาก อำนาจที่จะทำได้ตามกฎหมาย ถือไม่ได้ว่าเป็นการปฏิบัติการตาม หน้าที่ แม้จำเลยจะต่อสู้ขัดขวางการจับกุมและทำร้ายโจทก์ร่วม การ กระทำของจำเลยก็เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย

59 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4461/2540 จ่าสิบตำรวจ ส. และร้อยตำรวจเอก ป. จับจำเลยได้ ขณะที่จำเลยกำลังขายวัตถุออกฤทธิ์ให้แก่จ่าสิบตำรวจ ส. ผู้ ล่อซื้อ ถือว่าเป็นความผิดซึ่งหน้า ขณะนั้นธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อ อยู่ที่จำเลย และจำเลยดิ้นรนต่อสู้ ถ้าปล่อยให้เนิ่นช้ากว่าจะ นำหมายจับและหมายค้นมาได้ จำเลยอาจหลบหนีและ พยานหลักฐานอาจสูญหายจึงเป็นกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่ง จ่า สิบตำรวจ ส.และร้อยตำรวจเอก ป.จึงมีอำนาจเข้าไปใน บริเวณบ้านที่เกิดเหตุอันเป็นที่รโหฐานในเวลากลางคืนโดย ไม่ต้องมีหมายค้น และมีอำนาจจับจำเลยซึ่งเป็นผู้กระทำ ความผิดได้โดยไม่ต้องมีหมายจับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 80, 81 ประกอบมาตรา 92(2) และมาตรา 96(2)

60 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5336/2543 ผู้ดำเนินการจับกุมและตรวจค้นคือร้อยตำรวจเอก ศ. ซึ่งสืบทราบและวางแผนจับกุมจำเลย โดยไปซุ่มดูพฤติการณ์ ของจำเลยในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ผู้ขับ รถบรรทุก จากการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด อยู่ใต้ กล่องยากันยุงบนชั้นวางของใกล้กับที่นั่งของจำเลย กรณีจึงมี เหตุอันควรสงสัยว่ามียาเสพติดได้ซุกซ่อนอยู่ในห้องพักอัน เป็นที่รโหฐานนั้น ประกอบกับมีเหตุอันควรเชื่อว่าหากไม่ ดำเนินการทันที ยาเสพติดอาจถูกโยกย้าย เมื่อแสดงบัตร ประจำตัวเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ให้จำเลยดูแล้ว ร้อยตำรวจเอก ศ. จึงมีอำนาจตรวจค้นเคหสถานและจับกุมผู้กระทำผิด เกี่ยวกับยาเสพติดได้โดยไม่ต้องมีหมายจับหรือหมายค้นตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามยาเสพติดฯ มาตรา 14 กรณีจึง ไม่ต้องพิจารณาว่ามีเหตุที่ค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้นตาม ป. วิ.อ. มาตรา 92(1)-(5) หรือไม่

61 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7387/2543 ข้อยกเว้นการค้นในที่รโหฐานโดยไม่ต้องมีคำสั่งหรือ หมายค้น ของศาลว่า "ทั้งนี้ตามกฎหมายบัญญัติ" ตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ มาตรา 238 นั้น มิใช่ จะต้องมีการออกกฎหมายบัญญัติขึ้นใช้ในภายหลังจาก กฎหมายรัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับแล้วเท่านั้น เนื่องจาก รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ มาตรา 6 บัญญัติ ว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใด ของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ นี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้ จึงเห็นได้ว่าบทบัญญัติ ดังกล่าวรับรองให้กฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ที่มีอยู่ก่อน รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ถ้าโดยเนื้อหาไม่ขัดหรือแย้งต่อ รัฐธรรมนูญนี้แล้วก็ยังมีผลใช้บังคับได้ต่อไป ดังนั้น บทบัญญัติเรื่องการค้นในที่รโหฐานในกรณีมีเหตุจำเป็น เร่งด่วนย่อมใช้บังคับต่อไปได้

62 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7387/2543 ก่อนการค้นบ้านผู้ต้องหาครั้งนี้ เจ้าพนักงานตำรวจได้ จับกุม ท. พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน 95 เม็ด ใน เวลา 16 นาฬิกาเศษ การค้นในที่รโหฐานตามปกติจะต้อง กระทำในเวลากลางวันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 96 ขณะนั้นเป็นเวลาเย็นใกล้จะมืดแล้ว ประกอบกับยาเสพติดเป็นสิ่งของที่ขนย้ายหลบหนีได้ง่าย โดยเฉพาะในเวลากลางคืน นอกจากนี้สถานีตำรวจอำเภอ ห้างฉัตรมิได้อยู่ใกล้กับศาลชั้นต้น การไปขอให้ศาลชั้นต้น ออกหมายค้นย่อมทำให้เนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้เมท แอมเฟตามีนอาจจะถูกโยกย้ายเสียก่อนแล้ว ดังนั้น จึงเข้า ข้อยกเว้นให้ค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้นของศาล ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 92(4)

63 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1455/2544 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 97 และมาตรา 102 วรรคหนึ่ง การค้นโดยมีหมายค้นจะต้องดำเนินการโดยเจ้า พนักงานตำรวจผู้ถูกระบุชื่อในหมายค้น และทำการค้น ต่อหน้าเจ้าของหรือบุคคลในครอบครัวของเจ้าของ สถานที่ที่จะค้น หรือมิฉะนั้นก็ค้นต่อหน้าบุคคลอื่นสอง คนที่ขอให้มาเป็นพยานก็ได้ ร้อยตำรวจเอก พ. ผู้ถูก ระบุชื่อในหมายค้นเป็นหัวหน้าในการตรวจค้นและทำ การตรวจค้นต่อหน้าจำเลยซึ่งเป็นบุตรของเจ้าของบ้าน จึงถือว่าเป็นบุคคลในครอบครัวตามที่ระบุไว้ในมาตรา 102 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยจะยังไม่บรรลุนิติภาวะแต่ก็เป็น ผู้เข้าใจในสาระของการกระทำและมีความรู้สึกผิดชอบ เพียงพอที่จะให้ความยินยอมโดยชอบแล้ว ดังนั้น การ ค้นจึงชอบด้วยกฎหมาย

64 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1605/ /2544 สิบตำรวจโท ช. สืบทราบว่าบ้านของ จำเลยเป็นแหล่งลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้โทษก็ได้ใช้วิธี ซุ่มดูพฤติการณ์ของจำเลย เมื่อเห็นจำเลยขุดบริเวณแปลงผัก และนำสิ่งของใส่ในหลุมที่ขุดแล้วกลบไว้ จึงใช้วิทยุสื่อสาร เรียกเจ้าพนักงานตำรวจที่รออยู่ให้ไปที่เกิดเหตุและได้ออกมา แสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อขอตรวจค้น เมื่อใช้จอบ ขุดบริเวณที่จำเลยกลบไว้ก็พบเมทแอมเฟตามีน กรณีดังกล่าว ถือได้ว่ามีเหตุสงสัยตามสมควรว่าสิ่งของที่ได้มาโดยการ กระทำผิดได้ซ่อนอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุ ประกอบทั้งมีเหตุอัน ควรเชื่อว่าเนื่องจากการเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้ สิ่งของนั้นจะถูกโยกย้ายเสียก่อน แม้สิบตำรวจโท ช. กับพวก เข้าค้นโดยไม่มีหมายค้นก็สามารถกระทำได้โดยชอบตาม ป. วิ.อ. มาตรา 92(4)

65 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 17 บทบัญญัติในภาค 1 แห่งประมวล กฎหมายนี้ ให้ใช้ในกรณีแห่งความผิดตาม กฎหมายอื่นด้วย เว้นแต่กฎหมายนั้น ๆ จะ บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น บทบัญญัติในภาค 1 แห่งประมวล กฎหมายนี้ ให้ใช้ในกรณีแห่งความผิดตาม กฎหมายอื่นด้วย เว้นแต่กฎหมายนั้น ๆ จะ บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น

66 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 31 ในกรณีที่ศาลจะพิพากษาให้ปรับ ผู้กระทำความผิดหลายคนในความผิดอัน เดียวกัน ในกรณีเดียวกัน ให้ศาลลงโทษ ปรับเรียงตามรายตัวบุคคล ในกรณีที่ศาลจะพิพากษาให้ปรับ ผู้กระทำความผิดหลายคนในความผิดอัน เดียวกัน ในกรณีเดียวกัน ให้ศาลลงโทษ ปรับเรียงตามรายตัวบุคคล

67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อ ได้กระทำโดยเจตนา...” บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อ ได้กระทำโดยเจตนา...” กระทำโดยเจตนา ได้แก่กระทำโดยรู้สำนึก ในการที่กระทำ และในขณะเดียวกันผู้กระทำ ประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการ กระทำนั้น …

68 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ในกรณีความผิดใดเกิดขึ้นโดยการ กระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ผู้ที่ได้ ร่วมกระทำความผิดด้วยกันนั้นเป็นตัวการ ต้องระวางโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้ สำหรับความผิดนั้น ในกรณีความผิดใดเกิดขึ้นโดยการ กระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ผู้ที่ได้ ร่วมกระทำความผิดด้วยกันนั้นเป็นตัวการ ต้องระวางโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้ สำหรับความผิดนั้น

69 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เมื่อการกระทำใดอันเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษ แก่ผู้กระทำความผิด เมื่อการกระทำใดอันเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษ แก่ผู้กระทำความผิด

70 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เมื่อปรากฏว่าผู้ใดได้กระทำการอัน เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ศาล ลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทง ความผิดไป …

71 ความผิดต่าง ๆ ตามกฎหมายสรรพสามิตในส่วนที่สำคัญ

72 พ.ร.บ. สุรา พ.ศ มาตรา 5 ห้ามมิให้ผู้ใดทำสุรา หรือมีภาชนะหรือเครื่อง กลั่นสำหรับทำสุราไว้ในครอบครอง เว้นแต่จะ ได้รับใบอนุญาตจากอธิบดี มาตรา 30 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 5 มีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน หกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถ้าได้ ขายสุราที่ทำขึ้นนั้นด้วย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือ ปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ถ้าเป็นการทำสุรา แช่ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท

73 พ.ร.บ. สุรา พ.ศ มาตรา 6 ห้ามมิให้ผู้ใดนำสุราเกินกว่าหนึ่งลิตรเข้ามา ในราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจาก เจ้าพนักงานสรรพสามิต มาตรา 35 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 5 มีความผิดต้องระวาง โทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท

74 พ.ร.บ. สุรา พ.ศ มาตรา 8 ผู้นำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรจะต้องเสียภาษีสุราโดยปิด แสตมป์สุราที่ภาชนะบรรจุสุราตามอัตราที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง เว้นแต่สุรานั้นมีปริมาณไม่เกินหนึ่งลิตร และได้เปิดภาชนะที่บรรจุ แล้ว การปิดแสตมป์สุราจะต้องปิดก่อนขนผ่านด่านศุลกากร แต่ อธิบดีจะอนุญาตให้นำไปปิด ณ สถานที่อื่นในความควบคุมของ พนักงานเจ้าหน้าที่ก็ได้ มาตรา 36 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 8 หรือมาตรา 22 มีความผิดต้อง ระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท

