งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

1 ICT+ Introduction to Networks ICT+ Introduction to Networks ดร. สุรศักดิ์ มังสิงห์ URL:http://www.spu.ac.th/~surasak.mu.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "1 ICT+ Introduction to Networks ICT+ Introduction to Networks ดร. สุรศักดิ์ มังสิงห์ URL:http://www.spu.ac.th/~surasak.mu."— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 1 ICT+ Introduction to Networks ICT+ Introduction to Networks ดร. สุรศักดิ์ มังสิงห์ URL:http://www.spu.ac.th/~surasak.mu

2 ICT + Agenda SUN 06/07/51 SUN 06/07/51 ( ): Overview ( ): Network Topology and Basic Protocols SAT12/07/51 SAT 12/07/51 ( ): Principle of Data Communication SUN 13/07/51 SUN 13/07/51 ( ): Guided and Wireless Networks Networking Devices and Software ( ): Networking Devices and Software and the Internet and the Internet SAT 19/07/51 SAT 19/07/51 ( ): Switching and Routing SUN 20/07/51 SUN 20/07/51 ( ): Network Security ( ): Examination

3 3 Internetworking Devices

4 4 เมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์มากกว่าสองตัวขึ้นไป เชื่อมต่อกัน เพื่อวัตถุประสงค์ในการติดต่อสื่อสารข้อมูลหรือ ใช้ทรัพยากรณ์ ร่วมกัน เราเรียกว่า เครือข่าย เมื่อเครือข่ายมากกว่าสองเครือข่าย เชื่อมต่อกันเพื่อวัตถุประสงค์ใน การติดต่อสื่อสารข้อมูลหรือ ใช้ทรัพยากรณ์ร่วมกัน เราเรียกว่า internetwork หรือ internet การเชื่อมต่อเครือข่ายมากกว่าสองเครือข่ายขึ้นไป จะต้องใช้อุปกรณ์ ช่วยในการสื่อสารตัวอย่างของอุปกรณ์ประเภทนี้ คือ Repeater, Bridges, Switches, Routers, Gateway เป็นต้น

5 5 OSI VS Internetworking Devices อุปกรณ์สื่อสารระหว่างเครือข่ายแต่ละประเภท ติดต่อสื่อสารกับ ระดับชั้นต่างๆใน OSI สามระดับชั้นล่างของ OSI ใช้อธิบายขอบเขตหน้าที่ที่สำคัญแก่ อุปกรณ์สื่อสาร ประเภทอุปกรณ์สื่อสารระหว่างเครือข่าย จำแนกตาม ระดับชั้นสื่อสารของ OSI ระดับชั้นฟิสิกส์คัล เช่น รีพรีเตอร์(repeater) /โมเดม(MODEM) / ฮับ (Hub) / ตู้สลับสาย(PBX) ระดับชั้นดาต้าลิงค์ เช่น บริดจ์(Bridge) / สวิตซ์ (Switch) ระดับชั้นเน็ตเวิร์ค เช่น เร้าเตอร์ (Router) ระดับแอพลิเคชัน เช่น เกตเวต์(Gateway)

6 6 Internetworking Devices and the OSI Model

7 7 MODEM : MOdulation and DEModulation หน้าที่หลักของโมเดมคือการแปลงสัญญาณจากอนาลอก ไปเป็น สัญญาณในระบบดิจิตอล หรือในทำนองกลับกัน(ให้ความสำคัญ กับการจัดการสัญญาณ) ในเครือข่ายโทรศัพท์ใช้สัญญาณในระบบอนาลอกเป็นหลัก แต่ ระบบคอมพิวเตอร์นั้นใช้สัญญาณในระบบดิจิตอลเป็นหลัก

8 8 Dial-up line and a Dedicated line Dial-up line is temporary connection using telephone line for communications Dedicated line is line always connected between two communications devices Advantages of dial-up line 1. Costs no more than making regular call 2. Computers at any two locations can establish a connection using modems and telephone network Advantages of dedicated line 1. Quality and consistency of connection are better 2. Computer locations are fixed 3. Can be digital or analog

9 9 HUB เป็นอุปกรณ์สื่อสารช่วยในด้านการกระจายสัญญาณ โดยทั่วไปมักใช้กับงาน ที่ต้องการขยายระบบเครือข่าย ปัจจุบันมีการใช้งาน Hub กันมากกับรูปแบบ การเชื่อมต่อเครือข่ายในแบบ Tree structure บนมาตรฐาน 10Base-T หน้าที่หลักของ Hub คือการกระจายสัญญาณหรือ ผ่านสัญญาณภายใน เครือข่าย ดังนั้นจึงรองรับกับมาตรฐาน OSI อยู่ในระดับแรก โดยให้ ความสำคัญด้านการจัดการสัญญาณเป็นหลัก ปัจจุบันได้พัฒนาความสามารถของ Hub ในด้านการจัดการพอร์ต (ช่อง ทางผ่านสัญญาณ) แทนที่จะเป็นตัวผ่านสัญญาณเพียงอย่างเดียว เรียก Hub ชนิดนี้ว่า Switched Hub รองรับการทำงานอยู่ที่ระดับชั้นที่ 2 และ 3

