งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

การปรับองค์กรเพื่อ รองรับ พรบ.คุ้มครอง แรงงาน ๒๕๕๑ ฉบับ ที่ ๒ และ ฉบับที่ ๓.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "การปรับองค์กรเพื่อ รองรับ พรบ.คุ้มครอง แรงงาน ๒๕๕๑ ฉบับ ที่ ๒ และ ฉบับที่ ๓."— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 การปรับองค์กรเพื่อ รองรับ พรบ.คุ้มครอง แรงงาน ๒๕๕๑ ฉบับ ที่ ๒ และ ฉบับที่ ๓

2 กฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ ที่มีผลใช้ บังคับตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ มาตรา ที่เกี่ยวข้องที่สำคัญอยู่ 2 มาตราที่พวกเรา จำเป็นต้องศึกษา 2

3 ส่วนที่ ๖ สิทธิและเสรีภาพในการประกอบอาชีพ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 มาตรา ๔๔ บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับ หลักประกันความปลอดภัยและสวัสดิภาพใน การทำงาน รวมทั้งหลักประกันในการดำรงชีพ ทั้งในระหว่างการทำงานและเมื่อพ้นภาวะการ ทำงาน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ 3

4 ส่วนที่ ๗ แนวนโยบายด้านเศรษฐกิจ มาตรา ๘๔ รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้าน เศรษฐกิจ ดังต่อไปนี้ (๗) ส่งเสริมให้ประชากรวัยทำงานมีงานทำ คุ้มครอง แรงงานเด็กและสตรี จัดระบบแรงงานสัมพันธ์และระบบ ไตรภาคีที่ผู้ทำงานมีสิทธิเลือกผู้แทนของตน จัดระบบ ประกันสังคม รวมทั้งคุ้มครองให้ผู้ทำงานที่มีคุณค่า อย่างเดียวกันได้รับค่าตอบแทน สิทธิประโยชน์ และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือก ปฏิบัติ 4

5 เหตุผลในการปรับปรุง 1.มีบทบัญญัติบางประการที่ไม่เหมาะสมกับ สภาพการณ์ในปัจจุบันและไม่เอื้อประโยชน์ต่อ การดำเนินการเพื่อให้ความคุ้มครองลูกจ้าง 2.แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติบางประการ รวมทั้ง เพิ่มเติมบทกำหนดโทษให้เหมาะสม 3.เพื่อให้การคุ้มครองลูกจ้างมีประสิทธิภาพและให้ ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองยิ่งขึ้น 5

6 มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บังคับเมื่อ พ้นเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป (บังคับ27 เดือน พฤษภาคม พ.ศ ) ประเด็นที่ ๑ เปลี่ยนแปลงมาตรา 5 นิยามคำว่า นายจ้าง มาตรา 3 ให้ยกเลิกบทนิยามคำว่า “นายจ้าง” ในมาตรา 5 ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน 6

7 มาตรา ๕ (ต่อ) “นายจ้าง” หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้า ทำงานโดย จ่ายค่าจ้างให้และหมายความรวมถึง (๑)ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนนายจ้าง (๒)ในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคลให้หมายความ รวมถึงผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลและผู้ ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจกระทำการ แทนนิติบุคคลให้ทำการแทนด้วย 7

8 คำว่า ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ  างเข้าทำงาน อยู่ใน พรบ คุ้มครองแรงงาน พ. ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๕๘ ในกรณีที่ ผู้กระทำความผิดเป็นนิติบุคคล ถ้าการกระทำความผิด ของนิติบุคคลนั้นเกิดจากการสั่งการ หรือการกระทำของ บุคคลใด หรือไม่สั่งการ หรือไม่กระทำการอันเป็นหน้าที่ที่ ต้องกระทำของกรรมการผู้จัดการ หรือบุคคลใด ซึ่ง รับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น ผู้นั้นต้องรับ โทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ ด้วย 8

9 มาตรานี้ กรณีที่ใครที่บริษัทมอบหมายให้กระทำการ แทนบริษัทเช่น ผู้จัดการโรงงาน ผู้จัดการฝ่ายบุคคล หัวหน้างาน ถ้าบอกเลิกจ้างหรือไล่ลูกจ้างออกโดยไม่ถูก วิธีถ้าลูกจ้างฟ้องท่านต้องเป็นจำเลยร่วมกับบริษัทด้วย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๕ นายจ้างต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิด ซึ่ง ลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างนั้น 9

10 มาตรา ๕ แก้ไข * *อัตราค่าจ้างตามมาตรฐาน ฝีมือ” หมายความว่า อัตราค่าจ้างที่คณะกรรมการ ค่าจ้างกำหนดในแต่ละสาขาอาชีพตามมาตรฐาน ฝีมือ** 10

11 “มาตรา ๙ ในกรณีที่นายจ้างไม่คืนหลักประกันที่เป็น เงินตามมาตรา ๑๐ วรรค ๒ หรือไม่จ่ายค่าจ้าง ค่า ล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด ภายในเวลาที่กำหนดตามมาตรา ๗๐ หรือค่าชดเชยตาม มาตรา ๑๑๘ ค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า หรือค่าชดเชยพิเศษตามมาตรา ๑๒๐ มาตรา ๑๒๑ และมาตรา ๑๒๒ ให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างใน ระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละสิบห้าต่อปี” 11

12 “มาตรา ๑๐ ภายใต้บังคับมาตรา ๕๑ วรรคสองห้ามมิ ให้นายจ้างเรียกหรือรับ หลักประกันการทำงานหรือ หลักประกันความเสียหายในการทำงานไม่ว่าจะเป็นเงิน ทรัพย์สินอื่น หรือการค้ำประกันด้วยบุคคลจากลูกจ้าง เว้น แต่ลักษณะหรือสภาพของงานที่ทำนั้นลูกจ้างต้อง รับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้าง ซึ่ง อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างได้ ทั้งนี้ ลักษณะ หรือสภาพของงานที่ให้เรียกหรือรับหลักประกันจากลูกจ้าง ตลอดจนประเภทของหลักประกัน จำนวนมูลค่าของ หลักประกัน และวิธีการเก็บรักษา ให้เป็นไปตามกฏเกณฑ์ และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด” 12