75 พ.ร.บ. สุรา พ.ศ มาตรา 14 ห้ามมิให้ผู้ใดทำการขนสุราตั้งแต่สิบลิตรขึ้นไป เว้นแต่ จะได้รับใบอนุญาตขนสุราจากเจ้าพนักงานสรรพสามิต หรือ สำหรับกรณีขนสุราที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรจากเจ้า พนักงานศุลกากร หรือเป็นสุราชนิดที่ได้มีกฎกระทรวงยกเว้น ให้ทำการขนได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาตขนสุรา ผู้ได้รับใบอนุญาตต้องนำใบอนุญาตขนสุรากำกับไปกับ สุราที่ขนด้วย มาตรา 38 ทวิ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 14 หรือมาตรา 15 มีความผิด ต้องระวางโทษปรับตามปริมาณน้ำสุราที่ทำการขนใน อัตราลิตรละสิบบาท เศษของลิตรให้ถือเป็นหนึ่งลิตร

76 พ.ร.บ. สุรา พ.ศ มาตรา 17 ห้ามมิให้ผู้ใดขายสุราหรือนำสุราออกแสดงเพื่อขาย เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานสรรพสามิต มาตรา 40 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 17 ถ้าสุรานั้นเป็นสุราที่นำเข้ามา ในราชอาณาจักรมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน สองพันบาท ถ้าสุรานั้นเป็นสุราที่ทำขึ้นในราชอาณาจักรมี ความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท

77 พ.ร.บ. สุรา พ.ศ มาตรา 23 ห้ามมิให้ผู้ได้รับใบอนุญาตขายสุราประเภทที่ 3 ถึงประเภท ที่ 7 ทำการเปลี่ยนแปลงสุราโดยเอาสุราอื่นใด หรือน้ำ หรือ ของเหลว หรือวัตถุอื่นใดเจือปนลงหรือเปลี่ยนแปลงภาชนะบรรจุ สุรา เว้นแต่ผู้ซื้อได้ร้องขอให้เปลี่ยนแปลงสุราเพื่อดื่มในขณะนั้น ถ้าปรากฏว่า สุราที่มีอยู่ในความครอบครองของผู้ได้รับ ใบอนุญาตดังกล่าวในวรรคก่อนเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นซึ่งมิได้ เป็นไปตามธรรมชาติ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นทำการ เปลี่ยนแปลงสุรา มาตรา 38 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 32 มาตรา 21 หรือมาตรา 23 มีความผิด ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท

78 1. ความผิดเกี่ยวกับสุราที่ทำขึ้นโดย มิชอบด้วยกฎหมาย กับการ เปลี่ยนแปลงสุรา 1. ความผิดเกี่ยวกับสุราที่ทำขึ้นโดย มิชอบด้วยกฎหมาย กับการ เปลี่ยนแปลงสุรา 2. ความผิดเกี่ยวกับการขายสุรา โดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับการขาย สุราไม่ตรงตามประเภทใบอนุญาต 2. ความผิดเกี่ยวกับการขายสุรา โดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับการขาย สุราไม่ตรงตามประเภทใบอนุญาต ความผิดที่สำคัญตามกฎหมายสรรพสามิต

79 พ.ร.บ. สุรา พ.ศ มาตรา 31 ผู้ใดขายหรือนำออกแสดงเพื่อขายซึ่ง สุราที่รู้ว่าทำขึ้นโดยฝ่าฝืนมาตรา 5 มี ความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพัน บาท

80 พ.ร.บ. สุรา พ.ศ มาตรา 32 ผู้ใดซื้อหรือมีไว้ในครองครองซึ่งสุราที่รู้ว่าทำ ขึ้นโดยฝ่าฝืนมาตรา 5 มีความผิดต้องระวางโทษ ปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท แต่ถ้าสุรานั้นเป็นสุรากลั่น มีปริมาณต่ำกว่าหนึ่งลิตร หรือเป็นสุราแช่มี ปริมาณต่ำกว่าสิบลิตร ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน สองร้อยบาท

81 พ.ร.บ. สุรา พ.ศ มาตรา 33 ผู้ใดขายหรือมีไว้เพื่อขาย ซึ่งสุราที่รู้ว่าต้อง ปิดแสตมป์สุราแต่มิได้ปิดแสตมป์สุรา หรือปิด แสตมป์สุราไม่ครบถ้วน หรือมิได้ปิดแสตมป์สุรา ตามวิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่ เกินสี่เท่าของภาษีสุราตามอัตราที่กำหนดใน กฎกระทรวง แต่ต้องไม่น้อยกว่าลิตรละหนึ่งร้อย บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เศษของลิตรให้ถือเป็นหนึ่งลิตร

82 พ.ร.บ. สุรา พ.ศ มาตรา 34 ผู้ใดซื้อหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งสุราที่ต้อง ปิดแสตมป์สุราแต่มิได้ปิดแสตมป์สุรา หรือปิด แสตมป์สุราไม่ครบถ้วน หรือมิได้ปิดแสตมป์สุรา ตามวิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง ทั้งนี้โดยไม่สุจริต ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสอง เท่าของภาษีสุราตามอัตราที่กำหนดใน กฎกระทรวง แต่ต้องไม่น้อยกว่าลิตรละห้าสิบบาท เศษของลิตรให้ถือเป็นหนึ่งลิตร

83 พ.ร.บ. สุรา พ.ศ มาตรา 40 ทวิ ผู้ได้รับใบอนุญาตขายสุราทำการขาย สุราไม่ตรงตามประเภทใบอนุญาตที่เจ้า พนักงานออกให้ตามมาตรา 19 หรือผู้ได้รับ ใบอนุญาตขายสุราซื้อสุราจากผู้ไม่มีสิทธิ ขายได้โดยชอบด้วยกฎหมาย มีความผิด ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท

84 เนื่องจากพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ มิได้มี บทลงโทษผู้ได้รับอนุญาตจำหน่ายสุราที่ทำการขาย สุราไม่ตรงตามประเภทใบอนุญาต เช่น ได้รับอนุญาต ขายปลีกแต่ทำการขายในจำนวนของร้านขายส่ง หรือเป็นร้านขายปลีกเฉพาะสุราภายในประเทศ (ประเภทที่ 4) แต่ขายสุราหรือเบียร์ต่างประเทศ (ประเภทที่ 3) ซึ่งมิได้มีบทลงโทษไว้ จึงควรกำหนด บทลงโทษเสียด้วย เนื่องจากพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ มิได้มี บทลงโทษผู้ได้รับอนุญาตจำหน่ายสุราที่ทำการขาย สุราไม่ตรงตามประเภทใบอนุญาต เช่น ได้รับอนุญาต ขายปลีกแต่ทำการขายในจำนวนของร้านขายส่ง หรือเป็นร้านขายปลีกเฉพาะสุราภายในประเทศ (ประเภทที่ 4) แต่ขายสุราหรือเบียร์ต่างประเทศ (ประเภทที่ 3) ซึ่งมิได้มีบทลงโทษไว้ จึงควรกำหนด บทลงโทษเสียด้วย เหตุผลในการบัญญัติ พ.ร.บ. สุรา มาตรา 40 ทวิ

85 พ.ร.บ. สุรา พ.ศ มาตรา 44 ผู้ใดมีแสตมป์สุราซึ่งรู้อยู่ว่าเป็นแสตมป์ ปลอม หรือมีแสตมป์สุราที่ใช้แล้วไว้ใน ครอบครองเพื่อใช้อีกหรือเพื่อค้า หรือนำ แสตมป์สุราที่ใช้แล้วมาใช้อีก มีความผิดต้อง ระวางโทษจำคุกไม่หนึ่งปี หรือปรับไม่เกินห้า พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

86 พ.ร.บ. ยาสูบ พ.ศ มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ห้ามมิให้ผู้ใดมียาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบ ตามพระราชบัญญัตินี้ไว้ในครอบครองเกินกว่าห้า ร้อยกรัม นอกจากผู้ประกอบอุตสาหกรรมยาสูบ มาตรา 49 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 19 หรือมาตรา 20 ต้องระวางโทษปรับ สิบเท่าของค่าแสตมป์ยาสูบที่จะต้องปิดหรือที่ยังขาดอยู่แต่ต้องไม่ น้อยกว่าหนึ่งร้อยบาท ถ้าเป็นบุหรี่ซิกาแรตที่ผลิตในประเทศและ มิได้มีประกาศกำหนดราคาขายปลีกไว้ ต้องระวางโทษปรับกรัมละ สองบาทแต่ต้องไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยบาท

87 พ.ร.บ. ยาสูบ พ.ศ มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ผู้ใดขายยาเส้นหรือยาสูบ หรือนำยาเส้นหรือ ยาสูบออกแสดงเพื่อขาย ต้องได้รับอนุญาตจาก เจ้าพนักงาน มาตรา 46 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ต้องระวางโทษปรับ ไม่เกินห้าร้อยบาท

88 พ.ร.บ. ยาสูบ พ.ศ มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ห้ามมิให้ผู้ใดนำเมล็ดพันธุ์ยาสูบ ต้นยาสูบ ใบยา ยา อัด ยาเส้นหรือยาสูบเข้ามาในหรือส่งออกไปนอก ราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอธิบดีหรือเจ้า พนักงานที่ได้รับมอบหมายจากอธิบดี มาตรา 52 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 27 ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

89 พ.ร.บ. ยาสูบ พ.ศ มาตรา 24 ห้ามมิให้ผู้ใดขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งยาเส้น หรือยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตาม พระราชบัญญัตินี้ นอกจากยาเส้นที่ทำจากใบยา พันธุ์ยาสูบพื้นเมือง มาตรา 50 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 24 ต้องระวางโทษปรับสิบห้าเท่าของค่า แสตมป์ยาสูบที่จะต้องปิดหรือที่ยังขาดอยู่แต่ต้องไม่น้อยกว่าหนึ่ง ร้อยบาท ถ้าเป็นบุหรี่ซิกาแรตที่ผลิตในประเทศและมิได้มีประกาศ กำหนดราคาขายปลีกไว้ ต้องระวางโทษปรับกรัมละสามบาทแต่ ต้องไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยบาท

90 พ.ร.บ. ไพ่ พุทธศักราช 2486 มาตรา 5 ห้ามมิให้ผู้ใดทำไพ่หรือนำไพ่เข้ามา เว้นแต่ จะได้รับอนุญาตจากอธิบดี มาตรา 14 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 5 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบ ปีและปรับตามจำนวนไพ่ของกลางเป็นเงินสี่เท่าของราคา ไพ่ที่กรมสรรพสามิตขายในประเภทเดียวกัน แต่ในกรณี ทำไพ่ต้องไม่ต่ำกว่าสองพันบาท

91 พ.ร.บ. ไพ่ พุทธศักราช 2486 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง ห้ามมิให้ผู้ใดขายไพ่เป็นการค้า เว้นแต่จะ ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงาน มาตรา 14 ตรี ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 7 ต้องระวางโทษจำคุกไม่ เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

92 พ.ร.บ. ไพ่ พุทธศักราช 2486 มาตรา 8 ห้ามมิให้ผู้ใดมีไพ่ไว้ในครอบครองเกินกว่าหนึ่งร้อย ยี่สิบใบ หรือขายไพ่ไม่ว่าจำนวนใด ๆ เว้นแต่ไพ่นั้นเป็นไพ่ ซึ่งกรมสรรพสามิตทำขึ้น หรือเป็นไพ่ที่มีตราซึ่งกรม สรรพสามิตได้กำหนดขึ้นประทับอยู่ มาตรา 14 ทวิ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 6 มาตรา 8 หรือมาตรา 9 ต้อง ระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับตามจำนวนไพ่ของ กลางเป็นเงินสี่เท่าของราคาไพ่ที่กรมสรรพสามิตขายใน ประเภทเดียวกัน แต่ต้องไม่ต่ำกว่าห้าร้อยบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ

93 พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ มาตรา 19 ห้ามมิให้ผู้ใดนำสินค้าที่ยังมิได้เสียภาษีโดยถูกต้อง และครบถ้วนออกไปจากโรงอุตสาหกรรม คลังสินค้า ทัณฑ์บน คลังสินค้าทัณฑ์บนตามกฎหมายว่าด้วย ศุลกากร เขตปลอดอากร หรือเขตอุตสาหกรรมส่งออก เว้นแต่ ห้ามมิให้ผู้ใดนำสินค้าที่ยังมิได้เสียภาษีโดยถูกต้อง และครบถ้วนออกไปจากโรงอุตสาหกรรม คลังสินค้า ทัณฑ์บน คลังสินค้าทัณฑ์บนตามกฎหมายว่าด้วย ศุลกากร เขตปลอดอากร หรือเขตอุตสาหกรรมส่งออก เว้นแต่... มาตรา 147 ผู้ใด (1) ฝ่าฝืนมาตรา 19 (2) นำเข้าซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับตั้งแต่ห้าเท่าถึง ยี่สิบเท่าของค่าภาษี หรือทั้งจำทั้งปรับ

94 พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ มาตรา 161 ผู้ใด (1) มีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าโดยรู้ว่าเป็นสินค้าที่มิได้ เสียภาษีหรือเสียภาษีไม่ครบถ้วน เว้นแต่ในกรณีที่ผู้ประกอบ อุตสาหกรรมมีไว้ในโรงอุตสาหกรรมหรือในคลังสินค้าทัณฑ์บน (2) มีไว้ในครอบครองโดยไม่มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีหรือได้รับการคืนภาษีแล้วตาม หมวด 7 ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สองเท่าถึงสิบเท่าของค่าภาษีที่ จะต้องเสีย แต่ต้องไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยบาท

95 พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ มาตรา 162 ผู้ใด (1) ขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งสินค้าโดยรู้ว่าเป็นสินค้าที่มิได้ เสียภาษีหรือเสียภาษีไม่ครบถ้วน เว้นแต่ในกรณีที่ผู้ประกอบ อุตสาหกรรมมีไว้ในโรงอุตสาหกรรมหรือในคลังสินค้าทัณฑ์บน (2) ขายหรือมีไว้เพื่อขายโดยไม่มีสิทธิโดยชอบด้วย กฎหมายซึ่งสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีหรือได้รับการคืนภาษี แล้วตามหมวด 7 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับตั้งแต่ห้าเท่า ถึงสิบห้าเท่าของค่าภาษีที่จะต้องเสีย แต่ต้องไม่ต่ำกว่าสองร้อย บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

96 พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ มาตรา 163 ผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรา 161 (1) หรือ (2) หรือมาตรา 162 (1) หรือ (2) นอกจากจะได้รับโทษตามที่ บัญญัติไว้แล้ว ให้มีหน้าที่เสียภาษีสำหรับสินค้านั้นให้ ครบถ้วนอีกด้วย ถ้าผู้นั้นไม่ยอมชำระภาษีภายในเวลาที่ พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนด ให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดี มอบหมายมีอำนาจสั่งให้นำสินค้านั้นออกขายทอดตลาดได้ เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดตามวรรคหนึ่ง เมื่อหัก ใช้ค่าเก็บรักษา ค่าใช้จ่ายในการขายทอดตลาด และค่าภาษี ตามลำดับแล้ว ยังมีเงินเหลืออยู่เท่าใดให้แจ้งให้เจ้าของ สินค้านั้นมารับคืน ถ้าไม่มารับคืนภายในหนึ่งปีนับแต่วันแจ้ง ให้เงินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน

97 พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ มาตรา 164 ผู้มีหน้าที่เสียภาษีผู้ใดไม่ยื่นแบบรายการ ภาษี เพื่อหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการ เสียภาษี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

98 พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ มาตรา 167 ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดซึ่งต้องรับโทษ ตามพระราชบัญญัตินี้เป็นนิติบุคคล กรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้แทนของนิติบุคคลนั้นต้องรับ โทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ ด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้รู้เห็นหรือยินยอม ในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น

99 พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ มาตรา 168 บรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ หรือวัตถุอื่นใด ซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิด ให้ศาลมีอำนาจสั่งริบ เป็นของกรมสรรพสามิต เว้นแต่ทรัพย์สินเหล่านี้เป็น ทรัพย์สินของผู้อื่นซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำ ความผิด สินค้าในการกระทำความผิดที่มีโทษตามมาตรา 147 แสตมป์สรรพสามิตหรือเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีใน การกระทำความผิดที่มีโทษตามมาตรา 156 ตลอดจน ภาชนะที่บรรจุสิ่งของดังกล่าว ให้ศาลสั่งริบเป็นของกรม สรรพสามิต ไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่

100 คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายสรรพสามิต

101 พระราชบัญญัติสุรา พ.ศ. 2493

102 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1148/2493 ในระหว่างพิจารณาคดีในชั้นศาลฎีกา ได้มี พระราชบัญญัติสุรา พ.ศ ประกาศออกใช้เป็น กฎหมายแล้ว โดยยกเลิกพระราชบัญญัติภาษี ชั้นใน จ.ศ และพระราชบัญญัติภาษีชั้นใน แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ ที่โจทก์ฟ้องอ้างเป็น บทลงโทษจำเลยแล้วมีบัญญัติความผิดและกำหนด โทษไว้ใหม่ตามมาตรา 32 ซึ่งมีโทษเบากว่ามาตรา 8 พระราชบัญญัติภาษีชั้นในแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ จึงต้องใช้กฎหมายใหม่เป็นบทลงโทษจำเลย ตาม กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 8

103 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1680/2493 โจทก์ฟ้องหาว่า จำเลยมีสุราที่ผิดกฎหมายไว้ในความ ครอบครอง และจำเลยได้กินสุราที่มีไว้นั้น จำเลยรับว่าได้กิน สุรานั้นจริง ส่วนข้อมีสุราปฏิเสธ แล้วโจทก์ไม่สืบพยาน ดังนี้ โจทก์จะกลับมาโต้แย้งว่าต้องมีไว้ในครอบครองก่อนแล้วจึง จะกินได้นั้นย่อมฟังไม่ขึ้น เพราะความผิดฐานมีสุราเถื่อนกับ กินสุราเถื่อนนั้นเป็นคนละฐานแยกกันได้ พ.ร.บ. สุรา พ.ศ.2493 ไม่ได้บัญญัติความผิดฐานดื่ม กินสุราผิดกฎหมายไว้ ฉะนั้น เมื่อผู้กระทำผิดฐานกินสุราผิด กฎหมายตาม พ.ร.บ.ภาษีชั้นใน ถูกฟ้องขอให้ลงโทษฐาน นี้ เมื่อใช้ พ.ร.บ.สุรา พ.ศ แล้ว ศาลจะลงโทษจำเลย ฐานกินสุราผิดกฎหมายไม่ได้

104 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 379/2494 ผู้ขายส่งขนสุราจากร้านขายปลีกกลับคืนร้าน ขายส่ง แม้จะได้มีหนังสือถึงเจ้าพนักงาน สรรพสามิตต์ขอรับสุราจากร้านขายปลีกคืนมายังร้าน ขายส่งและเจ้าพนักงานสรรพสามิตต์อนุญาตแล้วก็ ตาม เมื่อไม่มีใบอนุญาตขนสุราหรือไม่นำใบอนุญาต ขนสุรากำกับไปกับสุราที่ขนด้วยย่อมเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 14 อันจะต้องมีผิดตามมาตรา 38 แห่ง พระราชบัญญัติสุรา พ.ศ จำเลยจะต้องรู้ข้อ กฎหมายดังว่านี้ จะอ้างว่าไม่มีเจตนาทำผิดกฎหมาย ไม่ได้

105 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 504/2494 (ประชุมใหญ่) (ประชุมใหญ่) นำสุราแม่โขงออกแสดงเพื่อขายโดยมิได้รับ อนุญาตจากเจ้าพนักงานสรรพสามิตต์ย่อมเป็นการ ฝ่าฝืน พ.ร.บ.สุรา 2493 มาตรา 17 แต่สุราแม่โขงที่ นำออกแสดงเพื่อขายนั้น ตามมาตรา 45 มิได้บัญญัติ ให้ริบ

106 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 364/2496 ขายสุราให้ผู้อื่นไปโดยไม่ได้รับอนุญาต จากเจ้าพนักงานสรรพสามิตซึ่งเป็นความผิด ตามพระราชบัญญัติสุรา 2493 มาตรา 40 นั้น เมื่อปรากฏว่าสุราของกลางได้ขายและ กรรมสิทธิ์ตกเป็นของผู้ซื้อแล้ว ทั้งผู้ซื้อก็ไม่ได้ รู้เห็นในการกระทำผิดของผู้ขายแล้ว ศาลก็ ย่อมไม่ริบสุราของกลางนั้น

107 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1316/2499 จำเลยได้รับอนุญาตให้จำหน่ายสุรา ได้ซื้อสุรา กลั่นแม่โขงปลอมจากผู้อื่นซึ่งไม่มีสิทธิขายได้โดย ชอบด้วยกฎหมายนั้นไม่มีความผิดตาม พระราชบัญญัติสุรา (ฉบับที่ 2) พ.ศ มาตรา 40 ทวิ เพราะความประสงค์ของมาตรานี้เป็นเรื่องที่ใช้ บังคับในกรณีที่ซื้อสุราที่ชอบด้วยกฎหมายจากผู้ไม่มี สิทธิขายได้ ไม่ใช่ซื้อสุราผิดกฎหมาย เพราะสุราผิด กฎหมายไม่มีผู้ใดมีสิทธิจะขายได้

108 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1326/2500 จำเลยเก็บสุราต่างประเทศไว้คราวละเล็กละน้อย จนได้ 40 ขวดรวมปริมาณ 1,862 ลิตร แต่ละขวดมี ปริมาณไม่เกิน 1 ลิตรโดยมิได้ปิดแสตมป์สุรา เมื่อไม่ ปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้นำสุราของกลางทั้งหมดเข้ามา ในราชอาณาจักรคราวเดียวพร้อมกัน การกระทำของ จำเลยก็ยังไม่เป็นผิด และไม่เรียกว่าจำเลยกระทำ การโดยไม่สุจริตตามมาตรา 34 พระราชบัญญัติ สุรา พ.ศ.2493

109 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1907/2500 เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่าจำเลยได้เอาน้ำเจือปนสุรา แล้วนำออกวางขายในร้านโดยรู้ว่าต้องปิดแสตมป์ สุราแต่ไม่ได้ปิด ดังนี้ แม้จำเลยจะไม่ใช่เป็นผู้ได้รับ อนุญาตให้ทำสุราก็ตาม จำเลยก็ไม่พ้นความผิดตาม ความในมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ. 2493