10 10 Switched Hub N x 10Mbps 10 Mbps A BCD

11 11 Repeater เป็นอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ ที่ทำงานอยู่บนระดับชั้น Physical ของ OSI Model เท่านั้น ใช้สำหรับทวนสัญญาณ หรือ ทำให้สามารถเชื่อมต่อ เครือข่ายได้ระยะทางไกลขึ้น เนื่องจากช่วยขจัดปัญหาเรื่อง Attenuation Repeater ไม่ได้เปลี่ยนแปลงตัวสัญญาณ เพียงแต่ทำซ้ำ และส่งต่อเท่านั้น ดังนั้น เครือข่ายสองส่วนที่เชื่อมต่อกัน ด้วย Repeater จึงเป็นเสมือนเครือข่ายเดียวกัน

12 12 A Repeater in the OSI Model

13 13 Repeater Repeater ไม่ได้เปลี่ยนแปลงตัวสัญญาณ เพียงแต่ทำซ้ำและ ส่งต่อเท่านั้น ดังนั้น เครือข่ายสองส่วนที่เชื่อมต่อกันด้วย Repeater จึงเป็นเสมือนเครือข่ายเดียวกัน

14 14 Bridge เป็นอุปกรณ์เชื่อมโยงระหว่างเครือข่าย Bridge ได้รับการออกแบบมา ให้ใช้กับเครือข่ายประเภทเดียวกันเช่น Ethernet กับ Ethernet หรือ Token Ring กับ Token Ring การติดต่อภายในเครือข่ายเดียวกันนั้นมีลักษณะการส่งข้อมูล แบบ กระจายไปทั่ว (broadcasting) ดังนั้นจึงกระจายไปเฉพาะเครือข่าย เดียวกันเท่านั้น การรับส่งภายในเครือข่ายมีข้อกำหนดให้ Packet ที่ ส่งกระจายไปยังตัวรับได้ทุกตัว ถ้าแต่มีแอดเดรสที่ส่งมาเป็นแอดเดรสอยู่บนเครือข่ายอื่น Bridge จะ นำข้อมูลเฉพาะ Packet นั้นส่งให้ Bridge ต่างเครือข่าย จึงเสมือน เป็นตัวแบ่งแยกข้อมูลระหว่างเครือข่ายให้มีการสื่อสารภายใน เครือข่ายของตนไม่ปะปนไปยังอีกเครือข่ายหนึ่ง เพื่อลดปัญหา ปริมาณข้อมูลกระจายในสายสื่อสารมากเกินไป

15 15 A Bridge in the OSI Model

16 16 A Bridge

17 17 Switch อุปกรณ์ Switch มีหลายแบบ หากแบ่งกลุ่มข้อมูลเป็น Packet เล็ก ๆ และเรียกใหม่ว่า “Cell” กลายเป็น “Cell Switch” หรือที่รู้จักกันในนาม "ATM Switch" ถ้าสวิตช์ข้อมูลในระดับ Frame ของ Ethernet ก็ เรียกว่า " Ethernet Switch" และถ้าสวิตช์ตามมาตรฐานเฟรมข้อมูลที่ เป็นกลาง และนำข้อมูลอื่นมาประกอบภายในได้ก็เรียกว่า "Frame Relay" อุปกรณ์ Switching จึงเป็นอุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ และมีแนวโน้ม ที่จะพัฒนาให้ใช้กับความเร็วของการรับส่งข้อมูลจำนวนมาก เช่น Frame Relay และATM Switch สามารถสวิตช์ข้อมูลขนาดหลายร้อย ล้านบิตต่อวินาทีได้ เทคโนโลยีนี้จึงเป็นเทคโนโลยีที่กำลังได้รับความ นิยม

18 18 Router อุปกรณ์ทำหน้าเชื่อมโยงการติดต่อระหว่างเครือข่าย เช่น เครือข่าย Ethernet กับ Frame Relay (LAN-to-WAN) โดยต้อง กำหนดโปรโตคอลที่ใช้งานร่วมกันบน Router เสียก่อน Router จะรับข้อมูลเป็น Packet เข้ามาตรวจสอบแอดเดรส ปลายทาง จากนั้นนำมาเปรียบเทียบกับตารางเส้นทาง (routing table ) ที่ได้โปรแกรมไว้ เพื่อหาเส้นทางที่ส่งต่อไป หากเส้นทางที่ส่งต่อมีมาตรฐานทางเครือข่ายที่แตกต่างออกไป ก็ จะแปลงให้เข้ากับมาตรฐานใหม่