13 มาตรา ๑๐ (ต่อ) ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับ หลักประกัน หรือทำสัญญาประกันกับลูกจ้างเพื่อชดใช้ ความเสียหายที่ลูกจ้างเป็นผู้กระทำ เมื่อนายจ้างเลิกจ้าง หรือลูกจ้างลาออก หรือประกันสัญญาสิ้นอายุ ให้นายจ้าง คืนหลักประกันพร้อมดอกเบี้ย ถ้ามีให้แก่ลูกจ้างภายในเจ็ด วันนับแต่วันที่นายจ้างเลิกจ้างหรือวันที่ลูกจ้างลาออก หรือวันที่สัญญาประกันสิ้นอายุ แล้วแต่กรณี” 13

14 ข้อความที่แก้ไข แก้ข้อความเดิมจากห้ามเรียกเงินประกัน การทำงาน เป็นห้ามเรียกหลักประกันการทำงาน ซึ่งกว้างกว่า คือห้ามรับจำนำ รับจำนองด้วย คือ -ประกันภัยไม่ได้ -บุคคลค้ำไม่ได้ -โฉนดค้ำไม่ได้ เว้นแต่ ลักษณะและสภาพของงาน ****** 14

15 ตำแหน่งที่อนุญาตให้เรียกเงินประกันการทำงานได้ 1. งานสมุห์บัญชี 2. งานเก็บเงิน หรือจ่ายเงิน 3. งานเฝ้าสถานที่ หรือทรัพย์สินในความรับผิดชอบ 4. งานติดตาม หรือเร่งรัดหนี้สิน 5. งานควบคุม หรือรับผิดชอบยานพาหนะ 6. งานรับผิดชอบการซื้อขาย แลกเปลี่ยน ให้กู้ยืม ทรัพย์สิน งานธนาคาร (เฉพาะลูกจ้างที่คุมเงิน ทรัพย์สิน) 15

16 มาตรา ๑๑ หนี้ที่เกิดจากเงินที่นายจ้างต้องจ่ายตาม พระราชบัญญัตินี้ หรือเงินที่ต้องชดใช้กองทุนสงเคราะห์ ลูกจ้างตามมาตรา ๑๓๕ ให้ลูกจ้างหรือกรมสวัสดิการและ คุ้มครองแรงงาน แล้วแต่กรณี มีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สิน ทั้งหมดของนายจ้างซึ่งเป็นลูกหนี้ในลำดับเดียวกับ บุริมสิทธิในค่าภาษีอากรตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์” 16

17 มาตรา ๒๕๓ ถ้าหนี้มีอยู่เป็นคุณแก่บุคคลผู้ใดในมูลอย่าง หนึ่งอย่างใดดังจะกล่าวต่อไปนี้ บุคคลผู้นั้นย่อม มีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินทั้งหมดของลูกหนี้ คือ (๑) ค่าใช้จ่ายเพื่อประโยชน์อันร่วมกัน (๒) ค่าปลงศพ (๓) ค่าภาษีอากร (๔) ค่าจ้างเสมียน คนใช้ และคนงาน (๕) ค่าเครื่องอุปโภคบริโภคอันจำเป็น ประจำวัน ประมวล ก. ม. แพ่ง และพาณิชย์

18 มาตรา ๒๕๗* บุริมสิทธิในเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ เพื่อการงานที่ได้ทำให้แก่ลูกหนี้ซึ่งเป็นนายจ้างนั้น ให้ใช้ สำหรับค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่า ล่วงเวลาในวันหยุดค่าชดเชย ค่าชดเชยพิเศษ และเงินอื่น ใดที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเพื่อการงานที่ได้ทำให้ นับถอย หลังขึ้นไปสี่เดือนแต่รวมกันแล้วต้องไม่เกินหนึ่งแสน บาทต่อลูกจ้างคนหนึ่ง 18

19 มาตรา ๑๑/๑“ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการ มอบหมายให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดจัดหาคนมาทำงาน อันมิใช่ประกอบธุรกิจจัดหางาน โดยการทำงานนั้น เป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจใน ความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการ และโดย บุคคลนั้นเป็นผู้ควบคุมดูแลการทำงานหรือ รับผิดชอบในการจ่ายค่าจ้างให้แก่คนที่มาทำงานนั้น หรือไม่ก็ตาม ให้ถือว่าผู้ประกอบกิจการเป็นลูกจ้าง และนายจ้างดังกล่าว ให้ผู้ประกอบกิจการปฏิบัติดำเนินการให้ลูกจ้าง รับเหมาค่าแรงงานที่ทำงานในลักษณะเดียวกันกับ ลูกจ้าง ตามสัญญาจ้างโดยตรง ได้รับสิทธิประโยชน์ และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ 19

20 หลักเกณฑ์ตามมาตรา 11/1 1.ผู้ประกอบการให้บุคคลที่ไม่ใช่ผู้จัดหางานหาคน มาทำงานให้แก่ตน 2.งานที่ให้ทำเป็นงานในกระบวนการผลิตหรือ ธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ 3.ผู้หาคนมาทำงานจะเป็นผู้ควบคุมดูแลการทำงาน หรือจ่ายค่าจ้างให้แก่ผู้มาทำงานหรือไม่ก็ตาม 4.ให้ถือว่าผู้ประกอบการเป็นนายจ้างของคนที่มา ทำงาน 5.ให้ผู้ประกอบการปฏิบัติต่อผู้มาทำงานเท่าเทียม กับลูกจ้างของผู้ประกอบการ เว้นแต่ 5.1 ลักษณะงาน 5.2 สภาพของงาน ไม่อาจปฏิบัติเท่าเทียมกันได้ 20

21 ข้อดีของการมีพนักงาน Subcontract คือ 1. ลด – เพิ่มคน ตามกระแสเศรษฐกิจที่ ขึ้นเร็ว -ลงเร็วได้ 2. ควบคุมค่าใช้จ่ายด้านค่าจ้าง & สวัสดิการบางรายการได้ 3. ถ่วงดุลย์กำลังของสหภาพแรงงานได้ 21