110 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 549/2506 จำเลยขนสุราจากร้านค้าสุราไปยังบ้านของ บ. 2 เที่ยว แต่ละเที่ยวมีปริมาณน้ำสุรา 9 ลิตรเศษ แต่ เวลาก็ห่างกันชั่วโมงเศษ ดังนี้ การขนแต่ละเที่ยวย่อม ขาดตอนกันไปแล้ว หากจะว่าจำเลยมีเจตนาจะขน สุราทั้งหมดนี้ต่อจากบ้าน บ. ไปให้ผู้ซื้อ ณ จุดหมาย ปลายทางแห่งหนึ่ง ถ้าเป็นแต่เพียงคำกล่าวอ้าง ก็จะ ถือว่าจำเลยกำลังขนสุราทั้งหมดไปยังจุดหมาย ปลายทางนั้น ๆ ไม่ได้ จำเลยจึงยังไม่มีความผิดตาม พระราชบัญญัติสุรา พ.ศ มาตรา 14

111 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 903/2509 (ประชุมใหญ่) ความผิดฐานขนสุราโดยไม่ได้รับอนุญาต กับความผิดฐานไม่นำ ใบอนุญาตกำกับไปกับสุราที่ขน องค์ความผิดต่างกันเป็นความผิดคน ละฐานกัน โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยขนสุราของกลางโดยไม่ได้รับ อนุญาต แต่ข้อเท็จจริงกลับได้ความว่าจำเลยมีใบอนุญาตขนถูกต้อง แล้ว จะลงโทษจำเลยฐานไม่นำใบอนุญาตกำกับการขนสุราของกลาง อันเป็นความผิดอีกฐานหนึ่งซึ่งโจทก์มิได้กล่าวบรรยายมาในคำฟ้อง ขอให้ลงโทษด้วยนั้นย่อมไม่ได้ เมื่อศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดว่าจำเลยมีใบอนุญาตขนสุราของ กลางโดยชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์มิได้อุทธรณ์โต้เถียงว่าจำเลยไม่ มีใบอนุญาตขนสุรา หรือว่าใบอนุญาตขนสุราที่จำเลยอ้างนั้นไม่ใช่ ใบอนุญาตขนสุราของกลาง ความผิดฐานขนสุราของกลางโดยไม่มี ใบอนุญาตจึงยุติ โจทก์จะมาฎีกาโต้เถียงว่าใบอนุญาตขนสุราที่จำเลย อ้างไม่ใช่ใบอนุญาตขนสุราของกลางหาได้ไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความแพ่ง มาตรา 249

112 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2566/2524 พระราชบัญญัติสุรา ฯ บัญญัติความผิดฐานมี สุราซึ่งรู้ว่าทำขึ้นโดยฝ่าฝืนกฎหมายไว้ในครอบครอง และความผิดฐานนำสุราดังกล่าวออกแสดงเพื่อขาย ไว้ต่างมาตรากัน เพราะการมีไว้ในครอบครองเป็น การกระทำตอนหนึ่งแล้ว การนำออกแสดงเพื่อขาย เป็นการกระทำเพิ่มเติมขึ้นอีก เช่นนี้การที่จำเลยมีสุรา ซึ่งรู้ว่าทำขึ้นโดยฝ่าฝืนกฎหมายไว้ในครอบครองและ นำออกแสดงเพื่อขายจึงเป็นการกระทำความผิดต่าง กรรมกัน

113 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1988/2526 ความผิดฐานมีภาชนะสำหรับทำสุราแช่กับ ความผิดฐานมีภาชนะและเครื่องกลั่นสำหรับทำสุรา กลั่นนั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิด หลายกรรมต่างกัน ของกลางก็คนละส่วน ทั้งสภาพ ของความผิดก็สามารถแยกออกเป็นต่างกรรมกัน ได้ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพย่อมต้องฟังว่าจำเลย กระทำผิดหลายกรรมและต้องเรียงกระทงลงโทษ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ลงโทษปรับจำเลย ฐานทำสุราแช่ 360 บาท นั้น เป็นการเกินอัตราโทษที่ กฎหมายกำหนดไว้ให้ปรับไม่เกิน 200 บาท ศาลฎีกา จึงต้องแก้เสียให้เป็นการถูกต้อง

114 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 212/2532 ตาม พ.ร.บ. สุรา พ.ศ มาตรา 16 อธิบดีกรมสรรพสามิตมี อำนาจอนุญาตให้ผู้ได้รับใบอนุญาตให้ขายสุราประเภทที่ 1 หรือ ประเภทที่ 2 หรือตัวแทน ออกหนังสือสำคัญแบบ ส. 1/42 สำหรับขน สุราออกจากสถานที่ขายสุราของตนได้ตามเงื่อนไขที่อธิบดีกรม สรรพสามิตกำหนดไว้ โดยถือเสมือนหนึ่งเป็นใบอนุญาตขนสุราตาม มาตรา 14 การที่จำเลยซื้อเบียร์จำนวน 2,400 ขวด จากผู้ได้รับ ใบอนุญาตให้ขายสุรา และผู้ได้รับใบอนุญาตได้ออกหนังสือสำคัญแบบ ส. 1/42 ให้จำเลย โดยเขียนชื่อผู้ซื้อซึ่งจำเลยเป็นผู้บอกไม่ตรงกับ ความเป็นจริง และไม่ปรากฏว่าบุคคลดัง กล่าวจะมีตัวตนจริงหรือไม่ จึง ถือว่าไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพสามิตกำหนด ไม่มีผลให้ หนังสือสำคัญดังกล่าวเป็นเสมือนใบอนุญาตขนสุรา จำเลยจึงมี ความผิดฐานขนสุราโดยไม่ได้รบอนุญาตตาม พ.ร.บ. สุรา พ.ศ มาตรา 14, 38 ทวิ และ พ.ร.บ. สุรา พ.ศ (ฉบับที่ 2) มาตรา 8

115 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3796/2532 ตาม พ.ร.บ. สุรา ฯ มาตรา 5 บัญญัติห้ามการทำ สุราซึ่งหมายถึงสุรากลั่นและสุราแช่ไว้ในมาตรา เดียวกัน ส่วนมาตรา 32 บัญญัติเกี่ยวกับการมีไว้ใน ครอบครองซึ่งสุราที่รู้ว่าทำขึ้นโดยฝ่าฝืนมาตรา 5 ซึ่ง หมายถึงสุรากลั่นและสุราแช่ ฉะนั้น เมื่อโจทก์ กล่าวหาว่าจำเลยกระทำผิดทั้งหมดในวันเวลา เดียวกัน แสดงว่าจำเลยทำสุราและมีสุราทั้งสุรากลั่น และสุราแช่ของกลางในคราวเดียวกัน ดังนี้ แม้จำเลย จะทำทั้งสุรากลั่นและสุราแช่ก็เป็นความผิดกรรม เดียวกัน ขณะเดียวกันการมีสุรากลั่นและสุราแช่ก็ เป็นความผิดกรรมเดียวกันอีกส่วนหนึ่งต่างหาก เช่นกัน

116 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3789/2532 โจทก์ฟ้องกล่าวหาจำเลยกระทำผิดฐานทำสุรากลั่น ทำสุรา แช่ กับมีสุรากลั่นและมีสุราแช่โดยไม่ได้รับอนุญาตในวันเวลา เดียวกัน แสดงว่าจำเลยทำสุราและมีสุราทั้งสุรากลั่นและสุราแช่ของ กลางในคราวเดียวกัน ตาม พ.ร.บ.สุรา ฯ ที่แก้ไขแล้ว มาตรา 5 บัญญัติ ห้ามการทำสุราซึ่งหมายถึงสุรากลั่นและสุราแช่ไว้ในมาตราเดียวกัน ใน คราวเดียวกัน การทำสุรากลั่นและทำสุราแช่จึงเป็นความผิดกรรม เดียวกัน และมาตรา 32 ก็บัญญัติเกี่ยวกับการมีไว้ในครอบครองซึ่งสุรา ที่ทำขึ้นฝ่าฝืนมาตรา 5 ซึ่งหมายความถึงสุรากลั่นและสุราแช่ การมี สุรากลั่นและสุราแช่ไว้ในครอบครองจึงเป็นความผิดกรรมเดียวกันอีก กรรมหนึ่ง ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ลงโทษแต่ละกระทง จำคุกไม่เกิน 1 ปีและปรับไม่เกิน 10,000 บาท คดีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

117 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4332/2532 จำเลยทำสุรากลั่น ทำสุราแช่ มีสุรากลั่น มี สุราแช่ และขายสุรากลั่น ขายสุราแช่ในคราว เดียวกัน การที่จำเลยทำสุรากลั่นทำสุราแช่จึง เป็นความผิดกรรมเดียว มีสุรากลั่นและสุราแช่ก็ เป็นความผิดกรรมเดียว และขายสุรากลั่นและ ขายสุราแช่ก็เป็นความผิดกรรมเดียว

118 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4337/2532 การทำสุราโดยไม่ได้รับอนุญาตและการมีไว้ใน ครอบครองซึ่งสุราที่รู้ว่าทำขึ้นโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย นั้น พ.ร.บ. สุรา ฯ บัญญัติความผิดและบทลงโทษไว้ คนละมาตรากัน จึงเป็นความผิดต่างกรรมกัน การทำสุราแช่และการทำสุรากลั่นถือว่ามีเจตนา และวัตถุประสงค์อันเดียวกัน ส่วนการมีสุราแช่หรือ สุรากลั่นก็เป็นการกระทำโดยมีเจตนาและ วัตถุประสงค์อันเดียวกันเช่นกัน แม้โจทก์บรรยาย ฟ้องแยกเป็น 4 ข้อ ก็ไม่ทำให้เป็นการกระทำแยกกัน ได้ จำเลยคงมีความผิดเพียงสองกรรมเท่านั้น

119 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5202/2533 จำเลยทำสุราแช่และทำสุรากลั่น กับการที่จำเลยมีสุรา แช่และมีสุรากลั่นไว้ในครอบครอง ได้กระทำขึ้นคนละวันและ มีไว้ในครอบครองคนละวัน การกระทำประกอบด้วยเจตนา ต่างกัน ของกลางก็เป็นคนละส่วนกัน ความผิดสามารถแยก ออกเป็นต่างกรรมกันได้ จึงเรียงกระทงลงโทษได้ ข้อห้าม ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติสุราฯ กำหนดไว้ 2 กรณี คือห้ามมิให้ผู้ใดทำสุรากรณีหนึ่ง และห้ามมิให้ผู้ใดมีภาชนะ หรือเครื่องกลั่นสำหรับทำสุราไว้ในครอบครองอีกกรณี หนึ่ง ไม่ว่าฝ่าฝืนกรณีใดจะต้องถูกลงโทษตามมาตรา 30 ดังนั้น ถ้าฝ่าฝืนข้อห้ามทั้ง 2 กรณีเป็นการต่างกรรมกัน จึง ต้องเรียงกระทงลงโทษทุกกรรมตามประมวลกฎหมาย มาตรา 91

120 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 825/2524 เจ้าพนักงานสรรพสามิตมีอำนาจเข้าไปตรวจค้น ในสถานที่ของผู้ได้รับอนุญาตให้ขายสุราในเวลาทำ การได้ตามพระราชบัญญัติสุราพ.ศ มาตรา 28 โดยไม่ต้องมีหมายค้นตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา มาตรา 92 จำเลยใช้ขวดตี ผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และใช้ขวานเงื้อจะฟันผู้เสียหาย ที่ 3 ในขณะที่ผู้เสียหายทั้งสามทำการตรวจค้น แสดง ว่าจำเลยมีเจตนาเพื่อการขัดขวางในครั้งนี้เท่านั้น จึง เป็นการกระทำกรรมเดียว