19 19 A Router in the OSI Model

20 20 Routers in an internet

21 21 Gateway เป็นอุปกรณ์หรือซอฟท์แวร์ทำหน้าที่เชื่อมโยงการทำงานระหว่าง เครือข่าย ชนิดเดียวกันหรือต่างชนิดก็ได้ ถ้าเป็นเครือข่ายที่ใช้ โปรโตคอลต่างกัน ตัว Gateway ทำการแปลงโปรโตคอลให้เป็น โปรโตคอลที่ตรงกัน (protocol converter) สนับสนุนการทำงานตั้งแต่ระดับชั้นแอพลิเคชันลงไป เอื้ออำนวยความสะดวกต่อการติดตั้งแอพลิเคชันในแบบกระจาย

22 22 A Gateway in the OSI Model

23 23 A Gateway

24 24 ซอฟท์แวร์สื่อสาร

25 25 ซอฟต์แวร์สื่อสาร หมายถึงโปรแกรมซอฟท์แวร์ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงการ ทำงานและสร้างกระบวนการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่าง ระบบที่ต้องการทำงาน หรือสื่อสารข้อมูลร่วมกัน เช่น Telnet, FTP (File Transfer Protocol), Web Browser (IE/Netscape…), , Instant Messaging Internet Telephony

26 26 โปรแกรม Telnet ประกอบด้วยข้อกำหนดรูปแบบที่ให้บริการเกี่ยวกับการ ควบคุมการติดต่อระยะทางไกล (Remote Login) เราสามารถใช้งาน telnet ได้บนระบบปฏิบัติการวินโดว์ โดย เรียกใช้โปรแกรมนี้ได้ที่ เมนู Run แล้วพิมพ์คำสั่ง telnet เช่น telnet หรืออาจใช้วิธีการระบุชื่อของระบบที่ต้องการติดต่อด้วย เช่น telnet spu.ac.th

27 27 ภาพแสดงขั้นตอนการใช้โปรแกรม Telnet ติดต่อกับเครื่องบริการอินเตอร์เน็ตของ ม.ศรีปทุม พิมพ์คำสั่ง telnet ใส่ชื่อผู้ใช้และ รหัสผ่าน ข้อความแรกที่แสดงเมื่อสามารถ ติดต่อกับเครื่อง spu.ac.th ได้แล้ว

28 28 ประโยชน์ของโปรแกรม Telnet การเข้าไปใช้ทรัพยากรของคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นที่อยู่ ห่างไกล การค้นและโอนข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์ แม้จะต่างระบบ การตรวจเมล์ ( ) หรือบริการอื่นๆ กรณีที่ต้องใช้เครื่อง อื่น โดยเฉพาะในระบบ Text Mode

29 29 โปรแกรม FTP (File Transfer Protocol) เป็นวิธีการในการกำหนดรูปแบบในการบริการถ่ายโอน ไฟล์ ข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจจะอยู่บนเครือข่ายเดียวกันหรือต่างเครือข่ายกันก็ ได้ เครื่องชนิดเดียวกัน หรือต่างชนิดกันก็ได้ ซึ่งโปรแกรมที่ใช้งานในการถ่ายโอนไฟล์นี้เรียกว่า FTP program มีอยู่หลายโปรแกรม มีทั้งแบบที่เป็นแบบ Text mode คือใช้การพิมพ์โต้ตอบ และ แบบที่เป็นแบบ Graphic mode ซึ่งง่ายต่อการใช้งานมากกว่า

30 30 4: Instant message travels through messaging server and then to online buddy 2: Server checks if any established friends, family, or co-workers, called buddies, are online 3: Send instant messages to online buddy Step 2 Step 4 Step 3 messaging server 1: Login to the IM server Step 1 IM server Instant Messaging : ICQ, MSN

31 31 The Internet

32 32 The Network Layer in the Internet The IP Protocol IP Addresses Internet Control Protocols OSPF – The Interior Gateway Routing Protocol BGP – The Exterior Gateway Routing Protocol

33 33 Collection of Subnetworks ระบบอินเตอร์เนตสามารถเปรียบเทียบได้กับที่รวมของระบบเครือข่ายย่อย หรือที่เรียกว่าระบบอัตโนมัติ (Autonomous System) ที่เชื่อมต่อเข้าด้วยกัน

34 34 The IP Protocol รูปแบบที่ใช้ในการส่งข้อมูลเรียกว่า datagram ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนหัว ใช้ในการบอกข้อกำหนดต่างๆ ซึ่งมีความยาวไม่เกิน 60 ไบต์ (20 ไบต์แรกใช้ บอกข้กำหนดที่เป็นส่วนบังคับ 40 ไบต์ต่อมาใช้เป็นส่วนขยายที่บอกข้อกำหนด เพิ่มเติมตามความต้องการ) ส่วนหางคือส่วนที่เป็นข้อมูลข่าวสารที่ต้องการ The IPv4 (Internet Protocol) header.