22 ข้อเสียของการมีพนักงาน Subcontract คือ 1. จูงใจให้คนมาสมัครงานได้น้อย เพราะรู้สึกไม่มั่นคง 2. อัตราการลาออกสูง ผลงานไม่ ต่อเนื่อง ไม่ผูกพันกับองค์กร 3. แบ่งแยกชนชั้นของคน ในสถาน ประกอบการ 4. เพิ่มคน เพิ่มงาน ควบคุมการทำงาน การเบิกจ่ายเงิน 5. หลีกเลี่ยงไม่พ้น ในกรณีที่บริษัท ผู้รับเหมาไม่รับผิดชอบ 22

23 ข้อแนะนำในการจัดการ : 4 ทางเลือก 1. ปรับเป็นพนักงานประจำ ตามความจำเป็น ของงาน 2. ทำสัญญาจ้างเป็นพนักงานโดยตรงแต่มี ระยะเวลา 10 เดือน ( เมื่อครบ 10 เดือนแล้วเลิกจ้างจ่าย ค่าชดเชย 1 เดือน ) 3. ถ้าต้องมีอยู่ให้ แยกงาน - แยกคน – แยกระดับ ให้เห็นแตกต่าง ( เช่น ตัดงานออกไปให้ผู้รับเหมาทำทั้งแผนก โดยคนของ เราควบคุม ตรวจสอบ เท่านั้น ) 4. ถ้าให้ทำงานด้วยกัน / ในลักษณะงาน อย่างเดียวกัน ให้ปรับสิทธิประโยชน์และ สวัสดิการที่เป็นธรรม โดยไม่เลือกปฏิบัติ 23

24 มาตรา ๑๔/๑ ในสัญญาจ้างระหว่างนายจ้างกับ ลูกจ้าง ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบหรือ คำสั่ง ของนายจ้างที่ทำให้นายจ้างได้เปรียบลูกจ้าง เกินสมควร ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้สัญญาจ้าง ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบหรือคำสั่งนั้นมี ผลบังคับใช้เท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี 24

25 หลักเกณฑ์ใหม่ นี้ นำมาจาก มาตรา ๕ ของพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อ สัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ. ศ. ๒๕๔๐ มาใช้ บังคับให้เป็นธรรมเพื่อไม่ให้นายจ้างเอา เปรียบลูกจ้างมากเกินไป โดยให้ศาล บังคับให้เท่าที่เป็นธรรมและสมควร เท่านั้น 25

26 พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ. ศ.2540 มาตรา 5 ข้อตกลงจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพในการประกอบอาชีพการ งาน หรือการทำนิติกรรมที่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพ ซึ่งไม่เป็นโมฆะ แต่เป็นข้อตกลงที่ทำให้ผู้ถูกจำกัดสิทธิ หรือเสรีภาพ ต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ให้มีผลบังคับได้เพียง เท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น ในการวินิจฉัยว่าข้อตกลงตามวรรคหนึ่งทำให้ผู้ถูกจำกัดสิทธิหรือ เสรีภาพต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้หรือไม่ ให้พิเคราะห์ถึง ขอบเขตในด้านพื้นที่และระยะเวลาของการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพ รวมทั้งความสามารถและโอกาสในการประกอบอาชีพการงานหรือการทำ นิติกรรมในรูปแบบอื่นหรือกับบุคคลอื่นของผู้ถูกจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพ ประกอบกับทางได้เสียทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายของคู่สัญญาด้วย 26

27 1. ลดอำนาจพนักงานตรวจแรงงาน 2. ลดอำนาจ คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ มาตรา พ.ร.บ. จัดตั้งศาล ม.8 4. การเขียนสวัสดิการต้องมี 5 W 5. นายจ้างต้องทำสัญญาค่าจ้าง + ข้อบังคับ ไม่ขัดต่อกฏหมาย มาตรานี้จะไปสอดคล้องกับศาลแรงงาน ดังนี้ 27

28 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณา คดีแรงงาน (ฉบับที่ ๒)พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๐” มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวัน ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (ลงราชกิจจานุเบกษา ๑๒ กันยายน ๒๕๕๐) มาตรา ๓ ให้ยกเลิกความในบทนิยามคำว่า “สหภาพแรงงาน” ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณา คดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน ““สหภาพแรงงาน” หมายความว่า องค์การของลูกจ้างที่จัดตั้งขึ้นตาม กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์หรือกฎหมายว่าด้วยแรงงาน รัฐวิสาหกิจสัมพันธ์” 28

29 มาตรา ๘ ศาลแรงงานมีอำนาจพิจารณา พิพากษาคดีหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๑)คดีพิพาทเกี่ยวด้วย สิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้าง แรงงาน หรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ๒) คดีพิพาทเกี่ยวด้วย สิทธิหรือหน้าที่ ตามกฎหมายว่าด้วยการ คุ้มครองแรงงานกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วย แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการจัดหางานและ คุ้มครองคนหางาน กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม หรือกฎหมาย ว่าด้วยเงินทดแทน 29

30 มาตรา ๘ ศาลแรงงาน (ต่อ) (๓) กรณีที่จะต้องใช้สิทธิทางศาลตามกฎหมายว่าด้วย การคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ หรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (๔) คดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานของคณะกรรมการแรงงาน สัมพันธ์หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานตามกฎหมาย ว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ ของคณะกรรมการแรงงาน รัฐวิสาหกิจสัมพันธ์หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ของ คณะกรรมการอุทธรณ์ตามกฎหมายว่าด้วยการ ประกันสังคม หรือของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ตามกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน 30

31 มาตรา ๘ ศาลแรงงาน (ต่อ) (๕) คดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างนายจ้างและ ลูกจ้างสืบเนื่องจากข้อพิพาทแรงงานหรือเกี่ยวกับ การทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ทั้งนี้ ให้รวมถึง มูลละเมิดระหว่างลูกจ้างกับลูกจ้างที่เกิดจากการ ทำงานในทางการที่จ้างด้วย) (๖) ข้อพิพาทแรงงานที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวง แรงงานขอให้ศาลแรงงานชี้ขาดตามกฎหมายว่า ด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยแรงงาน รัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ หรือกฎหมายว่าด้วยการจัดหา งานและคุ้มครองคนหางาน 31