121 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1141/2534 ความผิดฐานทำสุราโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานมี ภาชนะหรือเครื่องกลั่นสำหรับทำสุราโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งสุราที่รู้ว่าทำขึ้นโดยฝ่าฝืนกฎหมาย และฐานขายหรือนำออกแสดงเพื่อขายซึ่งสุราดังกล่าว แม้จะ เป็นความผิดต่อ พ.ร.บ. สุรา พ.ศ ซึ่งเป็นกฎหมาย ฉบับเดียวกัน และบางฐานมีบทลงโทษในมาตราเดียวกัน แต่ ก็เห็นได้ว่าความผิดในแต่ละฐานต่างมีสภาพและลักษณะของ การกระทำที่แตกต่างกัน สามารถแยกเป็นคนละส่วนต่างหาก จากกันได้ แสดงว่ากฎหมายมุ่งประสงค์จะลงโทษผู้กระทำ ผิดในแต่ละกรณีเป็นตอน ๆ ไป จึงเป็นความผิดหลายกรรม ต่างกัน ความผิดฐานทำสุราโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานมี ภาชนะหรือเครื่องกลั่นสำหรับทำสุราโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งสุราที่รู้ว่าทำขึ้นโดยฝ่าฝืนกฎหมาย และฐานขายหรือนำออกแสดงเพื่อขายซึ่งสุราดังกล่าว แม้จะ เป็นความผิดต่อ พ.ร.บ. สุรา พ.ศ ซึ่งเป็นกฎหมาย ฉบับเดียวกัน และบางฐานมีบทลงโทษในมาตราเดียวกัน แต่ ก็เห็นได้ว่าความผิดในแต่ละฐานต่างมีสภาพและลักษณะของ การกระทำที่แตกต่างกัน สามารถแยกเป็นคนละส่วนต่างหาก จากกันได้ แสดงว่ากฎหมายมุ่งประสงค์จะลงโทษผู้กระทำ ผิดในแต่ละกรณีเป็นตอน ๆ ไป จึงเป็นความผิดหลายกรรม ต่างกัน

122 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6055/2534 สุราของกลางที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับ ใบอนุญาตขายสุราได้ซื้อจากผู้ที่ไม่มีสิทธิขายโดย ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ. สุรา ฯ มาตรา 40 ทวิ นั้น ตาม พ.ร.บ. สุรา ฯ มาตรา 45 มิได้ บัญญัติให้ริบสุราของกลาง ทั้งสุราของกลางดังกล่าว ก็มิใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติว่าผู้ใดทำหรือมีไว้ เป็นความผิด หรือเป็นทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้หรือมี ไว้เพื่อใช่ในการกระทำผิด หรือได้มาโดยได้กระทำ ความผิด อันจะเป็นเหตุให้ศาลพิพากษาให้ริบเสียได้ ตาม ป.อ. มาตรา 32, 33

123 พระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ. 2509

124 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2642/2528 (ประชุมใหญ่) พระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ มาตรา 49 บัญญัติเรื่องโทษ ว่าผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 19 มาตรา 20 ต้องระวางโทษปรับสิบเท่าของค่า แสตมป์ยาสูบที่จะต้องปิดหรือที่ยังขาดอยู่แต่ ต้องไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อย บาท ถ้าเป็นบุหรี่ซิกาแรตที่ผลิตในประเทศและมิได้ประกาศกำหนด ราคาขายปลีกไว้ ต้องระวางโทษปรับกรัมละสองบาทแต่ต้องไม่น้อย กว่าหนึ่งร้อยบาท ดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่าผู้กระทำผิดพระราชบัญญัติยาสูบ ฐานนี้จะต้องถูกลงโทษปรับเป็นจำนวนสิบเท่าของค่าแสตมป์ยาสูบที่ จะต้องปิด มิได้มีข้อจำกัดว่าถ้ามีผู้ร่วมกระทำผิดหลายคนให้ปรับ รวมกันตามค่าแสตมป์ยาสูบที่จะต้องปิด ทั้งประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 17 ได้บัญญัติให้ใช้บังคับบทบัญญัติในภาค 1 แห่ง ประมวลกฎหมายอาญา ในกรณีความผิดตามกฎหมายอื่นด้วย คดี พระราชบัญญัติยาสูบมิได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น จึงต้องลงโทษปรับ จำเลยทั้งสองเรียงตามรายตัวบุคคล ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 31

125 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4816/2529 การที่จำเลยมียาสูบที่มีผู้นำเข้ามาใน ราชอาณาจักรโดยหลีกเลียงอากร อันเป็นความผิด ตามพระราชบัญญัติศุลกากร กับมียาสูบจำนวน เดียวกันโดยมิได้ปิดแสตมป์ยาสูบอันเป็นความผิด ตามพระราชบัญญัติยาสูบในวันเวลาเดียวกัน ดังนี้ เห็นได้ว่าจำเลยมีเจตนาในผลอย่างเดียวกัน คือการ หลีกเลี่ยงที่จะไม่ต้องเสียภาษีอากรตามกฎหมาย ถือ ได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้โจทก์จะบรรยายฟ้อง แยกการกระทำผิดของจำเลยเป็นสองข้อและจำเลย ให้การรับสารภาพ ศาลก็ลงโทษจำเลยหลายกรรม เป็นกระทงความผิดไม่ได้

126 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1333/2532 ผู้กระทำผิดต่อ พ.ร.บ. ยาสูบ พ.ศ มาตรา 19 วรรคแรก โดยมียาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ ยาสูบไว้ในครอบครองเกินกว่าห้าร้อยกรัม ซึ่งต้อง ระวางโทษตามมาตรา 49 คือปรับสิบเท่าของค่า แสตมป์ยาสูบที่จะต้องปิดนั้น ความผิดตามมาตรา 19 วรรคแรก ดังกล่าวเกิดจากการมียาสูบทั้งหมดไว้ใน ครอบครอง มิใช่เฉพาะจำนวนที่เกินห้าร้อยกรัม จึง ต้องปรับจำเลยตามจำนวนน้ำหนักของยาสูบทั้งหมด ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาตจาก เจ้าพนักงานตามกฎหมายและมิได้ปิดแสตมป์ยาสูบ มิใช่ปรับเฉพาะตามจำนวนน้ำหนักของยาสูบที่เกินห้า ร้อยกรัมเท่านั้น ผู้กระทำผิดต่อ พ.ร.บ. ยาสูบ พ.ศ มาตรา 19 วรรคแรก โดยมียาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ ยาสูบไว้ในครอบครองเกินกว่าห้าร้อยกรัม ซึ่งต้อง ระวางโทษตามมาตรา 49 คือปรับสิบเท่าของค่า แสตมป์ยาสูบที่จะต้องปิดนั้น ความผิดตามมาตรา 19 วรรคแรก ดังกล่าวเกิดจากการมียาสูบทั้งหมดไว้ใน ครอบครอง มิใช่เฉพาะจำนวนที่เกินห้าร้อยกรัม จึง ต้องปรับจำเลยตามจำนวนน้ำหนักของยาสูบทั้งหมด ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาตจาก เจ้าพนักงานตามกฎหมายและมิได้ปิดแสตมป์ยาสูบ มิใช่ปรับเฉพาะตามจำนวนน้ำหนักของยาสูบที่เกินห้า ร้อยกรัมเท่านั้น

127 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2523/2532 การมียาสูบผลิตในต่างประเทศที่มิได้ปิด แสตมป์ยาสูบไว้ในครอบครองกับการที่ยาสูบที่ มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบรายเดียวกันนั้นไว้เพื่อ ขาย เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมาย หลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ลงโทษจำเลย

128 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 791/2536 จำเลยรับเอาบุหรี่อันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดย หลีกเลี่ยงอากรไว้ในครอบครองเพื่อขายโดยมิได้ปิดแสตมป์ยาสูบเป็นการ กระทำครั้งเดียวในเวลาเดียวกัน แม้ผู้นำเข้าอาจนำเข้าโดยเจตนาหลีกเลี่ยง ค่าภาษีศุลกากร แต่มิได้นำเข้ามาเพื่อขายก็ไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติ ยาสูบ พ.ศ หรือนำเข้ามาโดยถูกต้องแต่มีไว้เพื่อขายโดยมิได้ปิด แสตมป์ยาสูบก็เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาสูบ ฯ เพราะเป็นความผิดที่ ผิดแผกแตกต่างกันและเป็นความผิดต่อกฎหมายคนละฉบับกันก็ตาม แต่ จำเลยรับเอาไว้เพื่อขายอันเป็นความผิดทั้งสองข้อหาดังกล่าว จำเลยมีเจตนา ในผลอย่างเดียวกัน คือหลีกเลี่ยงที่จะไม่ต้องเสียภาษีอากรตามกฎหมาย การ กระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท หาใช่ หลายกรรมต่างกันไม่ ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ มาตรา 27 ทวิ ที่ให้ปรับเป็นเงิน 4 เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยนั้น หมายถึง ค่าอากรตามกฎหมายภาษีศุลกากร หาได้หมายรวมถึงค่าภาษีการค้าตาม ประมวลรัษฎากรและภาษีเทศบาลตามพระราชบัญญัติรายได้เทศบาลไม่ ที่ ศาลล่างทั้งสองลงโทษปรับโดยรวมค่าภาษีทั้งสองประเภทดังกล่าวมาด้วยจึง ไม่ถูกต้อง ปัญหาข้อนี้แม้จะไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา แต่เป็น ปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัย และแก้ไขให้ถูกต้องได้

129 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3074/2537 ตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ มาตรา 19 วรรคแรก บัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดมียาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ ยาสูบไว้ในครอบครองเกินกำหนด มาตรา 44 วรรค สอง บัญญัติให้ริบบุหรี่ซิกาแรต ในคดีกระทำผิด บทบัญญัติ มาตรา 19 รวมทั้งหีบห่อเป็นของกรม สรรพสามิต คดีนี้เจ้าพนักงานตำรวจจับได้ของกลางบุหรี่ซิ กาแรตถังสแตนเลส 1 ใบ และรถจักรยานยนต์ 1 คัน แต่ รถจักรยานยนต์ของกลางมิใช่หีบห่ออันเกี่ยวกับการกระทำ ผิดฐานมียาสูบไม่ปิดแสตมป์ยาสูบจึงริบไม่ได้ ทั้งมิใช่ทรัพย์ ของกลางโดยตรงที่ใช้ในการกระทำความผิดฐานนี้ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1) จึงไม่สมควรริบ

130 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 173/2539 แม้ผู้ร้องเป็นเพียงผู้เช่าซื้อรถยนต์ของกลาง ขณะจำเลยใช้รถดังกล่าวกระทำความผิดแต่เมื่อผู้ ร้องได้ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อครบก่อนที่ศาลจะสั่งริบผู้ ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถนั้น ได้และเมื่อผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำ ความผิดก็ต้องคืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