35 35 เขตข้อมูลใน IPv4 Version: หมายเลขรุ่นของ datagram (4 bits) IHL: ความยาวของ datagram (20 – 60 bytes) Type of services: บอกชนิดของการบริการ (1 byte) Total length: ระบุความยาวของ gatagram ทั้งหมด (2 bytes) Identification: ใช้เก็บหมายเลขข่าวสารกรณีถูกแบ่งออกเป็นหลาย datagram (2 bytes) DF: Do not fragment (1 bit) MF: More fragment (1 bit) ปกติมีค่าเป็น 1 ถ้ามีค่า 0 หมายถึง datagram ตัวสุดท้าย Fragment offset: ใช้บอกว่าแพ็กเกตนี้เป็นส่วนประกอบที่เท่าใดของ datagram (13 bytes) Time to live: ตัวเลขจำนวนเต็ม ใช้นับจำนวนแม่ข่าย (1 byte) Protocol: กฎการรับส่งข้อมูลที่จะนำมาใช้ในการส่ง datagram ต่อไป (1 byte) Header checksum: ใช้ในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล (2 bytes) Source address, Destination address: ใช้ในการกำหนดที่อยู่ของผู้ส่งและผู้รับ (4 bytes) Options: เป็นส่วนขยายสำหรับ datagram รุ่นใหม่ (4 bytes)

36 36 The IP Protocol (2) Some of the IP options.

37 37 IP Addresses IP address formats ที่อยู่บนอินเตอร์เนตกำหนดโดยใช้เลขฐานสอง ความยาว 4 ไบต์หรือ 32 บิต ซึ่งจะไม่มีที่อยู่ที่มีหมายเลขซ้ำกันเลย ประกอบด้วยตัวเลข 3 ประเภทคือ เลขบอกพวก(class) เลขบอกเครือข่าย (network) เลขบอกเครื่องแม่ข่าย (Host) การกำหนดที่อยู่แบ่งออกเป็น 5 Class คือ A, B, C, D, และ E

38 38 รายละเอียดของ Class Class A: บิตแรกเป็น “0” เลขบอกเครือข่ายยาว 7 บิต ประกอบด้วย126 เครือข่าย แต่ละเครือข่ายมี 16 ล้านเครื่องแม่ข่ายบอกด้วยตังเลข 24 บิต ขอบเขตหมายเลข อยู่ที่ ถึง Class B: สองบิตแรกเป็น “10” เลขบอกเครือข่ายยาว 14 บิตประกอบด้วย 16,382 เครือข่าย แต่ละเครือข่ายมี 65,536 เครื่องแม่ข่ายบอกด้วยเลข 16 บิต ขอบเขต หมายเลขที่อยู่คือ ถึง Class C: สามบิตแรกเป็น “110” เลขบอกเครือข่ายยาว 21 บิตประกอบด้วย 2,097,152 เครือข่าย แต่ละเครือข่ายมี 254 เครื่องแม่ข่ายบอกด้วยเลข 8 บิต ขอบเขตหมายเลขที่อยู่คือ ถึง Class D: สี่บิตแรกเป็น “1110” ใช้สำหรับการกระจายข้อมูลข่าวสารแบบหลายจุด ขอบเขตหมายเลขที่อยู่คือ ถึง Class E: ห้าบิตแรกเป็น “11110” สำรองไว้ใช้ในอนาคต ขอบเขตหมายเลขที่อยู่ คือ ถึง