32 มาตรา ๘ ศาลแรงงาน (ต่อ) (๗) คดีที่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาล แรงงานคดีตามวรรคหนึ่ง ในกรณีที่กฎหมายว่าด้วย การคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ กฎหมาย ว่าด้วยการจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน กฎหมาย ว่าด้วยการประกันสังคม หรือกฎหมายว่าด้วยเงิน ทดแทนบัญญัติให้ร้องเรียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือ ปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กำหนดไว้จะ ดำเนินการในศาลแรงงานได้ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตาม ขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้แล้ว” 32

33 “มาตรา ๑๖ ห้ามมิให้นายจ้าง หัวหน้า งาน ผู้ควบคุมงาน หรือผู้ตรวจงาน กระทำการล่วงเกิน คุกคาม หรือก่อ ความเดือดร้อนรำคาญทางเพศต่อ ลูกจ้าง” 33

34 “” พจนานุกรม“ล่วงเกิน” = แสดงอาการเกินสมควร ต่อผู้อื่นโดยล่วงจารีตประเพณี หรือจรรยา มารยาท เช่น ลวนลาม ดูหมิ่น สบประมาท ตัวอย่าง การล่วงเกินทางเพศ ไม่ถึง ขั้นอนาจารหรือกระทำชำเรา เช่น  การแทะโลม  การใช้โทรศัพท์หรือการพูดลามก  การเอารูปลามกให้ดู  การเกี้ยวพาราสีในเชิงลามกเรื่อง เพศ  การจับมือถือแขน 34

35 “มาตรา ๑๗ สัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลงเมื่อครบ กำหนดระยะเวลาในสัญญาจ้างโดยมิต้องบอกกล่าว ล่วงหน้า ในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา นายจ้างหรือ ลูกจ้างอาจบอกเลิกสัญญาจ้าง โดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็น หนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึง กำหนดการจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้เป็นผลเลิก สัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็ได้ แต่ไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวล่วงหน้า เกินสามเดือน ทั้งนี้ ให้ ถือว่าสัญญาจ้างทดลองงานเป็นสัญญาจ้างที่ไม่กำหนด ระยะเวลาด้วย 35

36 มาตรา ๑๗(ต่อ) การบอกเลิกสัญญาจ้างตาม วรรคสอง นายจ้างอาจจ่ายค่าจ้างให้ตามจำนวนที่ จะต้องจ่ายจนถึงเวลาเลิกสัญญาตามกำหนดที่บอก กล่าวและให้ลูกจ้างออกจากงานทันทีได้ การบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรานี้ไม่ใช้ บังคับแก่การเลิกจ้างตามมาตรา ๑๑๙ แห่ง พระราชบัญญัตินี้ และมาตรา ๕๘๓ แห่งประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์” 36

37 ข้อความที่แก้ไข 1. ตัดข้อความในวรรคที่สามเรื่องนายจ้าง ต้องให้เหตุผลในการเลิกจ้างไปบัญญัติไว้ มาตรา 119 วรรคสอง 2. แก้ข้อความในวรรคสี่เดิมเป็นวรรคสาม ใหม่ให้ข้อความกระชับขึ้น 3. เพิ่มข้อความว่า สัญญาจ้างทดลองงาน เป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา 37

38 1) ปัญหาหากจ้างลูกจ้างทดลองงานมี กำหนดระยะเวลาแน่นอน 110 วัน - ผลจะเป็นอย่างไร - ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าไหม 2) ลูกจ้างทดลองงานถ้าไม่ผ่านทดลองงาน ต้องเลิกจ้าง 4 อย่าง - ต้องมีใบประเมินผลงาน - ถูกฟ้องเลิกจ้างไม่เป็นธรรม - ลูกจ้างทดลองงานผิดต้องเตือน - ถ้าเลิกจ้างด้วยวาจาเข้า ม.118 ว.2 38

39 มาตรา ๑๑๘ ว ๒ การเลิกจ้างตามมาตรานี้ หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุ อื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่ สามารถดำเนินกิจการต่อไป 39

40 มาตรา สัญญาจ้างทดลองงาน เป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนด ระยะเวลา *** ข้อควรระวัง คือ การบอก ระงับทดลองงานทุกระยะ ต้อง 1. จ่ายค่าบอกกล่าวล่วงหน้า 1 งวด ค่าจ้าง 2. ถ้าบอกหลังครบ 120 วัน จ่าย ค่าชดเชยตามกฎหมาย 40

41 หลักเกณฑ์โดยย่อ 1. นายจ้างหรือลูกจ้างอาจบอกเลิกสัญญาจ้างได้ 2. โดยการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ 3. ต้องบอกกล่าวเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้มีผลเลิกสัญญาจ้างเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้า 4. นายจ้างอาจจ่ายค่าจ้างตามจำนวนที่ต้องจ่ายจนถึงเวลาเลิกสัญญาจ้างแล้วให้ ลูกจ้างออกจากงานทันทีที่บอกเลิกก็ได้ 5. กรณีนายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้าง ต้องระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอก เลิกสัญญาจ้าง มิฉะนั้นนายจ้าง จะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างภายหลังไม่ได้ 6. กรณีที่ไม่บอกกล่าวล่วงหน้ามีดังนี้ 6.1 สัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาเมื่อครบกำหนดเวลา 6.2 เมื่อลูกจ้างกระทำผิดตามมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัตินี้ 6.3 เมื่อลูกจ้างกระทำผิดตามมาตรา 583 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ 41

42 “มาตรา ๑๘ ในกรณีที่พระราชบัญญัตินี้ กำหนดให้นายจ้างต้องแจ้งการดำเนินการอย่าง หนึ่งอย่างใดหรือส่งเอกสารต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่ง อธิบดีมอบหมายหรือพนักงานตรวจแรงงาน นายจ้างจะแจ้งหรือส่งด้วยตนเองไปรษณีย์ โทรศัพท์ โทรสาร สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อ เทคโนโลยีสารสนเทศประเภทอื่นก็ได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีประกาศ กำหนด” 42

43 “มาตรา ๒๓ ให้นายจ้างประกาศเวลาทำงานปกติให้ ลูกจ้างทราบโดยกำหนดเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดของ การทำงานแต่ละวันของลูกจ้างได้ไม่เกินเวลาทำงานของ แต่ละประเภทงานตามที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่วันหนึ่ง ต้องไม่เกินแปดชั่วโมงในกรณีที่เวลาทำงานในวันใด น้อยกว่าแปดชั่วโมง นายจ้างและลูกจ้างจะตกลงกันให้นำ เวลาทำงานส่วนที่เหลือนั้นไปรวมกับเวลาทำงานในวัน ทำงานปกติอื่นก็ได้ แต่ต้องไม่เกินวันละเก้าชั่วโมง และ เมื่อรวมเวลาทั้งสิ้นแล้ว สัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกินสี่สิบแปด ชั่วโมง 43