131 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8299/2540 การมีไว้เพื่อขายซึ่งยาสูบที่ผลิตในต่างประเทศโดยมิได้ปิด แสตมป์ยาสูบ สุราต่างประเทศที่มิได้ปิดแสตมป์สุรา สินค้าที่ยังมิได้เสีย ภาษีสรรพสามิต และมีไพ่ไว้ในครอบครอง แม้จะยึดของกลางทั้งหมด ได้ในคราวเดียวกัน แต่การกระทำผิดแต่ละข้อหาเป็นการฝ่าฝืน กฎหมายต่าง พ.ร.บ. โดยมีเจตนาประสงค์ต่อผลแตกต่างกัน สามารถ แยกการกระทำแต่ละความผิดได้ จึงเป็นการกระทำความผิดหลาย กรรม รวม 4 กระทง ไม่ใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อ กฎหมายหลายบท พ.ร.บ. ยาสูบ พ.ศ มาตรา 50 พ.ร.บ. สุรา พ.ศ มาตรา 33 พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ มาตรา 162 และ พ.ร.บ. ไพ่ พ.ศ มาตรา 14 ทวิ กำหนดโทษปรับผู้กระทำ ความผิดโดยมิได้มีข้อจำกัดว่ามีผู้ร่วมกันกระทำผิดหลายคนให้ปรับ รวมกัน จึงต้องลงโทษปรับจำเลยทั้งห้าเรียงตามรายตัวบุคคลตาม ป.อ. มาตรา 31

132 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 232/2543 การที่จำเลยมียาสูบของกลางที่ผลิตในต่างประเทศ โดยมีผู้ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยง อากรขาเข้าไว้ในความครอบครอง และยาสูบมิได้ปิดแสตมป์ ยาสูบตามกฎหมาย กับการที่จำเลยมียาสูบจำนวนเดียวกัน นั้นไว้เพื่อขายนั้น แม้การกระทำนั้นจะผิดต่อบทบัญญัติแห่ง กฎหมายหลายฉบับ แต่ก็เป็นการกระทำที่มุ่งประสงค์ต่อผล อย่างเดียวกัน คือการหลีกเลี่ยงที่จะไม่ต้องเสียอากรตาม กฎหมาย ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดต่อ กฎหมายหลายบท แต่การที่จำเลยได้ขายยาสูบที่มิได้ปิด แสตมป์ยาสูบเป็นการกระทำที่แยกต่างหากจากการมีไว้เพื่อ ขายและเป็นคนละกรรมกันอีกกรรมหนึ่ง

133 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6122/2544 ความผิดข้อหามียาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตามกฎหมายกับ ข้อหามีแสตมป์ยาสูบปลอมเพื่อขายหรือเพื่อนำออกใช้ จำเลยกับพวก ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งแสตมป์ยาสูบปลอมก็เพื่อนำออกใช้กับ ยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตามกฎหมายนั่นเอง ดังนั้น ความผิดทั้ง สองข้อหาดังกล่าวจึงเป็นความผิดกรรมเดียว และเป็นกรรมเดียวกับ ข้อหามียาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตามกฎหมายไว้ในครอบครองเกิน กว่า 500 กรัม สำหรับความผิดข้อหาเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อ จำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม แม้โจทก์บรรยายฟ้อง แยกกันมา แต่ได้ความว่าจำเลยมีเจตนาอันเดียวคือต้องการขายบุหรี่ ของกลางซึ่งเป็นบุหรี่ที่บรรจุในซองที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตาม กฎหมาย และที่มีเครื่องหมายการค้ากับแสตมป์ยาสูบปลอมในซอง เดียวกัน ความผิดทั้งสามข้อหาดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นความผิดกรรม เดียวกับความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ มาตรา 110 (1) ประกอบด้วยมาตรา 108 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษ หนักที่สุด

134 พระราชบัญญัติไพ่ พุทธศักราช 2486

135 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1315/2503 จำเลยได้ปลอมดวงตรานกวายุภักษ์สีอันเป็นดวง ตราราชการกรมสรรพสามิตลงในแม่พิมพ์ไพ่ และใช้ แม่พิมพ์นั้นพิมพ์ไพ่ผ่องจีนและไพ่สี่สีปลอม โดย เจตนาหลอกลวงให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นไพ่ที่ถูกต้อง ตามกฎหมายนั้น เมื่อดวงตรานกวายุภักษ์นี้เป็นเพียง เครื่องหมายในการค้าของกรมสรรพสามิตเพื่อแสดง ว่าไพ่นั้นเป็นไพ่ที่กรมสรรพสามิตผลิตขึ้นการใช้ดวง ตรานกวายุภักษ์บนไพ่นั้น จึงหาใช่เป็นการใช้ดวง ตราตามความหมายของกฎหมายไม่ การกระทำของ จำเลยจึงเป็นเพียงเจตนาทำไพ่ปลอมเท่านั้น

136 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 350/2510 ของกลางที่ฎีกาขึ้นมา เมื่อมีลักษณะเป็นของสำหรับ เด็กเล่น และปรากฏว่ารูปลักษณะผิดกับไพ่ป๊อก เช่น ไม่มี ตัว เอ.คิง.ควีน.แจ๊ค ไม่แยกเป็นโพดำ โพแดง ข้าวหลามตัด และดอกจิก ดังนี้ จึงไม่เป็นไพ่ ตามพระราชบัญญัติไพ่ ส่วน การที่จะนำวัตถุเหล่านี้ไปเล่นพนันกัน โดยสมมุติขึ้นว่า ใช้ 1 แทน เอ.ใช้ เอ.บี.ซี. แทน แจ๊ค.ควีน.คิง. และอื่น ๆ อีก ดังที่พยานโจทก์เบิกความอธิบายไว้นั้นก็เป็นเรื่องวิธีการเล่น การพนันโดยใช้วัตถุเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการเล่น จึงไม่ทำ ให้วัตถุของกลางเหล่านี้กลายเป็นไพ่ขึ้นมาได้ พระราชบัญญัติไพ่ได้บัญญัติห้ามมีห้ามจำหน่ายเฉพาะ ไพ่ มิได้บัญญัติถึงสิ่งที่คล้ายคลึงไพ่ ฉะนั้น เมื่อของกลางที่ โจทก์ฎีกาขึ้นมาไม่เป็นไพ่ตามพระราชบัญญัติไพ่แล้วจำเลย ก็ย่อมไม่มีความผิด

137 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1422/2526 ความผิดฐานทำไพ่และมีไพ่ไว้ในครอบครอง เกิน 120 ใบนั้นพระราชบัญญัติไพ่ฯกำหนด องค์ประกอบความผิดและกำหนดโทษผู้ฝ่าฝืนไว้ ต่างหากจากกัน และเป็นความผิดคนละมาตรา กัน การทำไพ่แล้วจำหน่ายไปเลยย่อมไม่มีความผิด ฐานมีไพ่ไว้ในครอบครองหรือการมีไพ่ไว้ใน ครอบครองผู้ฝ่าฝืนไม่จำต้องเป็นผู้ทำไพ่เอง ก็เป็น ความผิดได้ ดังนั้น การทำไพ่และการมีไพ่ไว้ใน ครอบครองเกิน120 ใบจึงเป็นความผิดต่างกรรมกัน

138 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2300/2528 ปัญหาว่าไพ่ของกลางเป็นไพ่ตามความหมายของ พระราชบัญญัติไพ่ พ.ศ หรือไม่ เป็นข้อกฎหมาย เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา มาตรา 195 แม้จำเลยไม่ได้ยกต่อสู้มา แต่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ คำว่าไพ่ตามพระราชบัญญัติไพ่ ฯ มาตรา 4 ให้ความหมายไว้ ว่าหมายถึงไพ่ซึ่งทำด้วยกระดาษหรือหนัง หรือซึ่งทำด้วย วัตถุอื่น ๆ ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง และตามพจนานุกรม ให้ความหมายว่าหมายถึงเครื่องเล่นการพนันทำเป็นแผ่น บาง ๆ ของกลางในแต่ละถุงจะมีไพ่ไม่ครบสำรับอันจะมี ลักษณะเป็นไพ่ แต่เมื่อรวม 2 ถุงแล้วจะมีไพ่ครบ 52 ใบ สามารถใช้เป็นเครื่องเล่นการพนันได้อย่างไพ่ แม้จะทำ ด้วยกระดาษแผ่นบาง ๆ เล็กกว่าไพ่ป๊อกก็อยู่ในความหมาย ของคำว่าไพ่ตามพระราชบัญญัติไพ่ ฯ

139 พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527

140 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4899/2536 พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ มาตรา 27 ทวิ กำหนดระวางโทษปรับเป็นเงินสี่เท่าของ ราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วนั้น คำ ว่า “ค่าอากร” หมายถึงค่าอากรในทางศุลกากร เท่านั้น หารวมถึงภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม อันเป็นภาษีฝ่ายสรรพากรด้วย ไม่ จึงจะนำภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม มารวมเป็นค่าอากรเพื่อคำนวณโทษปรับด้วย มิได้

141 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4277/2540 รถยนต์ซึ่งประกอบขึ้นภายในประเทศโดยใช้อุปกรณ์ที่ผลิตจาก ต่างประเทศและยังไม่เสียภาษีสรรพสามิต ถ้าสินค้าอยู่ในโรงอุตสาหกรรม ความรับผิดที่จะต้องเสียภาษีเกิดขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนย้ายรถยนต์ออกจากโรง อุตสาหกรรม เจ้าพนักงานสรรพสามิตตรวจจับและยึดรถยนต์ของกลางจาก เต็นท์ขายรถยนต์ของจำเลย แสดงว่าได้มีการเคลื่อนย้ายออกจากโรง อุตสาหกรรมแล้ว ความรับผิดที่จะต้องเสียภาษีจึงเกิดขึ้นแล้ว เมื่อจำเลยไม่ได้ ยื่นแบบรายการต่อเจ้าพนักงานสรรพสามิตตามที่กฎหมายกำหนด จึงมี ความผิดตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ มาตรา 20, 48(1), 148 จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ได้นำ รถยนต์ที่ยังไม่ได้เสียภาษีออกจากโรงอุตสาหกรรมไปไว้ในที่ซึ่งมิใช่ คลังสินค้าทัณฑ์บน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่ได้รับยกเว้นตาม มาตรา 19(2) ถึง (5) จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดตาม พ.ร.บ. ภาษี สรรพสามิต พ.ศ มาตรา 19, 147 พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ มาตรา 167(1) บัญญัติห้ามผู้ใด ขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งสินค้าโดยรู้ว่าเป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษีหรือเสียภาษี ไม่ครบถ้วน เว้นแต่ในกรณีที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมมีไว้ในโรงอุตสาหกรรม หรือคลังสินค้าทัณฑ์บน ซึ่งไม่ปรากฏข้ออนุโลมให้ไปเสียหลังจากที่มีผู้ซื้อ แล้วได้ จำเลยจึงมีความผิดในข้อหามีไว้เพื่อขายซึ่งสินค้าโดยรู้ว่าเป็นสินค้าที่ มิได้เสียภาษี