39 39 Special IP addresses มีบางส่วนของเลขที่อยู่ที่ใช้ในความหมายพิเศษ เลขที่อยู่เป็น 0 ทั้งหมด ใช้สำหรับเครื่องแม่ข่ายใดๆที่เพิ่งจะเริ่มต้นเปิดสวิทช์การทำงาน ของเครื่อง เลขที่อยู่ขึ้นต้นด้วย 0 แล้วตามด้วยหมายเลขเครื่องแม่ข่าย ใช้ภายในเครือข่ายของตนเอง เป็นการละเลยการเขียนหมายเลขเครือข่าย เลขที่อยู่เป็น 1 ทั้งหมด เป็นการแพร่กระจายข่าวสารไปยังทุกเครื่องแม่ข่ายที่อยู่ภายใน เครือข่ายเดียวกัน เลขที่อยู่ที่ขึ้นต้นด้วยหมายเลขเครือข่ายตามด้วยเลข 1 ทั้งหมด เป็นการแพร่กระจาย ข่าวสารไปยังทุกเครื่องแม่ข่ายที่อยู่ภายในหมายเลขเครือข่ายที่ระบุ เลขที่อยู่ในลักษณะ 127.xx.yy.zz เป็นเลขสำรอง ใช้สำหรับการทดสอบโปรแกรม โดยเฉพาะ

40 40 Subnets- เครือข่ายย่อย ระบบเครือข่ายสถานศึกษาประกอบด้วยระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณของคณะวิชาต่างๆ โฮสทุกตัวที่อยู่ในระบบเครือข่ายเดียวกันจะต้องใช้หมายเลขเครือข่ายเป็นเลข เดียวกันทั้งหมด เครือข่ายสามารถแบ่งออกเป็นหลายส่วนสำรับการใช้งานภายใน องค์กรซึ่งเมื่อมองจากภายนอกแล้วก็ยังคงเป็นระบบเครือข่ายเดียวกัน ในมุมมอง ของอินเตอร์เนตส่วนประกอบของเครือข่ายเรียกว่าระบบเครือข่ายย่อยหรือ subnet

41 41 Subnets (2) A class B network subnetted into 64 subnets. จากรูป แทนที่จะมีเครือข่าย class B อยู่เพียงเครือข่ายเดียวที่หมายเลขที่อยู่ระบบ เครือข่ายขนาด 14 บิต และหมายเลขโฮสอีก 16 บิต ข้อมูลบางบิตจากหมายเลข โฮสจะถูกนำไปใช้ในการสร้างหมายเลขเครือข่ายย่อย เช่นสร้างเครือข่ายย่อย จากข้อมูล 6 บิต เหลือไว้อีก 10 บิตสำหรับใช้เป็นหมายเลขโฮส จะทำให้มี เครือข่ายย่อยได้มากถึง 64 ระบบ แต่ละระบบจะมีจำนวนโฮสได้1022 โฮส (หมายเลข “0” และ “1” นั้นไม่ใช้งาน การแบ่งลักษณะนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ ภายหลังเมื่อพบว่าไม่เหมาะสม

42 42 Subnets (3) A class B network subnetted into 64 subnets. สร้างเครือข่ายย่อยขึ้นมาใช้งาน เราเตอร์หลักจะต้องมี “subnet mask” ซึ่งเป็นตัว เลขที่บอกให้ทราบถึงการแบ่งแยกระหว่างหมายเลขเครือข่ายกับหมายเลข เครือข่ายย่อยและหมายเลขโฮส Subnet mask ในรูปเขียนแบ dotted decimal notation ดังนี้ หรือเขียนในลักษณะ “/22” เพื่อบอกให้ทราบ ว่า subnet mask นั้นมีความยาว 22 บิต จากตัวอย่างนี้ ระบบเครือข่ายย่อยที่ 1 อาจมีหมายเลขเป็น ระบบเครือข่ายย่อยที่ 2 มีหมายเลขเป็น ระบบเครือข่ายย่อยที่ 3 มีหมายเลขเป็น เป็นต้น หรือ เขียนเป็นเลขไบนารีดังนี้ Subnet 1: | Subnet 2: | Subnet 3: |

43 43 CIDR – Classless InterDomain Routing ตารางกำหนดหมายเลข IP การกำหนดที่อยู่แบบ class ทำให้ที่อยู่หลายล้านหมายเลขต้องสูญเสียไปโดยไม่มี ผู้นำไปใช้งาน Class A มีจำนวนสมาชิกได้มากกว่า 16 ล้านหมายเลข ซึ่งมาก เกินไปต่อระบบเครือข่ายย่อยแห่งหนึ่ง ส่วน Class C มีจำนวนที่อยู่ได้ 256 หมายเลข ซึ่งก็น้อยเกินไป สำหรับ Class B มีจำนวนสมาชิกได้ 65,536 หมายเลข ซึ่งเป็นจำนวนที่เหมาะสมที่สุด (class D และ E สงวนไว้ใช้ต่างหาก) สถานะการณ์เช่นนี้ในสังคมอินเตอร์เนตเรียกว่า “Three bears problems” เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ได้มีการนำแนวคิด”การเลือกเส้นทางเดินข้อมูล โดยใช้โดเมนสากลแบบไม่กำหนดชั้น (CIDR: Classless InterDomain Routing)” มาใช้ ซึ่งเป็นการรวมที่อยู่ใน class C ทั้งหมดเข้าด้วยกันซึ่งมี มากกว่า 2 ล้านเครือข่ายแล้วกำหนดให้เป็นที่อยู่แบบขนาดไม่คงที่