44 มาตรา ๒๓ (ต่อ) เว้นแต่งานที่อาจเป็นอันตรายต่อ สุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างตามที่กำหนดในกฏ กระทรวง ต้องมีเวลาทำงานปกติวันหนึ่งไม่เกินเจ็ดชั่วโมง และเมื่อรวมเวลาทำงานทั้งสิ้นแล้วสัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกิน สี่สิบสองชั่วโมง ในกรณีที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันให้นำเวลา ทำงานส่วนที่เหลือไปรวมกับเวลาทำงานในวันทำงาน ปกติอื่นตามวรรคหนึ่งเกินกว่าวันละแปดชั่วโมงให้นายจ้าง จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของอัตราค่าจ้าง ต่อชั่วโมงในวันทำงานตามชั่วโมงที่ทำเกินสำหรับลูกจ้าง รายวันและลูกจ้างรายชั่วโมงหรือไม่น้อยกว่าเท่าครึ่งของ อัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทำงานตามจำนวนผลงานที่ทำ ได้ในชั่วโมงที่ทำเกินสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตาม ผลงาน 44

45 มาตรา ๒๓ (ต่อ) ในกรณีที่นายจ้าง ไม่อาจประกาศกำหนดเวลาเริ่มต้นและ เวลาสิ้นสุดของการทำงานแต่ละวันได้ เนื่องจากลักษณะหรือสภาพของงาน ให้ นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันกำหนดชั่วโมง ทำงานแต่ละวันไม่เกินแปดชั่วโมง หรือ เมื่อรวมเวลาทำงานทั้งสิ้นแล้วสัปดาห์หนึ่ง ต้องไม่เกินสี่สิบแปดชั่วโมง” 45

46 “มาตรา ๖๕ ลูกจ้างซึ่งมีอำนาจหน้าที่หรือซึ่งนายจ้างให้ ทำงานอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ ไม่มีสิทธิได้รับค่า ล่วงเวลาตามมาตรา ๖๑ และค่าล่วงเวลาในวันหยุดตามมาตรา ๖๓ แต่ลูกจ้างซึ่งนายจ้างให้ทำงานตาม (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) (๘) หรือ (๙) มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับ อัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ (๑) ลูกจ้างซึ่งมีอำนาจหน้าที่ทำการแทนนายจ้างสำหรับกรณี การจ้าง การให้บำเหน็จ หรือการเลิกจ้าง (๒) งานเร่ขายหรืองานชักชวนซื้อสินค้าซึ่งนายจ้างได้จ่ายค่า นายหน้าจากการขายสินค้าให้แก่ลูกจ้าง 46

47 มาตรา ๖๕ (ต่อ) (๓) งานขบวนการจัดงานรถไฟ ซึ่ง ได้แก่งานที่ทำบนขบวนรถและงานอำนวยความ สะดวกแก่การเดินรถ (๔) งานเปิดปิดประตูน้ำหรือประตูระบายน้ำ (๕) งานอ่านระดับน้ำและวัดปริมาณน้ำ (๖) งานดับเพลิงหรืองานป้องกันอันตรายสาธารณะ (๗) งานที่มีลักษณะหรือสภาพต้องออกไปทำงาน นอกสถานที่และโดยลักษณะหรือสภาพของงาน ไม่อาจกำหนดเวลาที่แน่นอนได้ 47

48 มาตรา ๖๕ (ต่อ) (๘) งานอยู่เวรเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สิน อันมิใช่หน้าที่การทำงานปกติของลูกจ้าง (๙) งานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ทั้งนี้ เว้นแต่นายจ้างตกลงจ่ายค่าล่วงเวลา หรือค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ลูกจ้าง” 48

49 มาตรา.๖๕..กล่าวถึง มาตรา ๖๑ กรณีที่ทำงานล่วงเวลา ได้อัตราค่าจ้างไม่น้อยกว่าเท่าครึ่งของ อัตราค่าจ้างวันทำงานปกติ มาตรา ๖๓ กรณีที่ทำงานล่วงเวลาใน วันหยุดได้อัตราค่าจ้างไม่น้อยกว่าสามเท่า ของอัตราค่าจ้างวันทำงานปกติ ลูกจ้างตาม มาตรา ๖๕ ไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา แต่ มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับ ค่าจ้างในชั่วโมงทำงานปกติ 49

50 “มาตรา ๖๗ ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างโดย ลูกจ้างมิใช่กรณีตาม มาตรา ๑๑๙ ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้าง สำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ในปีที่เลิกจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ ลูกจ้างพึงมีสิทธิได้รับ ตามมาตรา ๓๐” ในกรณีที่ลูกจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาหรือ นายจ้างเลิกจ้างไม่ว่าการเลิกจ้างนั้นเป็นกรณีตาม มาตรา ๑๑๙ หรือไม่ก็ตาม ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้าง ให้แก่ลูกจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสม ที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิได้รับตามมาตรา๓๐ 50

51 หลักเกณฑ์โดยย่อ 1.นายจ้างเลิกจ้างโดยมิได้มีความผิดตามมาตรา นายจ้างต้องจ่ายสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่ ลูกจ้าง 2.1 จ่ายตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่ ลูกจ้าง 2.2 จ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่สะสม ข้อสังเกต 1.ลูกจ้างถูกเลิกจ้างเพราะทำผิดตามมาตรา 119 ไม่ได้ ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2.ลูกจ้างลาออกเองได้ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อน ประจำปีในปีที่ลาออก 51

52 “มาตรา ๗๕ ในกรณีที่นายจ้างมีความจำเป็นโดย เหตุหนึ่งเหตุใดที่สำคัญอันมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการ ของนายจ้างจนทำให้นายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการได้ ตามปกติซึ่งมิใช่เหตุสุดวิสัยต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือ บางส่วนเป็นการชั่วคราว ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่ น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบห้าของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้าง ได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการตลอดระยะเวลาที่นายจ้าง ไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงาน ให้นายจ้างแจ้งให้ลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงาน ทราบล่วงหน้าเป็นหนังสือก่อนวันเริ่มหยุดกิจการตามวรรค หนึ่งไม่น้อยกว่าสามวันทำการ 52