142 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4377/2540 พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ มาตรา 20 บัญญัติ ให้ผู้ประกอบอุตสาหกรรมใดมีสินค้าอยู่ในโรงอุตสาหกรรมในวันที่ กฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตใช้บังคับแก่สินค้านั้น ให้ผู้ ประกอบอุตสาหกรรมนั้นยื่นแบบรายการแสดงชนิดและปริมาณของ สินค้านั้นตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่อเจ้าพนักงานสรรพสามิต ณ สถานที่ตามมาตรา 53 ก่อนหรือพร้อมกับการยื่นแบบรายการภาษีครั้ง แรกตามมาตรา 48 ซึ่งตามมาตรา 48(1) ระบุว่า ในกรณีสินค้าที่ผลิต ขึ้นในราชอาณาจักรให้ยื่นแบบรายการภาษีพร้อมกับชำระภาษีก่อน ความรับผิดในอันจะต้องเสียภาษีเกิดขึ้น และตามมาตรา 10 ระบุให้ ความรับผิดในอันจะต้องเสียภาษีกรณีสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักร โดยถ้าสินค้าอยู่ในโรงอุตสาหกรรม ให้ถือว่าความรับผิดในอันจะต้อง เสียภาษีเกิดขึ้นในเวลาที่นำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรม ดังนี้ เมื่อ ได้มีการเคลื่อนย้ายรถยนต์ของกลางออกจากโรงอุตสาหกรรมแล้ว ความรับผิดในอันจะต้องเสียภาษีจึงเกิดขึ้นแล้ว และเมื่อจำเลยที่ 1 และ ที่ 2 มิได้ยื่นแบบรายการต่อเจ้าพนักงานสรรพสามิตตามที่กฎหมาย กำหนด จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีความผิดตามมาตรา 20, 48(1), 148

143 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4377/2540 พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ มาตรา 19 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ใดนำสินค้าที่ยังมิได้เสียภาษีโดยถูกต้องและครบถ้วนออกไป จากโรงอุตสาหกรรมหรือคลังสินค้าทันฑ์บน เว้นแต่ (1) เป็นการนำ สินค้าออกจากโรงงานอุตสาหกรรมไปเก็บไว้ในคลังสินค้าทัณฑ์บนตาม หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด... คดีนี้ จำเลยที่ 1 เป็นนิติ บุคคล จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการคนเดียวของจำเลยที่ 1 จำเลย ที่ 2 ย่อมมีหน้าที่ดูแลบริหารกิจการและสั่งงานเกี่ยวกับกิจการของจำเลย ที่ 1 ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยปริยาย การนำรถยนต์ออกจากโรง อุตสาหกรรมเพื่อไปแสดงและจำหน่ายเป็นกิจการของจำเลยที่ 1 เมื่อ รถยนต์ของกลางยังมิได้เสียภาษี และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่อาจนำสืบ หักล้างพยานหลักฐานโจทก์ให้ศาลเห็นเป็นอย่างอื่น จึงถือว่าจำเลย ที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้นำรถยนต์ของกลางออกจากโรงงานอุตสาหกรรมไปไว้ ที่เกิดเหตุและเมื่อไม่ปรากฏว่าที่เกิดเหตุเป็นคลังสินค้าทัณฑ์บน ซึ่งอาจ ได้รับการยกเว้นตามมาตรา 19(1) ทั้งการกระทำของจำเลยที่ 1 และ ที่ 2 ก็ไม่ได้รับการยกเว้นตามที่ระบุไว้ในมาตรา 19(2) ถึง (5) จำเลย ที่ 1 และที่ 2 จึงมีความผิดในข้อหานี้ตามมาตรา 19, 147

144 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4377/2540 ความผิดฐานร่วมกันมีไว้เพื่อขายซึ่งสินค้าโดย รู้อยู่ว่าเป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษีหรือเสียภาษีไม่ ครบถ้วนตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ มาตรา 162 (1) ที่บัญญัติห้ามผู้ใดขายหรือมี ไว้เพื่อขายซึ่งสินค้าโดยรู้ว่าเป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษี หรือเสียภาษีไม่ครบถ้วน เว้นแต่ในกรณีที่ผู้ประกอบ อุตสาหกรรมมีไว้ในโรงอุตสาหกรรมหรือใน คลังสินค้าทัณฑ์บนนั้น ไม่มีระเบียบปฏิบัติใดอนุโลม ให้ไปเสียภาษีหลังจากที่มีผู้ซื้อแล้วแต่อย่างใด

145 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8299/2540 การมีไว้เพื่อขาย ซึ่งยาสูบที่ผลิตในต่างประเทศโดยมิได้ปิด แสตมป์ยาสูบ สุราต่างประเทศที่มิได้ปิดแสตมป์สุรา และสินค้าที่ยังมิได้ เสียภาษีสรรพสามิต กับมีไพ่ไว้ในครอบครอง แม้จะยึดของกลาง ทั้งหมดได้ในคราวเดียวกัน แต่การกระทำผิดแต่ละข้อหาเป็นการฝ่าฝืน กฎหมายต่างพระราชบัญญัติโดยมีเจตนาประสงค์ต่อผลแตกต่าง กัน สามารถแยกการกระทำแต่ละความผิดได้จึงเป็นการกระทำ ความผิดหลายกรรม รวม 4 กระทงไม่ใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็น ความผิดต่อกฎหมายหลายบท พระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ มาตรา 50 พระราชบัญญัติสุรา พ.ศ มาตรา 33 พระราชบัญญัติ ภาษีสรรพสามิตพ.ศ มาตรา 162 และพระราชบัญญัติไพ่ พ.ศ มาตรา 14 ทวิ กำหนดโทษปรับผู้กระทำผิดโดยมิได้มีข้อจำกัด ว่าถ้ามีผู้ร่วมกันกระทำผิดหลายคนให้ปรับรวมกัน ศาลจึงต้องลงโทษ ปรับจำเลยทั้งห้าเรียงตามรายตัวบุคคลตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 31

146 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4040/2543 การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันนำสินค้าของกลางที่ยังมิได้เสียภาษีโดย ถูกต้องครบถ้วนออกไปจากโรงอุตสาหกรรม ย่อมเป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่ตอนนำ สินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรมตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิตฯ มาตรา 19, 147(1) แล้วกรรมหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 นำสินค้านั้นไปเก็บไว้ที่สำนักงานใหญ่ และสาขาปิ่นเกล้า เป็นความผิดฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าโดยรู้ว่าเป็น สินค้าที่มิได้เสียภาษีหรือเสียภาษีไม่ครบถ้วนตามมาตรา 161(1) และมีไว้เพื่อขายซึ่ง สินค้าโดยรู้ว่าเป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษีหรือเสียภาษีไม่ครบถ้วน เป็นความผิดตาม มาตรา 162(1) ถือว่าเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียว แต่เป็นความผิดต่อกฎหมาย หลายบท ต้องลงโทษตามมาตรา 162(1) ซึ่งเป็นบทหนัก ตาม ป.อ. มาตรา 90 เป็น อีกกรรมหนึ่ง เมื่อเครื่องปรับอากาศที่ยึดได้จากสาขาปิ่นเกล้าจำนวน 455 เครื่อง เป็น สินค้าที่ยังมิได้เสียภาษี ซึ่งตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต ฯ มาตรา 19 ห้ามมิให้นำ สินค้าที่ยังมิได้เสียภาษีโดยถูกต้องครบถ้วนออกจากโรงอุตสาหกรรมหรือคลังสินค้า ทัณฑ์บน เว้นแต่จะเข้ากรณียกเว้นที่กฎหมายกำหนด การฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นความผิดตามมาตรา 147(1) และตามมาตรา 168 วรรคสอง บัญญัติว่า สินค้า ในการกระทำความผิดที่มีโทษตามมาตรา 147 ให้ศาลสั่งริบเป็นของกรมสรรพสามิต ไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ ศาลจึงต้องริบเครื่องปรับอากาศจำนวน ดังกล่าวตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิตฯ หาใช่เป็นการริบตาม ป.อ. มาตรา 33 ไม่

147 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7199/2543 พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ มาตรา 96 ประกอบมาตรา 86 และ 89 กำหนดให้การฟ้องคดี เกี่ยวกับการประเมินภาษีสรรพสามิตจะกระทำได้ต่อเมื่อได้ ทำการคัดค้านการประเมินต่ออธิบดีกรมสรรพสามิตจำเลย ที่ 2 หรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายและต้องได้อุทธรณ์คัดค้านคำ วินิจฉัยของอธิบดีดังกล่าวต่อคณะกรรมการพิจารณา อุทธรณ์ตามกฎหมายภายในกำหนดเวลาด้วย แต่ตามคำ ฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าหลังจากโจทก์ ได้รับแจ้งการประเมินให้ชำระภาษีสรรพสามิตแล้วโจทก์ได้ คัดค้านการประเมินหรือได้อุทธรณ์คัดค้านคำวินิจฉัยของ อธิบดีกรมสรรพสามิตจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด เมื่อโจทก์มิได้ ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ก่อนที่จะฟ้องร้อง ดำเนินคดี โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2

148 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7199/2543 แม้กรมศุลกากรจำเลยที่ 1 จะได้รับมอบหมายจาก อธิบดีกรมสรรพสามิตให้ดำเนินการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต แทนจำเลยที่ 2 ก็ตาม แต่ตามคำฟ้องและทางนำสืบของ โจทก์ไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นว่าอธิบดีกรม สรรพสามิตได้มอบหมายให้กรมศุลกากรจำเลยที่ 1 หรือ เจ้าหน้าที่คนใดในกรมศุลกากรเป็นผู้รับคำคัดค้านหรือรับ อุทธรณ์คัดค้านคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมสรรพสามิต จำเลย ที่ 2 การที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อกองวิเคราะห์ราคา กรม ศุลกากร ยังฟังไม่ได้ว่ายื่นอุทธรณ์ต่อผู้ที่ได้รับมอบหมาย จากอธิบดีกรมสรรพสามิต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ที่ 2

149 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1440/2544 จำเลยทั้งห้ากระทำความผิดฐานร่วมกันขนถ่ายน้ำมันในเขต ต่อเนื่องโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ. ศุลกากรฯ มาตรา 37 ตรี หลังจากที่จำเลยลักลอบนำน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาในเขตต่อเนื่องแล้ว ซึ่งไม่แน่ชัดว่าจำเลยทั้งห้าขนถ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงโดยเจตนาหลีกเลี่ยง การเสียภาษีหรือเจตนาอื่น จึงถือได้ว่าเป็นการกระทำความผิดโดย เจตนาต่างหากจากความผิดฐานอื่น เมื่อจำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ ตามฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าการกระทำความผิดของจำเลยทั้งห้าใน ความผิดฐานนี้เป็นความผิดกรรมเดียว ส่วนความผิดฐานร่วมกันนำ น้ำมันเชื้อเพลิงที่ยังมิได้เสียภาษีศุลกากรและภาษีสรรพสามิตเข้ามาใน ราชอาณาจักรตาม พ.ร.บ. ศุลกากรฯ มาตรา 27 กับความผิดฐาน ร่วมกันขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงที่มิได้เสียภาษี สรรพสามิตตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิตฯ มาตรา 162 (1) เป็น ความผิดต่อกฎหมายหลายบทต่าง พ.ร.บ. กัน โดยมีเจตนาประสงค์ต่อ ผลแตกต่างกัน สามารถแยกการกระทำแต่ละความผิดได้ จึงเป็น ความผิดหลายกรรมตาม ป.อ. มาตรา 91

150 1. ข้อหา “ขาย” ต้องบันทึกให้มี ข้อเท็จจริงเรื่องการซื้อขาย 1. ข้อหา “ขาย” ต้องบันทึกให้มี ข้อเท็จจริงเรื่องการซื้อขาย 2. ต้องมีข้อเท็จจริงว่าขายซึ่ง หน้า “เจ้าพนักงานเห็นขณะที่กำลัง ขาย” 2. ต้องมีข้อเท็จจริงว่าขายซึ่ง หน้า “เจ้าพนักงานเห็นขณะที่กำลัง ขาย” การค้นจับกุมและจับกุมโดย อาศัยเหตุความผิดซึ่งหน้า