44 44 ปัญหาการขาดแคลนหมายเลข IP มีปัญหาเนื่องจากมีการใช้ ADSL มากขึ้น  ผู้ใช้ได้รับเลขหมาย IP เป็นการถาวร  ผู้ใช้ไม่ต้องเสียค่าบริการเชื่อมต่อในแต่ละครั้งที่ใช้งาน การแก้ปัญหา  ผลักดันให้ระบบอินเตอร์เนตเปลี่ยนไปใช้ IPv6 ซึ่งจะใช้หมายเลขที่อยู่ขนาด 128 บิต การแปลงที่อยู่เครือข่าย เป็นวิธีการแก้ปัญหาชั่วคราว โดยมีแนวคิดในการกำหนดหมายเลข IP ให้ประจำแต่ละ องค์กรเพียงหมายเลขเดียวหรือให้มีจำนวนน้อยที่สุดภายในองค์กร เครื่องแต่ละเครื่องจะมี หมายเลข IP ที่ไม่ซ้ำกับเครื่องอื่นเป็นของตนเองซึ่งเตรียมไว้ใช้สำหรับการค้นหาเส้นทาง และการจัดส่งแพ็กเกตภายในองค์กร เมื่อแพ็กเกตจะเดินทางออกจากองค์กรไปยัง ISP กระบวนการแปลงที่อยู่เครือข่ายจะเกิดขึ้น กระบวนการนี้จะกำหนดให้หมายเลข IP จำนวน 3 กลุ่มเป็นหมายเลขเฉพาะ องค์กรสามารถนำหมายเลข IP ใน 3 กลุ่มนี้ไปใช้ได้โดยอิสระ โดยมีกฎว่าจะไม่นำหมายเลขใดใน 3 กลุ่มนี้ไปใช้กับแพ็กเกตที่จะส่งเข้าสู่ระบบอินเตอร์เนต จริง /8 (16,777,216 โฮส) /12 (1,048,576 โฮส) /16 (165,536 โฮส)

45 45 NAT – Network Address Translation Placement and operation of a NAT box.

46 46 Number of Internet Hosts Number of hosts today is in hundreds of millions Number of users in billions Number of participating countries nearing 200

47 47 Switching Techniques Circuit switching  Dedicated path transmission  Minimal delay through network after connection established Message switching  Transmission channels are only used when needed  Messages frequently stored on slow peripheral processor (e.g.,disk, magnetic drum)  Delays due transmission depends on length of message and number of hops Packet switching  Transmission unit is packet with limited size  Packets stored in high-speed random access memory (RAM)  Delay is much sorter than message switching  E.g. APARNET used 50-kbps links. Thus for a path with 5 or less hops and packet length less than 1000 bytes, the transmission time is less than 1000x8/50,000 = 0.16 seconds.

48 48 Circuit switching Circuit switching holds all channels

49 49 Message Switching First transmissionSecond transmission Third transmission Fourth transmission Message switching holds one channel at a time

50 50 Internet History Evolved from ARPANET (Defense Department’s Advanced Research Projects Agency Network) ARPANET was developed in 1969, and was the first packet-switching network Initially, included only four nodes: University of California, Los Angelis (UCLA), University of California, Santa Babara (UCSB), University of Utah, and SRI(Stanford Research Institute ) For more information visit

51 51 Switching Methods Circuit Switching: Requires a dedicated communication path for duration of transmission; wastes bandwidth, but minimizes delays Message Switching: Entire path is not dedicated, but long delays result from intermediate storage and repetition of message Packet Switching: Specialized message switching, with very little delay

52 52 Early Applications & Protocols Telnet/FTP (1972/73) Distributed (1972) TCP/IP ( ) DNS (1984)

53 53 Internet Components

54 54 The World Wide Web Concept proposed by Tim Berners-Lee in 1989, prototype WWW developed at CERN (the European Laboratory for Particle Physics) in 1991 First graphical browser (Mosaic) developed by Mark Andreessen at NCSA (National Center for Supercomputing Applications) in 1993 Client-server system with browsers as clients, and a variety of media types stored on servers Uses HTTP (hypertext transfer protocol) for retrieving files