53 หลักเกณฑ์โดยย่อ 1. นายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการชั่วคราว 2. นายจ้างต้องแจ้งให้ลูกจ้างและพนักงานตรวจ แรงงานทราบล่วงหน้าก่อนวันเริ่มหยุดกิจการ 3. กรณีหยุดกิจการชั่วคราวเนื่องจากเหตุสุดวิสัย นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างในช่วงหยุด กิจการชั่วคราว 4. กรณีหยุดกิจการชั่วคราวเพราะเหตุอื่น นายจ้างต้อง จ่ายเงินไม่น้อยกว่า ร้อยละ๗๕ ของค่าจ้างในวันทำงาน ในช่วงหยุดกิจการชั่วคราวให้แก่ลูกจ้าง 53

54 “มาตรา ๑๑๕/๑ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ ของพนักงานตรวจแรงงานตามาตรา ๑๓๙ ให้นายจ้างซึ่งมี ลูกจ้างรวมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปยื่นแบบแสดงสภาพการ จ้างและสภาพการทำงานต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดี มอบหมายภายในเดือนมกราคมของทุกปี ทั้งนี้ ให้ พนักงานตรวจแรงงานส่งแบบให้ตามที่อธิบดีกำหนดให้ นายจ้างภายในเดือนธันวาคมของทุกปี 54

55 มาตรา ๑๑๕/๑ (ต่อ) ในกรณีที่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ สภาพการจ้างและสภาพการทำงานที่ได้ยื่นไว้ตามวรรค หนึ่งเปลี่ยนแปลงไป ให้นายจ้างแจ้งการเปลี่ยนแปลงนั้น เป็นหนังสือต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายภายใน เดือนถัดจากที่มีการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว 55

56 มาตรา 115/1. ถ้ามีการเปลี่ยนแปลง เช่น มีคนเข้าใหม่ – ลาออก – เปลี่ยนหน้าที่ ให้ยื่นการ เปลี่ยนแปลงภายในเดือนถัดไป ถ้าเตือนให้ยื่นแล้ว ไม่ยื่นภายใน 15 วัน มี โทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท 56

57 “มาตรา ๑๑๙ นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใดดังต่อไปนี้ (๑) ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนา แก่นายจ้าง (๒) จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย (๓) ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความ เสียหายอย่างร้ายแรง (๔) ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่ง ของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และนายจ้าง ได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรงนายจ้างไม่ จำเป็นต้องตักเตือน หนังสือเตือนให้มีผลบังคับได้ไม่เกินหนึ่ง ปีนับแต่วันที่ลูกจ้างได้กระทำผิด 57

58 (๕) ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันไม่ว่าจะมี วันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตามโดยไม่มีเหตุอันสมควร (๖) ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ในกรณี (๖) ถ้าเป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือ ความผิดลหุโทษต้องเป็นกรณีที่เป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความ เสียหาย การเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยตามวรรคหนึ่ง ถ้านายจ้าง ไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่เลิกจ้างไว้ในหนังสือบอกเลิก สัญญาจ้างหรือไม่ได้แจ้งเหตุที่เลิกจ้างให้ลูกจ้างทราบในขณะที่เลิก จ้าง นายจ้างจะยกเหตุนั้นขึ้นอ้างภายหลังไม่ได้ 58

59 “มาตรา ๑๒๐ในกรณีที่นายจ้างจะย้ายสถานประกอบ กิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่น อันมีผลกระทบสำคัญต่อการ ดำรงชีวิตตามปกติของลูกจ้างหรือครอบครัว นายจ้างต้อง แจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามสิบวันก่อนวัน ย้ายสถานประกอบกิจการ ในการนี้ ถ้าลูกจ้างไม่สงค์จะไป ทำงานด้วยให้ลูกจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างได้ภายใน สามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากนายจ้าง หรือวันที่ นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการ แล้วแต่กรณีโดย ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษไม่น้อยกว่าอัตรา ค่าชดเชยที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิได้รับตามมาตรา ๑๑๘ 59

60 มาตรา ๑๒๐(ต่อ)ในกรณีที่นายจ้างไม่แจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้า ตามวรรคหนึ่ง ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวัน หรือเท่ากับค่าจ้างของ การทำงานสามสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตาม ผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยพิเศษ หรือค่าชดเชยพิเศษแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้างภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ลูกจ้างบอก เลิกสัญญา ในกรณีที่นายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยพิเศษ หรือค่าชดเชยพิเศษ แทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามวรรคสาม ให้ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้อง ต่อคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานภายในสามสิบวันนับแต่วันครบ กำหนดการจ่ายค่าชดเชยพิเศษ หรือค่าชดเชยพิเศษแทนการบอก กล่าวหน้า 60

61 มาตรา ๑๒๐(ต่อ) ให้คณะกรรมการสวัสดิการแรงงาน พิจารณาและมีคำสั่งภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำ ร้อง เมื่อคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานพิจารณาแล้ว ปรากฏว่า ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษ หรือ ค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวหน้า ให้ คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานมีคำสั่งเป็นหนังสือให้ นายจ้างจ่ายค่าชดเชยพิเศษ หรือค่าชดเชยพิเศษแทน การบอกกล่าวหน้า แล้วแต่กรณี ให้แก่ลูกจ้าง ภายใน สามสิบวันนับแต่วันที่ทราบ หรือถือว่าทราบคำสั่ง 61

62 มาตรา ๑๒๐(ต่อ) ในกรณีคณะกรรมการสวัสดิการแรงงาน พิจารณาแล้วปรากฏว่า ลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย หรือ ค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แล้วแต่กรณี ให้ คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานมีคำสั่งเป็นหนังสือและแจ้งให้ นายจ้างและลูกจ้างทราบ คำสั่งของคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานให้เป็นที่สุด เว้นแต่ นายจ้างหรือลูกจ้างจะอุทธรณ์ คำสั่งต่อศาลภายในสามสิบวันนับ แต่วันที่ได้รับทราบคำสั่ง ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายนำคดีไปสู่ศาล นายจ้างต้องวางหลักประกันต่อศาลตามจำนวนที่ต้องจ่ายตามคำสั่ง นั้น จึงจะฟ้องคดีได้ 62