151 1. ข้อหา “นำออกแสดงเพื่อขาย” ต้องมีข้อเท็จจริงว่ามีการกระทำที่เป็น การนำออกมาแสดงเพื่อที่จะขาย เช่น ในตู้โชว์ 1. ข้อหา “นำออกแสดงเพื่อขาย” ต้องมีข้อเท็จจริงว่ามีการกระทำที่เป็น การนำออกมาแสดงเพื่อที่จะขาย เช่น ในตู้โชว์ 2. ต้องนำออกแสดงเพื่อขายซึ่ง หน้า “เจ้าพนักงานพบวางเสนอขาย ในตู้โชว์” 2. ต้องนำออกแสดงเพื่อขายซึ่ง หน้า “เจ้าพนักงานพบวางเสนอขาย ในตู้โชว์” การค้นจับกุมและจับกุมโดย อาศัยเหตุความผิดซึ่งหน้า

152 1. ข้อหา “มีไว้เพื่อขาย” ต้องมี ข้อเท็จจริงว่ามีไว้ในครอบครองโดยมี เจตนาเพื่อนำไปขายหรือเพื่อเสนอขาย 1. ข้อหา “มีไว้เพื่อขาย” ต้องมี ข้อเท็จจริงว่ามีไว้ในครอบครองโดยมี เจตนาเพื่อนำไปขายหรือเพื่อเสนอขาย 2. ต้องมีไว้เพื่อขายซึ่งหน้า “เจ้า พนักงานพบในขณะมีไว้ในครอบครอง และผู้ถูกกล่าวหายอมรับว่ามีไว้เพื่อ ขาย” 2. ต้องมีไว้เพื่อขายซึ่งหน้า “เจ้า พนักงานพบในขณะมีไว้ในครอบครอง และผู้ถูกกล่าวหายอมรับว่ามีไว้เพื่อ ขาย” การค้นจับกุมและจับกุมโดย อาศัยเหตุความผิดซึ่งหน้า

153 ความผิดทางอาญาที่สำคัญตามกฎหมายศุลกากร

154 ความผิดเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงอากร พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ มาตรา 27 ผู้ใด 1. นำหรือพาเข้ามาในราชอาณาจักร 2. ส่งหรือพาออกไปนอกราชอาณาจักร 3. ช่วยเหลือด้วยประการใด ๆ ในการนำเข้ามาหรือ ส่งออก 4. ย้ายถอนไป หรือช่วยเหลือให้ย้ายถอนไป จากเรือ กำปั่น ท่าเทียบเรือ โรงเก็บสินค้า คลังสินค้า ที่มั่นคง หรือโรง เก็บของ โดยไม่ได้รับอนุญาต 5. ให้ที่อาศัยเก็บ เก็บ ซ่อน ยอมหรือจัดให้ผู้อื่นทำการ อาศัยเก็บ เก็บ หรือซ่อน 6. เกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการขนหรือย้ายถอน หรือกระทำการอย่างใด

155 ความผิดเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงอากร พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ มาตรา สำหรับของดังต่อไปนี้ - ของที่ยังมิได้เสียค่าภาษี - ของต้องจำกัด - ของต้องห้าม - ของที่ยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้อง 8. เกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการ - หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยง การเสียค่า ภาษีศุลกากร - หลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยง บท กฎหมายและข้อจำกัดใด ๆ อันเกี่ยวแก่การนำของเข้า ส่ง ของออก ขนของขึ้น เก็บของในคลังสินค้า และการส่งมอบ ของ

156 ความผิดเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงอากร พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ มาตรา การกระทำข้างต้นดังกล่าว ได้กระทำโดยเจตนา - จะฉ้อค่าภาษีที่จะต้องเสียสำหรับของนั้น ๆ - หลีกเลี่ยงข้อห้ามหรือข้อจำกัดอันเกี่ยวแก่ ของนั้น สำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่า ราคาของซึ่งได้รวมค่าอากร หรือจำคุกไม่เกินสิบปี หรือทั้ง ปรับทั้งจำ

157 ความผิดเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงอากร พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ มาตรา 27 ทวิ ผู้ใด 1. ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับ จำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ซึ่ง - ของอันรู้ว่าเป็นของที่ยังมิได้เสียค่าภาษี - ของต้องจำกัด - ของต้องห้าม - ของที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยยังมิได้ผ่านศุลกากร โดยถูกต้อง - ของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ข้อจำกัด หรือข้อห้าม อันเกี่ยวแก่ของนั้น 2. มีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับ เป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือทั้ง จำทั้งปรับ

158 ความผิดเกี่ยวกับการสำแดงเท็จ พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ มาตรา 99 ผู้ใด 1. กระทำ จัดหรือยอมให้ผู้อื่นกระทำ ยื่น หรือจัดให้ ผู้อื่นยื่นซึ่งใบขนสินค้า 2. สำแดงใบรับรอง บันทึกเรื่องราว หรือตราสารอย่าง อื่น ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในเรื่องใด ๆ อันเกี่ยวด้วย พระราชบัญญัติศุลกากร หรือที่พระราชบัญญัติศุลกากรบังคับ ให้กระทำ 3. เป็นความเท็จ ความไม่บริบูรณ์ หรือความที่ชักพาให้ ผิดหลงในรายการใด ๆ

159 ความผิดเกี่ยวกับการสำแดงเท็จ พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ มาตรา 99 ผู้ใด 1. ซึ่งพระราชบัญญัติศุลกากรบังคับให้ตอบคำถาม ของพนักงานเจ้าหน้าที่ 2. มิได้ตอบคำถามโดยสัตย์จริง ผู้ใด 1. ไม่ยอมหรือละเลย ไม่ทำ ไม่รักษาไว้ซึ่งบันทึก เรื่องราว ทะเบียน สมุดบัญชี เอกสาร ตราสารอย่างอื่น ๆ ซึ่ง พระราชบัญญัติศุลกากรบังคับไว้

160 ความผิดเกี่ยวกับการสำแดงเท็จ พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ มาตรา ปลอมแปลง หรือใช้เมื่อปลอมแปลงแล้ว ซึ่งเอกสาร บันทึกเรื่องราว หรือตราสารอย่างอื่น ที่พระราชบัญญัติศุลกากร บังคับให้ทำ หรือที่ใช้ในกิจการใด ๆ เกี่ยวด้วยพระราชบัญญัติ ศุลกากร 3. แก้ไขเอกสาร บันทึกเรื่องราว หรือตราสารอย่างอื่น ภายหลังที่ได้ออกไปแล้วในทางราชการ 4. ปลอมดวงตรา ลายมือชื่อ ลายมือชื่อย่อ หรือเครื่องหมาย อย่างอื่นของพนักงานกรมศุลกากร หรือซึ่งพนักงานศุลกากรใช้ เพื่อการใด อันเกี่ยวด้วยพระราชบัญญัติศุลกากร มีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่ เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

161 ความผิดตามกฎหมายศุลกากร พ.ร.บ. ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ มาตรา การกระทำความผิดเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงหรือพยายาม หลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากร ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 27 และ ความผิดเกี่ยวกับการสำแดงเท็จตามมาตรา 99 แห่งพระราชบัญญัติ ศุลกากร พ.ศ ให้ถือเป็นความผิดโดยไม่ต้องคำนึงถึงว่า ผู้กระทำมีเจตนาหรือกระทำโดยประมาทเลินเล่อหรือไม่ (มาตรา 16) 2. ของใด ๆ อันเนื่องด้วยความผิดเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงหรือ พยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากร ตามมาตรา 27 แห่ง พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ ประกอบมาตรา 16 แห่ง พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ ดังที่กล่าวมา ข้างต้น ให้ริบโดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าบุคคลใดจะต้องรับโทษหรือไม่ (มาตรา 17)

162 ความผิดตามกฎหมายศุลกากร พ.ร.บ. ศุลกากร (ฉบับที่ 12) พ.ศ มาตรา ผู้ใดมีสิ่งซึ่งต้องห้าม หรือสิ่งซึ่งมีเหตุอันควรสงสัยว่า เป็นสิ่งต้องกำกัด หรือเป็นสิ่งลักลอบหนีศุลกากรไว้ใน ครอบครอง (มาตรา 10 วรรคหนึ่ง) - อธิบดี พนักงานศุลกากรผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นพิเศษจาก อธิบดี พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ มีอำนาจบันทึก ข้อเท็จจริงที่ตนเองได้พบเห็น - บันทึกดังกล่าว ถ้าเสนอต่อศาลในเมื่อมีการดำเนินคดี ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นความจริงตามข้อเท็จจริงที่จดแจ้งไว้ ในบันทึก และผู้นั้นได้นำสิ่งนั้นเข้ามาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย หรือนำเข้ามาโดยการลักลอบหนีศุลกากร เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ เป็นอย่างอื่น

163 ความผิดตามกฎหมายศุลกากร พ.ร.บ. ศุลกากร (ฉบับที่ 12) พ.ศ มาตรา ให้นำหลักเกณฑ์ที่กล่าวมาในข้อ 1 ไปใช้บังคับ แก่การกระทำผิดต่อกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการส่งออก ไปนอก และการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า บางอย่าง และกฎหมายว่าด้วยการนำเงินตราต่างประเทศ เข้ามาในราชอาณาจักรด้วย (มาตรา 10 วรรคสอง)

164 ความผิดเกี่ยวกับการสำแดงเท็จ พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ มาตรา ผู้ใดกระทำผิดพระราชบัญญัติศุลกากร 2. ความผิดนั้นมิได้มีบัญญัติโทษไว้เป็นอย่าง อื่นในพระราชบัญญัตินี้ หรือบทกฎหมายอื่น ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท (อัตราโทษในมาตรา 119 ถูกแก้โดยมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับ ที่ 12) พ.ศ และถูกยกเลิกให้ใช้ความใหม่โดยมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ. ศุลกากร (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2548)

165 ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับบันทึกตามกฎหมายศุลกากร พ.ร.บ. ศุลกากร (ฉบับที่ 12) พ.ศ มาตรา 10 ถ้าปรากฏว่าผู้ใดมีสิ่งซึ่งต้องห้าม หรือสิ่งซึ่งมีเหตุอันควร สงสัยว่าเป็นสิ่งต้องกำกัด หรือเป็นสิ่งลักลอบหนีศุลกากร ไว้ใน ครอบครอง ให้อธิบดี พนักงานศุลกากรผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นพิเศษจาก อธิบดี พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ มีอำนาจบันทึกข้อเท็จจริง ที่ตนเองได้พบเห็น บันทึกนี้ถ้าเสนอต่อศาลในเมื่อมีการดำเนินคดี ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นความจริงตามข้อเท็จจริงที่จดแจ้งไว้ใน บันทึกนั้น และผู้นั้นได้นำสิ่งนั้นเข้ามาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย หรือ นำเข้ามาโดยการลักลอบหนีศุลกากร แล้วแต่กรณี เว้นแต่จะพิสูจน์ ได้เป็นอย่างอื่น ให้นำบทบัญญัติในวรรคก่อนมาใช้บังคับแก่การกระทำผิด ต่อกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการส่งออกไปนอก และการนำเข้ามา ในราชอาณาจักรซึ่งสินค้าบางอย่าง และกฎหมายว่าด้วยการนำ เงินตราต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรด้วย


ดาวน์โหลด ppt ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายที่ใช้ในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา สุวัฒน์ ไวยุพัฒนธี ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ประภาศ.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google