55 55 Internet Terminology Central Office (CO):จุดสิ้นสุดของสายของลูกค้าซึ่งเชื่อมต่อกับสวิทช์ เพื่อเชื่อมต่อกับเครือข่ายอื่น Customer Premises Equipment (CPE): อุปกรณ์สื่อสาร โทรคมนาคมที่เป็นของฝ่ายลูกค้า Internet Service Provider (ISP): ผู้ให้บริการอินเตอร์เนต Network Access Point (NAP): จุดเชื่อมต่อหลักซึ่งเชื่อมต่อ ISP ต่างๆ เข้าด้วยกัน Network Service Provider (NSP): ผู้ให้บริการเครือข่ายที่เป็น back bone ให้กับ ISP Point of Presence (POP): จุดขอบนอกของเครือข่ายที่เชื่อมต่อเข้ากับ อินเตอร์เนต

56 56 Simplified View of Portion of Internet

57 57 Connecting to the Internet End users get connectivity from an ISP (internet service provider)  Home users use dial-up, ADSL, cable modems, satellite  Businesses use dedicated circuits connected to LANs ISPs use “wholesalers” called network service providers and high speed (T-3, i.e Mbps, or higher) connections

58 58 Commercial Internet Use ARPANet and NSF limited use to research and development Early commercial use primarily information dissemination EDI transactions gradually moved to the Internet WWW growth in 1990s has led to increased direct sales

59 59 Internet Addressing 32-bit global internet address Includes network and host identifiers Dotted decimal notation  (binary)  (decimal)

60 60 Domain Name System (DNS) 32-bit IP addresses have two drawbacks  Routers can’t keep track of every network path  Users can’t remember dotted decimals easily Domain names address these problems by providing a name for each network domain (hosts under the control of a given entity)

61 61 Portion of Internet Domain Tree

62 62 DNS Components Domain name space  Tree-structured name space to identify all internet resources DNS database  Stored in a distributed database Name servers  Server programs that hold information about a specific portion of the domain name tree Resolvers  Programs that extract information from name servers based on client requests

63 63 Internet Control Protocols โปรโตคอลการสื่อสารข้อมูลบนอินเตอร์เนตหมายถึงกฎระเบียบที่มีไว้ ใช้ในการควบคุมการสื่อสารข้อมูลรวมถึงการแก้ไขข้อผิดพลาดต่างๆที่ เกิดขึ้น โปรโตคอล 4 แบบ  ICMP - Internet Control Message Protocol  ARP – Address Resolution Protocol  RARP – Reversed Address Resolution Protocol  DHCP – Dynamic Host Configuration Protocol

64 64 ICMP - Internet Control Message Protocol เป็นโปรโตคอลที่ใช้ตรวจสอบและรายงานสถานภาพของ datagram มีการรายงาน 9 แบบ

65 65 ARP – The Address Resolution Protocol การเชื่อมต่อระบบเครือข่าย 3 ระบบคือ ethernet 2 ระบบ และ FDDI 1 ระบบ ARP เป็นโปรโตคอลหรือกฎระเบียบที่ใช้ในการแปลงที่อยู่จากแบบ หนึ่งไปเป็นที่อยู่อีกแบบหนึ่ง เช่น แปลงที่อยู่แบบ IP ไปเป็นที่อยู่แบบ ethernet

66 66 RARP – Reversed Address Resolution Protocol เป็นวิธีควบคุมการสื่อสารแบบ ARP ย้อนกลับ นั่นคือเมื่อทราบที่อยู่เป็น แบบอินเตอร์เนตแล้วต้องการแปลงที่อยู่เป็น IP เครื่องคอมพิวเตอร์ที่พึ่งจะเริ่มทำงาน(หรือเครื่องใดก็แล้วแต่)จะส่ง คำถามออกไปในทำนอง “ที่อยู่ขนาด 48 บิตแบบ ethernet ของฉัน คือ มีใครทราบที่อยู่ IP ของฉันบ้าง” เครื่องที่ ให้บริการ RARP จะตรวจดูข้อมูลในตารางข้อมูลของตนเองแล้วจึงส่ง หมายเลข IP กลับไปให้ ช่วยให้เกิดความอ่อนตัวและประสิทธิภาพการใช้หมายเลข IP เนื่องจาก ไม่มีหมายเลข IP เป็นของตนเอง ผู้ควบคุมระบบสามารถกำหนด หมายเลข IP ใดๆที่ไม่มีผู้ใช้งานในขณะนั้นให้ใช้ได้ หมายเลข IP ในที่นี้ จึงเป็นเสมือนสมบัติส่วนกลางที่ทุกคนใช้ร่วมกัน