63 หลักเกณฑ์โดยย่อ 1.นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่น 2.การย้ายดังกล่าวมีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของลุก จ้างหรือครอบครัว 3.นายจ้างต้องแจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าก่อนย้ายไม่น้อยกว่า 30 วัน 4.นายจ้างไม่แจ้งล่วงหน้า ต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้างเท่ากับค่าจ้าง 30 วัน 5.ลูกจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างกับนายจ้างและได้รับค่าเชยพิเศษ ตามมาตรา ๑๑๘ 6.ลูกจ้างมีสิทธิยื่นขอให้คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานวินิจฉัยว่า ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษหรือไม่ 7.คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานวินิจฉัยแล้ว ผู้ไม่พอใจคำวินิจฉัยต้อง ฟ้องต่อศาลใน 30 วัน มิฉะนั้นคำวินิจฉัยเป็นที่สุด 8.ลูกจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างภายใน 30 วันนับแต่วันย้ายสถาน ประกอบกิจการ หรือนับแต่วันที่คำวินิจฉัยของคระกรรมการสวัสดิการ แรงงานหรือคำพิพากษาของศาลเป็นที่สุด 63

64 ค่าชดเชย ตาม ม. ๑๑๘ ครบ 120 วันไม่ถึง 1 ปี = 30 วัน ครบ 1 ปีไม่ถึง 3 ปี = 90 วัน ครบ 3 ปีไม่ถึง 6 ปี =180 วัน ครบ 6 ปีไม่ถึง 10 ปี =240 วัน ครบ 10 ปีขึ้นไป =300 วัน = ค่าจ้าง อัตราสุดท้าย 64

65 มาตรา ๑๘ ให้ยกเลิกความในวรรคสามของมาตรา ๑๒๔ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “เมื่อพนักงานตรวจแรงงานสอบสวนแล้วปรากฏว่า ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดที่นายจ้างมี หน้าที่ต้องจ่ายตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานตรวจ แรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่ลูกจ้าง หรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตาย ตาม แบบที่อธิบดีกำหนดภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบ หรือถือว่าได้ทราบคำสั่ง” 65

66 มาตรา ๑๙ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๒๔/๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ “มาตรา ๑๒๔/๑ ในกรณีที่นายจ้างปฏิบัติ ตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานตามมาตรา ๑๒๔ ภายในระยะเวลาที่กำหนด หรือได้ปฏิบัติ ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแล้ว การ ดำเนินคดีอาญาต่อนายจ้างให้เป็นอันระงับไป” 66

67 มาตรา ๑๒๔/๑ในกรณีที่นายจ้าง ปฏิบัติตามคำสั่งของ เจ้าพนักงาน หรือ ตามคำสั่งของศาล แล้ว การดำเนินคดีอาญาต่อนายจ้างให้เป็นอันระงับ ( ลูกจ้างสามารถแยกฟ้องคดีแรงงาน กับ คดีอาญา ศาลจะแยกกันพิจารณา แต่ ฉบับใหม่เห็นความยุ่งยาก จึงให้แก้ว่าถ้า นายจ้างปฏิบัติตามคำสั่งแล้ว ให้ถือว่าคดีสิ้นสุด การพิจารณาของศาลอาญาระงับไปด้วย ไม่ ต้องพิจารณาต่อ ) 67

68 มาตรา ๒๐ ให้ยกเลิกความในวรรคสี่ของ มาตรา ๑๒๕ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “เมื่อคดีถึงที่สุดและนายจ้างมีหน้าที่ต้อง จ่ายเงินจำนวนใดให้แก่ลูกจ้างหรือทายาทโดย ธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตาย ให้ศาลมี อำนาจจ่ายเงินที่นายจ้างวางไว้ต่อศาลให้แก่ ลูกจ้างหรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ ความตาย หรือกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในกรณีที่ ได้จ่ายเงินตามมาตรา ๑๓๔ ได้ แล้วแต่กรณี” 68

69 “มาตรา ๑๓๕ ในกรณีที่กรมสวัสดิการและ คุ้มครองแรงงานได้จ่ายเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนให้แก่ลูกจ้างตามมาตรา ๑๓๔ แล้ว ให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานสิทธิไล่เบี้ย คืนจากผู้ซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องจ่ายเงินดังกล่าว ให้แก่ลูกจ้างนั้นพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี นับแต่วันที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้ จ่ายเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างให้แก่ลูกจ้าง ทั้งนี้ ไม่ว่าผู้ซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายจะได้จ่ายเงิน ดังกล่าวให้แก่ลูกจ้างอีกหรือไม่ สิทธิไล่เบี้ยตามวรรคหนึ่งให้มีอายุความสิบปีนับแต่ วันที่จ่ายเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” 69

70 มาตรา ๑๔๔/๑ นายจ้างผู้ใดไม่ปฏิบัติ ตามมาตรา ๑๑/๑ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท” 70

71 “มาตรา ๑๕๕/๑ นายจ้างผู้ใดไม่ยื่น หรือไม่แจ้งแบบสภาพการ จ้างและสภาพการทำงานตามมาตรา ๑๑๕/๑ และได้รับหนังสือเตือน จากพนักงานตรวจแรงงานแล้ว ยังไม่ยื่น หรือไม่แจ้งภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือเตือน ต้องระวางโทษ ปรับไม่เกินสองหมื่นบาท 71

72 เงินตามพระราชบัญญัตติคุ้มครอง แรงงานนี้ 11 อย่าง 1. ค่าจ้าง 2. ค่าล่วงเวลา 3. ค่าทำงานในวันหยุด 4. ค่าล่วงเวลา ในวันหยุด 5. ค่าชดเชย 6. ค่าชดเชย พิเศษ 7. เงินเพิ่ม 8. เงินสะสม 9. ค่าจ้างในวันทำงาน 10. ดอกเบี้ย 11. ค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้า 72

73 1.ค่าจ้าง อยู่ในมาตรา ๕ มีความดังนี้ "ค่าจ้าง" หมายความว่า เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็น ค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงาน ปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติ ของวันทำงาน และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ ตามพระราชบัญญัตินี้ 73

74 ข้อสังเกต ของคำว่าค่าจ้าง 1.ค่าจ้างต้องเป็นเงินเท่านั้น 2.ต้องมีการตกลงกันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเป็นหนังสือ หรือตกลงด้วยวาจา 3.ค่าจ้างต้องจ่ายเพื่อเป็นค่าตอบแทนในการทำงาน 4.ต้องเป็นการจ่ายตอบแทนการทำงานเวลาปกติเท่านั้น 5.ค่าจ้างยังรวมถึงเงินที่เรียกชื่อ -เบี้ยเลี้ยง-ค่าครองชีพ-เงินค่านายหน้าหรือเงินประเภท เดียวกัน -ค่าน้ำมันรถ-ค่าคอมมิชชั่นหรือค่าตอบแทนการขาย (ฎีกา 3759/2546) - ค่าชั่วโมงบิน (ฏีกา 1394/2549) 74

75 กรณีที่มิใช่ค่าจ้าง เบี้ยขยันเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายเพื่อจูงใจ (ฎีกา /2547) เงินค่าเช่าบ้าน -เงินเพิ่มจูงใจ-เงินช่วยเหลือบุตร ค่าพาหนะ ค่าค้างคืนนอกฝั่ง(ฎีกา /2549) ค่าเข้ากะ(ฎีกา /2549) ค่าที่พักอาศัยและอาหาร(ฎีกา8681/2548) ค่าชดเชยอัตราแลกเปลี่ยน (ฎีกา 2269/2549) ค่าตรวจรักษาคนไข้ (ฎีกา5345/2549) ข้อสังเกต 1.เงินค่าภาษีเงินได้และเงินสมทบที่นายจ้างจ่ายให้มิใช่ค่าจ้าง 2.สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ามิใช่ค่าจ้าง 75

76 2.ค่าล่วงเวลา อยู่ในมาตรา ๕ มีความดังนี้ "ค่าล่วงเวลา" หมายความว่า เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็น การตอบแทนการทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน ข้อสังเกต 1.ค่าล่วงเวลาเป็นเงินที่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานล่วงเวลา 2.ต้องเป็นการทำงานนอกเวลาหรือเกินเวลาทำงานปกติในวัน ทำงาน 3.ต้องเป็นกรณีที่นายจ้างสั่งให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาด้วยหาก ลูกจ้างทำเองจะเรียกค่าล่วงเวลาไม่ได้ 76

77 3.ค่าทำงานในวันหยุด อยู่ในมาตรา ๕ มีความดังนี้ "ค่าทำงานในวันหยุด" หมายความว่า เงินที่ นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็น การตอบแทนการทำงานในวันหยุด 77

78 4.ค่าล่วงเวลาในวันหยุด อยู่ในมาตรา ๕ มีความดังนี้ "ค่าล่วงเวลาในวันหยุด" หมายความว่า เงินที่ นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นการตอบแทนการ ทำงานล่วงเวลาในวันหยุด 78

79 5.ค่าชดเชย อยู่ในมาตรา ๕ มีความดังนี้ "ค่าชดเชย" หมายความว่า เงินที่นายจ้างจ่าย ให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง นอกเหนือจากเงิน ประเภทอื่นซึ่งนายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้าง 79

80 6.ค่าชดเชยพิเศษ อยู่ในมาตรา ๕ มีความดังนี้ "ค่าชดเชยพิเศษ" หมายความว่า เงินที่นายจ้าง จ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อสัญญาจ้างสิ้นสุดลงเพราะมี เหตุกรณีพิเศษที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้ 80

81 7.เงินเพิ่ม อยู่ในมาตรา ๙ วรรค ๒ มีความดังนี้ ในกรณีที่นายจ้างจงใจไม่คืนหรือไม่จ่ายเงินตาม วรรคหนึ่งโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เมื่อพ้น กำหนดเวลาเจ็ดวันนับแต่วันที่ถึงกำหนดคืนหรือ จ่าย ให้นายจ้างเสียเงินเพิ่มให้แก่ลูกจ้างร้อยละ สิบห้าของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลาเจ็ดวัน 81

82 8.เงินสะสม มาตรา ๕ มีความดังนี้ "เงินสะสม" หมายความว่า เงินที่ลูกจ้างจ่ายเข้า กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 82

83 9. ค่าจ้างในวันทำงาน อยู่ในมาตรา ๕ มีความดังนี้ "ค่าจ้างในวันทำงาน" หมายความว่า ค่าจ้างที่จ่าย สำหรับการทำงานเต็มเวลาการทำงานปกติ 83

84 10. ดอกเบี้ย อยู่ใน มาตรา ๙ และ มาตรา ๑๐ 84

85 11 ค่าชดเชยพิเศษแทนการบอก กล่าวล่วงหน้า อยู่ในมาตรา ๑๒๑ วรรค ๒ 85

86 สรุปเรื่องที่ต้องทำเฉพาะหน้า 2 เรื่อง คือ 1. การจัดการกับพนักงาน Subcontract ว่า 1.1 จะจ้างเป็นพนักงานโดยตรง หรือ 1.2 ถ้ายังต้องมีอยู่ ต้องปรับสิทธิ ประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือก ปฏิบัติ ( ถ้าไม่ทำถูกปรับ 100,000 บาท ) 2.การปรับเวลาทำงานของพนักงานรายเดือนที่ โรงงาน จากวันละ 9 ชั่วโมง ให้ เป็นวันละ 8 ชั่วโมง ให้ถูกต้องตามมาตรา 23 ( ถ้าไม่ทำตาม ปรับไม่เกิน 5,000 บาท ถ้ามีคนร้องเรียนต้อง จ่ายโอที ให้คนละ 1 ชั่วโมง + อาจจะจ่าย ย้อนหลังใน 2 ปีที่ผ่านมาด้วย) 86


ดาวน์โหลด ppt การปรับองค์กรเพื่อ รองรับ พรบ.คุ้มครอง แรงงาน ๒๕๕๑ ฉบับ ที่ ๒ และ ฉบับที่ ๓.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google