67 67 Dynamic Host Configuration Protocol การทำงานของ DHCP  เป็นวิธีที่สามารถใส่หมายเลข IP ของโอสให้ได้ทั้งแบบอัตโนมัติและให้ผู้ดูแลระบบเป็น ผู้ป้อนข้อมูล  วิธี DHCP ต้องอาศัยเครื่อง server พิเศษเครื่องหนึ่งที่จะเป็นผู้มอบหมายเลข IP ให้แก่ โฮสที่ร้องขอ เครื่อง server นี้ไม่จำเป็นจะต้องอยู่ภายในระบบเครือข่ายเดียวกันกับโฮสที่ ร้องขอ โดยจะมี DHCP relay agent ประจำในแต่ละวงเพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ถ่ายทอดข่าว

68 68 OSPF (Open Shortest Path First) ในระยะเริ่มแรก โปรโตคอลสำหรับเกตเวย์ในเครือข่ายคือโปรโตคอล เลือกเส้นทางแบบตารางระยะทาง (RIP-Routing Information Protocol) ซึ่งใช้งานได้ดีในระบบขนาดเล็ก เมื่อระบมีขนาดใหญ่จะมี ปัญหาความล่าช้าในการค้นหาคำตอบ OSPF ถูกพัฒนาขึ้นโดย คณะทำงาน IETF ในปี 1988 และได้กลาย มาเป็นมาตรฐานในปี 1990 OSPF สนับสนุนการติดต่อและเครือข่ายได้ 3 แบบ  แบบจุด-ต่อ-จุด ซึ่งเป็นการติดต่อกันระหว่างเราเตอร์สองตัว  แบบการสื่อสารข้อมูลหลายจุดที่สนับสนุนการกระจายข่าวส่วนใหญ่เป็น เครือข่ายเฉพาะที่  แบบการสื่อสารข้อมูลหลายจุดที่ไม่สนับสนุนการกระจายข่าว เช่นระบแพ็กเกต สวิทช์

69 69 ประเภทของเราเตอร์ OSPF แบ่งประเภทของเราต์เตอร์ออกเป็น 4 ประเภทคือ 1. Internal Router – เราเตอร์ภายในเขตย่อยที่อยู่ภายใน เขตย่อยเดียวกัน 2. Area Border Router- เราเตอร์ชายแดนที่เชื่อมต่อกับเขต ย่อยตั้งแต่สองเขตขึ้นไป 3. Backbone Router - เราเตอร์ในเขตระบบสื่อสารหลัก 4. AS Border Router - เราเตอร์ที่เชื่อมต่อระหว่างระบบ เครือข่ายอัตโนมัติ

70 70 OSPF The five types of OSPF messages. เราเตอร์ทุกตัวสามารถทราบข่าวสารของเราเตอร์ตัวอื่นได้โดยการร้อง ขอข้อมูลผ่านแพ็กเกต บอกสถานะการเชื่อมต่อ ดังนั้นเราเตอร์ที่อยู่ ติดกันจะสามารถแลกเปลี่ยนข่าวสารที่ทันสมัยระหว่างกันได้เสมอ

71 71 โปรโตคอลเลือกเครือข่ายแบบ BGP BGP เป็นโปรโตคอลที่พัฒนาขึ้นมาใช้สำหรับเลือกทางเดินข้อมูล ระหว่างเครือข่ายอัตโนมัติ การเลือกทางเดินภายในจะคำนึงถึงค่าใช้จ่ายเป็นหลัก แต่การเลือก ทางเดินระหว่างเครือข่ายจะต้องนำนโยบายของแต่ละระบบมาร่วม พิจารณาด้วย นโยบายที่ใช้กันทั่วไปในระบบเครือข่ายอัตโนมัติจะเกี่ยวข้องกับ การเมือง การรักษาความปลอดภัย และการพาณิชย์ เช่น  ไม่อนุญาตให้ฝากข้อมูลผ่านบางพื้นที่  ไม่ส่งข้อมูลของ IBM® ผ่านระบบของ Microsoft®  ไม่ส่งข้อมูลออกนอกเขตประเทศไทยยกเว้นเป็นการสื่อสารระหว่างประเทศ  ไม่ส่งข้อมูลผ่านระบบทหารเครือข่ายทหาร ยกเว้นในกรณีที่ไม่มีทางเลือกอื่น  ไม่เลือกระบบ นนทรีเน็ท ไว้ในเส้นทางที่เริ่มต้นจาก NECTEC  ฯลฯ นโยบายของแต่ละแห่งจะถูกบันทึกไว้ในเราเตอร์ BGP แต่ละตัวในลักษณะของ ข้อมูล

72 72


ดาวน์โหลด ppt 1 ICT+ Introduction to Networks ICT+ Introduction to Networks ดร. สุรศักดิ์ มังสิงห์ URL:http://www.spu.ac.th/~surasak.mu.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google